09__บทที่ 5_ผ่องไพรธรรม กล้าจน.pdf

โฟลเดอร์pdf
ประเภทไฟล์PDF (application/pdf)
ขนาดไฟล์209 KB
วันที่แก้ไข28 เมษายน 2562

เนื้อหาในไฟล์

บทที่ 5 สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ ระเบียบวิธีวิจัยของการศึกษาครั้งนี้เป็นวิจัยเชิงพรรณนา (Descriptive Research) แบบส ารวจภาคตัดขวาง (Cross-Sectional Survey Study) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความเข้มแข็งในการมองโลกของครอบครัวที่ให้การดูแลผู้ป่วยมะเร็งเต้านม จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อศึกษาความเครียดของครอบครัวผู้ให้การดูแลผู้ป่วยมะเร็งเต้านม จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อศึกษาการเผชิญความเครียดของครอบครัวผู้ให้การดูแลผู้ป่วยมะเร็งเต้านม จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งผู้วิจัยได้ด าเนินการสรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะดังนี้ สรุปผลการวิจัย ลักษณะของผู้ดูแลผู้ป่วยมะเร็งเต้านม ผู้ดูแลผู้ป่วยมะเร็งเต้านมส่วนใหญ่ เป็นเพศหญิง คิดเป็นร้อยละ 68.70 มีอายุระหว่าง 41-50 ปี คิดเป็นร้อยละ 29.00 สถานภาพสมรสคู่ คิดเป็นร้อยละ 64.00 ความสัมพันธ์ของผู้ดูแลกับผู้ป่วย เป็นญาติพี่น้อง คิดเป็นร้อยละ 28.40 การศึกษาระดับประถมศึกษา คิดเป็นร้อยละ 28.10 ประกอบอาชีพเกษตรกร คิดเป็น ร้อยละ 33.20 มีรายได้ของครอบครัวโดยเฉลี่ยส่วนใหญ่ต่ ากว่า 15,000 บาท/เดือน คิดเป็นร้อยละ 44.20 ด้านความเพียงพอของรายได้มีความเพียงพอและเหลือเก็บ คิดเป็นร้อยละ 35.00 สิทธิการรักษาพยาบาลส่วนใหญ่ เบิกได้หมด คิดเป็นร้อยละ 66.77 ส่วนใหญ่เบิกจากบัตรประกันสุขภาพถ้วนหน้า คิดเป็นร้อยละ 82.13 ส่วนใหญ่มีสุขภาพแข็งแรง คิดเป็นร้อยละ 65.48 มีโรคประจ าตัว/อาการไม่สบายที่เป็นก่อนมาดูแลผู้ป่วย คือ ความดันโลหิตสูง คิดเป็นร้อยละ 16.90 มีโรคประจ าตัว/อาการไม่สบายที่เป็นระหว่างมาดูแลผู้ป่วย คือ ไขมันสูง คิดเป็นร้อยละ 25.00 สัมพันธภาพระหว่างผู้ดูแลกับคนในครอบครัวอยู่ในระดับดีมาก คิดเป็นร้อยละ 66.80 ผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นมะเร็งเต้านมระยะที่ 1 คิดเป็นร้อยละ 31.00 ระยะเว

อ่านต่อ

ลาที่ดูแลผู้ป่วย น้อยกว่า 6 เดือน คิดเป็นร้อยละ 34.84 1. ความเข้มแข็งในการมองโลกของผู้ดูแลผู้ป่วยมะเร็งเต้านม ผู้ดูแลผู้ป่วยมะเร็งเต้านมส่วนใหญ่ มีความเข้มแข็งในการมองโลกโดยรวม อยู่ในระดับปานกลาง (X=4.56, S.D.=0.55) เรื่องที่มีความเข้มแข็งในการมองโลกในระดับสูง ได้แก่ ความสามารถให้ความหมาย (X=5.21, S.D.=0.91) เรื่องที่มีความเข้มแข็งในการมองโลกในระดับปานกลาง ได้แก่ ความสามารถท าความเข้าใจ (X=4.46, S.D.=0.75) และ ความสามารถในการจัดการ (X=4.09, S.D.=0.65) ด้านความสามารถในการท าความเข้าใจ โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง (X=4.46, S.D.=0.75) เรื่องที่มีความสามารถในการท าความเข้าใจสูง ได้แก่ เมื่อนึกถึงบุคคลที่ท่านติดต่อด้วยในทุก ๆ วัน ยกเว้นคนที่ท่านใกล้ชิดที่สุด ส่วนมากคนเหล่านั้น ท่านรู้จักพวกเขาเหล่านั้นดีเพียงใด (X=5.47, S.D.=1.67) รองลงมา ได้แก่ ท่านมีความรู้สึกว่าท่านตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่คุ้นเคยและไม่รู้ว่าจะท าอะไรต่อไปหรือไม่ (X=5.20, S.D.=1.89) เมื่อท่านพูดคุยกับคนอื่น ท่านมีความรู้สึกว่าคนเหล่านั้นไม่เข้าใจสิ่งที่ท่านพูด (X=5.18, S.D.=2.12) 92 ด้านความสามารถในการจัดการโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง (X=4.09, S.D.=0.65) เรื่องที่มีความสามารถในการจัดการสูง ได้แก่ หัวข้อใดที่บรรยายได้ดีที่สุดว่า ท่านมองชีวิตอย่างไร (X=5.98, S.D.=1.59) รองลงมาคือ เมื่อมีสิ่งที่ไม่น่ายินดีเกิดขึ้นในอดีตท่านมักจะพูดว่า “ไม่เป็นไรช่างมันเถอะฉันต้องอยู่กับมันให้ได้” และด าเนินชีวิตต่อไป) (X=5.69, S.D.=1.68) และ ท่านมีความรู้สึกว่าท่านถูกกระท าอย่างไม่ยุติธรรมหรือไม่ (X=5.49, S.D.=1.88) ด้านความสามารถให้ความหมายโดยรวมอยู่ในระดับสูง (X=5.21, S.D.=0.91) เรื่องที่มีความสามารถให้ความหมายระดับสูง ได้แก่ เมื่อท่านนึกถึงเรื่องราวในชีวิตของท่าน ท่านมักจะ (ถามตัวเองว่าท าไมถึงยังมีชีวิตอยู่) (X=5.95, S.D.=1.58) รองลงมา คือท่านคาดว่าชีวิตส่วนตัวของท่านในอนาคตจะ (เปี่ยมไปด้วยความหมายและจุดมุ่งหมาย) (X=5.87, S.D.=1.51) และ การกระท าสิ่งต่าง ๆ ในแต่ละวัน (ก่อให้เกิดความเจ็บปวด) (X=5.62, S.D.=1.63) 2. ระดับความเครียดของผู้ดูแลผู้ป่วยมะเร็งเต้านม ผู้ดูแลผู้ป่วยมะเร็งเต้านม มีระดับความเครียดอยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ 56.45 รองลงมา ได้แก่ ความเครียดในระดับสูง คิดเป็นร้อยละ 30.96 ความเครียดในระดับต่ า คิดเป็นร้อยละ 9.35 มีคะแนนรวมค่าเฉลี่ย X = 39.26 และคะแนนรวมส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน S.D. = 11.85 3. การเผชิญความเครียดของผู้ดูแลผู้ป่วยมะเร็งเต้านม ผู้ดูแลผู้ป่วยมะเร็งเต้านม มีวิธีการเผชิญความเครียดโดยรวมปานกลาง (X=2.57, S.D.=0.64) วิธีการเผชิญความเครียดระดับปานกลาง ได้แก่ วิธีการเผชิญความเครียด ด้านมุ่งแก้ปัญหา (X=2.96, S.D.=0.90) และ ด้านบรรเทาความเครียด (X=2.60, S.D.=0.69) ส่วนวิธีการเผชิญความเครียดระดับต่ า ได้แก่ การจัดการกับอารมณ์ (X=1.95, S.D.=0.54) ด้านมุ่งแก้ปัญหาโดยรวมในระดับปานกลาง (X=2.96, S.D.=0.90) เรื่องที่มีการเผชิญความเครียดปานกลาง ได้แก่ พยายามมองปัญหาที่เกิดขึ้นให้ชัดเจนและทุกแง่ทุกมุม (X=3.31, S.D.=1.33) พยายามค้นหาเป้าหมายหรือท าความเข้าใจ ในสถานการณ์ที่เกิดขึ้น (X=3.19, S.D.=1.27) และ พยายามแก้ไขปัญหาโดยแยกแยะปัญหาเป็นส่วน ๆ (X=3.18, S.D.=1.25) ด้านการบรรเทาความเครียดโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง (X=2.60, S.D.=0.69) เรื่องที่มีการบรรเทาความเครียดในระดับปานกลาง คือ บอกตนเองไม่ต้องวิตก ทุกอย่างอาจจะดีขึ้น (X=3.37, S.D.=1.33) มองสิ่งใหม่ที่ต้องการอย่างแท้จริงและดีที่สุด (X=3.34, S.D.=1.33) และ ยอมรับสถานการณ์ตามที่เป็นจริง (X=3.26, S.D.=1.33) ด้านการจัดการกับอารมณ์โดยรวมอยู่ในระดับต่ า (X=1.95, S.D.=0.54) เรื่องที่มีวิธีการเผชิญความเครียดด้านการจัดการกับอารมณ์ระดับปานกลาง คือยิ้มรับปัญหา คิดเสียว่าสิ่งต่าง ๆ อาจเลวร้ายได้ (X=2.99, S.D.=1.33) รองลงมา เรื่องที่มีวิธีการเผชิญความเครียดด้านการจัดการกับอารมณ์ระดับต่ า ได้แก่ กังวลใจ (X=2.17, S.D.=0.87) และ กระวนกระวายหงุดหงิดใจ (X=2.03, S.D.=0.88) 93 อภิปรายผล ผู้วิจัยอภิปรายผลการวิจัยตามวัตถุประสงค์การวิจัย ตามล าดับ ดังนี้ 1. ความเข้มแข็งในการมองโลกของครอบครัวที่ให้การดูแลผู้ป่วยมะเร็งเต้านม จังหวัดอุบลราชธานี จากผลการวิจัยพบว่า โดยภาพรวมแล้ว ผู้ดูแลผู้ป่วยมะเร็งเต้านมมีระดับความเข้มแข็งในการมองโลกอยู่ในระดับปานกลาง อธิบายได้ว่าผู้ดูแลผู้ป่วยมะเร็งเต้านมมีความเข้มแข็งในการมองโลกด้านความสามารถท าความเข้าใจ ความสามารถในการจัดการ และความสามารถให้ความหมาย อยู่ในระดับปานกลาง อาจสืบเนื่องจากผู้ดูแลผู้ป่วยมะเร็งเต้านมส่วนใหญ่มีอายุระหว่าง 41-50 ปี เป็นวัยผู้ใหญ่ที่ผ่านเหตุการณ์ในชีวิตมามากท าให้เข้าใจถึงความจริงของชีวิต มีวุฒิภาวะ มีความสามารถในการวินิจฉัยไตร่ตรองดีกว่าผู้ดูแลที่มีอายุน้อยกว่า เพราะความเข้มแข็งในการมองโลกเป็นสิ่งที่พัฒนามาจากประสบการณ์ชีวิตที่สั่งสมมาตั้งแต่วัยเด็กถึงวัยผู้ใหญ่ ท าให้สามารถทนต่อสถานการณ์ที่ก่อให้เกิดความเครียด และพิจารณาเหตุการณ์และตัดสินใจได้อย่างสุขุมรอบคอบ ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิงที่สมรสแล้ว ซึ่งถูกสังคมคาดหวังให้ผู้หญิงต้องท าหน้าที่เป็นผู้รับผิดชอบดูแลสุขภาพของสมาชิกในครอบครัวเมื่อยามเจ็บป่วย จึงคุ้นเคยกับการช่วยเหลือดูแลผู้ป่วย และมีคู่สมรสซึ่งเป็นแหล่งประโยชน์ส าคัญในการส่งเสริมสนับสนุนในทุก ๆ ด้าน และมีการปรับตัวได้ดีกว่าผู้ดูแลที่เป็นเพศชาย เนื่องจากเพศหญิงจะคุ้นเคยกับบทบาทเป็นผู้ดูแลในหลายลักษณะ เช่น ดูแลพ่อ แม่ ญาติพี่น้อง สามี หรือบุตร เป็นต้น ท าให้มีความเข้าใจหรือเห็นใจผู้ป่วยได้สูงกว่าเพศชาย และมีระดับการศึกษาชั้นประถมศึกษา มีอาชีพเกษตรกร และมีรายได้ต่ ากว่า 15,000 บาทต่อเดือน ซึ่งระดับการศึกษาที่ต่ าจะท าให้ผู้ดูแลผู้ป่วยมะเร็งเต้านมแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ได้น้อยกว่าผู้ที่มีระดับการศึกษาระดับที่สูงกว่า ขณะเดียวกันครอบครัวที่มีรายได้สูง ก็มีโอกาสในการแสวงหาสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อการดูแลผู้ป่วยได้มากกว่า ท าให้ความต้องการช่วยเหลือวัสดุสิ่งของที่จ าเป็นที่ใช้ช่วยเหลือในการดูแลผู้ป่วย และครอบครัวและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ น้อยกว่าครอบครัวที่มีรายได้ต่ า อย่างไรก็ตาม สัมพันธภาพระหว่างผู้ดูแลผู้ป่วยกับสมาชิกในครอบครัวก็อยู่ในระดับที่ดีมาก เป็นแหล่งประโยชน์ส าคัญที่ท าให้ผู้ดูแลมีความรู้สึกมีคุณค่าในตนเอง มีความเครียดน้อย และมีก าลังใจในการดูแลผู้ป่วยได้ดีขึ้น จากเหตุผลข้างต้นส่งผลให้ผู้ดูแลผู้ป่วยมะเร็งเต้านมมีความเข้มแข็งในการมองโลกระดับปานกลาง สอดคล้องกับการศึกษาของชูชื่น ชีวพูนผล (2541 : 92) ที่พบว่าญาติผู้ดูแลที่มีอายุมากมีแนวโน้มจะปรับตัวได้ดีกว่าญาติผู้ดูแลที่มีอายุน้อยกว่า สอดคล้องกับการศึกษาของแอนโทนอฟสกี (Anntonovsky, 1982 อ้างถึงในชูชื่น ชีวพูน. 2541 : 84) ที่เชื่อว่าการศึกษาเป็นแหล่งประโยชน์ด้านสติปัญญา ที่จะช่วยให้บุคคลได้พัฒนาความรู้ ความสามารถ สติปัญญา ความคิดอ่านที่มีเหตุผล และน ามาใช้ในสถานการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างเหมาะสม สอดคล้องกับการศึกษาของพรนภา ศรีจินดา, ธิราภรณ์จันดา และบัวหลวง ส าแดงฤทธิ์ (2557 : 100,102) ที่พบว่าผู้ที่มีการศึกษามักมีการรับรู้และตระหนักในเรื่องโรคที่เป็นอยู่ สามารถท าความเข้าใจกับข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ ได้ดี และเรียนรู้เรื่องโรคและการรักษาได้อย่างถูกต้อง สอดคล้องกับการศึกษาของประภาเพ็ญ สุวรรณ (2526. อ้างถึงในศิริวรรณ วรรณศิริ. 2548 : 8) พบว่าระดับการศึกษาที่สูงท าให้บุคคลมีความสามารถในการค้นหาความรู้ ท าความเข้าใจกับข้อมูล ความรู้ต่าง ๆ สามารถท าความเข้าใจสภาวะความเจ็บป่วยที่เกิดขึ้น และการปฏิบัติดูแลที่ถูกต้องได้ดีกว่าผู้มีระดับการศึกษาที่ต่ ากว่า สอดคล้องกับการศึกษาของ อรฤทัย โฉมเฉิด (2552 : 47) ที่พบว่า ระดับการศึกษาที่สูงจะท าให้ผู้ดูแลสามารถใช้ข้อมูล ความรู้ 94 เหตุผล ท าให้สามารถประเมินสถานการณ์ได้ตรงตามความเป็นจริงมากขึ้น ท าให้แก้ไขปัญหาต่าง ๆ ได้ดีกว่าผู้ดูแลที่มีระดับการศึกษาระดับต่ ากว่า สอดคล้องกับที่ลาซาลัสและโฟล์คแมน (Lazarus and Folkman. 1984 อ้างถึงในรุ่งนภา เตชะกิจโกศล. 2552 : 53) ได้กล่าวไว้ว่า การมีทรัพย์สินเงินทอง เป็นแหล่งประโยชน์ที่ช่วยให้มีทางเลือกในการเผชิญปัญหามากกว่าผู้ที่ไม่มีหรือมีทรัพย์สินเงินทองน้อยกว่า สอดคล้องกับการศึกษาของกาญจนา ขาวนอก (2547 : 71) ที่พบว่าผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเภทมีความเข้มแข็งในการมองโลกโดยรวมในระดับปานกลาง ไม่สอดคล้องกับการศึกษาของ อรฤทัย โฉมเฉิด (2552 : 108) ที่พบว่าญาติผู้ดูแลผู้ป่วยโรคมะเร็งระยะสุดท้าย มีความเข้มแข็งในการมองโลกในระดับสูง (ญาติผู้ดูแลส่วนใหญ่จบการศึกษาระดับปริญญาตรี ร้อยละ 55.50 และ มีรายได้ส่วนใหญ่ 10,000-30,000 บาท/เดือน) เมื่อพิจารณาความเข้มแข็งในการมองโลกในแต่ละด้าน พบว่า 1.1 ด้านความสามารถให้ความหมาย ผู้ดูแลผู้ป่วยมะเร็งเต้านม มีระดับความเข้มแข็งในการมองโลกด้านความสามารถให้ความหมายอยู่ในระดับสูง อาจสืบเนื่องจากผู้ดูแลผู้ป่วยมะเร็งเต้านมมีความยินดีที่ตนยังมีชีวิตอยู่ท าให้ได้มีโอกาสดูแลผู้ป่วย ท าให้รู้สึกว่าชีวิตในทุกวันเปี่ยมไปด้วยคุณค่าและมีความหมาย ซึ่งเป็นไปตามหลักพระพุทธศาสนาที่เชื่อว่าการดูแลผู้ป่วยเป็นการแสดงความกตัญญู เป็นการตอบแทนบุญคุณ นอกจากนี้ สัมพันธภาพระหว่างผู้ดูแลผู้ป่วยกับสมาชิกในครอบครัวมีสัมพันธภาพที่ดีมาก ส่งผลให้ผู้ดูแลมีความรู้สึกมีคุณค่าในตนเอง มีก าลังใจในการดูแลผู้ป่วย สอดคล้องกับการศึกษาของอรฤทัย โฉมเฉิด (2552 : 87,132) ที่พบว่า การดูแลผู้ป่วยเป็นสิ่งที่มีคุณค่า มีความหมาย มีความยินดีเต็มใจดูแลผู้ป่วยโดยไม่รู้สึกว่าเป็นภาระ เพราะคิดว่าเป็นหน้าที่ ๆ ควรดูแลกันยามเจ็บป่วย รวมถึงให้ก าลังใจแก่ผู้ป่วยเพื่อต่อสู้กับภาวะโรคที่เป็นอยู่ สอดคล้องกับการศึกษาของ ภารดี ปรีชาวิทยากุล (2549 : 71-73) ที่พบว่าญาติมองว่าการดูแลผู้ป่วยมะเร็งศีรษะและคอที่ได้รับรังสีรักษา เป็นหน้าที่ที่จะช่วยเหลือดูแลผู้ป่วยในทุกเรื่องให้สุขสบายทั้งกายและใจ สอดคล้องกับการศึกษาของอรฤทัย โฉมเฉิด (2552 : 23) ที่พบว่า บุคคลที่รับรู้ว่าชีวิตตนมีความหมาย จะกระท ากิจกรรมต่าง ๆ อย่างมุ่งมั่นและกระตือรือร้น โดยมีความรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า มีความหมาย ท าให้มีก าลังใจในการเผชิญกับสถานการณ์ต่าง ๆ สอดคล้องกับการศึกษาของสุฑาวรรณ ไชยมูล (2551 : 161) ที่พบว่า ครอบครัวที่มีสัมพันธภาพที่ดีต่อกัน จะมีการดูแลผู้ป่วยดีกว่าครอบครัวที่มีสัมพันธภาพไม่ดีต่อกัน 1.2 ด้านความสามารถท าความเข้าใจ ผู้ดูแลผู้ป่วยมะเร็งเต้านม มีระดับความเข้มแข็งในการมองโลกด้านความสามารถท าความเข้าใจ อยู่ในระดับปานกลาง อาจสืบเนื่องจากผู้ดูแลผู้ป่วยมะเร็งเต้านมมีความเข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง เชื่อว่าการดูแลผู้ป่วยเป็นการตอบแทนบุญคุณ เป็นการแสดงความกตัญญู เป็นหน้าที่ เป็นสายใยความผูกพันแห่งความเป็นพี่น้องจึงเตรียมพร้อมทั้งกายใจในการดูแลเต็มที่ด้วยความยินดี สอดคล้องกับการศึกษาของณชนก เอียดสุย, ศุภร วงศ์วทัญญู และสุชิรา ชัยวิบูลย์ธรรม. 2556 : 359) ที่พบว่า ญาติผู้ดูแลมีความรู้สึกด้านบวกจากการดูแลผู้ป่วย เพราะเป็นการตอบแทนบุญคุณ ได้ใกล้ชิดผูกพันกับผู้ป่วยที่ได้เลี้ยงดูตนเองมาหรือเคยให้ความช่วยเหลือแก่ตนเอง และให้ความหมายในการดูแลผู้ป่วย 4 ลักษณะ คือ (1) เป็นโอกาสได้ตอบแทนบุญคุณ (2) สามารถดูแลผู้ป่วยได้ดีกว่าคนที่ไม่ใช่ญาติ (3) เป็นความสงสารเห็นใจและเต็มใจที่จะให้การดูแล และ (4) เป็นภาระหน้าที่ ๆ จะต้องดูแลซึ่งสอดคล้องกับลักษณะทางสังคมไทยที่ให้ความส าคัญเกี่ยวกับการกตัญญูต่อผู้มีพระคุณ สอดคล้องกับการศึกษาของสมพร ปานผดุง, กิตติกร 95 นิลมานัด และลัพณา กิจรุ่งโรจน์. 2556 : 200) ที่พบว่า ผู้ดูแลผู้ป่วยมะเร็งทางนรีเวชระยะลุกลามในโรงพยาบาลมีความสุขเมื่อได้ดูแลผู้ป่วย และพร้อมที่จะอภัยให้ผู้ป่วยที่ในบางครั้งแสดงอาการโมโหและก้าวร้าวต่อผู้ดูแล สอดคล้องกับการศึกษาของปฐมวดี สิงห์ดง และชนกพร จิตปัญญา (2554 : 17) ที่พบว่า ผู้ดูแลครอบครัวผู้ป่วยวิกฤตต้องดูแลจิตใจและตอบสนองอารมณ์ผู้ป่วย สอดคล้องกับการศึกษาของบุญมาศ จันศิริมงคล (2550 : 2) พบว่า ผู้ดูแลต้องดูแลจิตใจของผู้ป่วยด้วยการให้ก าลังใจ ปลอบโยน พูดคุยให้ผู้ป่วยเกิดความหวังในการต่อสู้กับภาวะโรค สอดคล้องกับการศึกษาของ ภารดี ปรีชาวิทยากุล (2549 : 71-73) ที่พบว่า การดูแลผู้ป่วยมะเร็งศีรษะและคอที่ได้รับรังสีรักษาต้องพยายามเข้าใจ ยอมรับ อดทน และปรับอารมณ์ของตนให้ได้ 1.3 ด้านความสามารถในการจัดการ ผู้ดูแลผู้ป่วยมะเร็งเต้านม มีระดับความเข้มแข็งในการมองโลกด้านความสามารถในการจัดการอยู่ในระดับปานกลาง อาจสืบเนื่องจากผู้ดูแลผู้ป่วยมะเร็งเต้านมมองว่าทุกปัญหามีทางออก ปัญหามีไว้แก้ โดยมีแหล่งทรัพยากรที่ส าคัญที่สุดคือครอบครัว เพื่อน ญาติพี่น้อง การได้พูดคุยปรึกษา การได้รับความช่วยเหลือด้านสิ่งของและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ท าให้ผู้ดูแลผู้ป่วยมะเร็งเต้านมสบายใจมากยิ่งขึ้น สอดคล้องกับ การศึกษาของ ชูชื่น ชีวพูนผล. (2541 : 58, 84) ที่พบว่า ญาติผู้ดูแลผู้ป่วยมะเร็งระยะลุกลาม ได้รับความช่วยเหลือจากครอบครัวและญาติ ๆ ในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ รวมทั้งปัญหาด้านการเงิน ท าให้ญาติผู้ดูแลรู้สึกว่าตนมีคุณค่า ได้รับความเห็นใจ มีผู้เข้าใจตน และมีก าลังใจในการดูแลผู้ป่วยต่อไป 2. ระดับความเครียดของผู้ดูแลผู้ป่วยมะเร็งเต้านม จากผลการวิจัยพบว่า โดยภาพรวมแล้ว ผู้ดูแลผู้ป่วยมะเร็งเต้านมส่วนใหญ่ มีระดับความเครียดระดับปานกลาง คิดเป็นร้อยละ 56.45 รองลงมาคือ ความเครียดในระดับสูง คิดเป็นร้อยละ 30.96 อาจสืบเนื่องมาจากผู้ดูแลผู้ป่วยมะเร็งเต้านมส่วนใหญ่ มีอายุระหว่าง 41-50 ปี เป็นวัยผู้ใหญ่ที่ผ่านเหตุการณ์ในชีวิตและผ่านภาวะวิกฤตมามากท าให้มีเข้าใจถึงความจริงของชีวิต มีวุฒิภาวะมีความสามารถในการวินิจฉัยไตร่ตรอง จึงสามารถปรับตัวเผชิญกับเหตุการณ์ต่าง ๆ ได้ดี ผู้ดูแลผู้ป่วยมะเร็งเต้านมส่วนใหญ่เป็นเพศหญิงมีสถานภาพสมรสคู่ ท าให้มีประสบการณ์ในการดูแลสมาชิกในครอบครัวมาก่อน จัดเป็นแหล่งประโยชน์ที่ส าคัญในการเป็นผู้ให้ค าปรึกษาและให้ความช่วยเหลือแก้ปัญหาในด้านต่าง ๆ รวมทั้งส่วนใหญ่มีสุขภาพแข็งแรง นอกจากนี้ ผู้ป่วยส่วนใหญ่ป่วยเป็นมะเร็งเต้านมระยะที่ 1 โอกาสในการหายมีสูง และผู้ป่วยอยู่ในสภาพที่ช่วยเหลือตัวเองได้ สามารถท ากิจวัตรประจ าวันได้ดี ท าให้ผู้ดูแลผู้ป่วยมะเร็งเต้านมคลายความวิตกกังวลและภาระในการดูแลไปได้มาก อีกทั้งผู้ดูแลผู้ป่วยมะเร็งเต้านมส่วนใหญ่มีความสัมพันธ์กับผู้ป่วย คือ เป็นญาติพี่น้อง ลุง ป้า น้า อา ปู่ ย่า ตา ยาย ซึ่งความรักความผูกพันความห่วงใยความใกล้ชิดผูกพันมีน้อยกว่าคู่ที่มีความสัมพันธ์แบบอื่น เช่น คู่สมรส คู่มารดา-บุตร ที่จะมีความรักความผูกพันความห่วงใยในคู่สมรส-บุตรของตน และกลัวว่าผู้ป่วยจะจากไป ก็จะมีความเครียดน้อยกว่า ประกอบกับส่วนใหญ่มีระยะเวลาในการดูแลน้อยกว่า 6 เดือน จึงยังไม่ท าให้เกิดความเหนื่อยล้าหรือเครียดจากการดูแลมากนัก จากเหตุผลดังกล่าวท าให้ผู้ดูแลผู้ป่วยมะเร็งเต้านมส่วนใหญ่มีระดับความเครียดระดับปานกลาง สอดคล้องกับการศึกษาของ ลาซาลัสและโฟล์คแมน (Lazarus and Folkman. 1984 อ้างถึงในรุ่งนภา เตชะกิจโกศล. 2552 : 53) ได้กล่าวไว้ว่า การมีทรัพย์สินเงินทอง เป็นแหล่งประโยชน์ที่เอื้ออ านวยต่อการเผชิญความเครียด สอดคล้องกับการศึกษาของชูชื่น ชีวพูนผล (2541 : 92) ที่พบว่าญาติผู้ดูแลที่มีอายุมากมีแนวโน้มจะ 96 ปรับตัวได้ดีกว่าญาติผู้ดูแลที่มีอายุน้อยกว่า ซึ่งช่วยให้มีทางเลือกและวิธีเผชิญปัญหามากกว่าผู้ที่ไม่มีหรือมีทรัพย์สินเงินทองน้อยกว่า ท าให้เครียดน้อยกว่า ดังนั้นเมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ก่อให้เกิดความเครียด จึงสามารถเผชิญและแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ได้ดี สอดคล้องกับการศึกษาของสุภาวดี นาคสุขุม และคนอื่น ๆ (2560 : 958) ที่พบว่า มารดาที่มีบุตรป่วยเป็นโรคมะเร็งที่ได้รับยาเคมีบ าบัด มีระดับความเครียดปานกลาง สอดคล้องกับการศึกษาของวันเพ็ญ อึ้งวัฒนศิริกุล (2550 : 4) ที่พบว่า ญาติผู้ดูแลที่เป็นมะเร็งที่ได้รับการรักษาด้วยเคมีบ าบัดมีความเครียดระดับปานกลาง สอดคล้องกับการศึกษาของบุญมาศ จันศิริมงคล (2550 : ง) ที่พบว่าญาติผู้ดูแลผู้ที่เป็นมะเร็งที่ได้รับรังสีรักษามีความเครียดในระดับปานกลางถึงสูง