660308 พ่อครูเทศนาภาคค่ำ งานพุทธาภิเษกฯครั้งที่ 47 ปฐมอโศก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2566
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์584 KB
วันที่แก้ไข11 มีนาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

660308 พ่อครูเทศนาภาคค่ำ งานพุทธาภิเษกฯครั้งที่ 47 ปฐมอโศก https://www.boonniyom.net/53015.html

ดาวโหลดเอกสารที่ https://docs.google.com/document/d/1wRZlsmPDR2v3HDV3QTtXTOnM9fHrc3ROd3d8OcHOeTI/edit?usp=sharing

ดาวน์โหลดเสียงที่ https://drive.google.com/file/d/11CoO2PO-r3hlxYLQQJcjhv8LArWQ2pek/view?usp=share_link

ดูวิดีโอได้ที่ https://youtu.be/vO9i3BfaJ34 และ https://fb.watch/j8gTrQ43R-/

สื่อธรรมะพ่อครู ตอน บุญของศาสนาพุทธต้องเกิดจากจรณะ 15 พ่อครูว่า...วันนี้วันพุธที่ 8 มีนาคม 2566 ที่บวรปฐมอโศก แรม 2 ค่ำเดือน 4 ปีเถาะ พุทธาภิเษกฯ เราก็ย่างเข้ามาได้วันที่ 4 รายการอาตมาเป็นรายการสุดท้ายของวัน ชีวิตอาตมาก็ย้ำพูดซ้ำพูดซากจนกระทั่งพูดมา 50 กว่าปีนี้ อาตมาก็ไม่เก่งที่จะพูดอะไรต่ออะไรให้ได้พิสดารไปมากมาย ก็วนเวียนอยู่แต่ในคำสอนพระพุทธเจ้า ที่เอาหัวใจ หรือเอาหลักการของธรรมะของพระพุทธเจ้านี้ มาสอนมาอธิบายมาขยายความ ซ้ำซาก แต่ซ้ำซากก็ต้องฟัง เพราะมันเป็นธรรมะอันเป็นสัจธรรมที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ ไม่ใช่คนจะมารู้ได้ง่ายๆ ศาสดาเทวนิยมทั้งหลายที่เป็นศาสดาอยู่ในโลก เป็นเจ้าของศาสนาเลยนะ ซึ่งแพร่หลายยิ่งกว่าศาสนาพุทธ แพร่หลายจริงๆ คนยอมรับนับถือกันมากมาย ครึ่งค่อนโลกเลย มีสมาชิกหรือมีผู้เป็นศาสนิกของเขามากมาย แต่ของพุทธเราไม่มากหรอก นอกจากไม่มากแล้ว ในศาสนาพุทธเองแท้ๆนี่ก็ยังยาก ที่จะถือว่าเป็นผู้ที่มีภูมิธรรม มีปัญญาที่จะเข้าใจถึงลักษณะของศาสนาพุทธอันเป็นโลกุตระ ความรู้ของศาสนาทั่วไปก็เป็นศาสนาที่ทุกคนจะพูดตรงกันหมดว่า ศาสนาทุกศาสนาเป็นศาสนาที่พาให้คนดี ไม่ให้เป็นคนชั่ว ให้คนละชั่วมาเป็นคนดี ถูกต้องหมด ของพุทธก็ไม่ละเว้นก็เป็นคนที่มีอย่างนั้นด้วย ซึ่งอาตมาก็ได

อ่านต่อ

้ย้ำให้ฟังแล้วว่า ศาสนาพุทธก็พาคนมาทำดี และสามารถทำดีได้อย่างถาวรด้วย หมายความว่าอะไร หมายความว่า ทำดี กายกรรม วจีกรรม มีมโนกรรมเป็นประธานนั้น จิตวิญญาณหรือมโนนั้น สามารถรู้จักเหตุแห่งการทำดีด้วย แล้วละเหตุแห่งการทำดีนั้น จึงไม่ทำชั่วอย่างเด็ดขาด สัพพปาปัสสะ อกรณัง(ไม่ทำบาปทั้งปวง) เพราะฉะนั้นกรรมทุกกรรมของผู้ที่เรียนรู้ธรรมะพระพุทธเจ้า จึงทำดีตลอดกาล ไม่ทำชั่วอีกเลย แม้จะมีการกระทบสัมผัสยั่วยุ ปลุกเร้า ให้ไปทำชั่วอีกด้วย ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข อย่างไรก็ตาม ก็ไม่ไปทำอีก จึงเป็นการทำดีแบบโลกุตระ ไม่ได้เป็นการทำดีแต่แค่โลกียะเท่านั้น โลกียะไม่เที่ยง โดยเฉพาะเขาทำได้ชาตินี้ ชาติหน้าตกต่ำ ชาติหน้าไม่เที่ยงแล้ว แม้จะเป็นศาสดาเอง เกิดมาชาติต่อๆไป เขาจะไม่มีการรู้ถึงจิตเวียนตายเวียนเกิด แล้วก็เหตุที่เป็นตัวต้นเหตุในจิตนิยาม ต้นเหตุคือกิเลสนี่แหละเขาไม่ได้เรียนรู้กัน