สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน พ่อครูผู้เป็นสยังอภิญญา.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน พ่อครูผู้เป็นสยังอภิญญา พ่อครูว่า..อาตมาก็ขอย้อนย้ำ พูดถึงชีวิตตัวเองเกิดมาอายุ 83 กำลังจะเต็ม ในวันที่ 5 มิ.ย. ก็เต็ม 83 ขึ้น 84 ปี อาตมาอยู่ทางโลก 36 ปีทำมาหากินแย่งลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข กับทางโลก แล้วก็ออกมาทางธรรม อาตมาออกจากทางโลกตอนอายุ 36 ปี อาตมาเป็นพี่คนโต พ่อแม่เสียแล้ว ก็บอกกับน้องๆทุกคน และไม่บอกธรรมดา ก็แบ่งสมบัติที่มีทั้งหมด แบ่งเสร็จก็เลิก แล้วอาตมาก็เดินหน้าเข้าวัด โดยไปปลูกกุฏิไว้ก่อนแล้ว น้องก็ร้องห่มร้องไห้ตามประสาเขา ที่อาตมาปฏิบัติประพฤติอย่างนั้น มันไม่ได้เป็นความลังเลสงสัย ไม่ได้ทำเล่น ทำจริงจังทุกอย่าง ไม่ได้เบลอไม่ชัด แต่ชัดเจนทุกอย่าง ก่อนจะออกไป ยังไม่ได้บวชนะ เป็นฆราวาส แต่โกนหัวแล้ว นุ่งกางเกงขาสั้นไม่ใส่รองเท้า ใส่เสื้อยืดคอกลม แขนสั้น ตอนนั้นก็ทำงานโทรทัศน์ เป็นดาราเป็นพิธีกรที่ออกโทรทัศน์มากที่สุด เพราะทำรายการเกี่ยวข้องกับสารคดี วิชาการ เกี่ยวข้องกับเด็กๆ ซึ่งเป็นรายการที่หาสปอนเซอร์ไม่ได้ มันเป็นรายการของสถานีที่ต้องรับผิดชอบ คนไม่ชอบทำเพราะไม่ได้เงิน ได้แต่ค่าเบี้ยเลี้ยงเท่านั้น เงินไม่มากเขาก็ไม่ทำกัน เหมามาให้อาตมาทำ โทรทัศน์ตอนนั้นมีอยู่ 2 ที่อาตมาทำเป็นโทรทัศน์ช่อง 4 เป็นโทรทัศน์ช่องแรกของประเทศไทย โทรทัศน์ขาวดำ ตอนมาบวชก็เลิกทางนั้นเรียบร้อย ก่อนจะออกมา ไม่ทำงานทางโลก อาตมาก็ชัดเจนจริงๆว่า ไม่เอาเรื่องโลกีย์ หาเงินหาทอง ชัดเจนในสัจธรรม ออกมาแล้ว แม้ไม่ได้บวช ก็ไปบรรยายธรรมะ โดยเฉพาะตอนนั้นที่วัดมหาธาตุ เขาเรียกว่ามีสำนักตักศิลา มีตลาดขายของเต็ม สนุก คนไปกันเต็มทุกวัน ยิ่งวันเสาร์วันอาทิตย์นี้คนแน่น ถกกันพูดกันแต่เรื่องธรรมะ อาตมาว่า บรรยากาศเช่นนั้นน่าจะกลับคืนมาในประเทศไทย มันหายไปหมดตอนนี้ ถ
อ่านต่อ
กกันแต่เรื่องธรรมะ พูดกันเป็นกลุ่มเป็นคณะ อาตมาก็พลอยเป็นหัวโจกกับเขา เสร็จแล้วไม่นานนัก อาตมาก็เลยต้องบวช ที่ต้องบวชมีเหตุปัจจัย อาตมาตอนนั้นเรื่องกางเกงขาสั้นไม่ใส่รองเท้า โกนหัว อาตมาก็ขึ้นไปบรรยายกับคนอื่น ที่เขาใส่เสื้อสูทไปบรรยาย คนไม่ค่อยจะพบเห็นเช่นนี้ นอกจากเขาจะพอรู้จักหน้าตาอาตมา เพราะอาตมาเป็นดาราออกโทรทัศน์ แล้วก็ยังพิลึก ไม่แต่งตัว ตอนออกโทรทัศน์ก็ผูกเนคไทใส่เสื้อนอก แล้วแถมไปพูดภาษาที่ไม่เหมือนกับเขาพูดกัน ก็เป็นภาษาแบบอาตมา เขาก็บอกว่าคงบ้าจริงๆ แต่งตัวเหมือนบ้า พูดไปเขาไม่รู้เรื่องก็เหมือนบ้า อาตมาก็คิดว่าไม่ค่อยดี คนเราไปยึดถือที่รูปภายนอก ถ้าเราจะขืนทำอย่างนี้ก็ช้า เขายึดถือและไม่ยอมรับ ก็คิดว่า จะกลับไปแต่งเสื้อนอกก็ไม่ดี เราเลิกมาแล้วก็คิดว่าบวชดีกว่า อาตมาจะบวชนี้ อาตมาเคยบอกเจ้าอาวาสที่วัดอโศการามไว้ว่าจะไม่บวช ตอนจะไปอยู่ จะอยู่ไปไม่นานก็ขอบวช ก็เลยบอกว่าอธิบายธรรมะแล้วคนไม่ค่อยเข้าใจ เขามองเปลือกนอกก็ไม่นับถือแล้ว ถ้ามีรูปนอกคนก็คงจะนับถือ ท่านก็บวชให้ อาตมาตอนเป็นพระก็เดินสงบนิ่ง มือกุม มองชั่วแอก คนต้องหันหน้ามองตามเป็นทิว แล้วเดินช้าด้วยนะ คนก็ต้องแปลกตา แต่เดี๋ยวนี้ไม่เหลือซากเดินเหมือนลิงแล้ว อาตมาก็คิดว่า บวชแล้วเพื่อได้รูปแบบ คนก็จับประเด็นว่า บวชเพื่อเอาเครื่องแบบไม่ได้บวชเอาจริงหรอก เขาตีความเป็นเรื่องเสีย เขาก็ว่าบวชเมื่อได้รูปแบบแล้วไปปฏิบัติผิดเพี้ยน เพื่อทำลายศาสนา เขาตีความเสียๆ ก็ไม่ได้ติดใจอะไร ก็รู้ว่าเขาเข้าใจไม่ได้ จนกระทั่งอาตมาทำงานมา ในทางธรรมะถึงวันนี้ ตั้งแต่บวชมา ไม่มีจิตใจสักแวบเดียว ที่คิดว่าอาตมาตัดสินใจผิด มีแต่ชัดเจนมั่นใจว่า เรานี่มันต้องเป็นอย่างนี้ ถ้าไม่ใช่อย่างนี้ก็ไม่ใช่เรา หลายอย่างที่อาตมาพูดออกไปกับโลก มันก็ต้องพูดเพื่อเป็นการศึกษา เช่น อาตมามาทำงานสืบทอดศาสนา อาตมาเป็นพระโพธิสัตว์ มารื้อขนสัตว์ บอกไปจนกระทั่งว่าเป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 เอาอะไรมาพูด พูดไปทำไม คนก็ไม่ค่อยรู้เรื่องด้วย ก็คงงงงง โดยเฉพาะศาสนาพุทธเถรวาทในเมืองไทย มาพูดซะ เป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 แล้วไล่เรียงให้ฟังแต่ละระดับเสียด้วย ว่าอย่างไร อธิบายว่าเป็นอย่างไรต่างๆนานา อาตมาก็ว่า ถ้าคนที่ไม่มีอคติ ก็น่าจะฟังอาตมาแล้วก็รู้สึกทึ่ง จะเอาความรู้อย่างนี้จากไหนมาพูด ซึ่งมันไม่มีในตำรา แล้วอาตมาก็บรรยายมามากมายต่างๆนานา ไม่เหมือนบรรดาปราชญ์ผู้รู้อาจารย์ในศาสนาไม่ได้พูด เขาก็น่าจะทึ่ง ว่า คนนี้เอาอะไรพูดแล้วมันเข้าเรื่องไหม ยกตัวอย่าง บรรยายคำว่า กายมีเนื้อแท้อย่างไร พยายามอธิบายโดยยืนยันบัญญัติคำสอน พระอนุศาสนี พระวจนะของพระพุทธเจ้า บุญคืออะไร ปัญญาคืออะไร เช่น บรรยาย ปัญญาว่า คือความรู้ที่เฉลียวฉลาด แต่ไม่ใช่ความเฉลียวฉลาดอย่างโลกียะ อย่างคนโลกๆ ถ้าคนโลกๆโลกีย์ ฉลาดเป็นอัจฉริยะสุดยอดอย่างไรก็อยู่ในกรอบโลกีย์ โลกีย์คืออะไร คือความเฉลียวฉลาดนั้น ไม่พ้นความเป็นอัตตา เป็นความเฉลียวฉลาดที่ต้องบำรุงอัตตาของตัวเอง บำเรอ ด้วยสิ่งที่น่าได้น่ามีน่าเป็น ได้โลกธรรม โลกียธรรม ได้ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข สุขที่ได้ กามคุณ 5 มาบำเรอสมใจ นี่คือสุภะของเขาคือโลกีย์ คนที่ฉลาดอยู่ในกรอบความรู้โลกีย์ ถ้าอยู่ในวัฏฏะ 1 2 3 จะไม่ออกจากกระแสนี้เลย ไม่เกิดกระแสที่ 4 หรือกระแสที่ 7 ถ้าเผื่อว่าอาตมาไม่มีความรู้จะอธิบาย ซึ่งเป็นความรู้ที่ออกนอก โลกีย์ เป็นความรู้ชนิดอื่น ที่เรียกโดยบัญญัติว่า อัญญะ อัญญะ อ.อ่าง ญ.หญิงสองตัวนี้ ซึ่ง ด้วยความหมายคำแปลของอัญญะ แปลว่า อื่น อันอื่นที่ไม่ใช่อันเดิม ก็เป็นความรู้ขั้น อัญญะ (พหูพจน์คืออัญญา) มันมีความรู้ชนิดใหม่ที่ไม่ใช่ความรู้โลกียะ อัญญา เป็นความเฉลียวฉลาดที่ไม่ใช่แบบโลกเก่า ที่ไม่ใช่วนในโลกเก่า ที่เขาเห็นเป็นสิ่งน่าได้ น่ามี น่าเป็น สุภะ อย่างโกณฑัญญะ พอฟังธรรมะพระพุทธเจ้า 2 กัณฑ์จบ โกณฑัญญะเกิดธาตุรู้ อัญญธาตุตัวนี้ พระพุทธเจ้าท่านหยั่งรู้จิตวิญญาณได้ชัดเจนก็กล่าวว่า อัญญาสิ วะตะโภ โกณฑัญโญ คือ โกณฑัญญะเกิดความรู้ใหม่แล้วที่ไม่อยู่ในกรอบโลกีย์ เป็นความรู้ใหม่ที่ทวนกระแส ปฏิโสตัง กับโลกียะ เรามาหลงในลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข มันเป็นอันเดิม แต่เรามาเกิดจิตที่ทวนกระแสสิ่งเหล่านี้ได้ คนเราจะเกิดอย่างนั้นได้ ถ้าจิตมันเกิดอย่างไม่ใช่ตักกะ จิตนั้นเกิดอัญญธาตุจริงๆ ไม่ใช่แค่รู้พิจารณาตามเหตุผล แต่จิตตัวนี้คืออัญญธาตุ ผู้จะเกิดจิตเข้ากระแส โสตาปันนะ ออกจากโลกียะ เข้าสู่กระแสโลกุตระ จิตตัวแรกที่เกิดนี่แหละคืออัญญธาตุ อัตถิ โลเก สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เย อิมัญ จ โลกัง ปรัญ จ โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ อาตมาได้ประกาศตนว่าเป็นผู้นั้นอย่างไม่ได้มีเจตนาอยากอวดเป็นสาเฐยจิต แต่ที่อาตมาประกาศมีเจตนาอย่างไร แต่ได้ย้ำยืนยันไม่เข้าใจให้รู้ให้คิด ว่า อาตมาเป็นของจริงของ อัตถิ โลเก โลกนี้มี ถ้า นัตถิโลเก คือไม่มี ไม่มีสมณะพราหมณ์ ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ที่ท่านรู้โลกนี้โลกหน้า เป็นความรู้สยังอภิญญาของท่าน แล้วเอามาประกาศให้คนอื่นรู้ตามได้ ถ้าใครก็ตามอยู่ในยุคนี้โลกนี้ ไม่รู้ไม่เห็นไม่เข้าใจว่า สมณพราหมณ์ทั้งหลาย เป็นผู้ดำเนินชอบ-ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้-โลกหน้า ให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วย ตนเอง ในโลกนี้ มีอยู่ อาตมาจึงต้องย้ำว่ามี ก็อาตมานี่แหละสยังอภิญญา แต่คุณฟังแล้วไม่ get เขาก็ว่าเป็นพระนอกรีต คุณก็นัตถิโลเก คือไม่รู้หรอก ถ้ามีสมณะพราหมณ์ที่บรรยายโลกนี้อย่างอาตมาอธิบาย ท่านก็เป็น อัตถิ โลเก สมณพราหมณา สัมมัคคตา ที่อธิบายโลกนี้โลกหน้าด้วยสยังอภิญญาของท่านเอง ท่านเป็นผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ องค์นี้แหละ คุณก็จะเคารพนับถือ แต่ถ้าคุณฟังแล้วก็บอกว่าไม่ใช่ คุณก็เข้าใจสมณะอื่นที่อธิบายไม่ตรงกับที่อาตมาพูด แต่ถ้ามันต่างกัน มันก็ถึงต้องไปว่า ความจริง คนผู้ถูกเรียก อัตถิ โลเก สมณพราหมณา สัมมัคคตา ถ้ามันมีความต่างกัน มันจะต้องเป็นคนใดคนหนึ่งที่ถูกต้อง อาตมารู้ เข้าใจภูมิธรรมของตัวเอง อาตมาถึงไม่สงสัยว่า (พูดโดยวิชาการ) ที่ต้องยืนยันต้องพูดอย่างนั้น ผู้ที่ฟัง อาตมาส่วนใหญ่ ก็จะเห็นว่าพูดแล้วไม่ตรงกับ ผู้ปฏิบัติตามที่เขานับถือ อาตมาก็ชัดเจนว่าเราเป็นสยังอภิญญาชัดเจน เพราะเป็นหน้าที่ที่ต้องพูดความจริง ซึ่ง คนอื่นที่เขาไปดูก็ไม่ตรงกับอาตมา มันต่างกัน ถ้าอาตมาผิด อีกคนที่ต่างกับอาตมาก็ต้องถูก ถ้าอาตมาถูก อีกคนที่ต่างกับอาตมาก็ผิด ท่านบรรยายไปด้วยกัน เป็นคณะใหญ่ มวลใหญ่ ทั้งคณะกระแสหลักทั้งคณะมหาเถรสมาคม ก็ถืออย่างนั้น ที่พูดนี้ไม่ได้ก่อความแตกแยกนะ แต่กำลังอธิบายสัจธรรมว่า ที่ควรเป็นคืออย่างไรไม่ได้ตั้งใจมาทำความแตกแยก อาตมาก็ทำมาจนถึงทุกวันนี้ ก็ยังไม่เคยท้อไม่เคยสงสัย ว่าตนพูดผิด มั่นใจ ว่าตนเองพูดความจริงที่ถูกต้องออกไป และก็มั่นใจยืนยันว่า อายุขนาดนี้แล้วเราก็ยังไม่ควรตาย อธิบายไปก็น่าจะเกิดผลมากกว่านี้ ระยะทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน ม้าวิ่งทน แต่อาตมาไม่ต้องทน เขาเล่นงานจะให้ติดคุกเลย อาตมาก็ไม่ได้หนีอย่างคนชื่อบอสที่เป็นข่าวหรืออย่างธัมมชโย อาตมาสู้ด้วยความจริงไม่ได้หนี จนกระทั่งทุกวันนี้ท่านปล่อยแล้ว เรียกโดยภาษาว่าหลุดพ้น ข้ามพ้นสิ่งที่เป็นปัญหา เป็นประเด็นที่เขาจะจับหรือจับไม่ได้ก็แล้วแต่ มันพ้นจุดนั้นไปแล้วอาตมาก็เลยอธิบายเต็มที่ เอาพระไตรปิฎกมายืนยันอธิบายขยายความ ลึกซึ้ง พิเศษ ยิ่งดี
600501_พุทธศาสนาตามภูมิ ปฐมอโศก พ่อครูผู้เป็นสยังอภิญญา