แต่แตกต่างจากการศึกษาของ ณชนก เอียดสุย, ศุภร วงศ์วทัญญู และสุชิรา ชัยวิบูลย์ธรรม (2556 : 349) ที่พบว่าญาติผู้ดูแลผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่ามีเนื้องอกสมองในระยะรอเข้ารับการผ่าตัดสมองมีระดับความเครียดอยู่ในระดับสูง แตกต่างจากการศึกษาของพัชราวัลย์ เรืองศรีจันทร์ และ ศิริลักษณ์ ศุภปีติพร (2554 : 425) ที่พบว่า พยาบาลวิชาชีพโรงพยาบาลเอกชนระดับอินเตอร์เนชั่นแนล มีความเครียดระดับสูงถึงสูงมาก (อายุเฉลี่ย 29.40 ปี) แตกต่างจากการศึกษาของ สมบัติ ริยาพันธ์ และนิยดา ภู่อนุสาสน์ (2552 : 32) ที่พบว่า ความเครียดของพยาบาลวิชาชีพโดยเฉลี่ยอยู่ในระดับสูง และแตกต่างจากการศึกษาของอรฤทัย โฉมเฉิด (2552 : 106) ที่พบว่า ผู้ดูแลมีความเครียดจากการดูแลผู้ป่วยมะเร็งระยะลุกลามอยู่ในระดับต่ า อย่างไรก็ตาม ผู้ดูแลผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่มีความเครียดในระดับสูงและระดับรุนแรง มีสัดส่วนรวมกันสูงถึงร้อยละ 34.20 อาจสืบเนื่องจากผู้ดูแลผู้ป่วยมะเร็งเต้านมมีความสัมพันธ์เป็นบุตรและคู่สมรสของผู้ป่วย เป็นสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 46.40 มีรายได้ไม่พอเพียง ไม่เหลือเก็บ เป็นหนี้ สูงถึงร้อยละ 65.00 และมีภาระรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลในส่วนที่เบิกไม่ได้ ประกอบกับมีโรคประจ าตัวคือความดันโลหิตสูงและเบาหวานซึ่งเป็นก่อนมาดูแลผู้ป่วย และระหว่างมาดูแลผู้ป่วย มีภาวะเจ็บป่วยเพิ่มขึ้นคือโรคไขมันสูง เข่าเสื่อม ปวดข้อ ปวดไหล่ ปวด คอ นอกจากนี้ยังมีภาวะเครียดจากระยะการป่วยเป็นมะเร็งของผู้ป่วยในระยะที่ 2 ระยะที่ 3 และระยะที่ 4 ที่มีสัดส่วนรวมกันสูงถึงร้อยละ 69.00 ซึ่งภาวะเครียดดังกล่าวหากยังด าเนินต่อไปและไม่ได้รับการบรรเทา จะน าไปสู่ความเครียดเรื้อรัง เกิดโรคต่าง ๆ ในภายหลัง ตลอดจนเกิดความเบื่อหน่าย ท้อแท้ หมดแรง ควบคุมตัวเองไม่ได้ เกิดอาการทางกายหรือโรคภัยต่าง ๆ ตามมาได้ง่าย (สุวัฒน์ มหัตนิรันดร์กุล, วนิดา พุ่มไพศาลชัย และพิมพ์มาศ ตาปัญญา. 2540 : 140) สอดคล้องกับการศึกษาของ ระวี เดือนดาว (2547 : 79-80) ที่พบว่าผู้ดูแลที่เป็นคู่สมรสจะไม่อยากให้คู่ชีวิตของตนจากไป ยังมีความผูกพันห่วงใยต่อกัน เนื่องจากเป็นคู่ทุกข์คู่ยากที่อยู่ด้วยกันมาหลายปี เช่นเดียวกันกับผู้ดูแลที่เป็นบุพการีที่ต้องดูแลบุตร จะมีอาการเศร้าโศกเสียใจ ร้องไห้อย่างรุนแรง เพราะไม่ต้องการให้ผู้ป่วยซึ่งเป็นบุตรจากไป สอดคล้องกับการศึกษาของเสาวภา พราวตะคุ (2549 : บทคัดย่อ) ที่พบว่าคูสมรสที่ดูแลผู้ป่วยมีความเครียดโดยรวมสูงสุด สอดคล้องกับการศึกษาของภูวสิทธิ์ ภูลวรรณ และคนอื่น ๆ (2558 : 1) ที่พบว่า รายได้ที่ไม่เพียงพอส่งผลต่อความเครียด สอดคล้องกับการศึกษาของภารดี ปรีชาวิทยากุล (2549 : 71-84) ที่พบว่าปัญหาด้านการเงินบั่นทอนจิตใจ สอดคล้องกับการศึกษาของวรรณทนา ศุภสีมานนท์ (2539 : บทคัดย่อ) ที่พบว่า การที่ครอบครัวต้องใช้เงินเพิ่มขึ้นเพื่อการดูแลรักษาผู้ป่วย เป็นสาเหตุหลักที่ท าให้เกิดความเครียด สอดคล้องกับการศึกษาของชูชื่น ชีวพูนผล (2541 : 42) ที่พบว่าการด าเนินของภาวะโรคที่มากขึ้นส่งผลให้ผู้ดูแลมีความเครียดมากขึ้น สอดคล้องกับการศึกษาของกุลภา ศรีสวัสดิ์, ชิษณุพันธุ์เจริญ และสิรินทร 97 ฉันศิริกาญจน. 2554 : 42-44) ที่พบว่า ความเครียดน าไปสู่การเป็นโรคต่าง ๆ เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคแผลในกระเพาะอาหาร โรคมะเร็ง สอดคล้องกับ การศึกษาของบูลล์ (Bull. 1990 อ้างถึงในรวี เดือนดาว. 2547 : 2) ที่พบว่า ผู้ดูแลร้อยละ 30.00 จะมีปัญหาสุขภาพจากภาระการดูแล ท าให้ไม่สามารถรับภาระในการดูแลได้ต่อไป สอดคล้องกับการศึกษาของสายพิณ เกษมกิจวัฒนา และคนอื่น ๆ (2539. อ้างถึงในศิริวรรณ วรรณศิริ. 2548 : 47) พบว่า ผู้ดูแลที่มีความเหนื่อยล้าจากการดูแลในระดับสูง จะรู้สึกเหงาและโดดเดี่ยว เมื่อความเครียดที่เกิดจากการดูแลผู้ป่วยสะสมเป็นระยะเวลานานขึ้น อาจท าให้ผู้ดูแลล้าเกินก าลังและไม่สามารถดูแลผู้ป่วยได้อีกต่อไป เรียกว่า Caregiver Burnout ซึ่งเป็นภาวะเกิดขึ้นโดยที่ผู้ดูแลไม่รู้ตัว โดยผู้ดูแลจะรู้สึกเหนื่อยทั้งร่างกายและจิตใจ จนอาจท าให้ผู้ดูแลละทิ้งผู้ป่วยได้ 3. การเผชิญความเครียดของผู้ดูแลผู้ป่วยมะเร็งเต้านม จากผลการวิจัยพบว่า โดยภาพรวมผู้ดูแลผู้ป่วยมะเร็งเต้านมมีวิธีการเผชิญความเครียดที่เหมาะสมปานกลาง อาจสืบเนื่องจาก ผู้ดูแลผู้ป่วยมะเร็งเต้านมส่วนใหญ่มีอายุระหว่าง 41-50 ปี เป็นวัยผู้ใหญ่ที่ผ่านเหตุการณ์ในชีวิตมามากท าให้เข้าใจถึงความจริงของชีวิต มีวุฒิภาวะ จึงตัดสินใจเลือกใช้วิธีเผชิญความเครียดได้เหมาะสม ท าให้สามารถลดความเครียดได้ สอดคล้องกับ การศึกษาของพรนภา ศรีจินดา, ธิราภรณ์จันดา และบัวหลวง ส าแดงฤทธิ์ (2557 : 100,102) ที่พบว่า ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมเป็นวัยผู้ใหญ่ที่ผ่านภาวะวิกฤตมามาก ท าให้มีประสบการณ์ชีวิตมากขึ้น มีวุฒิภาวะสูงขึ้น มีความสามารถในการวินิจฉัยไตร่ตรอง ดังนั้นเมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ก่อให้เกิดความเครียดจึงสามารถเลือกใช้วิธีที่เหมาะสมท าให้ความเครียดที่มีอยู่นั้นลดน้อยลงหรือหมดไป สอดคล้องกับการศึกษาของณชนก เอียดสุย, ศุภร วงศ์วทัญญู และสุชิรา ชัยวิบูลย์ธรรม (2556 : 349) ที่ศึกษา พบว่า ญาติผู้ดูแลผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่ามีเนื้ออกสมองในระยะรอเข้ารับการผ่าตัดสมอง ใช้การเผชิญความเครียดทุกด้านร่วมกัน สอดคล้องกับการศึกษาของบุญมาศ จันศิริมงคล (2550 : ง) พบว่าญาติผู้ดูแลผู้ที่เป็นมะเร็งที่ได้รับรังสีรักษาใช้การเผชิญความเครียดทุกด้านร่วมกัน สอดคล้องกับการศึกษาของวันเพ็ญ อึ้งวัฒนศิริกุล (2550 : 4) ที่พบว่า ญาติผู้ดูแลผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับเคมีบ าบัดใช้การเผชิญความเครียดทุกด้านร่วมกัน 3.1 ด้านมุ่งแก้ปัญหา ผลการวิจัยพบว่า ผู้ดูแลผู้ป่วยมะเร็งเต้านม ใช้วิธีการเผชิญความเครียดด้านมุ่งแก้ปัญหาเหมาะสมระดับปานกลาง อาจสืบเนื่องมาจากผู้ดูแลผู้ป่วยมะเร็งเต้านมส่วนใหญ่มีอายุระหว่าง 41-50 ปี เป็นวัยผู้ใหญ่ที่ผ่านเหตุการณ์ในชีวิตและผ่านภาวะวิกฤตมามาก ท าให้มีประสบการณ์ชีวิตมาก มีวุฒิภาวะ มีความสามารถในการวินิจฉัยไตร่ตรอง จึงมีมุมมอง

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน