ลัทธิธรรมกายคือคนตาบอดชวนคนตาบอดไปดูท้องฟ้าสวย.docx
เนื้อหาในไฟล์
ลัทธิธรรมกายคือคนตาบอดชวนคนตาบอดไปดูท้องฟ้าสวย พ่อครูว่า... เรื่องที่จะต่อคือเรื่องที่อาตมาจะเอาเรื่องของสมีธัมมชโยมาพูด มีหนังสือที่เขาส่งมา ดร.จำลอง ทิ้งสุข ส่งมาให้เป็นหนังสือชื่อว่า “เมื่อไม่รู้จะอ่านอะไร” เล่ม 3 แล้วมั้ง พูดถึงเรื่องของเนื้อนาบุญเขาใช้คำว่าบุญคำนี้ ...อ่านนิดหน่อย... เราจะเป็นเนื้อนาบุญได้ ต้องรู้จักตัวเองก่อน (พ่อครูว่า... เขาพูดถูกนะ ) โดยเอาตัวเราเอง ค้นเข้าไปในตัวเอง (พ่อครูว่า... ฟังให้ดีนะมันพูดล้อเลียนกันเหมือนภาษาของพระพุทธเจ้าเลย ) ให้เจอตัวของตัวเองภายใน (พ่อครูว่า... ก็จริง) แล้วตัวเองจะรู้จักตัวเอง ตัวเองมี 2 ระดับคือตัวเองที่เกือบจะเป็นตัวเอง (พ่อครูว่า... ฟังภาษา 2 ระดับของเขา ตัวเองอยู่ภายในเลยไม่มีภายนอกนะ ) ตั้งแต่กายมนุษย์ ละเอียดที่เหมือนของตัวเราอย่างนี้ คือ คำว่า กาย เขาจะไม่มีวัตถุเลย กาย ของเขาคือภายใน อย่างนี้ก็คืออย่างที่สมมติกัน (พ่อครูว่า... สัมโภคกายพวกนี้จะนั่งหลับตาแล้วสมมุติกัน บอกว่าเหมือนกันแต่ต่างคนต่างไม่เห็นของใครนะ อาทิสมาณกาย ) คือพระธรรมกายภายใน (พ่อครูว่า... เขาก็ตั้งชื่อว่านี่คือพระธรรมกายภายในคือสมมุติของนิรมานกาย แล้วเขาก็รู้ร่วมกันเป็นสัมโภคกาย กับพวกที่นั่งหลับตาเหมือนกันเป็นอุปาทานหมู่เหมือนกัน แต่แต่ละคน อาทิสมาณกาย ไม่มีใครเห็นของใครเหมือนคนตาบอดจุงคนตาบอดไปดูหนังใบ้กันหมด แล้วเขาก็บอกว่า แหม สนุกกันเรื่องนี้ภาพสวยเห็นท้องฟ้าสวยร่วมกัน ตาบอดทั้งนั้น เขาก็รับสมอ้างไปเหมือนกันหมดแล้วก็ไปหลอกกันต่อ เป็นสมมุติขึ้นมาแล้วก็ยึดติดกันเข้าใจกันโดยไม่มีอะไรเลย มีแต่หลอกกับหลอก เก๊กับเก๊ ทั้งนั้นเลย เพราะฉะนั้นในเรื่องนี้ อาตมาก็มาสรุปผลที่จะพูด อ่านให้ฟังนิดหน่อย เวลามันเหลืออีก 1 นาทีเศษ ตัวเองคืออัตตา
อ่านต่อ
ของลัทธิเดียรถีย์ธรรมกายที่สมีธัมมชโยเผยแพร่นั้น ตัวเองคือมี 2 ระดับ ระดับที่เป็นตัวเองกับเกือบจะเป็นตัวเอง แท้จริง ตั้งแต่กายมนุษย์ที่ละเอียดเหมือนตัวเราอย่างนี้แล้วก็เปลี่ยนแปลงของตัวเองเข้าไปเรื่อยๆ จนกระทั่งไปถึงตัวเองที่แท้จริง คือพระธรรมกายภายใน พ่อครูว่า... ที่เขาปฏิบัติแบบนี้ก็ขอวิจารณ์ให้ฟังเลยว่า นี่ อาตมาจะต้องมาอธิบายในเรื่องของ กาย 3 ที่เป็นนิรมานกาย นิรมาณคือ เนรมิตเอาเอง เป็นกายที่เนรมิตเอาเองในภพของจิตตัวเอง สร้างขึ้นมาเอง เป็นตัวเป็นตนเป็นอัตตาของตัวเอง แต่ละคนที่คบหากันเป็นการสะกดจิตแล้วก็ยึดติดในสมมติกัน ใครเป็นผู้ที่สะกดจิต คนนั้นก็จะเป็นเจ้าแห่งความจริง ทุกคนก็จะอุปาทานตามกันไปหมด แล้วอุปาทานคนนั้นก็จะเป็นอุปาทานของแต่ละคนๆๆ เป็นอาทิสมานกายทั้งนั้น แต่เขาก็รับสมอ้างกันว่า ใช่ๆๆๆ คำว่าใช่ๆๆ นี่คือ เพ้อเจ้อเพ้อพกกันไปเท่านั้นเอง เพราะมันไม่มีอะไรที่จะมาเป็นเครื่องยืนยันแต่ว่ามันเหมือนกัน มันคนละคน คนละตัว คนละสมมุติตามแต่ละคนสมมุติ แต่สมมุติว่ามันเหมือนกันนะจ๊ะ มันสิ่งเดียวกันนะจ๊ะ คือสัญญาอย่างเดียวกัน แต่ทุกคนมีกายต่างกันหมด นี่คือวิญญาณฐีติข้อที่ 2 กายต่างกันหมด แต่ สัญญาอย่างเดียวกันหมด สัญญาว่า อย่างนี้นะ อัตตา เป็นอย่างนี้นะ แล้วอย่างนี้แต่ละอันมันเป็นมิจฉาทิฏฐิซ้อนว่า ต่างคนต่างกำหนดสัญญากันคนละสัญญา นี่ล่ะมันยาก สัญญาวิปริตไปหมด เป็นสัญญาวิปริตหรือสัญญาวิปลาส มีสัญญาวิปลาส 3 สัญญาวิปลาส 4 วันนี้จะไม่ลงลึก สรุปแล้วก็คือ ต่างคนต่างก็เพี้ยนไป แล้วก็ต่างคนต่างคุยกันเหมือนรู้เรื่อง เหมือนที่อาตมายืนยันว่า ตาบอดชวนคนตาบอดไปดูท้องฟ้าสวย ต่างคนต่างสมยอมสวย ต่างคนต่างสวย ถ้าบอกว่าไม่เห็นเราจะกลายเป็นคนตาไม่ดี ก็เลยกลายเป็นคนโกหกซ้ำซ้อนกันลงไปในนั้น ว่าเห็น ในคนตาบอดเขาก็จะมีสมมุติในจิตของเขา แล้วเขาก็จะมาพูดกันโดยบัญญัติภาษา เช่น บอกว่าฟ้าเป็นอย่างนี้ เขาก็จะโมเมไปเรื่อยๆ แต่ละคนก็จะเอาบัญญัติที่แต่ละคนได้มาพูดกัน แล้วเขาก็เฉลยคำสรุปกัน ตาบอดเขาก็สรุปกัน แล้วเขาก็จะเข้าใจกันเอง ไม่มีใครเห็นฟ้ากันสักคน ตาบอดสนิท นอกจากจะมีคนตาบอดบางคนพอเห็นรำไรๆ เขาก็จะเอาของเขามาพูดก็จะมีเค้านิดหน่อย แล้วหมู่คนตาบอดก็จะเอาเค้าของคนที่เห็นนิดหน่อยมาพูดต่อ แต่เขาก็ต้องพยายามจบว่าเขาเป็นคนตาบอด เพราะเขาไม่มีรายละเอียดจะชี้แจง เขาจะพูดรายละเอียดมากกว่านั้นไม่ได้ เพราะขืนพูดมากกว่านั้นเขาจะเสียเพราะมันจะผิด ถ้าพูดกับคนที่รู้จริงมันมีรายละเอียดเขาก็ไม่รู้ เพราะเขาตาบอดเขาไม่เคยเห็น เขาก็รู้เท่าที่เขารู้ได้ แต่ผู้ที่รู้อย่างตาแจ้งจริงๆมันก็มีเยอะใช่ไหม เขาก็ไม่รู้ เขาก็พูดต่อไม่ได้ เขาจะไม่กล้าพูดกับคนที่ตาดี เขาก็จะไปพูดกับคนตาบอด แล้วเขาก็จะเอาสิ่งที่เขามีรู้ของเขาบ้างนิดๆหน่อยๆ เหมือน อาฬารดาบส อุทกดาบส ได้มีสิ่งรู้เอามาข่มคนอื่นหมด นี่ก็เป็นมานะซ้อนอีกชนิดหนึ่ง คนนั้นก็จริงเขาเห็นนิดหนึ่ง มันก็เหนือกว่าเขาจริงใช่มั้ย เขาก็เอาอันนี้มาเป็นอัตตามานะข่มคนที่ไม่เห็นอีกที นี่คือกิเลสซ้อนอีกทีแล้วเขาจะรู้เรื่องอะไร คนตาบอดเขาไม่รู้หรอก เขาก็มีอัตตามานะไปข่มคนอื่นเขา เขาก็ไม่รู้ นอกจากจะเป็นคนตาบอดที่มีวิบาก มีความรู้แล้วและมาเกิดชาตินี้ต้องตาบอด นั่นก็อีกเรื่องหนึ่ง คนนี้เขาก็จะพอได้แล้ว เหมือนอย่างกับพระจักขุบาล เป็นคนมีบารมีเก่ามา มาชาตินี้ตาบอดก็ยังบรรลุได้ จริงๆแล้วตาบอดไม่มีสิทธิ์บรรลุ เพราะว่าทวาร 5 กายไม่เห็นไม่มีสิทธิ์บรรลุ เดาเอาไม่ได้ อย่างนี้เป็นต้น เอาละ เลข 0 มันหมดไปเมื่อไหร่แล้ว อาตมาก็รู้แต่มันจบไม่ลง คุณก็สรุปโดยไม่มีเวลาก็แล้วกัน 660201 ตอบปัญหาคนตาบอดชวนคนตาบอดไปดูท้องฟ้าสวย พุทธ