เพราะฉะนั้นเขาทำลายกิเลสไม่ได้ ได้แต่กดข่ม สังวรระวัง เฉยๆ แล้วก็ไม่มีทฤษฎีที่จะจัดการกับกิเลส ไม่มีธาตุรู้ที่เป็นญาณปัญญา ญาณปัญญาที่หยั่งรู้เข้าไปในจิต เจตสิก รูป นิพพาน อันนี้แหละ ยิ่งใหญ่ จิตเจตสิกต่างๆ ในเจตสิกแยกแยะออกไปอีกมากมาย หลากหลายมาก ยกตัวอย่างเช่นที่อาตมานำมาสอนพวกเรา แล้วก็เรียนรู้ได้จริง เหตุปัจจัยเกิดอย่างไรอย่างไร เวทนาเจตสิกอย่างนี้เป็นต้น เวทนาเจตสิก108 เวทนา 108 มันมีลักษณะอย่างไร เวทนา 2 พิจารณาเวทนาในเวทนา ก็คือสามารถรู้จักเวทนา 2 เวทนา 3 เวทนา 5 เวทนา 6 เวทนา 18 เวทนา 36 เวทนา 108 อย่างนี้เป็นต้น มีพวกเรานี่ล่ะ ชาวอโศกนี่แหละเรียน แล้วก็รู้ รู้จัก รู้แจ้ง รู้จริง ในภาษาพวกนี้ด้วย รู้แล้วก็เข้าไปจัดการ ปรับปรุงหรือปรุงแต่ง ปรับแก้ ทำให้จิตเจตสิกเหล่านี้ ดีขึ้น ลดกิเลสได้จริง มีโพชฌงค์ 7 สามารถมีธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ มีสติสัมผัสแล้วมีสติตื่น มาสัมผัสทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เห็นทางกายกรรม ทางวจีกรรม ทางมโนกรรม ตื่นเต็ม ไม่ใช่ไปตื่นอยู่ในจิตหลับตาปฏิบัติ อยู่ในจิตแล้วก็ตื่นให้มีสติเต็มให้ได้ ในจิตเท่านั้น ไม่ใช่ ไม่พอ มีกายะข้างนอกสัมผัสแล้วรู้ มีสติแล้วก็มีธัมมวิจัย วิจัยจิต ย่อเข้าไปลึกเรื่อยๆ เข้าไปก็วิจัยจิตกับกิเลส แยกกิเลสให้ออกจากจิตว่าจิตเรามีกิเลส หรือแยกไม่ออกจิตหมด แล้วไม่มีกิเลสแล้วในจิต มีแต่จิตสะอาดจริงๆ ก็เป็นอันจบ จิตหนึ่งเดียว จิตสะอาด จิตบริสุทธิ์จากกิเลส เริ่มแรกพระพุทธเจ้าให้รู้เหตุปัจจัย หลักเกณฑ์ข้อที่ 1 ศีลสัมผัสกับสัตว์ สัมผัสกับของ สัมผัสกับพืชพันธุ์ธัญญาหาร สัมผัสกับวัตถุ แล้วก็ลึกเข้าไปถึง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ร่วมด้วย มันสัมผัสแล้วมันเกิดปฏิกิริยาอย่างไร เกิดอาการอย่างไร เกิดกิเลสเป็นอย่างไร แยกอาการที่เกิดในจิต อาการ ลิงค นิมิต แล้วก็มี อุเทส อุเทสคือคำบรรยาย คำอธิบาย คำสาธยายอย่างที่อาตมานำเอาคำของพระพุทธเจ้า มาสาธยายยกขึ้นให้ฟัง แล้วก็ไปปฏิบัติอ่านอาการ แล้วก็จับนิมิตของอาการต่างๆให้ได้ว่า มีกิเลส 2. มีจิต มีคู่ มีสิ่งที่ต่างกัน ทีละคู่ ๆๆ จากตั้งแต่สัตว์ ตั้งแต่ของ หรือลึกเข้ามาถึง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ศีล 3 ข้อเป็นหลักใหญ่ ถ้าไปปฏิบัติธรรมแล้วไม่มีศีล 3 ข้อนี้เลย ขออภัยไปหลับตาปฏิบัติไม่มีศีล 3 ข้อสมบูรณ์แบบ มันก็ไม่ใช่ศาสนาพุทธ นี่คือความเสื่อมของศาสนาพุทธที่ไปหลงหลับตาตาม อาฬารดาบส อุทกดาบส แล้วไปยึดมั่นถือมั่นจริงๆว่าอย่างนี้ถูกต้อง เดี๋ยวนี้ก็ยังยึด อาตมาพูดเท่าไหร่ๆ เขาก็ไม่กระเตื้อง เพราะว่าอาตมาไม่มีเครดิตเท่าอาจารย์เขา เท่าประชาชนส่วนใหญ่ ที่ได้หลงผิด มันเป็นยุคกาลที่พระพุทธเจ้าท่านพยากรณ์เอาไว้แล้ว ในอาณิสูตรว่า ยุคนี้มันเสื่อม มันผิด เขาก็ผิดไปจริงๆ อาตมาก็ต้องมากู้กลับ พยายาม ก็ต้องทำ ได้น้อยได้มากเท่าไหร่ก็ทำได้ ได้ประมาณเท่านี้ คำสอนที่เป็นหลัก หลักใหญ่เขาก็ไม่เอามาพูดแล้ว เพราะเขาไปหลับตา เพราะฉะนั้นหลับตาหลักใหญ่ของพุทธคุณ 9 คือ วิชชาจรณะสัมปันโน คำสอนของพระพุทธเจ้าคือ วิชชาจรณะสัมปันโน ก็ต้องเรียนรู้ ประพฤติ คือ จรณะ แล้วก็ให้เกิดวิชชา จะบรรลุธรรมด้วยวิชชาและจรณะ ต้องมีจรณะ ประพฤติเป็นเหตุ แล้วก็มีวิชชาเป็นผลตามมา ซึ่งพวกเราก็จำได้หมดแล้ววิชชา 8 จรณะก็ 15 พวกเราไล่ได้ไหม มีอะไรบ้าง จรณะ15 สังวรศีล สำรวมอินทรีย์ โภชเนมัตตัญญุตา ชาคริยานุโยคะ สัทธรรม 7 ฌาน 4 ของพุทธจึงเกิดจากเหตุจากการปฏิบัติสังวรศีลและ อปัณณกปฏิปทา 3 ปฏิบัติสัทธรรม 7 จึงจะเกิดฌาน ไม่ใช่ไปหลับตาปฏิบัติ ไม่มีเหตุพวกนี้เลย ซึ่งแบบนั้น มันเป็นการหยุดนิ่งๆ สะกดเอาไว้ มันเป็นวิธีการสะกดจิตเท่านั้น ไม่ได้เรียนรู้อย่างพิสดาร อย่างวิจิตร อย่างที่ลืมตา ฌานของพระพุทธเจ้าลืมตาหมด ฌานของพระพุทธเจ้า ไม่ได้หลับตาเลย เพราะฉะนั้นเมื่อไม่มีทาน แล้วก็ไปปฏิบัติจิตให้มันเป็นฌาน เป็นวิมุติ หรือ ถือศีลก็ให้มันเกิดจิตเป็น อธิจิต เป็นฌาน เป็นวิมุติ มันไม่มีเหตุปัจจัยอย่างนี้ นั่งหลับตาทานก็ไม่มี ศีลก็ไม่มี เพราะฉะนั้นเขาจึงไปแปล แม้ผู้แปลพระไตรปิฎก สัมมาทิฏฐิ 10 มีทาน มีศีลเขาใช้พยัญชนะบาลีเลย สัมมาทิฏฐิ ทินนัง ทานให้ไปแล้วจะบรรลุผลหรือไม่บรรลุผล แน่นอนทานที่ให้ไปแล้วมันก็มีผลทันที เพราะฉะนั้น ทานจะมีผลหรือไม่มีผล มันจะต้องมีผลสิ ทานอย่างไรมันก็ต้องมีผลคือได้ให้ คือ ทาน มันเป็นกุศลทันที แต่ผลที่พระพุทธเจ้าหมายนั้นไม่ใช่หมายถึงกุศล แต่หมายถึงมันเกิดชำระกิเลสหรือไม่ คำว่า ชำระกิเลสก็คือ บุญ เพราะฉะนั้นศาสนาพุทธมันเสื่อมจนกระทั่งคำว่า บุญ เขาไม่เข้าใจแล้ว บุญ เขาไปหมายถึง กุศล ได้กุศล คำว่า บุญ เพี้ยนผิดไปเป็นกุศลเท่านั้นเอง เสื่อมแล้วศาสนาพุทธ ไม่มีโลกุตรธรรม บุญมันคือ อาวุธฆ่ากิเลส สะสมไม่ได้ พระอรหันต์คือผู้ที่ไม่มีบุญ หมดบุญ หมดบาป สิ้นบุญสิ้นบาป ปุญญปาปปริกขีโณ หมดบุญหมดบาป ก็เป็นพระอรหันต์ ยังไม่หมดบุญก็จะลดลงเรื่อยๆ เป็นโสดาบัน บุญก็ลดลงประมาณหนึ่ง เพราะว่าทำจิตให้สะอาดผ่องใสจากกิเลสไปได้จำนวนหนึ่ง สกิทาฯก็ลดลงไปได้อีก อนาคาฯก็ลดลงไปได้อีก อรหันต์หมดเลย บุญก็หมดเกลี้ยง บุญไม่ได้กลับกันไปเป็นบาปอีก ไม่ คนที่ได้แล้วได้เลย บุญหมดแล้วก็หมดเลย บุญจึงไม่เกิดในตนในผู้ที่หมดกิเลสนั้นแล้ว พระอรหันต์จึงไม่มีบุญ จะไปได้บุญได้อย่างไร มันต้องทำบุญนี้ให้มันมีประสิทธิภาพในการที่จะชำระกิเลส ให้ได้ แล้วไม่ต้องใช้อีก บุญ คือ อาวุธฆ่ากิเลส เป็นเครื่องมือฆ่า หรือ ตัวพลังงานฆ่า เป็นตัวตนบุคคลก็คือ นายเพชฌฆาต ฆ่ากิเลส เพราะฉะนั้น เราอยากจะไปเป็นนายเพชฌฆาตฆ่าคน จะไปเป็นนักฆ่า ไปทำไม ใช่ไหม อย่างนี้เป็นต้น นี่คือนัยยะที่สำคัญ ซึ่งมันได้เข้าใจผิดเสื่อมไป ศาสนาพุทธ จึงเหมือนศาสนาเทวนิยม ปฏิบัติแต่ดี ก็ยังดี ปฏิบัติแต่ดี ไม่ปฏิบัติชั่ว เพราะฉะนั้นปฏิบัติธรรมะที่เป็นโลกุตระไม่ได้

สื่อธรรมะพ่อครู ตอน แก่นของการปฏิบัติในศาสนาพุทธคือจรณะ 15 วิชชา 8 พ่อครูว่า... โลกุตระนั้นปฏิบัติไม่ใช่ปฏิบัติเพื่อที่จะทำแต่ดี ไม่ปฏิบัติชั่วเท่านั้น ต้องปฏิบัติเพื่อให้รู้จักสุขรู้จักทุกข์ เพราะฉะนั้นอริยสัจ 4 ของศาสนาพุทธ คือ ทุกข์อริยสัจ เป็นศาสนาของอาริยกะ จึงเรียก อริยสัจ 4 ผู้ที่บรรลุธรรมของพุทธเป็นอริยะ ผู้ไม่บรรลุธรรมของพุทธ ไม่เป็นอริยะจึงเป็น มิลักขะ มีคน 2 ประเภทคือ คนเจริญกับคนไม่เจริญ คนยังไม่เจริญคือ คนมิลักขะ อย่างศาสนาเทวนิยมเห็นไหม ยังฆ่าแกงกัน โอ้โห…รัสเซียกับยูเครนยังฆ่าแกงกันหนักเลย ประเทศอื่นใดเขาก็ฆ่าแกงกัน ประเทศไทย พุทธศาสนานี่ ไม่ต้องไปฆ่าแกงกับใครเลย พยายาม มันจำเป็นที่สุดก็ทำไปเพื่อป้องกันรักษาประเทศ จนกระทั่งหลีกเลี่ยงได้นั่นแหละคือสำเร็จ เพราะฉะนั้น ถ้าประเทศไทยเป็นกลาง ใครจะเป็นอย่างไร ใครเขาจะรุกรานอย่างไร เราก็พยายามหลบเลี่ยงหลีกเว้น ไม่ไปปะทะ ไม่ไปทะเลาะ ไม่ไปทำสงคราม ไม่ไปรบราฆ่าฟันกันนะ แต่เป็นผู้ที่ปฏิบัติตนเป็นผู้ให้ เป็นผู้เสียสละ เป็นผู้เกื้อกูลโลก โลกานุกัมปายะให้ได้ เป็นผู้ที่มี พหุชนหิตายะ พหุชนสุขายะ โลกานุกัมปายะ จริงๆ ช่วยเหลือประเทศอื่นๆใดๆ มันซ้อนมากเลยโลกุตรธรรมของพระพุทธเจ้านี้ ท่านสอนให้เป็นคนไม่สะสม ไม่กอบโกย ใจพอ มามีน้อยๆ กินน้อย ใช้น้อย ไม่ใช่ทรมานตนนะ กินน้อยใช้น้อย กินอย่าไปตะกละ เพราะว่ารู้กิเลส ไม่ไปติดไปยึดในสิ่งที่ไม่น่ากินไม่น่าเสพที่โลกเขาหลอกกันมาก ทุกวันนี้โลกเขาหลอกกันมาก แม้แต่ในเมืองไทยก็หลอกกัน ปรุงแต่งกัน หลอก จริงๆ มันขัดแย้งกับศาสนาพุทธ นี่ นำเที่ยวกินแหลก อะไร ชีพจรลงตีนกินอะไรของเขาไป ตามอำเภอจานอะไรรายการ ซึ่งมันย้อนแย้งกับศาสนาพุทธ มันไม่ใช่ศาสนาพุทธที่จะพาให้ไปหลงในอาหาร อาหารนี่แหละหลงกันมาก ถ้าเรียนรู้ตรงนี้ โภชเนมัตตัญญุตา เป็นหลักของศาสนาพุทธ ปฏิบัติเรียนรู้กิเลสแล้วลดๆๆ ไป ไม่ต้องไปเอร็ดอร่อย ไม่ต้องไปตามหาอร่อยอีกเลย นั่นต่างหากคือศาสนาพุทธ ถ้ายังไปตามหาอร่อยอีก อร่อยที่ไหน ฉันนี่แหละ นักชิมชั้นเลิศว่าอย่างนั้น นักกินแหลก กินตามไปกินที่นั่นอะไร อร่อยที่ไหนตาม กิเลสแท้ๆ ซึ่งไม่รู้จักกิเลส ดูแล้วก็น่าสงสาร แต่ไม่รู้จะไปขัดแย้งอย่างไร เพราะว่าคนเราแม้แต่เป็นพุทธศาสนิกชนแท้ๆ ก็ยังไม่ได้รู้เรื่องอะไรเลย เผยแพร่ออกมาสื่อสารจัดรายการ อาตมาก็เคย ผ่านมาตั้งแต่ยังไม่ปฏิบัติธรรม เป็นฆราวาส ทำรายการโทรทัศน์ ก็ทำรายการทำอาหารนี่แหละ อาตมาก็เป็นผู้ดูแลจัดรายการในอาหาร จัดรายการอาหารตั้งแต่เอา หม่อมหลวงเติบ ชุมสาย ที่เป็นมือทำอาหารระดับในวัง มาออกอากาศ เอาคนเก่งมาออกอากาศเป็นรายการก็ฮิตกันอยู่ เป็นรายการทำอาหาร ก็ไม่รู้ แต่มาปฏิบัติธรรมแล้วจึงรู้ ศาสนาพุทธ จึงน่าเห็นใจมันเป็นเรื่องโลกุตรธรรม เพราะฉะนั้นจึงยาก แต่ยากก็ดีสุด เพราะเป็นศาสนาที่เกิดผลจริง เรียกว่า ภาวนามัยหรือภาวนมยะ ภาวนามัย แปลว่า เกิดการสำเร็จ เป็นผล ภาวนาเป็นผล ทานก็ให้เกิดภาวนามัย ศีลก็เพื่อทำให้เกิดภาวนมัย ผลที่สำเร็จ ท่านเรียกว่า หุตัง ในพระบาลี เมื่อมีผลสำเร็จก็คือละกิเลสได้ ลดกิเลสได้ เป็นผลของทาน เป็นผลของศีล ภาวนามัยไม่ใช่เป็นผลจากการนั่งหลับตา สะกดจิต หลับตาสะกดจิตไม่เกิดผลภาวนามัย เป็นผลเดียรถีย์ เป็นผลได้สมถะจิต ไม่ได้เป็นผลสำเร็จที่เป็นการปฏิบัติล้างกิเลสออก เพราะว่าการปฏิบัติทานก็ดี ปฏิบัติศีลก็ดี จะปฏิบัติแล้วมันจะรู้ตาหูจมูกลิ้นกาย ภายนอก 5 ทวาร กระทบสัมผัสแล้ว เกิดการปรุงแต่งขึ้นมาเป็นสังขารธรรม แล้วก็แยกแยะสังขารธรรมนี้ให้ออก แล้วเราก็จัดการ วิจัย ตามโพชฌงค์ 7 นั่นแหละ เราปฏิบัติธรรมตามหลักมรรค 8 แล้วก็มีโพชฌงค์ 7 เป็นตัวร่วมไปด้วยเสมอเลย ที่จะทำงานร่วมกัน เมื่อโพชฌงค์ 7 กับมรรค 8 ทำงานร่วมกัน ก็กลายเป็น โพธิปักขิยธรรม 37 ตั้งแต่สติปัฏฐาน 4 สัมมัปปธาน 4 อิทธิบาท 4 หลัก 4 ของ สติปัฏฐานก็มีสำรวม สังวร พิจารณา กายในกาย กายในก็ต้องมีกายนอก เวทนาในเวทนา ก็พูดกันนะ ใน เมื่อมีในแล้วมันก็ต้องมีนอก เมื่อมีนอกมันก็ต้องมีใน มันต้องมีคู่กันเสมอ จิตในจิต ธรรมในธรรม แต่เขาไปอยู่อันเดียวเขาไม่พิจารณา 2 ไม่ได้เปรียบเทียบกัน ไม่ได้มีทั้งคู่ เพราะฉะนั้นกายมีภายนอก ตาหูจมูกลิ้นกาย ผัสสะ แล้วก็เกิดเวทนา ในเวทนานั้นก็คือมีตัวจิตเป็นประธาน ไอ้จิตเป็นประธานนี่แหละ เราต้องรู้รายละเอียดของจิตที่เป็นตัวตั้ง ที่มีกิเลสครบ เรียกว่า เจโตปริยะ เมื่อมีญาณ มีความรู้ก็เกิดรู้เจโตปริยะ 16 เป็น เจโตปริยญาณ 16 กิเลสก็มีกระบวนการอยู่ตรงนี้ ไม่เห็นยากเลย 1. มีราคะ 2. มีโทสะ 3. มีโมหะ ก็อ่านมันให้ได้ เรียนให้รู้ว่ามันเกิดราคะเมื่อไหร่ โทสะเมื่อไหร่ โมหะเมื่อไหร่ เรียนรู้ทีละลำดับ ไม่ใช่ไปฆ่ากิเลสราคะพรวดเดียว ราคะ ตื้นๆเล็กๆ ซึ่งมันไม่ใช่ตายง่ายๆนะ มันมี หยาบ กลาง ละเอียด ต้องฆ่ามันเป็นลำดับๆไป ให้มันตายเรียกว่า วีตราคะ วีตโทสะ วีตโมหะ ก็เป็นเจโตปริยะ 6 ข้อแล้ว ก็จำง่ายเมื่อมีหลัก ที่นี้เมื่อเป็นคนมันมีตระกูลหรือว่ามีจริต มีจริตของตัวเอง เป็นพุทธจริตหรือ เป็นศรัทธาจริต เป็นต้น เป็นสายศรัทธาหรือสายปัญญา นี่แต่ละคนนี่แหละ ตัวเองคนส่วนใหญ่ ก็พอรู้นะบางคนก็มีปฏิภาณว่า เข้ามาศึกษาธรรมะจะรู้ได้แยกออกว่าอ๋อ เรานี่มีตระกูล มันเป็นตระกูลของ มาแต่ไหนแต่ไรเลย อย่างสายพระโมคคัลลานะกับสายพระสารีบุตร พระโมคคัลลานะคือสายศรัทธา พระสารีบุตรคือสายปัญญา อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งมันไปบังคับไม่ได้ของคนแต่ไหนแต่ไรมา พระพุทธเจ้าก็ศึกษาค้นพบตรัสรู้ได้ เรียบร้อย ก็เอามาสอนได้เรียนรู้ เพราะฉะนั้นใครจะมีจริตอย่างไรก็แล้วแต่ จริตอย่างหนึ่งพอเรียนรู้ธรรมะได้ทำให้มันลดละได้เป็นขั้นตอน เริ่มต้นลดได้ก็เรียกว่าเป็น สังขิตฺตํจิตตํ เป็นตระกูลศรัทธา ตระกูลปัญญาเป็นตระกูลฟุ้งๆ พวกฟุ้งกับพวกเป็นก้อน ซึ่งศัพท์สมัยใหม่อาตมาเรียกด้วยศัพท์วิทยาศาสตร์ว่า Static กับ Dynamic อย่างนี้เป็นต้น มันก็มี 2 อย่างนี้แหละแต่ไหนแต่ไร มันได้มามันก็ยังยาก มันไม่กระจ่าง ไม่จับตัวได้เป็นเนื้อแท้ได้ง่ายๆ ได้ขึ้นมารู้แล้วเริ่มต้นได้แล้ววิธี 2 อย่างได้มาเป็นขั้น สังขิตฺตํจิตตํ กับ วิกขิตฺตํจิตตํ ของใครก็ของมัน ของตัวเองอยู่ตระกูลไหน ก็เรียนรู้ ลดกิเลสให้ได้จริง ทำได้ก็เรียกว่า มหัคคตะ จิตเป็น มหัคตจิต ทำไม่ได้เป็นอมหัคตจิต ก็เป็นอีกคู่หนึ่ง ก็จำได้ง่าย ถ้าทำได้ดีเรื่อยๆ เลยจนกระทั่งรู้จักแล้วเก่งแล้ว กระทบสัมผัสก็รู้จักกิเลสแล้วมีวิธีทำให้กิเลสลดได้ ได้เก่งขึ้นชำนาญขึ้นก็เป็น สอุตรังจิตตัง เข้าไปสู่จิตที่มันเป็นอุตตระ ไปเรื่อยๆแต่กิเลสมันยังไม่หมด กิเลสมันยังไม่จบ กิเลสมันยังมีอีก แต่ได้แล้วได้จริง แต่เป็นอริยะแล้วเป็นโลกุตระบุคคลแล้วตรงนี้ สอุตรังจิตตัง เป็นโลกุตระบุคคลไปเรื่อยๆๆๆ ท่านแปล สอุตรังจิตตังว่า จิตดีแล้ว แต่ดีกว่านี้ยังมีอีก มันรู้ว่ายังไม่หมดกิเลส ยังไม่ถึงขั้นสูงสุด ยังไม่เป็น อนุตตรังจิตตัง อนุตระคือ มันรู้จัก อุตระ มันคือความเหนือ เป็นโลกุตรธรรมพระพุทธเจ้า เพราะฉะนั้นกิเลสยังไม่หมดไป ยังไม่สิ้นทีเดียว เรียกว่าได้แล้วทำได้แล้ว เข้าเป็นพระอาริยะไปเรื่อยๆ จนสุดท้าย จะชื่อว่า อนุตตรังจิตตัง ก็เพราะแยกไปเป็น 2 อย่าง 1. แกนจิต 2. แกนวิมุติ เพราะฉะนั้น จะต้องดูที่จิตกับดูที่วิมุติ อนุตตรังจิตตัง ทีนี้สมาธิของพระพุทธเจ้าเรียกว่าจิตตั้งมั่นเรียกว่า สมาหิตะ มีจิตตั้งมั่น จิตที่จะตั้งมั่นเพราะว่ามีวิมุติ วิมุติคือกิเลสหลุดพ้นไป หลุดพ้นแล้วก็จึงจะตกผลึกลงไป ผลึกก็แน่นเข้า ตั้งมั่นเข้า เพราะฉะนั้นจิตที่จะเป็นจิตตั้งมั่นสมาธิของพระพุทธเจ้า จึงไม่ใช่จิตตื้นๆ สะกดจิตเอาง่ายๆ ไม่มีเบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลาย ไม่ได้เก็บตั้งแต่ข้างนอกไปถึงข้างในละเอียดลออไป ไม่ใช่เลย นี่คือความเสื่อมของศาสนาพุทธทุกวันนี้ ไปหลง ศาสนาพุทธขอยืนยันอีกว่า ไม่ใช่นั่งหลับตาปฏิบัติ หลับตาปฏิบัติไม่ใช่ศาสนาพุทธ ต้องมี อปัณณกปฏิปทา 3 จึงจะเป็นศาสนาพุทธ มีหลักฐานยืนยันอธิบายแล้วอธิบายอีกวนเวียนซ้ำซาก พวกเราเข้าใจแล้ว แต่หลับตานั้นจะมีประโยชน์ไหม มี ท่านถึงเรียกว่ามีอุปการะและท่านก็ไปแปลว่า มีอุปการะมากก็ไม่มีปัญหา หลับตามีประโยชน์อะไรบ้าง อาตมาก็ขยายความ มีอุปการะอะไรบ้าง แต่ไม่ใช่แกนของการปฏิบัติธรรม เพื่อที่จะล้างกิเลสหมด สิ้นอาสวะได้ ไม่ใช่ ไม่ใช่เลย ผู้ปฏิบัติธรรมจริงๆเป็นสัมมาทิฏฐิของพระพุทธเจ้านั้น ไม่ต้องนั่งหลับตาเพื่อล้างกิเลส ลืมตาปฏิบัติด้วยจรณะ 15 วิชชา 8 เกิดฌาน เกิดวิมุติ เป็นวิชชา 8 ฌาน 4 เพราะฉะนั้นฌาน 4 ของพระพุทธเจ้าเกิดจากจรณะ 15 ฌาน 4 ของนั่งหลับเดียรถีย์เขาก็เรียกฌาน 4 เหมือนกัน เกิดจากการนั่งหลับตาสะกดจิต ซึ่งเป็นคนละโลกเลย คนละเรื่องเลย เพราะฉะนั้นเมื่อศาสนาพุทธเสื่อมจริง เขาก็ไปเห็นตื้นๆง่ายๆเท่านั้น มันต้องยากหน่อยยากกว่ากันอยู่ ฌานของพระพุทธเจ้า ที่หลับตาไม่ได้ ต้องลืมตา หลับตาไม่ใช่ฌานของศาสนาพุทธ พูดไปอย่างนี้มันก็ขัดแย้งกับที่เขาหลงยึดถืออาจารย์ใหญ่ แล้วก็มีครูบาอาจารย์นับถือกันมาสืบทอดกันมา โพธิรักษ์โผล่มาในชาตินี้อาจารย์ก็ไม่มี สำนักก็ไม่มี แล้วยังมาตั้งบอกว่าของฉันเอง ความรู้ของตัวเองมาตั้งแต่ชาติก่อนเขาก็ แหวะ ให้ไม่เชื่อ หน้าตาก็ไม่เห็นจะเป็นอาจารย์อาเจินอะไรเลย เขาไม่เชื่อเพราะว่ามันเสื่อมจริงๆ ความเชื่อถือมันยาก เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นสายตำราหรือสายนั่งหลับตา ก็ไม่เชื่ออาตมาทั้งคู่ และสายที่นั่งหลับตาก็ไม่ค่อยอวดดีเท่าไร สายลืมตา สายตำรานี่ถึงมาตีอาตมา มาจัดการอาตมาก็คือสายเถรสมาคม ที่เป็นสายตำรา สายเปรียญ ปริญญาเอก ปริญญาเอก ไปได้ปริญญาเอกศาสนาพุทธมาจากอเมริกาอย่างนี้ โธ่เอ๋ย ศาสนาพุทธที่เป็นอเมริกาเทวนิยม ศาสนาพุทธจะมาให้โลกุตระธรรมได้อย่างไร นี่แหละคือเห็นชัดๆเลยว่ามันไม่เข้าใจเลย ที่จะมาให้เทวนิยมมาสอนศาสนาพุทธ ให้โลกียะมาสอนโลกุตระ แล้วไปเขียนตำราเป็นเจ้ามาสอน นี่เห็นว่ามันเสื่อม โดยที่เขาไม่รู้อะไรเลย ไปเอาเศษขยะมาแกงให้เรากิน เพราะเขาไม่รู้ มันเสื่อมจริงๆ ยืนยันถึงความเสื่อมของศาสนาพระพุทธเจ้า เพราะฉะนั้นผู้ที่ไม่รู้ก็นำพากันไปหลงทิศหลงทาง มันนานแล้วนะ มันเสื่อมมันผิดหลงทางมาหลายร้อยปีแล้ว หลายร้อยปีมาถึงวันนี้จึงบอกว่า โอ้โห จะไปสาวต้นทางที่พากันเสื่อม จนกระทั่งเห็นความผิด เห็นความเสื่อมเป็นความเจริญ เห็นความผิดเป็นความถูก ไปยึดอย่างนั้นแล้ว เห็นผลของความผิด จนกระทั่งไปหลง ผู้ที่จะว่าจริงๆแล้วมันก็มีภาษา 2 ภาษา เสื่อมก็คือตกนรก ทีนี้ถ้าพูดสภาวะคู่ คู่ของนรกก็คือสวรรค์ แต่ของพระพุทธเจ้ารู้ทั้งนรกสวรรค์เป็นสภาวะคู่ แล้วไม่มีทั้งนรกและสวรรค์ อันนี้แหละมันสุดพิเศษ เพราะฉะนั้นผู้ที่พ้นเป็นโลกุตระ มีอำนาจหลุดพ้นเป็นโลกุตตรธรรมจะรู้ทั้งนรกสวรรค์แล้วไม่เอาทั้งนรกสวรรค์ ก็สวรรค์ก็เป็นภพ นรกก็เป็นภพ เพราะฉะนั้นศาสนาพุทธจึงไม่มีทั้งเทวดา 6 ภูมิ ไม่มีเทวดาจตุมหาราช ดาวดึงส์ ยามา ดุสิต นิมมานรดี ปรนิมมิตวสวัตตี คนที่เขาติดยึดอยู่เขาก็มี แต่พูดหลุดพ้นแล้วเป็นอรหันต์แล้วไม่มีสวรรค์ นรกไม่ต้องพูดเลย นรกนั้นพอมีนรกเยอะแยะสารพัด อาตมาไม่ได้จำมาเลย ไม่ได้ไปไล่ภาษาเขามา ที่เป็นนรก เพราะฉะนั้น อาตมานำสิ่งที่มันผิดเพี้ยนนี้มาพยายามพูด แม้ยังไม่ตายอายุถึง 100 ไปเกินกว่า 100 อาตมาก็ยังจะพูดอยู่อย่างนี้แหละ เพราะเป็นความจริงที่อาตมามั่นใจที่สุดแล้วว่ามันไม่มีทางเป็นผิด ก็ต้องแก้ไข ก็ต้องพูดย้ำพูดซ้ำพูดซาก อาตมาว่าอาตมาทำงานเผยแพร่อธิบายความจริง เอาสัจธรรมพระพุทธเจ้ามายืนยัน 50 กว่าปีได้ จนป่านนี้แล้ว อาตมาเชื่อว่า ถึงแม้เขาจะต้านอย่างไรก็ทุกวันนี้รับฟังบ้างแล้ว หรือ เขาไม่ต่อต้านอาตมา ผู้ที่ไม่ต่อต้านแต่รับฟังบ้างแล้วก็เจริญแน่ ผู้ที่ไม่ต่อต้านอาตมาก็เพราะว่าอาตมาหนังเหนียว ต้านอย่างไรอาตมาก็ไม่ยอมหยุด จะฆ่าอาตมาก็ฆ่าได้ให้ตาย แต่ว่าฆ่าอาตมาไม่ตายเพราะ อาตมาหนังเหนียวอยู่ยงคงกระพัน ฆ่าไม่ตาย แล้วอาตมายังมีชีวิตอยู่แล้วก็จะพยายาม มีชีวิตให้นานขึ้นไปเรื่อยๆ แล้วก็จะอธิบายสอนพวกนี้แหละ ถ้าไม่ฟังอาตมาบ้างแล้วก็ไม่พัฒนาความเข้าใจใหม่ ตั้งใจตื่นขึ้นมาเรียนรู้ฟัง อาตมาสาธยายคำสอนซ้ำซาก เพราะว่ามันไม่รู้จะทำอย่างไร มันต้องเอาแก่น ที่ว่าเอาแก่นหรือเบื้องต้น รากเหง้าของศาสนามาพูด ที่เป็นเปลือกหรือสะเก็ด กระพี้ นั้นมันมีเยอะแยะ มันเป็นเรื่องปลอมไม่เข้าหาแก่นมีมากมาย เราพูดไม่ไหว อาตมาก็ต้องลัดมุ่งเข้าไปหาแก่น แก่นที่ว่านี่ก็คือ พุทธคุณของพระพุทธเจ้าแท้ๆที่เรียกว่า จรณะ 15 วิชชา 8 นี่แหละ มันคืออะไรกันแท้ๆ เขาก็ยังพอพูดกัน ก็คือ ศีล สมาธิ ปัญญา อะไรอย่างนี้เป็นต้น แต่ ศีล สมาธิ ปัญญา ที่อธิบายขยายความว่า อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา อธิคือสิ่งที่เจริญ จึงเรียกอธิ ซึ่งนัยยะของศาสนาพุทธ อธิจิต เจริญเป็นสมาธิมันก็อย่างหนึ่ง อธิจิตของเดียรถีย์ หรือของที่ไม่ใช่พุทธมันก็มี มันก็อีกอย่างหนึ่ง ก็ต้องรู้ว่ามันต่างกันอย่างไร ก็มาศึกษากันให้ได้จริงๆ แล้วก็จะไปเสียเวลากับสิ่งที่มันผิดอยู่ทำไม เพราะฉะนั้นผู้ที่เข้าใจ อธิจิต ที่เป็นจิตสัมมาทิฏฐิ ปฏิบัติศีลเพื่อให้เกิดอธิจิต และให้เกิดมีปัญญาที่เป็นปัญญาของพุทธ ไม่ใช่เป็นปัญญาเดียรถีย์ ที่จริงปัญญาเดียรถีย์ไม่มี มันเป็น เฉโก พยัญชนะที่ใช้บอกความรู้แบบโลกีย์ก็คือ เฉโก เป็นความรู้ความฉลาด พยัญชนะเรียกว่า เฉโก แต่ความรู้ความฉลาดที่เป็นปัญญา นี่เป็นของพระพุทธเจ้า เป็นโลกุตรธรรม เรียกว่าโลกุตระ เรียกว่าปัญญาแบบโลกุตระ อันนี้ก็ไม่เข้าใจ จนกระทั่งพระพุทธเจ้าตรัส ปัญญา 8 เอาไว้ อาตมาก็เอาปัญญา 8 มาเขียนเป็นหนังสือ เล่ม 1 ก็พิมพ์ออกไปแล้ว เล่ม 2 ก็พิมพ์ออกไปแล้ว เล่ม 3 เล่ม 4 ก็ยังเขียนอยู่ยังไม่จบ ขยายความเรื่องปัญญา เพราะมันเป็นความรู้โลกุตระ เป็นความรู้รอบโลก เป็นความรู้พิสดาร โอ้โห.. เลิศยอด ไม่มีพระพุทธเจ้า ไม่มีปัญญาเกิดในโลกหรอก พอเกิดแล้วคนก็รับเอาไม่ไหวมันก็เลยเสื่อม อาตมาก็นำกลับมาฟื้นอีก ให้เกิดเป็นความเข้าใจว่า จริงๆแล้วปัญญาหรือความรู้ความฉลาดแบบโลกุตระ ที่เป็นอาริยกะ ไม่ใช่ มิลักขะ วนอยู่แต่ในโลกเทวนิยมเท่านั้นเอง

สื่อธรรมะพ่อครู ตอน กินอาหาร 4 ให้หมดอาลัยมีแต่อาศัยในชีวิต พ่อครูว่า... พวกเรานี้พอเข้าใจไหมว่าโลกียะมันต่างจากโลกุตระ เทวนิยมมันต่างจากพุทธ อย่างไร เข้าใจกันดีหรือยัง มันแยกกันคนละโลกเลย เพราะว่าโลกเทวนิยมนั้นมันเป็น โลกที่รู้จักแต่แค่ ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข เจริญ แล้วก็รักษาความเจริญให้มี ลาภเยอะๆสูงๆเข้าไว้ ให้ได้เท่านั้นเอง มันไม่ได้มีปัญญาที่เข้าไปชัดเจนแจ่มแจ้งว่า เหตุที่ไปหลงโลกียะ ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข อยู่นั้นมันคืออย่างไร มันไม่มีปัญญาที่เขาไปรู้ชัดจนกระทั่ง จนมันจบ รู้จบ ปฏิบัติให้ตนเองรู้จนจบ เมื่อรู้จบนี่แหละ เราจึงจะได้รู้ว่า จิตนิยามนี้มันคือธาตุรู้ที่ อ๋อ.. คนไปยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นเรา เป็นของเรา อย่างนี้เอง เพราะฉะนั้นศาสนาพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าท่านอธิบายจนกระทั่งสุดท้ายรู้แล้วว่า จิตที่ทำให้สะอาดบริสุทธิ์ รู้จักเหตุแล้วฆ่าเหตุ หมดแล้วไม่เกิดอีกเลยในจิต เมื่อรู้จบแล้วก็ อ๋อ..มันก็มีเหตุอย่างนี้เอง เพราะฉะนั้นอรหันต์ เป็นต้นขึ้นไป ก็รู้ว่าจิตที่หมดกิเลสเป็นอย่างนี้ จิตที่ยังมีกิเลสจะมากน้อยอย่างไรก็รายละเอียดก็มีไปตามลำดับ มันเป็นอย่างนี้ เมื่อบรรลุแล้วก็จะเห็น 2 ฝั่ง แล้วจะรู้ความจริงว่าตนเองเป็นจริงเป็นปัจจัตตัง เป็นตนเองแล้ว อ๋อ.. จิตมันเป็นสังขารชนิดหนึ่งเท่านั้น มันเป็นการปรุงแต่งระหว่าง รูปกับนาม เรียกมันว่าวิญญาณ เหตุปัจจัยอื่นๆก็ขยายไปเป็นอิทัปปัจจยตา หรือเป็นปฏิจจสมุปบาท เพราะผู้ที่จะเข้าใจปฏิจจสมุปบาทได้ โดยถึงสภาวะเลย รู้ว่าสังขารมีอาการอย่างไร มาเป็นวิญญาณ วิญญาณเราเรียกว่าวิ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน