สื่อธรรมะพ่อครู(บวร) ตอน บวร บ้านวัดโรงเรียนคืออะไร.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์14 KB
วันที่แก้ไข4 พฤศจิกายน 2560

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(บวร) ตอน บวร บ้านวัดโรงเรียนคืออะไร พ่อครูว่า...คำว่า บวร บ้านวัดโรงเรียนคืออะไร บ้านคือสังคม วัดคือธรรมะ โรงเรียนคือการศึกษา คือสังคมธรรมะกับการศึกษา สังคมไทยปัจจุบันนี้ ทิ้งธรรมะ ธรรมะได้ผิดเพี้ยนไปไกล จนกระทั่ง ธรรมะคือที่ไหนสามารถบันดาลลาภยศสรรเสริญโลกียสุขให้ได้ ที่นั่นคือธรรมะ จะบันดาลด้วยไสยศาสตร์เดรัจฉานวิชา เล่ห์เหลี่ยมขี้โกง ทำให้ได้รับยศสรรเสริญโลกียสุขมามากๆนั่นแหละคือธรรมะ อย่างที่ธรรมกายเขาทำสำเร็จ เลอะเทอะไปหมด โลกทั้งวันนี้ ทิ้งธรรมะ โดยเฉพาะโลกุตรธรรม ธรรมะนั้นมีทั้ง โลกียธรรม โลกุตรธรรม กุศลธรรม อกุศลธรรม โลกียธรรมคือ ภาวะของคนที่ต้องบำเรอเสพรสกาม โลก มีกาม ลาภยศสรรเสริญ และบำเรอใจดังใจเราต้องการคืออัตตา ต้องการอย่างนี้อย่างนี้ ถ้าได้มาสมใจ สมอุปาทาน คือบำบัดบำเรอสิ่งที่ต้องการ เรียกว่าโลก ส่วนกามคุณต้องการในลักษณะย่อยที่เรียกว่า รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส เสียดสีเย็นร้อนอ่อนแข็ง เรียกว่ากามคุณ 5 ที่เราไปสมมุติว่าจะต้องได้รูปรสกลิ่นเสียงอย่างงั้นอย่างนี้ ต้องสเปคอย่างนี้เลย ไคลแม็กซ์จะต้องอย่างนี้ พอได้สมใจแล้วก็หยุดพักไป เดี๋ยวก็เอาใหม่ บางคนก็นานบางคนก็เรียกว่าแล้วแต่ หมุนเวียนอยู่อย่างนั้น แล้วบำบัดจุดที่เรากำหนดไว้ยึดถือไว้ ไม่มีวันจบ คนไม่จบก็คือไม่จบ ถ้าไม่ได้ตามต้องการที่ว่าสุข ก็ต้องดิ้นรนแสวงหาไปเอาให้ได้ไม่มีวันจบ ถ้าดิ้นแรงก็ทุกข์แรง ดิ้นเบาก็ทุกข์เบา ดิ้นน้อยก็ทุกข์น้อย ไม่ดิ้นเลยไม่ทุกข์เลยจบ

ทีนี้ คนไทยทิ้งธรรมะ แล้วไปหลงโลกธรรม กามคุณ 5 แล้วไปหลงใหลคลั่งไคล้ การศึกษา ไม่เอาธรรมะแล้วไปหลงการศึกษา ที่เป็นโลกียธรรมจัดจ้านรุนแรง ว่านี่คือความรู้การศึกษาที่ต้องรู้ได้มาก บรรยายได้เป็นคุ้งเป็นแคว เขาก็ว่าการศึกษาสามาร

อ่านต่อ

ถสร้างได้สารพัด เอาขี้หมาทาสีมาหลอกคนให้ซื้อได้อีก มันก็ยิ่งจัดจ้านรุนแรง เร้าอารมณ์ มันอื้อหือ สะใจ จุใจ อะไรก็แล้วแต่ ปรุงกันไป พวกเรามาเบาบาง มาหยุด วางปล่อย เห็นคนที่เขามีอาการเร้าอารมณ์ เราก็บอกว่ามันไม่รู้จักเมื่อยหรืออย่างไร เราหยุดแล้วพอแล้ว จะเห็นชัดเจนว่าเขาเป็นกันอยู่ ขนาดเราที่เหลือเศษก็ยังเมื่อยเลย ใครที่เห็นได้ว่าหมดเศษได้เลย มันก็เบาว่างโล่งโปร่งขาดหมดไม่มีสบายจริงๆ สบายยิ่งกว่าเลย ไม่ต้องเสียเวลาเสียแรงงานไม่ต้องเสีย ทุนรอน ไม่ต้องเสียอะไรเลยก็จบ คนก็สร้างไม่หยุด เร้าอารมณ์ไป ไม่มีสุดไม่มีพอ คนก็ไปไม่มีวันจบ

ทุกวันนี้การเรียน และเป็นโรงเรียน สร้างที่เลย การเรียนคือพฤติกรรมคน โรงเรียนคือสถานที่ ทุกวันนี้ทั้งการเรียนและโรงเรียน ถูกแยกของไปจากบ้าน แยกออกไปจากวัด การเรียนในโรงเรียนแยกออกไปจากสังคม แยกออกไปจากธรรมะ ที่เรียกว่า วัด ไปเรียนต่างหากเลย อยู่ในกล่องในมหาวิทยาลัย สังคมจะเป็นอย่างไรก็ไม่รู้ เช้าก็ไปเข้ากรอบ เย็นกลับบ้านก็เข้านอน ตื่นเช้าไปเข้ากล่อง เย็นกลับบ้านก็นอนทำการบ้านแล้วก็นอน เช้าก็ไปอีกแล้ว ไม่มีเวลาแม้แต่จะกินข้าวก็ไปกินในรถ หรือที่เรียน ตอนเย็นก็กลับบ้าน อาบน้ำทำการบ้านกินข้าวแล้วนอน เช้าก็ไปอีก ไม่มีเวลาก็ต้องแข่งขันกัน ต้องทำงานต่างๆที่ครูอาจารย์ใส่มา มันไม่ทัน เพราะเยอะเหลือเกิน เขาก็ได้ก้าวหน้าที่ได้รู้มากได้คะแนนมาก เอาไปทายโทรทัศน์ก็ได้เงินอีก คนรู้มากก็ไปทายปัญหาทางโทรทัศน์ มันมีทางต่อไปเรื่อยๆ เราก็เห็นว่าไม่เหน็ดไม่เหนื่อยกันจริงๆเลย จริงๆแล้ว สังคมบ้านวัดโรงเรียนมันแยกกันไม่ได้เลย อาตมาพยายามจับให้มารวมกันแล้วจะเกิด osmosis ทางนามธรรม ซึมซับเข้าหากัน ไม่รู้จะอธิบายด้วยภาษาอะไรอีก ภาษาไทยจะใช้คำว่า ไหลซึมเข้าหาตัวเองโดยไม่รู้ตัวหรอก ออสโมซิส ถ้าใช้คำว่า absorb ก็ซึมซับ ก็ไม่ถึงสภาวะ osmosis การจะรวมบ้านวัดโรงเรียน การสังคมธรรมะการศึกษาผสมกันอยู่และจะมีสิ่งที่ ซึมซับ ออสโมซิส ไหลลึกละเอียดหากัน มันเป็นทั้งความรู้ความจริงอยู่ในนั้น ที่ละเอียดลึกซึ้งมาก เกิดได้ ที่อาตมาจะพูดจะเน้นก็ตรงนี้ เมื่อเขาได้แยกบ้านวัดโรงเรียนนอกจากกันมันก็จะไม่ซึมซับ แต่ถ้าจะเอามารวมกันก็จะมีการซึมซับ Osmosis ในความเป็นคนการศึกษาในสังคม มันสำคัญที่ธรรมะ การศึกษาก็สำคัญที่ธรรมะ การศึกษาไม่มีธรรมะก็จะ ซวยทั้งโลก ไม่ว่าจะเป็นธรรมะของศาสนาใด มันมีลักษณะไปในทางที่สูง แต่ของพุทธ สูง จนตีกลับ เหมือนต่ำ แต่สูงกว่ากรอบเดิม แล้วมีกรอบใหม่เป็นขั้นๆ กรอบหนึ่งก็จะรู้แล้วว่า ออกจากกรอบเดิมแล้วไปอยู่อีกกรอบ จะไปได้เรื่อยเรื่อยๆ จนกระทั่งหาที่เก่าไม่เจอ แต่คนไม่รู้ก็จะบอกว่าวนมาที่เก่า แต่ที่จริงมันสูงขึ้นกว่าเดิมแล้วในชั้นใหม่ เขาพูดถึงเลข 0 แต่ที่จริงแล้วมันเป็น 11 แล้ว เขาพูดถึง 0 ใหม่ก็เป็น 11 เป็น 21 31 41 ไปเรื่อยๆ ซ้อนไปเรื่อยๆ คุณรู้แต่วงวนอันหนึ่ง ไปถึงพันรอบแล้วคุณไม่รู้ชั้นของพันรอบแล้ว วนเป็นก้นหอย สูงขึ้นๆ แล้วก็ซ้ายขวาๆ สูงขึ้นๆ สูงสุดมันเกือบจะสูญจนไม่มีซ้ายขวา แต่ก็มีซ้ายขวา แต่มันต่างกับขั้นต้นๆเยอะเลย เป็นล้านๆชั้น นี่คือสิ่งละเอียดทุกสิ่ง ที่เราจะต้องศึกษาและมีความจริงไปเรื่อยๆ ในความเป็นธรรมะ ก็ไม่ต้องอาศัยสถานที่ก็ได้ แต่ต้องมีสักคน ธรรมะไม่มีสังคมไม่เกี่ยวกับคน ไปอยู่กับกล้วยกับอ้อย ไปอยู่กับดินกับหิน มันก็ไม่มีคุณค่าประโยชน์เท่ากับการอยู่กับคน ธรรมะจะต้องอยู่กับคน คนก็อยู่สถานที่ คุณก็ต้องอยู่สถานที่นั้น ไปอยู่สถานที่อื่นก็ต่างกันไป คน กับธรรมะ กับสถานที่ แล้วยังมีเวลาอีก คนละเวลาอีก สิ่งเหล่านี้มันมีของจริงปรากฏการณ์จริง เราจบแล้วก็มีสิ่งที่จบตรงกับคนอื่นด้วย ไม่ใช่จบของเราเองและคนอื่นไม่รู้เรื่องด้วย สรุปแล้วธรรมะหรือวัดอยู่กับคน สถานที่หรือการศึกษาก็อยู่กับคนทั้งนั้น สถานที่ไม่มีคน ก็เป็นเรื่องของสถานที่ก็อยู่ของมันไป การศึกษาที่ไม่มีธรรมะก็มีเต็มไปหมด ธรรมะคืออะไร ธรรมะมีทั้งโลกียธรรมและโลกุตรธรรม โลกุตรธรรมแตกต่างจากโลกียธรรมอย่างไรอันนี้สำคัญมาก โลกียะมันอยู่ในกรอบออกจากกรอบไม่ได้ แต่โลกุตระนี้ออกจากกรอบเก่าไปหากรอบใหม่ ใหม่นี้ซ้ายขวาอย่างนี้แต่อันใหม่ ซ้ายเป็นขวา ขวาเป็นซ้าย ทวนกระแสปฏิโสตัง แล้วมันดีอย่างไร กลับกันแล้วดีอย่างไร? แต่โลกียะเข้าเข้าใจอย่างนั้นเหมือนกันหมด เช่นรวยอย่างไรไม่มีขีดขั้น หาที่สุดไม่ได้ แต่ถ้าโลกุตระไม่ต้องมีเลยแต่ไม่ขาดแคลน พิสูจน์ได้คนไม่ต้องมีไม่ต้องเอาเลยไม่ขาดแคลนตลอดกาล ฤาษีขาดไฟ คือฤาษีสามารถเสกอะไรได้หมดเลย แต่เสกไฟให้ตนเองไม่ได้ ฤาษีเก่งนะ เสกได้หมด แต่เสกไฟให้ตนเองไม่ได้ ก็เหมือนกับเศรษฐีขาดเงิน เศรษฐีต้องการสตางค์เดียว มันไม่มี อย่างนี้ คนฟังแล้วก็บอกว่า เศรษฐีขาดเงินสตางค์เดียวเป็นไปได้อย่างไร มันเป็นได้ ถ้าคุณยังติดสตังค์อยู่ แต่คนไม่ติดสตังค์แล้ว มีก็ได้ไม่มีก็ได้ คนก็เอามาให้ด้วย ยิ่งคืนไปอย่างบริสุทธิ์ใจเท่าไหร่ คนก็ยิ่งจะเอามาให้ ยิ่งทำให้เขาไปด้วยบริสุทธิ์ใจ ไม่ต้องการอะไรตอบแทน เขาก็จะยิ่งอยากจะช่วยเหลือ ว่าขาดแคลนอะไร บางทียัดเยียดให้ก็จำนนต้องรับไปแปรรูปให้คนอื่นต่อ มันก็ยิ่งสมบูรณ์ ยิ่งให้ยิ่งได้มา ยิ่งให้ยิ่งได้มาก ไม่มีภาษาจะพูดแล้วเป็นคุณธรรม ที่สุดยอดของมนุษยชาติ ความเห็นแก่ตัวมาความอยากได้เป็นของตัวเอง แต่มีกำลังวังชามีสมรรถภาพ มีพลังงานที่จะทำได้โดยไม่ต้องติดหวังอะไร จะมีปัญญาว่าควรจะให้ใครที่จะเป็นประโยชน์ ก็ให้ให้ถูกต้องตามควร ก็จบก็เลิก โลกนี้จะมีความรู้ มีกตัญญูกตเวที มีความเฉลียวฉลาด ก็รู้ว่าควรไม่ควร จะอยู่กันเป็นสังคมที่บริบูรณ์ เป็นบ้านเป็นสังคม ซึ่งสังคมบ้าน จะมีหลักแหล่ง ทุกวันนี้ไปยึดถือสถานที่ของคนนั้นคนนี้ ตกลงของเราไม่ยึดเป็นของเรา เราเอารวมไว้เป็นส่วนรวม เราอาศัยที่จนตายคนอื่นก็มาใช้อาศัยต่อ ก็มีสถานที่มาก แต่ไม่ยึดถือเป็นเราเป็นของเรา คนก็ต่างมารวมกัน จนกระทั่งสถานที่มีเหลือเฟือ บางอย่างบางแห่งก็ออกไปทำไม่ได้ บ้าน ทุกวันนี้ไม่มีธรรมะ มีแต่ความหลงใหลคลั่งไคล้ โรงเรียน บ้านนี่ไม่มีธรรมะ ไม่มีวัด หลงใหลคลั่งไคล้ความรู้ที่รู้มาก ก็เลยแข่งขันกันอย่างเอาเป็นเอาตาย ไม่ได้เรียนโลกุตรธรรม แต่เรียนรู้เพื่อแข่งขันกัน ข้าจะต้องดีเด่นกว่าคนนิยมกว่า แข่งกันอย่างไม่หยุดไม่พอ ไม่มีที่สิ้นสุด ไปเป็นปากกรวยไป ออกนอกโลกออกนอกจักรวาฬ นอกกาแลกซี่ ไม่รู้ที่จบ บานไปเรื่อยๆ เขาก็หลงใหลว่าที่เขามีกันนี้เป็นอิสระเสรีภาพที่ไม่มีที่สิ้นสุด แต่ ตัวกู ๆๆ นี่คือจุดมุ่งหมาย ส่วนอีกกลุ่มหนึ่ง เหมือนอุกกาบาตไม่มีตัวไม่มีตัวตน ใครจะไปไหนก็เตะไป กระทบกับอันนี้อันนี้กระแทกไป กระทบอันนี้ก็ดูดจมไป มันเบื่อแล้วก็ดีดทิ้งไป แล้วแต่แรงดึงดูดกับแรงถีบ มีสองอันผลักกับดูด คุณเป็นอุกกาบาต ของแรงดึงดูดกับแรงถีบ อันหนึ่งไม่มีกรอบบานทะโร่ แต่อีกอันเป็นอุกกาบาตไม่รู้เรื่อง แล้วแต่แรงดึงดูดกับแรงถีบของใคร ไม่เป็นตัวเอง แล้วบอกว่า นี่แหละ คืออิสระ ซึ่งเขาไม่รู้ตัวว่าเขาเป็นเหยื่อของแรงดึงดูดกับแรงถีบ เน้นที่ความเป็นวัด เดี๋ยวนี้เป็นวัดขี้โกง วัดมีตัวตนแต่ไม่รู้ คือ เรียกร้องความเห็นใจให้คนมาเข้าวัด หาทางเรียกร้องความสนใจให้คนมาเข้าวัด เมื่อคนเข้าวัดแล้วก็ใช้ให้คนเข้าวัดทำอะไรตามคนที่ทำอย่างฉลาดแกมโกง มอมเมาด้วยสิ่งเสพติด แล้วใช้เขาทุกอย่าง เพราะฉะนั้นควรจะเข้าวัดก็เพราะว่าถูกสิ่งเสพติดงอมเอา ตีเข้ามา แล้วอีกอย่างหนึ่งไม่เข้าวัดแล้ว แต่สุดท้ายก็ต้องหามเป็นศพเข้าวัด วัดจึงกลายเป็นแหล่งที่ 1.มอมเมาให้คนเข้ามา 2.คุณต้องเข้ามาอาศัยวัด เผาให้ ไม่มีที่อื่นจะปลอดจากกฏหมาย หรือปลอดจากเรื่อง เอามาวัดนี้สบายสุด แต่ถ้าเอาคนมีความผิดมาให้เผา วัดก็เจอเรื่องเหมือนกัน สรุปวัดก็คือที่ๆมอมเมาคน และที่ๆสุดท้ายคนมาเผา คนก็เลยบอกว่า ไหนๆก็มาให้เผา ก็เลยหาทางรวยเละจากวัดเลย คนก็จำนวนว่าจะต้องมาเผาที่วัด ไม่มีทางเลือกมาก บ้านวัดโรงเรียนจะมีสิ่งซึมลึก ออสโมซิส เป็นพลังงานที่ลึกมาก ทางจิตวิญญาณ หรือธาตุรู้ คนที่แสวงหาดีทันก็จะรู้ แสวงหา คัดเลือก

สถานที่และองค์ประกอบใดที่มีมนุษย์เป็นตัวหลัก เป็นมนุษย์ที่บริสุทธิ์สะอาด ปรารถนาดีสร้างแต่สิ่งที่ดีไว้ ใครจะมาเอาหรือไม่เอาก็แล้วแต่ ไม่คิดค่าราคาอะไรเลย แม้แต่ปัจจัยที่โลกต้องการก็มีให้ ถ้าเฟ้อมากก็พอ มีความหยุดพอได้ พวกเรามีสิ่งเฟื้อได้แต่มีขีด ตัดลงอีกก็ได้ โลกมันเฟ้อกว่าเรามาก ที่เฟ้อคือเราไม่จำเป็น เราเองไม่เอาแต่เราต้องทำไว้ ทำไว้เพื่อคุณที่จะมา ถ้าจะให้ประหยัดกว่าอีกก็ต้องไปแล้ว ที่นี่เฟ้อเต็มที่แล้ว เฟ้อนี้คือสิ่งเกินที่เราไม่เอาแล้ว เรากันให้คุณไว้แล้ว แต่คุณจะเอายิ่งกว่านี้อีกเราก็ทำให้ได้แค่นี้ ถ้าจะเอายิ่งกว่านี้ก็ไปหาที่อื่น เราไม่เก่ง เราทำจนเมื่อย มันเฟ้อแล้ว

สังคมชาวเรา จึงมีสิ่งที่บอกว่าข้างนอกเขาเฟ้อ เราก็บอกว่ามันเกินกว่าความจำเป็นแล้ว อาตมาจำกัดความ นิยามกิเลสคืออะไร...ความฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือยเกินความจำเป็นของชีวิต ถ้าเกินกว่าจำเป็นของชีวิตเราก็พอ แต่มีสมรรถนะแรงงานทำเพื่อคนอื่นได้พอประมาณ เราเมื่อยแล้วก็พอแล้ว ช่วยไม่น้อยไปแล้ว ยืนยันได้คนในชาวอโศก มวลชาวโศกมีอยู่จำนวนแค่นี้ แต่มวลที่จะมาให้ช่วยทำงานก็มีอีกมาก แต่มวลแท้มีแค่นี้ ถ้าจะมากเกินกว่ามวลเราไม่ได้ ก็ได้แค่นี้ แต่ถ้าเรามีจำนวนมากขึ้น เราก็ช่วยได้เพิ่มขึ้นอีก ถ้าไม่ได้ก็สุดแรงสุดวิสัย แต่มากกว่าที่เราได้ช่วยตัวเองพวกเราเอง ถ้าอย่างนี้ไม่มีความจบก็ไม่มีทางจะอธิบายอีกแล้ว แต่ละหมู่กลุ่มถ้าสามารถทำได้อย่างนี้จะไม่มีการแย่งชิง ตีกัน จะมีแต่การช่วยเหลือกัน เราเองมีชีวิตช่วยเขาได้มากกว่าช่วยหมู่เราตัวเรา หมู่เราแค่นี้ก็พอมีเหลือช่วยคนอื่น การช่วยคนอื่น พหุชนหิตายะ(เพื่อหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก)พหุชนสุขายะ(เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ(รับใช้โลก ช่วยโลก)เราไม่ได้กำหนดว่า ถ้าจะทำให้มากกว่านี้จะได้ไหมก็ได้ แล้วไม่ต้องการอะไรได้รับการแลกเปลี่ยนมา เป็นความจริงใจความมุ่งหมายของอาตมา ตรงกับพวกคุณไหม มันจะเป็นอย่างอื่นได้ไหม แล้วก็จะทำไหม ...มาช่วยกันทำให้ได้ นี่คือเจตนา แต่ไม่ได้ใช้พลังอยากได้ตามนี้ ได้ก็ได้ ไม่ได้ก็ไม่ได้ ตามเจตนาแต่ไม่ได้อยาก ตามเจตนา หรือเกินเจตนาโดยไม่ได้อยาก

สมณะเดินดินว่า...งานประจำปีที่เราจัดกัน ไม่ได้มีงานที่จะทำเพื่อตัวเองเลย ปกติการจัดงานประจำปีวัดก็ต้องคิดแล้วว่าจะได้เท่าไหร่ แต่พวกเราจัดงานประจำปีก็มีแต่จะขาดทุนกันเท่าไหร่ พ่อครูว่า...การจัดงานเราไม่ได้กู้หนี้ยืมสิน เรามาเสียสละ เราทำได้เท่าไหร่ก็เท่านั้น ทำได้มากก็ดี ทำได้เท่านี้ก็เท่านี้ ที่ไม่ได้มากเพราะปีนี้...มันผอมลงเยอะ และตายก็เยอะ เลยได้น้อยหน่อย แต่ถ้าไม่ตายไม่เจ็บไม่ผอมก็จะได้เยอะเอง เราไม่แกล้ง แต่ป่วยจริง ถ้าไม่จริงก็โกหก เป็นบาปอกุศล คนแกล้งตัดขาตัวเองแล้วบอกว่าป่วยก็ต้องยอมล่ะ

อาตมาตั้งใจ สังคมของเราจะขึ้นป้ายว่าสังคมบวร บ้าน วัด โรงเรียน จะให้สลักชื่อ หมู่บ้านชุมชนราชธานีอโศก สังคมบวร เจตนาใช้คำว่าบวรนี้ อธิบายต่อไป ที่อธิบายไปไม่ถึงครึ่งหนึ่งที่อยากจะอธิบาย ก็ต้องพากเพียรไป

บ้านคือสังคมมนุษยชาติที่มีผู้คนมาอยู่กันอย่างสงบราบรื่น เรียบร้อย กับธรรมะที่เป็นโลกุตระ ที่เป็นคุณค่าของมนุษย์ เป็นความไม่มีตัวตนไม่เหลือตัวตนมีแต่การสร้างสรรเสียสละ มีแต่การช่วยคนอื่นเป็นประโยชน์ต่อคนอื่นจริง นั่นแหละคือธรรมะ แล้วก็การศึกษา จะศึกษาเรื่องสังคมหรือธรรมะ ก็จบวนตรงนี้ แต่ถ้าไม่ศึกษา บ้าน หรือธรรมะ แต่ไปศึกษาปรุงแต่งโง่ๆเยอะ เอาขี้หมาทาสีมาหลอกคน หลอกว่าอย่างนี้ สวยดี หรือเหาะได้จริงๆแล้วคนต้องเหาะไหม?..ก็ไม่ต้อง แต่ถ้าจำเป็นก็ต้องเหาะ ถ้าไม่จำเป็นจะต้องช่วยใครเลย ก็ไม่ต้องเหาะไม่ต้องเดิน ดีไม่ดีก็ไม่ต้องอยู่ หากอยู่แล้วก็ต้องช่วยคนอื่น เพราะว่าถ้าอยู่แล้วต้องกิน ต้องเปลืองเนื้อที่ เปลืองอาหารอีก ดีไม่ดีเปลืองกว่าสัตว์อีก ช้างกินอาหารวันละกี่กิโลกรัม อาหาร เป็นพืชผัก รวมแล้วราคาไม่เท่าไหร่ แต่คนกินบ้าบอ บางทีไม่หยาบเหมือนหญ้า แต่นิดเดียวแพงฉิบหายเลย มันซ้อนถูกหลอกว่า คนชั้นหนึ่งต้องกินแพงๆ ของดีนะ กินแล้วเหาะได้ไหม

600430_วิถีอาริยธรรม สันติอโศก สังคมบวร บ้าน-วัด-โรงเรียน

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน