660305 พ่อครูเทศน์เปิดงาน ปฏิญาณศีล 8 งานพุทธาภิเษกฯครั้งที่ 47 ปฐมอโศก.docx
เนื้อหาในไฟล์
660305 พ่อครูเทศน์เปิดงาน ปฏิญาณศีล 8 งานพุทธาภิเษกฯครั้งที่ 47 ปฐมอโศก https://www.boonniyom.net/53016.html
ดาวโหลดเอกสารที่ https://docs.google.com/document/d/1tokNbxUt8j2CRevh0RJvl8DK1pXraoyQvsBk8-A_XMQ/edit?usp=sharing
ดาวน์โหลดเสียงที่ https://drive.google.com/file/d/13eMvyJF9XscESNqqw1dOCfe1VLije5RD/view?usp=share_link
ดูวิดีโอได้ที่ https://youtu.be/tEkAgZTnExU
สื่อธรรมะพ่อครู ตอน แม่นเป้าเข้าหาแก่นโลกุตระ พ่อครูว่า... วันนี้วันอาทิตย์ที่ 5 มีนาคม 2566 ที่บวรปฐมอโศก เป็นวันแรกของงานพุทธาภิเษกสุดยอดปาฏิหาริย์ครั้งที่ 47 อาตมาอายุย่างเข้า 89 ปี วันนี้วันที่ 5 ขึ้น14 ค่ำ จะขึ้นเป็นเดือนที่ 10 ของอายุ 88 ปี 9 เดือน 1 วัน อาตมาตกฟากประมาณ 8 โมง หรือ 7 โมงกว่า แม่บอกว่าตกฟากตอนที่พระเดินบิณฑบาตกลับมาเห็นหลังไวๆเข้าวัด อาตมาทำงานมาด้านศาสนาตั้งแต่รู้ตัวเองว่า เรานี่ไปเสียเวลาเป็นลิงลมอมข้าวพองอยู่ทั้งโลกตั้ง 36 ปี โอ๊ยตาย 36 ปีก็เลยมาทาง มาแล้วไม่มีอะไรสงสัยข้องใจในเรื่องทางนี้ ทางธรรมะทางศาสนาไม่ได้สงสัยไม่ได้ข้องใจ ไม่ได้สะดุดอะไรเลยชัดเจนทุกอย่าง แม่นเป้า ไม่ใช่มุ่งเป้านะแต่แม่นเลย พั๊วเลย มั่นแม่นเป้ามาก มาแล้วก็ตั้งแต่บัดนั้นจนบัดนี้ มันก็เลยเวลาตายแล้ว เวลาตายของอาตมาอายุ 72 ก็พยายามยังนะยังไม่ตายพิสูจน์ธรรมะพระพุทธเจ้าดู เลยนะท่านบอกว่าพากเพียรแล้วมันจะได้เลยอายุ อายุ 72 นี่ เลยได้ พระพุทธเจ้าบอกว่าอานนท์ เราจะมีอายุต่อไปอีกถึงกัปเลย หรือเลยกว่ากัปก็ได้ ท่านตรัสอย่างนั้นเลย กัป ของท่านประมาณ 120 ปี ทุกองค์ พระอานนท์ก็ 120 พระกัสสปะก็ 120 จึงเสีย นอกจากอัครสาวกเบื้องซ้าย เบื้องขวา สารีบุตร พระโมคคัลลานะ เสียก่อน สิ้นก่อน สิ้นก่อนพระพุทธเจ้า 80
อ่านต่อ
ปี เรื่องเหล่านี้ที่จริงมันมีเหตุปัจจัย มีหลักเกณฑ์ ทั้งนั้น ไม่ใช่เรื่องโมเม ทุกอย่างจะบอกว่าลงตัว ทั้งตัวเลข ทั้งรูปทั้งนาม ทั้ง Static และ Dynamic ถ้าสิ่งใดที่มันเป็นหนึ่งเดียว มันจะลงกันหมดเลย มันจะเป็นอันเดียวกันหมดเลย ลงตัวพร้อมกันทั้งรูปทั้งนาม จะเป็นเพศหญิงเพศชายก็หายหมด เป็นหนึ่งเดียวเป็น 0 ไม่มีเพศเลย นปุงสกลิงค์ ลงตัวเหมือนกันหมด จบ 2 เพศมารวมเป็นหนึ่งเดียวไม่ใช่เป็นกระเทยนะ เป็น 0 เลย หนึ่งเดียวหรือ 0 เพราะฉะนั้นสิ่งที่เป็นอจินไตยยาก เป็นเรื่องที่ทุกอย่างมาเทียบกัน เข้ามาเปรียบกัน ให้รู้ว่าอะไรเหนือกว่าอะไรอะไรควรกว่าอะไร อะไรดีกว่าอะไร อะไรควรมีอะไรไม่ควรมี มันจะชัดเจนทุกอย่าง
อาตมาตั้งใจว่างานพุทธาภิเษกนี้ จะเอา พระไตรปิฎกเล่ม 9 เป็นเล่มเริ่มต้นพระสูตร มีทั้งหมด 13 สูตร ใน 13 สูตรนี้ร้อยเรียงและมีสภาพหมุนรอบเชิงซ้อนซับซ้อน จะเอามาขยายให้ฟัง ขยายพอสมควร จะว่าสังเขปก็คงจะไม่สังเขปทีเดียว เป็นนิกเขป มันจะได้ประมาณนึง ใช้เวลาแค่ 5 วันไม่ถึง 7 วัน วันสุดท้ายก็สรุปงาน อาตมาก็ไม่ได้อธิบายทุกวันด้วย แค่ 3 วันก็ต้องได้ประมาณนึง นั่นแหละก็ต้องไปติดตาม ก็เท่ากับว่าเริ่มต้นเอาไว้แล้วโปรดอ่านต่อฉบับหน้า โปรดติดตามตอนต่อไป
สื่อธรรมะพ่อครู ตอน เนื้อหาโลกุตรธรรมต้องตาม กาละ เทศะ ฐานะ พ่อครูว่า... ก่อนจะได้อธิบาย ครั้งนี้เป็นการพาปฏิญาณ เป็นการปฐมนิเทศก่อนก็แล้วกัน ธรรมะพระพุทธเจ้านี่ ไม่ว่าจะพูดในมุมไหน หยิบขึ้นมาเรื่องใด หรือแม้แต่จุดใด เริ่มเข้าไปที่จุดใด หรือมีธุลีละอองใดเกิดขึ้นมา มันมีเรื่องราว มันมีสัมพัทธภาพกันทั้งหมด เกี่ยวเนื่องกันทั้งหมดเลยไม่มีอะไรขาดตอนกัน ในสิ่งที่ลงไปในคำว่ามี ยังมีอยู่ ทุกอย่างเป็นอิทัปปัจจยตา ทุกอย่างเป็นปัจจยาการเป็นปฏิสัมพันธ์กัน แล้วมันมีความซับซ้อน แต่มันมีระบบ คนไม่รู้ไม่มีระบบเลย ยุ่งยิ่งกว่ากลุ่มไหมที่มัน แก้ไม่ออกเลย ยิ่งกว่าลิงแก้แห ยิ่งแก้ยิ่งยุ่งจะขาดจะพังจะแตกแยกออกไปเสียหายเลย มันจะไม่เกิดผลดีอะไรได้ อาตมา ทำงาน จริงๆ มา 50 กว่าปีนี้ รู้สึกได้มรรคได้ผลได้บุคคล ได้ความจริงจากจิตวิญญาณของคนมาเป็นอาริยบุคคล มาเป็นจริงๆมาเป็น โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ ซึ่งอาตมาไม่ได้ระบุตัว เพราะถ้าหากระบุตัวก็อาจจะเพ่งเล็งกันมาก ก็อาจจะเปรยๆปรายๆ ผู้มีปฏิภาณปัญญาก็จะพอรู้พอเข้าใจกันในที จะบอกว่าบอกกันได้ไหมได้สำหรับผู้มั่นใจ ก็บอกกันได้ แต่อย่าไปพูดเล่นๆไป ต้องระมัดระวังการที่จะบอกคุณธรรมของตนเอง ถ้าเผื่อว่าตนเองไม่มีคุณธรรม บอกไปแล้วมันพลาด ผู้รู้ชี้มาหน้าแหกเลย ไม่ใช่หน้าแตกนะหน้าแหกเลย หมอไม่รับเย็บเลย มันก็ขายขี้หน้าไม่รู้จะเอาหน้าไปขายใครไม่มีใครซื้อ หมอไม่รับเย็บ หน้าไม่รู้จะขายใครไม่มีใครเขาซื้อเลย หน้าอย่างนี้เอาไปขายใครก็ไม่มีใครซื้อ มันแย่เลยเสียหายต้องระมัดระวัง นอกจากคนห่ามๆคะนองๆ อยากจะอวดหลอกคนก็ว่าไป มันก็เป็นธรรมดาคนขี้โอ่ขี้อวด โดยที่เรียกว่าไม่รู้กัน อาตมาจำเป็นในชาตินี้ จำเป็นที่จะต้องระบุบุคคล เช่น ชื่อระบุบุคคลลงไปในผู้ที่ท่านผิด ท่านผิด ระบุ ท่านถูก แต่ทีนี้จะระบุคนที่ท่านถูกนี้ มันไม่มีถูกเลยในคณะใหญ่ในส่วนใหญ่ของยุคนี้ ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้แล้วใน อาณิสูตร ว่าศาสนาพุทธจะเสื่อมในอนาคต โลกุตระจะสูญหายไป ไม่มีในสังคมพุทธ จะมีแต่คำสอนที่ไพเราะแบบโลกีย์ ประโลมโลกมาแทนที่ ซึ่งในศัพท์วิชาการก็คือ จะเป็นภาษาของนักวิชาการ ภาษาของผู้รู้ ที่มันอธิบายโดยอัตโนมัติของตนเองแล้วพาให้ผิดเพี้ยนๆๆๆๆๆกันมา จนผิดหมด ไม่เหลือโลกุตรธรรม ไม่เหลืออาริยธรรมของพระพุทธเจ้า เป็นโลกียธรรมหมด ไม่มีอาริยะธรรม เป็นธรรมะ อย่างดีเรียกด้วยศัพท์วิชาการว่า กัลยาณชน คนดี กัลยาณะ แปลว่าดี ไม่ใช่อาริยบุคคล คำว่า ปุถุชน ก็ถือว่าคนดีบ้างไม่ดีบ้าง เอาแน่ไม่ได้ ไม่รู้ได้ แบ่งแยกไม่ได้ แล้วก็อยู่ในระดับที่เรียกว่ายังไม่เจริญ ปุถุชน ปุถุ แปลว่าหนา แปลว่าใหญ่ แปลว่ามากไปด้วยกิเลส หนาไปด้วยกิเลส มาเป็นกัลยาณชนเป็นคนดีขึ้น แต่เป็นการดีแบบเทวนิยม ดีแบบโลกียะตามสมมุติโลก สมมุติไม่เหมือนกัน ศาสดาเทวนิยมหลายองค์ เป็นศาสดาของแต่ละศาสนา ไม่เหมือนกัน ต่างคนต่างก็ว่าดีๆๆๆ ไม่ลงเป็นหนึ่งเดียว แต่ศาสนาพุทธ อเทวนิยมหรือโลกุตตระหนึ่งเดียวไม่ว่าจะเป็นพระพุทธเจ้าในยุคไหนที่อุบัติขึ้นมาเป็นพระศาสดา องค์ใดองค์หนึ่งในยุคใดยุคหนึ่ง กาละของแต่ละองค์ อย่างพระสมณโคดมก็มี 5,000 ปี องค์อื่นๆท่านก็มี 8,000 ปี หมื่นปี หลายหมื่นปีแล้วแต่ แต่ละองค์แต่ละองค์ จะมีอายุของกัป เรียกว่าพุทธกัป ของพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ พระสมณะโคดมมี 5,000 ปี แต่ศาสนาพุทธของพระสมณโคดม 5,000 ปีนี่ อย่าไปเข้าใจผิดว่า 5,000 ปีนี้ เป็นพระพุทธเจ้าองค์เล็กองค์ต่ำไม่ใช่ แต่เท่ากันหมด ลักษณะของพระองค์ 5,000 ปีหรือ 8 หมื่นปีหรือแสนปี พระพุทธเจ้าบางองค์นี้ โอ้โห.. อายุศาสนาของท่านแสนปี 80,000 ปีอะไรพวกนี้ ก็เหมือนกัน พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ แต่มันเกิดจากองค์ประกอบของ กาละ เทศะ ฐานะ องค์ประกอบของเวลา ยุคกาล ความแตกต่างของสิ่งแวดล้อมต่างๆ องค์ประกอบต่างๆ เทศะ ภูมิประเทศ มนุษย์ต่างๆ มนุษย์ต่างๆ นั้นก็จะต่างกันโดยฐานะ ฐานะแต่ละบุคคล บารมีไม่เท่ากัน วิบากไม่เท่ากัน ฝาแฝดตั้งแต่ 2 คน 3 คน 4 คน 5 คน 8 คนก็ไม่เท่ากัน ปรมาณู 2 ตัวเริ่มมี 2 ไม่มีอะไรเท่ากัน มีเท่ากันอยู่อย่างเดียว เริ่มไปหา 2 ไปหา 3 ไปหา 4 มันก็ยิ่งแตกแยก ต่างกันไปเรื่อยๆ ถ้า 2 นี้มาร่วมเป็น 1 มันก็จะรวมเป็น 1 ยิ่งลงไปหา 0 เหมือนกันจนหายไปเลย ยิ่งไปเป็น 0 มันยิ่งไปเป็น 0 มันยิ่ง หายไปเลย ไม่รู้จะเปรียบกันยังไงมันผ่องแผ้วเหมือนกัน กลม 0 เหมือนกันเลยเป๊ะเลยนะ ต้อง 0 เท่ากัน นั่นแหละเป็นที่สุด แห่งที่สุด ที่เรานับด้วยสังขยาเลขว่า 0 1 2 สามเส้า นี่ก็แตกต่างกันแล้ว 0 1 2 ยิ่งเป็น 3 เป็น 4 เป็น 5 ออกไปอีกกรอบนึง สามเส้า เรียกว่า 1 วงวน 1 วงกลม จะบรรจุไว้ด้วยสามเส้า มี 1. ประธาน 2. มีบวกกับลบ บวกกับลบเป็นตัวหลัก แล้วก็มีประธาน เป็นภาษาอังกฤษเขาก็มีตัว I คือประธาน แล้วมีตัว S กับ H S ก็ She ตัว H ก็ He สามเส้า ภาษาอังกฤษอาตมาไม่ได้เอาพยัญชนะมาอธิบาย มีแต่ภาษาบาลี ถ้าบาลีก็จะนำเอามา ประกอบนำมาอธิบายได้ แต่ก็ยังไม่ได้มาก เอามาใช้พอสมควร แล้วอาตมาก็คิดว่า ผู้จะมารู้พยัญชนะก็ไม่เกิดประโยชน์อะไรเท่า เอาเนื้อหา เอาสาระแท้ๆ ที่แต่ละคนจะต้องมี แล้วใช้อาศัยจริงๆ เอาอันนี้มาขยายความ อธิบายอันนี้ดีกว่า อาตมาก็เลยมาเน้นอันนี้ ไม่ไปเสียเวลากับพยัญชนะมากนัก พยัญชนะยิ่งลงไปลึกมันก็สนุกแบบพยัญชนะ ที่นี้ความเสื่อมของศาสนาพุทธมันเสื่อมตรงที่มาหลงพยัญชนะ มีความรู้พยัญชนะแล้วก็มาสร้างระบบของพยัญชนะเรียกว่า ไวยากรณะ วจีวิภาค วากยสัมพันธ์ ฉันทลักษณ์ วิชาการพยัญชนะก็จะบัญญัติภาษาสนุกกันใหญ่ มีความรู้ความสามารถรู้มาก คนนี้รู้ไวยากรณ์ ไวยากรณะ ผู้นี้รู้วจีวิภาค ผู้นี้รู้ วากยสัมพันธ์ ผู้นี้รู้มากฉันทลักษณ์ อาตมาก็ไม่ไปลงพวกนี้เท่าไหร่ เพราะฉะนั้นอาตมาก็เหมือนลูกทุ่งในเรื่องของวิชาการ ไม่ว่าจะเป็น ไวยากรณะ วจีวิภาค วากยสัมพันธ์ ฉันทลักษณ์ อาตมาก็ไม่ลงไปในรายละเอียดพวกนี้เท่าไร แต่ก็พอมีความรู้นำมาใช้ได้อยู่ ได้อยู่ ไม่ว่าจะ ไวยากรณ์ มีประธาน มีกิริยา มีกรรม อะไรพวกนี้ก็เอามาใช้ มันไม่ได้ออกนอกจากสารัตถะแท้ๆของมัน จะมาอธิบายคำพูดภาษา วจีวิภาค จะพูดถึงเรื่องวากยสัมพันธ์ ความแตกต่าง อะไรแตกต่างกันอะไรสัมพันธ์กัน อธิบายเอาสาระ เอาเนื้อหา เอาความหมาย หรือจะมาร้อยเรียงเป็นร้อยกรองเป็น ฉันทลักษณ์ อาตมาจะมาอาศัยฉันทลักษณ์บ้าง ร้อยกรองแบบภาษา เอาภาษามาร้อยกรอง ร้อยเรียงกันไปง่ายๆเรียกว่า “ร่าย” ตั้งแต่ร่าย แล้วก็กลอน ร่ายก็อย่างหนึ่ง สัมผัสกันลงท้ายกัน อันนี้ต่ออันนี้ เชื่อมกันไปเฉยๆ เรียกว่าร่าย กลอน ก็มีแผนผังบ้าง ลงท้ายกลอน 4 กลอน 8 อะไรพวกนี้ กลอน กาพย์ มีการลงหนัก ลงเบา ลงแม่กด แม่กก แม่กบ มีอีกหลายกาพย์ กาพย์มีเยอะ กาพย์ 11 กาพย์ 12 ที่นี้ยิ่งฉันทลักษณ์ มีครุ ลหุ อาตมาก็ชอบนะแต่ว่าไม่มีเวลาในชาตินี้ เราจะมาสาธยายเนื้อหาสาระของสัจธรรมที่ทุกคนรับไว้ คุณไม่รู้เรื่องของไวยากรณะ วจีวิภาค วากยสัมพันธ์ ฉันทลักษณ์ ไม่ต้องเป็นเลยแต่งกลอนแต่งกาพย์ ไม่ต้องเป็นเลย เอาภาษาธรรมดามาสื่อสาระแท้ๆได้ให้แก่กันและกัน แล้วก็รู้เรื่อง เอาไปใช้ อันนี้คือกิเลส อันนี้คือสิ่งที่จะต้องเลิกต้องละ ต้องประมาณ ยืดหยุ่นได้นะอันนี้ จะต้องประมาณต้องใช้กับสังคมมนุษยชาติ เราไม่ใช่สัตว์ปลีกเดี่ยวจะต้องอยู่คนเดียวเดี่ยวๆแล้วบรรลุเป็นอรหันต์ อันนั้นเป็นการออกนอกรีต เป็นเดียรถีย์อยู่แต่ผู้เดียวเดี๋ยวเดียวก็เป็นพระอรหันต์ ไปแปลว่าไม่มีเพื่อน 2 ความหมายของพระพุทธเจ้า เขาไปแปลไม่มีเพื่อน 2 ว่า อยู่คนเดียวเดี่ยวๆ ที่จริงแล้วผู้ไม่มีเพื่อน 2 คือผู้ที่บรรลุธรรมแล้ว เขาก็เลยไปแปลว่า ไม่มีเพื่อน 2 คืออยู่เดี่ยวๆเดียวๆก็บรรลุธรรม ผู้บรรลุธรรมคือผู้ที่ไม่มีเพื่อน 2 ภาษามันเป็นภาษาสิริมหามายา มันเข้าใจยาก มี 2 ใน 1 มี 1 ใน 2 มันก็เลยเข้าใจภาวะไม่ได้ แม้แต่ในความหมายของโลกเขาทุกวันนี้ เขาก็สับสน 1 2 2 1สับสนกันมากเลย แค่ภาษา วาทะ คำพูด คุยโม้ พูดให้ชัดก็คือ เป็นภาษาคุยโม้ กับสภาวะธรรมได้จริง แค่นี้เขายังสับสนอยู่เลย เช่น นักการเมืองเก่งแต่วาทกรรม ทำไม่ได้เรื่องเลย ไม่ได้ทำอะไรเป็นจริงเลยนักการเมืองมีแต่มาโม้ อนาคตจะให้อันนู้นอันนี้ จะสร้างอันนู้นจะทำอันนี้ ชัชชาติเป็นต้น ยกตัวอย่างจริงๆนะ ก็มันยืนยันกันแล้ว แต่แกก็ยังอยู่นะ ไปไล่ออกก็ไม่ได้มันได้เลือกตั้งมาเห็นไหมเลือกตั้งมันเป็นเรื่องซวย รู้ทั้งรู้ จะไปขับออกได้อย่างไร เป็นแต่เพียงทำไม่ได้แต่เขาไม่ได้ทำผิด ไล่เขาออกก็ไม่ได้ เขาไม่ทำสำเร็จตามที่พูดเท่านั้นเอง ไล่เขาออกก็ไม่ได้ ได้แต่ประชาชนก็เจ็บปวด เจ้าตัวจะเจ็บปวดหรือเปล่าเราไม่รู้ เราก็วิจารณ์อยู่อย่างนี้เขาจะเจ็บปวดหรือเปล่าก็ไม่รู้ ใครๆเขาก็วิจารณ์ดีไม่ดีเขาด่าเลย ไม่รู้ตัวเองเจ็บปวดหรือเปล่า ก็นี่แหละในสังคมมันก็มีตัวอย่าง พวกนี้เป็นตัวอย่างยกตัวอย่าง เพราะฉะนั้นจะว่าจริงๆแล้ว ไทยนี่โชคดีที่มีคนร้าย เป็นตัวอย่าง เขาไม่อยากเป็นคนร้ายหรอกแต่เขาไม่รู้ตัว คนเราไม่มีใครอยากเลวแต่ไม่รู้ตัว ไม่มีใครอยากเป็นคนร้าย อยากเป็นคนผิด อยากเป็นคนทุจริต แต่เขาโง่ ใช้ศัพท์วิชาการก็คืออวิชชา มันไม่รู้หรือมันมิจฉาทิฏฐิ อวิชชานี่คือโง่ เต็มๆรูปเลย มิจฉาทิฏฐิยังเปลี่ยนแปลง กำลังปรับปรุงเปลี่ยนแปลงจากมิจฉาทิฏฐิมาสัมมาทิฏฐิ แต่อวิชชานี้มันคือตัวผิดตัวตั้งเลย เพราะฉะนั้นจึงต้องมาศึกษาความถูกต้องจริงๆจนกระทั่งถึงขั้น ทำเป็นความถูกต้องที่ถูกต้องอย่าง ภาษาอังกฤษ อาตมาไปเจอคำนี้คือ Axiom มันเป็นความจริงที่ไม่เปลี่ยนแปลงแล้ว เปลี่ยนแปลงไม่ได้ เป็นความจริงที่ไม่เปลี่ยนแปลงแล้วนั่นแหละมันจึงจะไปถึงที่สุด ถึงที่จบ
สื่อธรรมะพ่อครู ตอน ผู้แพ้ ผู้ยอม ผู้เสียสละ คือผู้เจริญ พ่อครูว่า... เพราะฉะนั้นในพวกเรา โดยรวม อาตมาพามาทำเป็นสังคมสารานียธรรม 6 ชุมชนเราทุกชุมชนชาวอโศกเป็นชุมชนสารานียธรรม 6 อยู่กันอย่าง เมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรม ตำรวจตกงานหมด ไม่มีคดีในหมู่พวกเราด่ากันก็ไม่มี พูดกันแรงๆหน่อยก็นอกนั้น ดีไม่ดีไม่ชอบใจ ต่างคนต่างเงียบ ต่างคนก็ไม่พูด จะมาด่ามาทะเลาะกันไม่มีในพวกเรา จะถึงทะเลาะกันตีกันฆ่ากันไม่มี นี่เป็นผลสำเร็จจริงนะ คนอยู่ที่นี่ร้อยพ่อพันแม่ ดูซิมารวมกันอยู่ ใช่ไหม มาจากไหนต่อไหนมาเป็นพี่น้องกันจริงๆเลย อยู่กันอย่างอนุโลมปฏิโลม ศัพท์ของในหลวง ร. 9 คืออยู่กันอย่างอนุโลมอะลุ่มอล่วยกัน ถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน ถ้อยทีถ้อยอาศัยนี่คือ มีผู้รู้จักแพ้ มีผู้รู้จักยอม มีผู้รู้จักเสียสละ เพราะการมาเป็น ผู้แพ้ ผู้ยอม ผู้เสียสละ คือผู้เจริญ เป็นผู้ไม่ยอม ผู้จะเอาเปรียบชนะให้ได้ ไม่ยอมสละเด็ดขาด กูต้องเป็นผู้ได้ นี่คือพวกอันธพาล อยู่ในโลกนี่แหละเทวนิยมเขาจะเป็นอย่างนั้น นี่ดูสิยูเครนกับรัสเซียยังไม่ยอมกันเลย ยังไม่มีใครเสียสละ และพวกก็ต่างคนต่างถือหางกัน ใครจะได้ผลประโยชน์อะไรก็ฉวยโอกาสนี้กันไป เพื่อที่จะสร้างผลประโยชน์ให้แก่ตัว จนกระทั่งคนกลัวว่ามันจะเกิดสงครามโลกครั้งที่ 3 แต่อาตมาบอกให้เลยว่าไม่เกิด ทำไมไม่เกิดรู้ไหม เพราะลึกๆมันรู้กันแล้วถ้าขืนเกิดสงครามโลกครั้งที่ 3 ปรมาณูลูกเดียวลงที่ไหนๆบรรลัยหมดทุกประเทศ ตูม 1 ของปรมาณูทุกวันนี้มีฤทธิ์ถึงขั้นครึ่งประเทศตายหมดเลยนะ กว่าครึ่งประเทศมันปึ๊ดเดียว มันรู้ฤทธิ์กัน ก็เลยบอกว่าอย่าทำเป็นเล่นไปนะ ถ้าเกิดสงครามโลกแล้วนี่ทุกคนมีปรมาณูอยู่ในมือกันทั้งนั้น แล้วใครคะนองกูทนไม่ได้กดปัง แล้วเป็นยังไง ลองคิดเล่นๆต่อ ถ้าประเทศใดกดปุ่มปรมาณูใส่ประเทศนั้น ประเทศใดประเทศหนึ่งตูมเข้าไป ประเทศอื่นๆเขาจะมองอย่างไร จะดูดายไหม แล้วมันจะเป็นยังไง มันจะเป็นอย่างนี้ประเทศที่กดปุ่มฆ่าเขาก็จะมีพวกเหมือนกัน มันก็จะไปช่วยสิมันก็จะไปช่วยสิ พวกนี้ก็จะต้องรุม พวกนี้ก็จะต้องช่วย มันจะไม่ไปช่วยกันทีเดียวหมดทั้ง 200 กว่าประเทศนี่มันไม่หรอก มันก็จะไปช่วยกันกลุ่มนึง แล้วมันก็จะเรียกร้องกันหมด คือมันจะเลวร้าย พูดกันไม่รู้เรื่อง นี่คือกลียุค ซึ่งคนทุกวันนี้ก็ฉลาดขึ้นแล้วที่จะรู้จักภัยรู้จักโทษ รู้จักความฉิบหายทีรุนแรง ทุกวันนี้มันรู้มากขึ้น และมันก็ทำความฉิบหายความรุนแรงได้มากด้วย สมัยก่อนนี้ฆ่ากันด้วยหอกด้วยดาบ เก่งนะ สมัยนี้อะไรก็ไม่รู้ ไม่เห็นรูปเป็นร่างเลย ไม่เห็นตัวเห็นตนเลย หนีไม่ทัน ไหวไม่ทัน มันร้ายแรงรุนแรงมาก สรุปแล้วพวกเราชาวอโศกนี้ หลุดพ้นมาจากอำนาจบ้าๆบอๆเหล่านั้น มาได้แล้ว และมันก็มีอิทธิพล อย่านึกว่าชาวอโศกไม่มีอิทธิพล แต่ไม่ใช่อิทธิพลของชาวอโศก เป็นอิทธิพลของธรรมะพระพุทธเจ้าเป็นอิทธิพลของธรรมะพระพุทธเจ้า ซ้อนอยู่เห็นไหม ชาวอโศกนี้ดูมีอิทธิพลแต่ไม่ใช่อิทธิพลของชาวอโศก แต่เป็นจากความรู้ของพระพุทธเจ้าที่เรามาปฏิบัติ เกิดพฤติกรรม เกิดจิตวิญญาณ เกิดพลังงานนั้นออกไปเป็นกระแส เป็นรังสี ออกไป ตั้งแต่รูปหยาบจนถึงนามธรรม ถึงรัศมีแสงสีอะไรออกไป ซึ่งมันไม่มีรูปร่าง จนกระทั่งเป็นนามธรรม มันไม่มีรูปร่าง ที่ใช้ศัพท์ว่าแสงสีหรือรังสีอะไรพวกนี้ พูดศัพท์ทางวิชาการว่าเป็น กัมมันตภาพรังสี กัมมะ อันตะ ภาวะของกัมมะ อันตะ เป็นกัมมันตภาพ รังสีของกัมมันตภาพรังสี มันมีพลังงานออกไปแล้วพลังงานเหล่านี้มันมีฤทธิ์ป้องกันค้ำยันบุคคลเข้าสู่กระแส ถูกรังสีก็ทนไม่ได้ กัมมันตภาพรังสีของปรมาณูเข้ามาใกล้มันได้ที่ไหนเล่า เห็นไหม นึกถึงรูปธรรม นามธรรมก็นัยยะเดียวกัน เพราะฉะนั้นนามธรรมขั้นจิตวิญญาณของคนมีคุณค่าระดับโลกุตรธรรม มีกัมมันตภาพรังสีของโลกุตรธรรม แล้วโลกุตรธรรมคืออะไร คือความอยู่เหนือไม่ต้องไปปะทะ นึกออกไหมทำรูปให้ดูคุณอยู่ล่างเราก็อยู่บน ไม่ได้ปะทะไม่ได้มาปรบมือกันนะ ไม่ได้มาวุ่นวายกันนะ แต่อยู่เหนือ คุณก็อยู่ชั้นล่างเราอยู่ชั้นเหนือ ลอยกันอยู่คนละชั้น รู้จักขนมชั้นไหม มันอยู่กันคนละแผ่นมันไม่ปนกันนะ ต้องไปอ่านคนคืออะไรทำไมสำคัญนัก ขนมชั้น มันไม่ไปปนกันมันอยู่กันคนละชั้น มันมีกัมมันตภาพรังสีขั้นอยู่ มันไม่เข้าไปเชื่อมต่อกันแล้ว ขนมชั้นต่อขนมชั้นมันติดกันนะ แต่มันมีกัมมันตภาพรังสีของแป้ง สี น้ำตาล อะไรแล้วแต่ มันไม่เข้าไปปนกัน ขนมชั้นหลายๆชั้น แล้วก็หลอกคนกินว่านี่คือขนมชั้นนะจ๊ะ ที่จริงแล้วก็คือแป้งเดียวกันหมดนั่นแหละใส่สีต่างกัน ดีไม่ดีน้ำตาลเท่ากัน ความมันเท่ากันความหวานเท่ากัน แต่สีต่างกันเท่านั้นหลอกคน ขนมชั้นหลอกด้วยสี แล้วคนก็บอกว่าวันนี้ฉันกินขนมชั้น ปัดโธ่เอ๊ย ที่จริงแล้วกินแป้งกับน้ำตาล อาจจะมีมะพร้าว กะทิบ้างนิดหน่อย แต่ขนมชั้นไม่ได้ใส่กะทิอะไรมากมายจะมีแป้งและน้ำตาลเป็นส่วนใหญ่ ขยายความอะไรต่ออะไรสู่พวกเราฟังจะได้เข้าใจเพิ่มขึ้น สรุปแล้วชีวิตของเราหรือชีวิตของคนทุกคน ในความเป็นปุถุชน ก็มีความทุกข์มีความวุ่นวายอะไรมากมาย พอมาเป็นกัลยาณชนก็รู้จักฐานของความดี มันก็แบ่งชั้นเลย มีชั้นมีวรรณะ แล้วชั้นวรรณะพวกนี้ที่อยู่ในสภาพของวิชาความรู้ ก็เป็นชั้นวรรณะ ที่มีประโยชน์แก่กันและกัน ผู้ที่ชั้นสูงก็ช่วยชั้นล่าง ผู้ที่สูงกว่าก็ช่วยกว่าชั้นล่างกว่าเสมอ แต่ในอวิชชาในเรื่องของความโง่ แบ่งชั้นวรรณะแล้ว ข่มกัน เอาเปรียบกัน ดูถูกกันดีไม่ดีเหนือชั้นเหนือก็ฆ่าเลย มีสิทธิ์ฆ่า คนนี้เป็นทาส คนนี้เป็นนายทาส จะเป็นเจ้าของทาส ในยุคนี้ไม่มีความเป็นทาสแล้ว แต่ก็ยังข่มกันเป็นเจ้าเป็นนายกันอยู่ จึงมีคำว่า นายทุน คำว่านายทุน มีคำว่านาย แต่บุญ ไม่มีคำว่า นายบุญ
สื่อธรรมะพ่อครู ตอน ปฏิญาณศีล 8 เพื่อพ้นสังสารวัฏ เพื่อมาเป็นผู้เสียสละ ผู้รับใช้ คำกล่าวนำปฏิญาณอุโบสถศีล [พากล่าวคำ นโมตัสสะ ภควโต ฯ ๓ จบ ก่อน]
ณ บัดนี้ ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอตั้งจิตปฏิญาณ ในงานพุทธาภิเษกสุดยอดปาฏิหาริย์ครั้งที่ ๔๗ นี้ ข้าพเจ้าทั้งหลาย จะขอบำเพ็ญธรรม ประพฤติตน อยู่ในศีล ๘ อันได้แก่
๑. ปาณาติปาตา เวรมณี จะตั้งใจประพฤติ เว้นขาดการฆ่าสัตว์ เว้นขาดความโหดร้ายทารุณ เว้นขาดการเบียดเบียนใดๆ จะพยายามสร้างเมตตาธรรม
๒. อทินนาทานา เวรมณี จะตั้งใจประพฤติ เว้นขาดการขโมย เว้นขาดการเอาของผู้อื่น ด้วยเชิงเอาเปรียบ ด้วยการโกง จะพยายามสร้างสัมมาอาชีพ ขยันสร้างสรร เสียสละ ละเลิกความโลภ ละเลิกความเห็นแก่ตัว
๓. อพรหมจริยา เวรมณี จะตั้งใจประพฤติ เว้นขาดเรื่องเมถุนธรรม เว้นขาดเรื่องกามคุณ จะเป็นผู้ละเลิกราคะ จะเป็นผู้กำหนดรู้เท่าทันในกาม
๔. มุสาวาทา เวรมณี จะตั้งใจประพฤติ เว้นขาดการพูดปด เว้นขาดการพูดหยาบ เว้นขาดการพูดส่อเสียด เว้นขาดการพูดเพ้อเจ้อ จะพยายามพูดเป็นสารัตถะเป็นธรรม
๕. สุราเมรย มัชชะ ปมาทัฏฐานา เวรมณี จะตั้งใจประพฤติ เว้นขาดการเสพติดมัวเมา มีอบายมุขทั้งหลายเป็นต้น มีกามต่อมา มีโลกธรรม ๘ อีก และจะเว้นขาดการยึดภวอัตตภาพทั้งปวง
๖. วิกาลโภชนา เวรมณี จะตั้งใจประพฤติ เว้นขาดจากอาหารและเครื่องใช้ ที่ควรเว้นควรเลิก จะกินจะใช้ตามที่กำหนด จะเป็นผู้พยายามเป็นผู้มักน้อยและสันโดษ
๗. นัจจะคีตะ วาทิตะ วิสูกะทัสนา มาลาคันธะ วิเลปนะ ธารณะ มัณฑนะ วิภูสนฐานา เวรมณี จะตั้งใจประพฤติ เว้นขาดจากท่าทางอันไม่สมควร คำพูดที่มีเสียงสำเนียงอันไม่สมควร เช่น ฟ้อนรำ ดนตรี เป็นต้น เว้นขาดจากดอกไม้ของหอม เครื่องตกแต่งพอกทา เครื่องประดับประดาประดิษฐ์ประดอย เว้นขาดจากฐานะแห่งการแต่งตัว แต่งงามประดิษฐ์ประดอย
๘. อุจจาสยนะ มหาสยนา เวรมณี จะตั้งใจประพฤติ เว้นขาดจากที่นั่งที่นอนใหญ่ เว้นขาดจากการรับของใหญ่ เว้นขาดจากการสะสมของใหญ่ ที่สุดเว้นขาดการหลงติดความใหญ่
ศีลทั้งหลายเหล่านี้ หากข้าพเจ้าทั้งหลาย ไม่ตั้งใจประพฤติ ข้าพเจ้าทั้งหลาย ย่อมไม่เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลาย ย่อมไม่ได้ผล ถ้าหากข้าพเจ้าทั้งหลาย ตั้งใจประพฤติ ก็ย่อมได้ ตามธรรมสมควรแก่ธรรม
ดังนั้น ข้าพเจ้าทั้งหลาย จักตั้งใจ ศึกษาฝึกฝน พากเพียรบำเพ็ญ ตามที่หมู่คณะ ได้นำพา ช่วยเหลือเกื้อกูลกันและกัน ด้วยดี ให้สุดความสามารถ
ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอตั้งใจ ปฏิญญาณไว้ ณ โอกาสนี้ ...สาธุ สาธุ สาธุ
พ่อครูว่า... ไม่ใช่พูดแต่ปากนะ ไม่ใช่ท่องบ่นปฏิญาณแต่เพียงคำพูดออกไปเราต้องเข้าใจความหมายต่างๆ ไม่เข้าใจก็ขอปริ้นท์เอาไปอ่านทบทวน คําปฏิญาณต่างๆที่เราพูดไป เราเข้าใจอย่างไร คำสอนพระพุทธเจ้าเรียกว่า ไตรสิกขา 3 ไตร สิกขาก็คือการศึกษา สิกขาเป็นภาษาบาลี ศึกษาเป็นภาษาสันสกฤต การศึกษา 3 อย่าง อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา หรือ แบ่งออกมา ขยายออกมาเป็น 3 ใน จรณะ 15 ขยายมาเป็น ศีล อปัณณกปฏิปทา 3 และก็สัทธรรม 7 นี่คือ ขยายมาเป็น 3 สิกขา เมื่อปฏิบัติโดยมีศีลเป็นหัวข้อหลัก อันนี้แหละอาตมาย้ำ พยายามบอกในศีลแต่ละข้อ มันจะต้องมีพันธกิจหรือมีสัมพัทธภาพ กับ อปัณณกปฏิปทา 3 ไม่ได้แยกกันนะ แยกกันไม่ได้ ศีลข้อ 1 เรื่องของสัตว์ คุณจะไม่ฆ่าคุณจะไม่ทำร้ายทำลาย คุณจะไม่เบียดเบียน คุณจะมีแต่กรุณา เอ็นดูกัน เอื้อเฟื้อเจือจานกัน หวังประโยชน์เพื่อสัตว์ทั้งปวงอยู่ ท่านตรัสไว้ชัดในรายละเอียดของศีลข้อ 1 เพราะฉะนั้นในคนนี่เป็นสัตว์ชนิดที่จะต้องปฏิบัติจัดการปฏิบัติตามศีลของพระพุทธเจ้าสำคัญที่สุด สัตว์เดรัจฉานอาตมาก็พูดแยกให้ฟัง สัตว์เดรัจฉานแต่ละตัว ปล่อยมันไป มันอยู่ตามยถากรรมของมัน เราไม่มีเวลา ไม่มีเวลาจะไปจัดการกับวิบากกรรมของมัน เปลี่ยนแปลงมันไม่ได้ สอนมันไม่ได้ มันเป็น อเวไนยสัตว์แท้ๆ สัตว์เดรัจฉานน่ะ ไม่ต้องไปก่อวิบากกับมัน โดยที่ไปเกี่ยวข้องกับมัน เอามันมาเลี้ยงเอามันมาฆ่ากินไม่ต้องมันเป็นวิบากทั้งนั้น วิบากด้วยรัก เอามันมาเลี้ยง ยิ่งวิบาก เอามันมาใช้งาน คุณใช้งานมันคุณให้มันคุ้มไหม คุณว่าคุณรักมันคุณให้อะไรมันคุ้มไหม คุณเลี้ยงวัวเลี้ยงควาย คุณก็จูงมันไปกินหญ้ามันก็กินของมันเอง แค่คุณจูงไป แต่คุณเอาประโยชน์จากควายเท่าไหร่ เป็นร้อยเป็นพันเป็นหมื่นเป็นแสนเป็นล้าน ดีไม่ดีหลอกคนว่าควายตัวนี้ขาย 3 ล้าน 5 ล้าน ควายบ้าอะไรจะตัวละ 3 ล้าน 5 ล้าน เห็นไหมมันหลอกกัน ไม่รู้จะเอาไปบูชาหรืออย่างไรควาย 3 ล้าน 5 ล้าน พูดไปแล้วอาตมาเหมือนหยาบ ไปพูดว่าเขาแรงๆ ก็ต้องกระแทกแรงๆพวกนี้โง่ซับซ้อนแล้วหลอกอะไรกันนักกันหนา เพราะฉะนั้นเรื่องสัตว์เดรัจฉานไม่ต้องไป ปล่อยเขาไปตามยถากรรม ไม่ต้องไปเลี้ยง ไม่ต้องไปรัก ไม่ต้องไปชัง ไม่ต้องไปเอาเขามาใช้แรงงาน ใช้แรงงานคนด้วยกันนี่ ฝึกคนให้มีความสามารถ แต่คนมันเห็นแก่ตัว มันก็ไปเอาแรงงานช้างแรงงานควาย ๆแรงงานม้า พูดอย่างไรมันก็ไม่หยุดกันหรอกเขาก็ทำกันทั้งโลกแล้วมันก็ได้ประโยชน์มันก็เห็นแก่ตัว จะพูดอย่างไรก็บอกไอ้พวกนี้มันบ้า โพธิรักษ์มันบ้า ก็เขาได้ประโยชน์นะ ประโยชน์นี่คือคนเห็นแก่ตัวคุณก็ได้ประโยชน์ แล้วคุณก็ไม่รู้ ซ้อนกรรมวิบาก คุณไปใช้ม้าใช้ควายใช้ช้าง คุณเอาเปรียบมัน กรรมวิบากคุณจะต้องไปเวียนวนอีก เจ้าหนี้ช้างม้าวัวควายที่มันเป็นเจ้าหนี้คุณเพราะคุณไปใช้มัน ไปเอาเปรียบมัน วิบากกรรมมันก็หมุนเวียนเข้า นี่ยังไม่ใช่ไปกินมันนะกินมันเอาชีวิตมันเลย ไอ้นี่ไปเอาแรงงานมัน ความซับซ้อนของกรรมของวิบากพวกนี้เยอะ ละเอียดลออ ยากที่จะเข้าใจ เพราะฉะนั้นเทวนิยมไม่รู้เรื่องกรรมวิบาก ทางสายเทวนิยมเรื่องโลกีย์เขา ศาสนาอื่น ศาสนาที่ไม่ใช่ศาสนาพุทธ เขาก็วนเวียนอยู่ในวงวัฏสงสาร วนเวียนอะไร ใช้หนี้กัน และกัน ได้เปรียบกันก็ไปเป็นผู้อยู่เหนือ ลดลงมาเสียเปรียบมากที่สุดมาอยู่ล่างที่สุด ดูอย่างอินเดีย จนกระทั่งยึดชั้นวรรณะ ชั้นต่ำสุด ชั้นศูทร ต่ำกว่านั้นไม่ต้องพูดเลย จัณฑาล ไม
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive