พ่อครูผู้มากอบกู้ศาสนาพุทธในยุคกึ่งพุทธกาล.docx
เนื้อหาในไฟล์
พ่อครูผู้มากอบกู้ศาสนาพุทธในยุคกึ่งพุทธกาล พ่อครูว่า... อาตมาอายุ 100 ปีถึงอายุครบ 100 ปีเต็มนี่นะ วันครบ 100 ปี นี่ก็วันที่ 4 มิถุนายนเป็นวันสุดท้าย วันที่ 5 มิถุนายนก็เป็นวันขึ้น 101 ปี เพราะเกิดวันที่ 5 มิถุนายนตอนเช้าตกฟากตอนเช้า 8:00 น เพราะฉะนั้นถ้าอายุ 100 ปีนี่แหมคงจะสนุก คงจะได้ฉลองกัน มันก็ดูตื่นเต้นพอได้นะ เพราะตอนนี้อาตมาก็อายุ 88 - 89 แล้ว นี่ก็ 88 ปีนับไปจะถึง 89 เมื่อถึง 89 ก็นับ 89 ไปเรื่อยๆจนกว่าจะครบ 90 ปี กว่าจะ 100 ปีก็อีก 11 ปีกว่าๆ กว่าจะถึงอายุ 100 …10 ปีไม่น้อยนะสำหรับคนอายุยาว แต่เด็กๆมันไม่มีปัญหาอะไร 10 ปีแป๊บเดียว แต่ไอ้เรานี้เสื่อม เสื่อมลงมากๆอายุยาวแล้วความเสื่อมมันก็เป็นปฏิภาคทวี เราก็พยายามโด๊ป พยายามที่จะเพิ่มส่วนที่มันควรจะเสริมเติมได้ก็ว่ากันไป ก็มันเป็นประโยชน์ อาตมาก็เห็นว่ามันเป็นประโยชน์ ที่ดูก็ยังมีอะไรที่ละเอียดลึกซึ้ง ที่จะต้องสาธยายได้ วนกลับมาสู่เก่า ที่เคยพูดแล้ว หยาบๆ แล้วก็อธิบายละเอียดในหยาบ มันซับซ้อนตีลังกากลับ ความโง่มันโง่ซ้ำโง่ซ้อน ซับซ้อนแล้วโง่ลงไปอีก แต่นึกว่าตัวฉลาดนะ แต่โง่ลงไปอีก คือมันโง่ซับซ้อน ก็โง่ดักดานลงไปเรื่อยๆ ส่วนพวกฉลาดก็ฉลาดขึ้นไปเรื่อยๆ ซ้อนขึ้นไปเรื่อยๆ หมุนรอบเชิงซ้อนขึ้นไปเรื่อยๆ ไอ้โง่ก็โง่ เหมือนก้นหอย วนขึ้นสูง หากว่ากลับก้นหอยลงมามันก็วนลงต่ำ เหมือนวนกว้างขึ้นๆ บานไม่มีที่จบ โง่ไม่มีที่จบ มันจะบานขึ้นไปเรื่อยๆเป็นก้นหอย ความสูงนี้มันจะค่อยๆเล็กลงเล็กลง สุดท้ายมันจะถึงจุดปลายยอดสุดมันก็จบ 1 หรือ 0 จบได้ เป็นลักษณะที่อธิบายเป็นรูปธรรมได้ มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ มันก็เลยยิ่งห่างกันมาก ยุคนี้เป็นยุคเสื่อมของศาสนาพุทธในยุคกึ่งพุทธกาล เสื่อมหนักๆ อาตมาก็บอกตัวเองว่าอาตมาเป็นผู้มากอบกู้ ซึ่งมัน
อ่านต่อ
หมดไปแล้วมันหายไปเลยโลกุตรธรรม มันเป็นโลกุตรธรรม อาตมาเอามาประกาศ อาตมาถ้าไม่มีธรรมะที่แท้เป็นธัมโม หเว รักขติ ธัมมะจาริง ถ้าไม่มีธรรมรักษาผู้ประพฤติธรรม อาตมาตายไปแล้ว ตอนนั้นจะถูกยิงบนกลางเวทีที่ผ่านเหตุการณ์มาก็ได้ หรือตายไม่เวทีหรอก แต่ที่อื่น มันก็ตายอย่างไรก็ได้ หรือไม่ตายอย่างนั้นก็มาทำงานศาสนานี้ไม่ได้ จะเอาพระไตรปิฎกคำสอนพระพุทธเจ้าซึ่งโชคดีที่เมืองไทยยังยึดถือฉบับพระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐ ที่พระมหากัสสปะทำมานี่แหละ ดีที่ยังยอมรับพระไตรปิฎกเล่มเดียวกัน มหายานมีพระไตรปิฎกหลายเล่มมากมายเลย ไม่ใช่แค่ 45 เล่ม มากกว่านั้นอีก มหายานบานปลาย เลอะ ดีไม่ดีก็ไปรับคำสอนจากอรรถกถาจารย์ที่เป็นอาจาริยาวาท บานปลายกันไปใหญ่ แม้แต่ในพุทธของไทยเข้าไปรับอาจาริยวาท ไปรับอรรถกถาจารย์ ซึ่งอรรถกถาจารย์ก็มีส่วนถูกบ้างแต่มันมีส่วนผิด มันก็ผิดไปเรื่อยๆเป็นอาจาริยวาท ซึ่งเถรวาทคือคำสอนที่เป็นวาทะของเถระ เป็นวาทะของพระเถระหมายถึง พระผู้ที่เกิดในระดับเป็นพระเถระในยุคพระพุทธเจ้า ได้บวชเป็นพระภิกษุสงฆ์ร่วมกันกับพระพุทธเจ้ามาเป็นพระเถระ ในยุคของพระพุทธเจ้า แล้วมาเกิดในยุคนี้ ไม่เกิดในยุคนี้ ก็เป็นผู้ที่เกิดในยุคพระพุทธเจ้า ได้ฟังธรรมจากพระโอษฐ์ ได้ร่วมประชุมอยู่กับพระพุทธเจ้าโดยตรงเลยนั่นแหละ คือพระเถระแท้ เพราะฉะนั้นผู้ที่อยู่ในยุคพระพุทธเจ้า ตายออกมาแล้ว มาเกิดชาติใหม่แล้ว ไม่มีพระพุทธเจ้าแล้ว เป็นต้น พระเถระนั้นก็เป็นสัตตบุรุษเอง พระพุทธเจ้าไม่อุบัติแล้ว ไม่มีพระพุทธเจ้า เพราะฉะนั้นไปพบสัตตบุรุษที่เป็นพระเถระ ที่เป็นผู้รับถ่ายทอดคำสอนตรงมาจากพระพุทธเจ้าเลย แล้วเป็นสัตตบุรุษด้วย เป็นผู้ที่บรรลุระดับ 7 สัตตะนี่ ระดับ 7 ขึ้นไป ถือว่าระดับ 7 ขึ้นไปเป็นที่รับรองแล้วว่า เป็นที่ผู้ที่อยู่ในรอบ 7 8 9 สามเส้าสุดท้าย อยู่ใน cyclic order ที่จะสำเร็จเสร็จสรรพแล้วก็เป็นผู้ที่สอบได้ ที่จะเป็นพระพุทธเจ้าได้ ถ้าไม่ถึงขั้นนี้ ระดับ 6 ลงมาก็ยัง ระดับ 5 ระดับ 4 ก็ยังไม่ได้เข้ารอบนั้น ระดับ 4 เป็นพระอรหันต์ ระดับ 5 เป็นอนุโพธิสัตว์ ระดับ 6 เป็นอนิยตโพธิสัตว์ ยังบำเพ็ญต่อไป ระดับ 7 เป็นนิยตโพธิสัตว์ ซึ่งอนิยตโพธิสัตว์ต้องใช้พลังงานพิเศษที่จะออกจากนอกโลก หลุดออกจากวงวนเก่าไปสู่วงวนใหม่ ที่่เจริญกว่า ซึ่งไม่ใช่แค่ปากพูดจะต้องมีสภาวะธรรม มีคุณธรรมเป็นที่ รองรับอย่างสมบูรณ์แบบ นี่ก็ขยายความความเป็นโพธิสัตว์หรือความเป็นผู้บำเพ็ญ เพราะฉะนั้นพวกที่บำเพ็ญเป็นอุจเฉทิฏฐิ เถรวาท เขาถือว่าพระกัสสปะเป็นสายเถรวาท ใช่พระกัสสปะเองเป็นเถระในยุคพระพุทธเจ้าจริง แต่เป็นเถระในแบบศรัทธาจริต เป็นศรัทธาจริตปลายแถวเลยนะ ศรัทธาจริตจัดด้วยนะ จนพระพุทธเจ้าต้องช้อนเอาไว้ มีคนเห็นว่าออกนอกรีตไปไกล เป็นพระป่ามีธุดงควัตร 13 ข้อ ซึ่งเป็นเรื่องของเดียรถีย์ทั้งนั้นเลย จนกระทั่งพระพุทธเจ้าท่านต้องยอมรับว่า กัสสปะนี้เทียบได้ มีส่วนที่เทียบเท่าได้กับเรา พระพุทธเจ้าตรัสภาษานี้ช้อนพระกัสสปะไว้ให้ เพราะอยู่ในขอบเขตที่หลุดออกจากศาสนาพุทธได้เป็น เดียรถีย์ เลยนะ พระพุทธเจ้าต้องช้อนเอาไว้ซึ่งเป็นความซับซ้อนหลายชั้นที่อาตมาเห็นว่า มันก็ต้องเป็นจริง มันเป็นสัจจะอย่างนั้น ก็ต้องค่อยๆอธิบายกันไป ไม่ใช่ว่าจะเข้าใจกันได้ง่ายๆ มัน คัมภีรา (ลึกซึ้ง) ทุททัสสา (เห็นตามได้ยาก) ทุรนุโพธา (บรรลุรู้ตามได้ยาก) สันตา (สงบระงับอย่างสงบพิเศษ แม้จะวุ่นอยู่) . ปณีตา (สุขุมประณีตไปตามลำดับ ไม่ข้ามขั้น) อตักกาวจรา (คาดคะเนด้นเดามิได้) นิปุณา (ละเอียดลึกถึงขั้นนิพพาน) ปัณฑิตเวทนียา (รู้แจ้งได้เฉพาะผู้เป็นบัณฑิต บรรลุแท้จริงเท่านั้น) (พตปฎ. เล่ม 9 ข้อ 34) อาตมาเอง อาตมาเป็นสายพุทธิจริต สายปัญญา (พ่อครูไอตัดออกด้วย) สมณะเดินดิน... ความไม่รู้ลึกซึ้งที่เป็นอรรถกถาจารย์ อาตมาแต่ก่อนมาบวชนี้ด้วยความศรัทธาพระกัสสปะเป็นไอดอลเลยนะ ยังเรียนพ่อครูว่าผมจะเอาพระกัสสปะเป็นแบบอย่างเพื่อฝึกฝน เราอ่านพระไตรปิฎกแล้วเข้าใจไปอีกอย่าง คิดว่าอย่างนี้สุดยอดมากในมนุษย์ ถ้าไม่เจอพ่อท่านคงอยู่ในป่าช้า ทรมานตัวเอง ไม่ได้มาลืมตามองเห็นโลก เข้าใจโลกได้อย่างที่ควรจะเป็น คิดว่าทั้งโลกก็คงเข้าใจอย่างนี้ ว่าพระกัสสปะนี้เป็นสุดยอด บำเพ็ญตบะ ไม่เห็นแก่ลาภแก่ยศ ซึ่งเป็นการเข้าใจชั้นเดียว แต่ธรรมะของพระพุทธเจ้านั้นเป็น คัมภีรา (ลึกซึ้ง) ทุททัสสา (เห็นตามได้ยาก) ทุรนุโพธา ก็ไม่มีใครเอามาอธิบายให้เห็นได้ลึกซึ้งขนาดนี้ได้ พ่อครูว่า... เดี๋ยวจะได้ขยายสายพุทธิจริตที่มันเลยเถิดพุทธิจริตกลายเป็นพญาครุฑ ไปเป็นพวกเวหาหาวที่หลงเพ้อ เขาเรียก อะไร 10 ข้อพระสูตร วิปัสสนูปกิเลส 10 หลงอะไรก็ละเอียดวิเศษไปหมดเลย ซึ่งมันเกินมันสุดโต่งไปไกล ไม่อยู่ในกรอบที่ถูกต้องของพระพุทธเจ้าด้วยซ้ำไป มันก็เลยเลอะเทอะไปใหญ่ ปรุงแต่งกันเสียจนเกินเลย เลยเถิด เช่น สมีธัมมชโย ขออภัยที่อาตมาจะต้องเรียกให้ชัดๆว่าเป็นสมี เพราะว่าปาราชิกถึง 2 ตัว ธัมมชโยหรือพระไชยบูลย์ หัวหน้าใหญ่ของธรรมกาย เดี๋ยวอาตมาจะได้กล่าวถึง วันนี้เตรียมอันนี้มาเพื่อจะพูดประกอบ ให้เห็นถึงความละเอียดละออ ลึกซึ้งตามที่ยกอ้างคำพูดของเขาเลย ตามหนังสือที่อาตมาได้รับ ก็มีผู้ที่ใจดี เขาติดต่อกับทางธรรมกายอยู่ คือ ดอกเตอร์จำลอง ทิ้งสุข ก็ขอบคุณเป็นอย่างมากเลยที่ส่งหนังสือของธรรมกายเขามาให้อาตมาเสมอๆ นี่เขาก็เอาออกมาพิมพ์อีก วิสาขบูชาตั้งแต่ 2555 อะไรอย่างนี้ แล้วเขาก็รวบรวมคำสอนของธัมมชโยมาพิมพ์เพื่อประกาศคำสอนของอาจารย์เขา ก็คือธัมมชโยนั่นแหละ เดี๋ยวอาตมาจะได้เอามาประกอบคำสอนไม่ใช่เพื่อต้องการข่ม แต่ต้องการยืนยันว่ามันมีของจริง ไม่ใช่ว่าอาตมาพูดลอยลม มันเป็นทั้งภาษา ทั้งตัวบุคคล ทั้งพฤติกรรม ที่จะต้อง อธิบายรายละเอียดต่างๆ มันมีคนจริง มันมีพฤติกรรมจริง มันมีคำสอนจริง มันมีคำพูดคำอธิบายจริง มากกว่านั้นที่มันมีจริงๆ มีรายละเอียดอีก ก็เอามายืนยันกัน เอามาบอกกันให้รู้แล้วผู้ที่มีปฏิภาณปัญญารับรู้ก็จะได้เห็นว่า อ๋อ.. คนที่รู้ในมุมนั้นมิตินี้นัยละเอียดอย่างนั้นอย่างนี้ เหมือนคนดูช้าง จะรู้ทั่วตัว ไม่ใช่เหมือนคนตาบอดคลำช้าง จะรู้ว่าช้างทั่วตัวเลยเป็นอย่างไร ครบ ก็เป็นคนตาดีตาใสตาเปิดธรรมดาไม่ใช่ว่าเอาคนตาบอดมาคลำ คนไหนคลำได้กี่ด้านกี่ช้างก็จะรู้ว่าช้างเป็นแบบนั้น อย่างไรก็ไม่ประกอบเป็นตัวช้างสมบูรณ์รูปช้างสมบูรณ์หรอก เพราะเขาคลำไปทีละส่วน คนตาบอดจะไม่เห็นตรงไหน เสร็จแล้วเอามาปะติดปะต่อตรงไหน โค้งตรงไหนบ้าง ใหญ่ตรงนั้น ตรงไหนหนา ตรงนี้สูง ในรายละเอียดของตัวช้าง เขาก็คลำได้แค่ภายนอกของตัวช้างนั่นแหละ เขาก็คลำได้เฉพาะภายนอกที่เขาจะสัมผัสได้ เขาไม่รู้ติดต่อกันเป็นรูปเป็นร่างเหมือนคนตาดีที่เห็นช้างทั้งหมดหรอก นี่คือเฉพาะรูปนะ ไม่ต้องไปพูดถึงเสียงถึงกลิ่นถึงรส รายละเอียดของสัจธรรมอีกหลายทวาร เพราะฉะนั้นพวกที่ปิดตาหลับตา อย่างสายธรรมกายก็หลับตา หลับตาเป็นหลักเลย พวกหลับตาเป็นหลักนี้ปิดทิ้งทวาร 5 ไปได้ทวารเดียว อยู่ในภพสัมภเวสี เป็นภพนึกคิด ก็ปั้นเป็นนิรมาณกายไป แตกต่างกัน กายต่างกันสัญญาต่างกัน มันนับไม่ถ้วน แม้แต่พวกเดียวกันเอง สายหลับตาทางอาจารย์มั่นก็ตาม สายมหาบัวก็ตาม สายมหาบัวนั้นสายมืดสายธรรมกายนั้นอาภัสรา อีกสายหนึ่งเป็น กิณหา อาตมาทั้งเขียนและอธิบายไว้ หนังสือเล่มใหม่ตอนนี้ออกมาหนังสือปัญญา 8 พึ่งวางตลาดขาย 0 บาทไม่เอาสตางค์ หนังสือหนา 494 หน้าเกือบ 500 หน้า พิมพ์มา 5,800 เล่ม อาตมาก็อ่านทวนอยู่ตอนนี้ได้ไม่กี่หน้าหรอก ได้ไปสัก 20 กว่าหน้า ยิ่งอ่านก็ยิ่งรู้สึกว่าละเอียดลออพอได้อยู่นะ ก็รู้สึกว่าเข้าท่า ก็ชื่นชมในตัวเองที่อุตส่าห์เอามาสาธยายได้ ก็ยิ่งชื่นชมในธรรมะพระพุทธเจ้าว่า คัมภีรา (ลึกซึ้ง) ทุททัสสา (เห็นตามได้ยาก) ทุรนุโพธา (บรรลุรู้ตามได้ยาก) สันตา (สงบระงับอย่างสงบพิเศษ แม้จะวุ่นอยู่) . ปณีตา (สุขุมประณีตไปตามลำดับ ไม่ข้ามขั้น) อตักกาวจรา (คาดคะเนด้นเดามิได้) นิปุณา (ละเอียดลึกถึงขั้นนิพพาน) ปัณฑิตเวทนียา (รู้แจ้งได้เฉพาะผู้เป็นบัณฑิต บรรลุแท้จริงเท่านั้น) (พตปฎ. เล่ม 9 ข้อ 34) จริงๆ หน้าปกหนังสือเล่มนี้ก็เป็นลูกของคุณแสงศิลป์เป็นคนวาด ซึ่งแสงศิลป์เองก็วาดภาพปกเราคิดอะไรมาเป็นร้อยๆเล่มแล้ว จะให้คนเอาบทกวี ไปประกอบ ตอนแรกอาตมาบรรยายเป็นภาษาร้อยแก้วประกอบ ตอนหลังท่านเดินดินก็มารับช่วงเป็นผู้เขียนบรรยายประกอบ นัยปกของเราคิดอะไร ก็ให้พิมพ์มาช่วยหน่อย ใครรวบรวมได้ก็พิมพ์มาแปะข้างภาพวาดๆ คนจะได้อ่านรายละเอียดเป็นภาษากวี ถ้ามีทั้งสองอย่างทั้งร้อยแก้วร้อยกรองด้วยก็ยิ่งดี เห็นภาพบางทีเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง ถ้ามีคำชี้แจงเป็นภาษาประกอบมันก็จะเข้าใจได้ ช่วยให้เข้าใจได้เพิ่มขึ้น แต่ภาพมันก็ให้ความรู้ความหมาย เขาบอกว่าภาพ 1 ภาพ บอกนัยยะละเอียดเป็นพันๆมุมเลยนะ ยิ่งกว่าเราบรรยายอีก แต่บางทีเราบอกเป็นภาษาไม่ได้ แต่เรารู้ความหมายมุมเหลี่ยมละเอียดลึกซึ้ง เพราะว่าปฏิภาณปัญญาของคนมันละเอียดมากกว่าบัญญัติ ภาษา สมมติภาษา 660201 ตอบปัญหาคนตาบอดชวนคนตาบอดไปดูท้องฟ้าสวย พุทธศาสนา