บทที่ 3 สาวิตรี.pdf

โฟลเดอร์pdf
ประเภทไฟล์PDF (application/pdf)
ขนาดไฟล์493 KB
วันที่แก้ไข28 เมษายน 2562

เนื้อหาในไฟล์

บทที่ 3 วิธีการดําเนินการวิจัย วิธีการดําเนินการวิจัยเรื่อง ปจจัยที่มีความสัมพันธตอภาวะสุขภาพของเกษตรกรทํานาแบบเกษตรกรรมแผนทางเลือกและเกษตรกรรมแผนใหมในจังหวัดยโสธร เปนการวิจัยเชิงสํารวจ (Survey Research) มีวัตถุประสงคเพื่อศึกษาภาวะสุขภาพของเกษตรกรทํานาแบบเกษตรกรรมแผนทางเลือกและเกษตรกรรมแผนใหมในจังหวัดยโสธร เพื่อศึกษาเปรียบเทียบภาวะสุขภาพของเกษตรกรทํานาแบบเกษตรกรรมแผนทางเลือกและเกษตรกรรมแผนใหมในจังหวัดยโสธร เพื่อศึกษาปจจัยที่มีผลตอภาวะสุขภาพของเกษตรกรทํานาแบบเกษตรกรรมแผนทางเลือกและเกษตรกรรมแผนใหมในจังหวัดยโสธร เก็บรวบรวมขอมูลในระหวางเดือน ตุลาคม-เดือนพฤศจิกายน 2560 มีขั้นตอนในการดําเนินการวิจัย ดังนี้ 1. ประชากรและกลุมตัวอยาง 2. เครื่องมือที่ใชในการเก็บรวบรวมขอมูล 3. การตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ 4. วิธีการเก็บรวบรวมขอมูล 5. การวิเคราะหขอมูล ประชากรและกลุมตัวอยาง ประชากร ประชากรที่ใชในการศึกษาในครั้งนี้ คือ 1. เกษตรกรทํานาแบบเกษตรกรรมแผนทางเลือก เกษตรกรผูประกอบอาชีพทํานาแบบเกษตรกรรมแผนทางเลือกที่อาศัยและประกอบอาชีพทํานาอยูในเขตพื้นที่จังหวัดยโสธร ขึ้นทะเบียนกับสํานักงานเกษตรกรจังหวัดยโสธร จํานวน 1,836 คน 2. เกษตรกรทํานาแบบเกษตรกรรมแผนใหม เกษตรกรผูประกอบอาชีพทํานาแบบเกษตรกรรมแผนใหมที่อาศัยและประกอบอาชีพอยูในเขตพื้นที่จังหวัดยโสธร ขึ้นทะเบียนกับสํานักงานเกษตรกรจังหวัดยโสธร จํานวน 66,536 คน กลุมตัวอยาง กลุมตัวอยางที่ใชในการศึกษา คือ ตัวแทนของเกษตรกรผูประกอบอาชีพทํานาแบบเกษตรกรรมแผนทางเลือกและเกษตรกรรมแผนใหม ที่อาศัยและประกอบอาชีพทํานาอยูในเขตพื้นที่จังหวัดยโสธร ไดกลุมตัวอยาง โดยการกําหนดขนาดตัวอยางจากการประมาณคาเฉลี่ยของประชากร กรณีทราบจํานว

อ่านต่อ

นประชากรที่แนนอน (บุญธรรม กิจปรีดาบริสุทธิ์. 2551 : 117) ดังนี้ กลุมตัวอยางที่ใชในการตอบแบบสัมภาษณ มี 2 กลุม ดังนี้ 1. เกษตรกรทํานาแบบเกษตรกรรแผนทางเลือก เกษตรกรผูประกอบอาชีพทํานาดวยเกษตรกรรมแผนทางเลือกที่อาศัยและประกอบอาชีพทํานาอยูในเขตพื้นที่จังหวัดยโสธร ที่ขึ้นทะเบียนกับสํานักงานเกษตรจังหวัดยโสธร จํานวน 1,836 คน ในที่นี้ N = 1,836 ไดจํานวน 100 n = Nz2 σ2 z2 σ2+Nd2 n = (1,836)(1.96)2 (0.5)2(1.96)2 (0.5)2+(1,836)(0.05)2 n = 317.57 = 318 คน ไดขนาดกลุมตัวอยาง = 334 คน ผูวิจัยปรับเพิ่มเผื่อขอมูลสูญหายคิดที่ 5.00 % วัชรีภรณ ไชยมงคล (Chaimongkol. 2005 : 29) n แทน ขนาดกลุมตัวอยาง Z แทน สัมประสิทธิ์ความเชื่อมั่นไดจากความเชื่อมั่นที่กําหนด (1-α) เทากับ 1.96 σ แทน ความแปรปรวนจากการแปลผลที่ไดจากการคํานวณกลุมตัวอยาง (ในการวิจัยครั้งนี้ เทากับ 0.5) d แทน คากระชับของการประมาณคาหรือคาความตางที่ยอมรับใหคาประมาณหางจากคาจริง = 0.05 ขั้นตอนการเลือกกลุมตัวอยาง หลังจากไดขนาดตัวอยาง ผูวิจัยทําการสุมตัวอยางแบบหลายขั้นตอน (Multi-Stage Sampling) เพื่อหาขนาดกลุมตัวอยางแบบแบงชั้นภูมิ (Stratified Sampling) ของกลุมเกษตรกร ทํานาแบบเกษตรกรรมแผนทางเลือก ดังนี้ ตารางที่ 3 รายงานจํานวนประชากรเกษตรกรผูที่ประกอบอาชีพทํานาแบบเกษตรกรรมแผน ทางเลือกในจังหวัดยโสธร เกษตรกรทํานาแบบกรรมแผนทางเลือก จํานวนประชากร (คน) อําเภอเมือง 128 อําเภอทรายมูล 40 อําเภอกุดชุม 537 อําเภอปาติ้ว 52 อําเภอมหาชนะชัยและอําเภอคําเขื่อนแกว 121 อําเภอคอวัง 863 อําเภอเลิงนกทาและอําเภอไทยเจริญ 105 ประชากรเกษตรกรทํานาแบบเกษตรกรรมแผนทางเลือก 1,836 ที่มา : สํานักงานเกษตรจังหวัดยโสธร. (2560) σ 101 ขั้นที่ 1 ใชการสุมแบบสัดสวน (Proportional to Size) ขนาดตัวอยางของชั้นภูมิ เปนสัดสวนกันกับจํานวนหนวยทั้งหมดในชั้นภูมินั้นๆ (กัลยา วานิชยบัญชา. 2558 : 19) จากสูตร ni = Ni x nN จากการคํานวณ n = 334 N = 1,836 Ni = 128, 40, 537, 52, 121, 863, 105 ประชากรที่ทํานาดวยเกษตรกรรมแผนทางเลือก 1,836 คน เก็บกลุมตัวอยาง 334 คน ไดดังนี้ อําเภอเมือง = 128×3341,836 = 23 คน อําเภอทรายมูล = 40×3341,836 = 7 คน อําเภอกุดชุม = 527×3341,836 = 96 คน อําเภอปาติ้ว = 52×3341,836 = 10 คน อําเภอมหาชนะชัย = 121×3341,836 = 22 คน อําเภอคอวัง = 863×3341,836 = 157 คน อําเภอเลิงนกทาและอําเภอไทยเจริญ = 105×3341,836 = 19 คน ขั้นที่ 2 แบงขนาดตัวอยางตามระดับชั้นภูมิอยางเปนสัดสวน (Stratified Sampling) โดยนําประชากรเกษตรกรทํานาแบบเกษตรกรรมแผนทางเลือก จังหวัดยโสธร จํานวน 1,836 คน มาแบงเปนรายอําเภอ เพื่อหาขนาดกลุมตัวอยางของแตละอําเภอตามสัดสวนประชากร สวนการไดมาของกลุมตัวอยางเปนการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ใหตรงตามเกณฑที่คัดเขา การเลือกกลุมตัวอยาง ผูวิจัยกําหนดคุณสมบัติของกลุมตัวอยาง ดังนี้ 1. ประกอบอาชีพทํานาในพื้นที่จังหวัดยโสธรและขึ้นทะเบียนกับสํานักงานเกษตรจังหวัดยโสธร 2. เปนแรงงานหลักในการทํานาของครอบครัว ในงานวิจัยนี้จะเปนตัวแทนของครอบครัว 3. เปนประชากรที่ยินดี เต็มใจและสามารถตอบแบบสัมภาษณไดครบทั้งหมด โดยเก็บใหไดตามจํานวนของกลุมตัวอยางตามตารางขางบนนี้ จนไดครบ 334 คน 102 2. เกษตรกรทํานาแบบเกษตรกรรมแผนใหม เกษตรกรผูประกอบอาชีพทํานาดวยเกษตรกรรมแผนใหมที่อาศัยและประกอบอาชีพทํานาอยูในเขตพื้นที่จังหวัดยโสธร ที่ขึ้นทะเบียนกับสํานักงานเกษตรจังหวัดยโสธร จํานวน 66,536 คน ในที่นี้ N = 66,536 ไดจํานวน n = Nz2 σ2 z2 σ2+Nd2 n = (66,536)(1.96)2 (0.5)2(1.96)2 (0.5)2+(66,536)(0.05)2 n = 381.79 = 382 คน ไดขนาดกลุมตัวอยาง = 400 คน ผูวิจัยปรับเพิ่มเผื่อขอมูลสูญหายคิดที่ 5.00 % วัชรีภรณ ไชยมงคล (Chaimongkol. 2005 : 29) Z แทน สัมประสิทธิ์ความเชื่อมั่นไดจากความเชื่อมั่นที่กําหนด (1-α) เทากับ 1.96 σ แทน ความแปรปรวนจากการแปลผลที่ไดจากการคํานวณกลุมตัวอยาง (ในการวิจัยครั้งนี้ เทากับ 0.5) d แทน คากระชับของการประมาณคาหรือคาความตางที่ยอมรับใหคาประมาณหางจากคาจริง = 0.05 ขั้นตอนการเลือกกลุมตัวอยาง หลังจากไดขนาดตัวอยาง ผูวิจัยทําการสุมตัวอยางแบบหลายขั้นตอน (Multi-Stage Sampling) เพื่อหาขนาดกลุมตัวอยางแบบแบงชั้นภูมิ (Stratified Sampling) ของเกษตรกรทํานาแบบเกษตรกรรมแผนใหมในแตละอําเภอของจังหวัดยโสธร ดังนี้ ตารางที่ 4 รายงานจํานวนประชากรเกษตรกรผูที่ประกอบอาชีพทํานาแบบเกษตรกรรมแผนใหม ในจังหวัดยโสธร เกษตรกรทํานาแบบเกษตรกรรมแผนใหม จํานวนประชากร อําเภอเมือง 14,975 อําเภอทรายมูล 3,687 อําเภอกุดชุม 7,559 อําเภอคําเขื่อนแกว 7,957 อําเภอปาติ้ว 5,593 อําเภอมหาชนะชัย 5,864 อําเภอคอวัง 4,140 อําเภอเลิงนกทา 11,217 σ 103 ตารางที่ 4 (ตอ) เกษตรกรทํานาแบบเกษตรกรรมแผนใหม จํานวนประชากร อําเภอไทยเจริญ 5,544 ประชากรเกษตรกรทํานาแบบเกษตรกรรมแผนใหม 66,536 ที่มา : สํานักงานเกษตรจังหวัดยโสธร. (2560) ขั้นที่ 1 ใชการสุมแบบสัดสวน (Proportional to Size) ขนาดตัวอยางของชั้นภูมิ เปนสัดสวนกันกับจํานวนหนวยทั้งหมดในชั้นภูมินั้นๆ (กัลยา วานิชยบัญชา. 2558 : 19) จากสูตร ni = Ni×nN จากการคํานวณ n = 400 N = 66,536 Ni = 14,975, 3,687, 7,559, 7,957 , 5,593, 5,864, 4,140, 11,217, 5,544 จํานวนเกษตรกรผูประกอบอาชีพทํานาดวยเกษตรกรรมแผนใหม 66,536 คน เก็บกลุมตัวอยาง = 400 คน อําเภอเมือง = 14,975×40066,536 = 90 คน อําเภอทรายมูล = 3,687×40066,536 = 22 คน อําเภอกุดชุม = 7,559×40066,536 = 46 คน อําเภอคําเขื่อนแกว = 7,957×40066,536 = 48 คน อําเภอปาติ้ว = 5,593×40066,536 = 34 คน อําเภอมหาชนะชัย = 5,864×40066,536 = 35 คน อําเภอคอวัง = 4,140×40066,536 = 25 คน อําเภอเลิงนกทา = 11,217×40066,536 = 67 คน 104 อําเภอไทยเจริญ = 5,544×40066,536 = 33 คน ขั้นที่ 2 แบงขนาดตัวอยางตามระดับชั้นภูมิอยางเปนสัดสวน (Stratified Sampling) โดยนําประชากรเกษตรกรทํานาแบบเกษตรกรรมแผนใหม จังหวัดยโสธร จํานวน 66,536 คน มาแบงเปนรายอําเภอ จํานวน 9 อําเภอ เพื่อหาขนาดกลุมตัวอยางของแตละอําเภอตามสัดสวนประชากร สวนการไดมาของกลุมตัวอยางเปนการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ใหตรงตามเกณฑที่คัดเขา การเลือกกลุมตัวอยาง ผูวิจัยกําหนดคุณสมบัติของกลุมตัวอยาง ดังนี้ 1. ประกอบอาชีพทํานาในพื้นที่จังหวัดยโสธรและขึ้นทะเบียนกับสํานักงานเกษตรจังหวัดยโสธร 2. เปนแรงงานหลักในการทํานาของครอบครัว ในงานวิจัยนี้จะเปนตัวแทนของครอบครัว 3. เปนประชากรที่ยินดี เต็มใจและสามารถตอบแบบสอบถามไดครบทั้งหมด โดยเก็บใหไดตามจํานวนของกลุมตัวอยางตามตารางขางบนนี้ จนไดครบ 400 คน กลุมตัวอยางที่ใชในการตรวจหาระดับสารเคมีในเลือด โดยชุดตรวจวัดโคลีนเอสเตอเรสในเลือดเพื่อวัดเอนไซมโคลีนเอสเตอเรสในเลือดของเกษตรกร เปนการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) จํานวน 30 คน ใหตรงตามเกณฑที่คัดเขา การเลือกกลุมตัวอยาง ผูวิจัยกําหนดคุณสมบัติของกลุมตัวอยาง ดังนี้ 1. กลุมตัวอยางที่เปนเกษตรกรทํานาแบบเกษตรกรรมแผนทางเลือก สมัครใจเขารับการเจาะเลือดเพื่อตรวจหาสารเคมีปนเปอนในเลือด จํานวน 30 คน สุมจากกลุมตัวอยางจํานวน 334 คน ทํานาแบบเกษตรกรรมแผนทางเลือก ตั้งแต 10 ปขึ้นไป 2. กลุมตัวอยางที่เปนเกษตรกรทํานาแบบเกษตรกรรมแผนใหม สมัครใจเขารับการเจาะเลือด เพื่อตรวจหาสารเคมีปนเปอนในเลือด จํานวน 30 คน สุมจากกลุมตัวอยางจํานวน 400 คน ทํานาแบบเกษตรกรรมแผนใหม ตั้งแต 10 ปขึ้นไป จากการการศึกษาระดับโคลีนเอสเตอเรสในเลือดของชาวนาผูใชสารเคมีกําจัดศัตรูพืช พบวากลุมที่มีความเสี่ยงสวนใหญเปนผูมีประสบการณในการใชสารเคมีกําจัดศัตรูพืชมาแลว 11- 30 ป (กัณฑพัชร สุวรรณกิจ. 2555 : 51) เกณฑคัดออก 1. ไมสมัครใจเขารวมโครงการตอ โดยเก็บใหไดตามจํานวนของกลุมตัวอยาง ทั้งหมด 30 คน ในงานวิจัยนี้มีผูมีคุณสมบัติตรงตามเกณฑที่ผูวิจัยกําหนด และสมัครใจเขารวมรับการเจาะเลือดเพื่อตรวจหาสารเคมีปนเปอน ทั้งหมด 116 คน เปนเกษตรกรทํานาแบบเกษตรกรรมแผนทางเลือก จํานวน 58 คน เกษตรกรทํานาแบบเกษตรกรรมแผนใหม จํานวน 58 คน เทา ๆ กัน 105 เครื่องมือที่ใชในการเก็บรวบรวมขอมูล เครื่องมือที่ใชในการรวบรวมขอมูลมี 2 ประเภท คือ 1. เครื่องมือทางวิทยาศาสตร ไดแก เครื่องชั่งน้ําหนัก และวัดสวนสูง เครื่องวัดระดับความดันโลหิต ชุดตรวจวัดโคลีนเอสเตอเรสในเลือดเพื่อวัดระดับเอนไซมโคลีนเอสเตอเรส 2. เครื่องมือที่ใชในการเก็บรวบรวมขอมูล เปนแบบสัมภาษณ ประกอบดวยเครื่องมือ 8 ตอน คือ ตอนที่ 1 แบบสัมภาษณขอมูลคุณลักษณะสวนบุคคล ซึ่งผูวิจัยไดสรางขึ้นเอง จากการทบทวนเอกสารและจากการทบทวนวรรณกรรม ประกอบดวย เพศ อายุ สถานภาพสมรส ระดับการศึกษา รายไดของครัวเรือน (ตอเดือน) และรายไดรวมทั้งหมดของครอบครัว และขอมูลการประกอบอาชีพ ไดแก พื้นที่ในการทําเกษตร (ทํานา) ประสบการณการทํานาแบบเกษตรกรรมแผนทางเลือกและแบบเกษตรกรรมแผนใหม ระยะเวลาในการทํางาน (ชั่วโมง/สัปดาห) และแบบประเมินภาวะสุขภาพเบื้องตน (โดยผูวิจัย) ไดแก ประสบการณบาดเจ็บที่เกี่ยวของกับการทํางาน ประสบการณการเจ็บปวยที่เกี่ยวของกับการทํางานในชวงหนึ่งเดือนที่ผานมา ดัชนีมวลกาย (น้ําหนัก,ส วนสูง) ระดับความดันโลหิต โรคประจําตัวที่ไดรับการวินิจฉัยจากบุคลากรทางการแพทย ผลการตรวจเลือดเพื่อหาระดับเอ็นไซมโคลีนเอสเตอเรส ตอนที่ 2 แบบสัมภาษณพฤติกรรมสุขภาพทั่วไป ซึ่งผูวิจัยไดสรางขึ้นเอง จากการทบทวนเอกสารและจากการทบทวนวรรณกรรม ประกอบดวย พฤติกรรมการบริโภคอาหาร พฤติกรรมการออกกําลังกาย พฤติกรรมการไมใชสารเสพยติด ขอคําถามเปนแบบมาตราสวนประมาณคา (Rating scale) 5 ระดับ มีขอคําถามทั้งหมด 9 ขอ ขอ 2-6 เปนขอคําถามเชิงบวก (Positive Statement) ขอ 1, 7, 8, 9 เปนขอคําถามเชิงลบ (Negative Statement) มีเกณฑการใหคะแนน ดังนี้ ขอคําถามเชิงบวก ขอคําถามเชิงลบ ทําเปนประจํา 5 คะแนน ทําเปนประจํา 1 คะแนน ทําบอยครั้ง 4 คะแนน บอยครั้ง 2 คะแนน ทําเปนบางครั้ง 3 คะแนน ทําเปนบางครั้ง 3 คะแนน ทํานาน ๆ ครั้ง 2 คะแนน ทํานาน ๆ ครั้ง 4 คะแนน ไมทําเลย 1 คะแนน ไมทําเลย 5 คะแนน การแปลผลรายขอ รายดาน พิจารณาโดยใชคาคะแนนเฉลี่ย (บุญธรรม กิจปรีดาบริสุทธิ์. 2553 : 206) ดังนี้ อันตรภาคชั้น = คะแนนสูงสุด-คะแนนต่ําสุดจํานวนกลุมหรือระดับที่ตองการวัด = 5-15 = 0.80 การแปลผลคะแนนพฤติกรรมสุขภาพทั่วไป ใชคาเฉลี่ยและกําหนดเกณฑของพฤติกรรมทั้งรายดานและผลเฉลี่ยรวม เปนระดับพฤติกรรม 5 ระดับ คือ ดีมาก ดี ปานกลาง ไมดี และไมดีอยางยิ่ง โดยแบงคะแนนเปน 5 อันตรภาคชั้น ชั้นละเทากัน คํานวณไดดังนี้ คะแนนเฉลี่ย 4.21–5.00 หมายถึง พฤติกรรมสุขภาพทั่วไปอยูในระดับดีมาก 106 คะแนนเฉลี่ย 3.41–4.20 หมายถึง พฤติกรรมสุขภาพทั่วไปอยูในระดับดี คะแนนเฉลี่ย 2.61–3.40 หมายถึง พฤติกรรมสุขภาพทั่วไปในระดับปานกลาง คะแนนเฉลี่ย 1.81–2.60 หมายถึง พฤติกรรมสุขภาพทั่วไปอยูในระดับไมดี คะแนนเฉลี่ย 1.00–1.80 หมายถึง พฤติกรรมสุขภาพทั่วไปอยูในระดับไมดีอยางยิ่ง ตอนที่ 3 แบบสัมภาษณพฤติกรรมปกปองสุขภาพจากการทํางาน ซึ่งผูวิจัยไดสรางขึ้นเองจากการทบทวนเอกสารและจาการทบทวนวรรณกรรม ประกอบดวยการใชอุปกรณปองกันอันตรายสวนบุคคล การใชอุปกรณและเครื่องจักรทางการเกษตรอยางปลอดภัย การใชอุปกรณและเครื่องจักรทางการเกษตรอยางปลอดภัย การใชสารกําจัดศตรูพืช/สารชีวภัณฑอยางปลอดภัย ขอคําถามเปนมาตราสวนประมาณคา (Rating scale) 5 ระดับ มีขอคําถามทั้งหมด 9 ขอ ขอ 1-4, 6-9 เปนขอคําถามเชิงบวก (Positive Statement) ขอ 5 เปนขอคําถามเชิงลบ (Negative Statement) มีเกณฑการใหคะแนน ดังนี้ ขอคําถามเชิงบวก ขอคําถามเชิงลบ ทําเปนประจํา 5 คะแนน ทําเปนประจํา 1 คะแนน ทําบอยครั้ง 4 คะแนน บอยครั้ง 2 คะแนน ทําเปนบางครั้ง 3 คะแนน ทําเปนบางครั้ง 3 คะแนน ทํานาน ๆ ครั้ง 2 คะแนน ทํานาน ๆ ครั้ง 4 คะแนน ไมทําเลย 1 คะแนน ไมทําเลย 5 คะแนน การแปลผล พิจารณาโดยใชคาคะแนนเฉลี่ย (บุญธรรม กิจปรีดาบริสุทธิ์. 2553 : 206) ดังนี้ อันตรภาคชั้น = คะแนนสูงสุด-คะแนนต่ําสุดจํานวนกลุมหรือระดับที่ตองการวัด = 5-15 = 0.80 การแปลผลคะแนนพฤติกรรมปกปองสุขภาพจากการทํางาน ใชคาเฉลี่ยและกําหนดเกณฑของพฤติกรรมทั้งรายดานและผลเฉลี่ยรวม เปนระดับพฤติกรรม 5 ระดับ คือ ดีมาก ดี ปานกลาง ไมดี และไมดีอยางยิ่ง โดยแบงคะแนนเปน 5 อันตรภาคชั้น ชั้นละเทากัน คํานวณไดดังนี้ คะแนนเฉลี่ย 4.21-5.00 หมายถึง พฤติกรรมสุขภาพปกปองสุขภาพจากการทํางาน อยูในระดับดีมาก คะแนนเฉลี่ย 3.41-4.20 หมายถึง พฤติกรรมสุขภาพปกปองสุขภาพจากการทํางาน อยูในระดับดี คะแนนเฉลี่ย 2.61-3.40 หมายถึง พฤติกรรมสุขภาพปกปองสุขภาพจากการทํางาน อยูในระดับปานกลาง คะแนนเฉลี่ย 1.81-2.60 หมายถึง พฤติกรรมสุขภาพปกปองสุขภาพจากการทํางาน อยูในระดับไมดี คะแนนเฉลี่ย 1.00-1.80 หมายถึง พฤติกรรมสุขภาพปกปองสุขภาพจากการทํางาน อยูในระดับไมดีอยางยิ่ง 107 ตอนที่ 4 แบบสัมภาษณปจจัยคุกคามสุขภาพจากการทํางาน ซึ่งผูวิจัยไดสรางขึ้นเองจากการทบทวนเอกสารและจากการทบทวนวรรณกรรม ประกอบดวย ปจจัยดานกายภาพ ปจจัยดานเคมี ปจจัยดานชีวภาพ ปจจัยดานการยศาสตร ปจจัยดานจิตสังคม ขอคําถามเปนมาตราสวนประมาณคา (Rating scale) 5 ระดับ มีขอคําถามทั้งหมด 10 ขอ เปนขอคําถามเชิงบวก (Positive Statement) ทั้งหมด มีเกณฑการใหคะแนน ดังนี้ ไมเคยสัมผัสเลย 5 คะแนน สัมผัสนาน ๆ ครั้ง 4 คะแนน สัมผัสเปนบางครั้ง 3 คะแนน สัมผัสบอยครั้ง 2 คะแนน สัมผัสเปนประจํา 1 คะแนน การแปลผลรายขอ รายดาน พิจารณาโดยใชคาคะแนนเฉลี่ย (บุญธรรม กิจปรีดาบริสุทธิ์. 2553 : 206) ดังนี้ อันตรภาคชั้น = คะแนนสูงสุด-คะแนนต่ําสุดจํานวนกลุมหรือระดับที่ตองการวัด = 5-15 = 0.80 การแปลผลคะแนนปจจัยคุกคามสุขภาพจากการทํางาน ใชคาเฉลี่ยและกําหนดเกณฑของพฤติกรรมทั้งรายดานและผลเฉลี่ยรวม เปนระดับพฤติกรรม 5 ระดับ คือ ดีมาก ดี ปานกลาง ไมดี และไมดีอยางยิ่ง โดยแบงคะแนนเปน 5 อันตรภาคชั้น ชั้นละเทากัน คํานวณไดดังนี้ คะแนนเฉลี่ย 4.21-5.00 หมายถึง ปจจัยคุกคามสุขภาพจากการทํางาน อยูในระดับดีมาก คะแนนเฉลี่ย 3.41-4.20 หมายถึง ปจจัยคุกคามสุขภาพจากการทํางาน อยูในระดับดี คะแนนเฉลี่ย 2.6-3.40 หมายถึง ปจจัยคุกคามสุขภาพจากการทํางาน อยูในระดับปานกลาง คะแนนเฉลี่ย 1.81-2.60 หมายถึง ปจจัยคุกคามสุขภาพจากการทํางาน อยูในระดับไมดี คะแนนเฉลี่ย 1.00-1.80 หมายถึง ปจจัยคุกคามสุขภาพจากการทํางาน อยูในระดับไมดีอยางยิ่ง ตอนที่ 5 แบบสัมภาษณปจจัยดานความรูการทํานา ซึ่งผูวิจัยไดสรางขึ้นเองจากการทบทวนเอกสารและจากการทบทวนวรรณกรรม ลักษณะคําตอบแบบใหเลือก 2 ตัวเลือก คือ ใช และ ไมใช มีขอคําถามทั้งหมด 5 ขอ ขอ 1, 2 เปนขอคําถามเชิงบวก (Positive Statement) ขอ 3-5 เปนขอคําถามเชิงลบ (Negative Statement) มีเกณฑการใหคะแนนดังนี้ ขอคําถามเชิงบวก ขอคําถามเชิงลบ ตอบถูกให 1 คะแนน ตอบถูกให 0 คะแนน ตอบผิดให 0 คะแนน ตอบผิดให 1 คะแนน 108 การแปลผลรายขอ รายดาน พิจารณาโดยใชคาคะแนนเฉลี่ย (บุญธรรม กิจปรีดาบริสุทธิ์. 2553 : 206) ดังนี้ อันตรภาคชั้น = คะแนนสูงสุด-คะแนนต่ําสุดจํานวนกลุมหรือระดับที่ตองการวัด = 3-13 = 0.66 เกณฑการประเมินผลระดับความรู พิจารณาจากคาเฉลี่ยของคะแนนเปน 3 ระดับ คือ ความรูมาก ความรูปานกลาง ความรูนอย โดยแบงคะแนนเปน 3 อันตรภาคชั้น ชั้นละเทากัน คํานวณไดดังนี้ (บุญชม ศรีสะอาด. 2556 : 100) ดังนี้ คะแนนเฉลี่ย (5 ขอ) คะแนนเฉลี่ย (10 ขอ) แปลผล 0.00-1.67 0.00-3.33 ระดับความรูนอย 1.68-3.33 3.34-6.67 ระดับความรูปานกลาง 3.34-5.00 6.68-10.00 ระดับความรูมาก ตอนที่ 6 แบบสัมภาษณปจจัยดานทัศนคติในการทํางาน ซึ่งผูวิจัยไดสรางขึ้นเองจากการทบทวนเอกสารและจากาการทบทวนวรรณกรรม ขอคําถามเปนมาตราสวนประมาณคา (Rating scale) 5 ระดับ มีขอคําถามทั้งหมด 5 ขอ มีเกณฑการใหคะแนน ดังนี้ เห็นดวยอยางยิ่ง 5 คะแนน เห็นดวย 4 คะแนน ไมแนใจ 3 คะแนน ไมเห็นดวย 2 คะแนน ไมเห็นดวยอยางยิ่ง 1 คะแนน การแปลผลรายขอ รายดาน พิจารณาโดยใชคาคะแนนเฉลี่ย (บุญธรรม กิจปรีดาบริสุทธิ์. 2553 : 206) ดังนี้ อันตรภาคชั้น = คะแนนสูงสุด-คะแนนต่ําสุดจํานวนกลุมหรือระดับที่ตองการวัด = 5-15 = 0.80 การแปลผลคะแนนทัศนคติในการทํางาน ใชคาเฉลี่ยและกําหนดเกณฑของพฤติกรรมทั้งรายดานและผลเฉลี่ยรวม เปนระดับพฤติกรรม 5 ระดับ คือ ดีมาก ดี ปานกลาง ไมดี และไมดีอยางยิ่ง โดยแบงคะแนนเปน 5 อันตรภาคชั้น ชั้นละเทากัน คํานวณไดดังนี้ คะแนนเฉลี่ย 4.21–5.00 หมายถึง ทัศนคติในการทํางาน อยูในระดับดีมาก คะแนนเฉลี่ย 3.41–4.20 หมายถึง ทัศนคติในการทํางาน อยูในระดับดี คะแนนเฉลี่ย 2.61–3.40 หมายถึง ทัศนคติในการทํางาน อยูในระดับปานกลาง คะแนนเฉลี่ย 1.81–2.60 หมายถึง ทัศนคติในการทํางาน อยูในระดับไมดี คะแนนเฉลี่ย 1.00–1.80 หมายถึง ทัศนคติในการทํางาน อยูในระดับไมดีอยางยิ่ง 109 ตอนที่ 7 แบบสัมภาษณปจจัยดานการรับรูขอมูลขาวสาร ซึ่งผูวิจัยไดสรางขึ้นเองจากการทบทวนเอกสารและจาการทบทวนวรรณกรรม ขอคําถามเปนมาตราสวนประมาณคา (Rating Scale) 5 ระดับ มีขอคําถามทั้งหมด 5 ขอ มีเกณฑการใหคะแนน ดังนี้ ไดรับมากที่สุด 5 คะแนน ไดรับมาก 4 คะแนน ไดรับปานกลาง 3 คะแนน ไดรับนอย 2 คะแนน ไมไดรับนอยที่สุด 1 คะแนน การแปลผลรายขอ รายดาน พิจารณาโดยใชคาคะแนนเฉลี่ย (บุญธรรม กิจปรีดาบริสุทธิ์. 2553 : 206) ดังนี้ อันตรภาคชั้น = คะแนนสูงสุด-คะแนนต่ําสุดจํานวนกลุมหรือระดับที่ตองการวัด = 5-15 = 0.80 การแปลผลคะแนนการรับรูขอมูลขาวสาร ใชคาเฉลี่ยและกําหนดเกณฑของพฤติกรรมทั้งรายดานและผลเฉลี่ยรวม เปนระดับพฤติกรรม 5 ระดับ คือ ดีมาก ดี ปานกลาง ไมดี และไมดีอยางยิ่ง โดยแบงคะแนนเปน 5 อันตรภาคชั้น ชั้นละเทากัน คํานวณไดดังนี้ คะแนนเฉลี่ย 4.21 – 5.00 หมายถึง การรับรูขอมูลขาวสาร อยูในระดับดีมาก คะแนนเฉลี่ย 3.41–4.20 หมายถึง การรับรูขอมูลขาวสาร อยูในระดับดี คะแนนเฉลี่ย 2.61–3.40 หมายถึง การรับรูขอมูลขาวสาร อยูในระดับปานกลาง คะแนนเฉลี่ย 1.81–2.60 หมายถึง การรับรูขอมูลขาวสาร อยูในระดับไมดี คะแนนเฉลี่ย 1.00–1.80 หมายถึง การรับรูขอมูลขาวสาร อยูในระดับไมดีอยางยิ่ง ตอนที่ 8 แบบสัมภาษณภาวะสุขภาพ 4 ดาน ประกอบดวย ตอนที่ 8.1 แบบสัมภาษณภาวะสุขภาพดานรางกาย ซึ่งผูวิจัยไดสรางขึ้นเองจากการทบทวนเอกสารและจากการทบทวนวรรณกรรม ขอคําถามเปนมาตราสวนประมาณคา (Rating scale) 5 ระดับ มีขอคําถามทั้งหมด 4 ขอ ขอ1-3 เปนขอคําถามเชิงบวก (Positive Statement) ขอ 4 เปนขอคําถาม เชิงลบ (Negative Statement) มีเกณฑการใหคะแนน ดังนี้ ขอคําถามเชิงบวก ขอคําถามเชิงลบ ทําไดมากที่สุด 5 คะแนน ทําไดมากที่สุด 1 คะแนน ทําไดมาก 4 คะแนน ทําไดมาก 2 คะแนน ทําไดปานกลาง 3 คะแนน ทําไดปานกลาง 3 คะแนน ทําไดนอย 2 คะแนน ทําไดนอย 4 คะแนน ทําไดนอยที่สุด 1 คะแนน ทําไดนอยที่สุด 5 คะแนน การแปลผลรายขอ รายดาน พิจารณาโดยใชคาคะแนนเฉลี่ย (บุญธรรม กิจปรีดาบริสุทธิ์. 2553 : 206) ดังนี้ 110 อันตรภาคชั้น = คะแนนสูงสุด-คะแนนต่ําสุดจํานวนกลุมหรือระดับที่ตองการวัด = 5-15 = 0.80 การแปลผลคะแนนภาวะสุขภาพดานรางกาย ใชคาเฉลี่ยและกําหนดเกณฑของพฤติกรรมทั้งรายดานและผลเฉลี่ยรวม เปนระดับภาวะสุขภาพ 5 ระดับ คือ ดีมาก ดี ปานกลาง ไมดี และไมดีอยางยิ่ง โดยแบงคะแนนเปน 5 อันตรภาคชั้น ชั้นละเทากัน คํานวณไดดังนี้ คะแนนเฉลี่ย 4.21-5.00 หมายถึง ภาวะสุขภาพดานรางกาย อยูในระดับดีมาก คะแนนเฉลี่ย 3.41-4.20 หมายถึง ภาวะสุขภาพดานรางกาย อยูในระดับดี คะแนนเฉลี่ย 2.61-3.40 หมายถึง ภาวะสุขภาพดานรางกาย อยูระดับปานกลาง คะแนนเฉลี่ย 1.81-2.60 หมายถึง ภาวะสุขภาพดานรางกาย อยูในระดับไมดี คะแนนเฉลี่ย 1.00-1.80 หมายถึง ภาวะสุขภาพดานรางกาย อยูในระดับไมดีอยางยิ่ง ตอนที่ 8.2 แบบสัมภาษณภาวะสุขภาพดานจิตใจ ซึ่งผูวิจัยไดสรางขึ้นเองจากการทบทวนเอกสารและจากการทบทวนวรรณกรรม ขอคําถามเปนมาตราสวนประมาณคา (Rating Scale) 5 ระดับ มีขอคําถามทั้งหมด 5 ขอ ขอ 2, 4, 5 เปนขอคําถามเชิงบวก (Positive Statement) ขอ 1, 3 เปนขอคําถามเชิงลบ (Negative Statement) มีเกณฑการใหคะแนน ดังนี้ ขอคําถามเชิงบวก ขอคําถามเชิงลบ มีความรูสึกนี้มากที่สุด 5 คะแนน มีความรูสึกนี้มากที่สุด 1 คะแนน มีความรูสึกนี้มาก 4 คะแนน มีความรูสึกนี้มาก 2 คะแนน มีความรูสึกนี้ปานกลาง 3 คะแนน มีความรูสึกนี้ปานกลาง 3 คะแนน มีความรูสึกนี้นอย 2 คะแนน มีความรูสึกนี้นอย 4 คะแนน มีความรูสึกนี้นอยที่สุด 1 คะแนน มีความรูสึกนี้นอยที่สุด 5 คะแนน การแปลผลรายขอ รายดาน พิจารณาโดยใชคาคะแนนเฉลี่ย (บุญธรรม กิจปรีดาบริสุทธิ์. 2553 : 206) ดังนี้ อันตรภาคชั้น = คะแนนสูงสุด-คะแนนต่ําสุดจํานวนกลุมหรือระดับที่ตองการวัด = 5-15 = 0.80 การแปลผลคะแนนภาวะสุขภาพดานจิตใจ ใชคาเฉลี่ยและกําหนดเกณฑของพฤติกรรมทั้งรายดานและผลเฉลี่ยรวม เปนระดับภาวะสุขภาพ 5 ระดับ คือ ดีมาก ดี ปานกลาง ไมดี และไมดีอยางยิ่ง โดยแบงคะแนนเปน 5 อันตรภาคชั้น ชั้นละเทากัน คํานวณไดดังนี้ คะแนนเฉลี่ย 4.21-5.00 หมายถึง ภาวะสุขภาพดานจิตใจ อยูในระดับดีมาก คะแนนเฉลี่ย 3.41-4.20 หมายถึง ภาวะสุขภาพดานจิตใจ อยูในระดับดี คะแนนเฉลี่ย 2.61-3.40 หมายถึง ภาวะสุขภาพดานจิตใจ อยูในระดับปานกลาง คะแนนเฉลี่ย 1.81-2.60 หมายถึง ภาวะสุขภาพดานจิตใจ อยูในระดับไมดี คะแนนเฉลี่ย 1.00-1.80 หมายถึง ภาวะสุขภาพดานจิตใจ อยูในระดับไมดีอยางยิ่ง 111 ตอนที่ 8.3 แบบสัมภาษณภาวะสุขภาพดานสังคมและสิ่งแวดลอม ซึ่งผูวิจัยไดสรางขึ้นเองจากการทบทวนเอกสารและจากการทบทวนวรรณกรรม ขอคําถามเปนมาตราส

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน

pdfภาคผนวก ก.pdf
28 เมษายน 2562
pdfบทที่ 4.pdf
28 เมษายน 2562
pdfปก.pdf
28 เมษายน 2562
pdfบรรณานุกรม.pdf
28 เมษายน 2562
pdfบทที่1.pdf
28 เมษายน 2562
pdfบทที่ 5.pdf
28 เมษายน 2562
pdfภาคผนวก ข.pdf
28 เมษายน 2562
pdf9 บทที่ 1.pdf
28 เมษายน 2562