สื่อธรรมะพ่อครู(บวร) ตอน สังคมชาวอโศก เป็น บ้าน วัด โรงเรียน.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(บวร) ตอน สังคมชาวอโศก เป็น บ้าน วัด โรงเรียน บ้านวัดโรงเรียน จะทำให้เกิดสิ่งที่ซึมลึก อะไรเข้าไปโดยไม่รู้ตัวอัตโนมัติ อาตมารู้แต่คำว่าออสโมซิส ใครใช้ภาษาได้เก่งกว่านี้ ก็ช่วยบอกมา ถ้ามีองค์ประกอบสังคมคือบ้านแล้วรู้ธรรมะ ร่วมกันศึกษา ศึกษาทางไกล ศึกษาทางวจีกรรม บอกสอนกันให้ไปคิด ขบคิด วิจัยวิจาร เอา เรียกว่า คิด ทั้งทำทั้งพูดทั้งคิด ก็ศึกษาทั้งสามอย่าง เรียกว่าโรงเรียนหรือการศึกษา มีสามเส้านี้เนียนตลอดเวลาที่อยู่ร่วมกัน อาตมาว่า สังคมชาวอโศกได้ทำมาตั้งแต่ อุแว๊ แบเบาะ จนกระทั่งเผาทิ้งไป มีอยู่แล้วเป็นสังคมบวรที่เนียนลึกละเอียด ทุกวันนี้เขาแบ่งแยก วัดก็ไปอยู่ที่หนึ่ง โรงเรียนอยู่ที่หนึ่ง บ้านอยู่ที่หนึ่ง แยกกันไปหมด จนกระทั่งมันไม่รู้จักกันแล้ว บ้านไม่มีธรรมะไม่มีการศึกษา ก็อยู่อย่างบ้านๆ ศึกษาโลกียะบ้าบอไปใหญ่ โรงเรียน หนักเข้าเขาก็มีการศึกษาอะไร ไม่ได้ศึกษาเรื่องสังคมเรื่องบ้าน จะไปศึกษาอะไรไม่รู้ ดีไม่ดีไปศึกษาเรื่องอวกาศ จะไปสร้างสถานีอวกาศ อวกาศไม่ต้องมีสัมปทานที่ ถ้าคิดจะสร้างกันให้ได้ใครจะไปจอง แพงนะ(พ่อครูไอ ตัดออกด้วย) สมณะเดินดินว่า...สมัยก่อนพ่อครูบอกว่า ถ้าเป็นญาติธรรมมาวัดอาทิตย์ละ 1 ครั้งก็เสื่อมแล้ว หลายคนมีบารมี แต่ไม่ค่อยได้เข้าวัดฟังธรรม ก็เหมือนกับใช้บารมีเก่า ไม่ได้เพิ่มไตรสิกขา ขาดองค์ประกอบของบ้านวัดโรงเรียน ไม่เกิดการออสโมซิส ที่จะพัฒนาตลอดเวลา
พ่อครูว่า...เอาโมเดลที่ชาวอโศกได้ทำมา ไม่ว่าจะสันติอโศก มีสถานที่องค์ประกอบมีมวลมนุษย์เป็นอยู่ ข้างใน ข้างๆ อยู่ห่างไปก็มี ก็มาช่วยกันทำ เช่นเรากำลังทำประโยชน์ทำพาณิชย์ มันเป็นประโยชน์แท้จริง เราก็หามาสร้างมาแล้วเอามาใส่ ร้านสถานที่ เรามีที่ไม่มาก ตอนนี้ได้แค่คิด มีแต่นายฟุ้งนายฝัน ไ
อ่านต่อ
ปถกกันที่ห้องถกเถียง มีแต่นายฟุ้งนายฝัน ยังไม่มีนายทำ ก็ลองทำกันดูให้เป็นรูปเป็นร่าง ตอนนี้ก็ได้แต่ขายของเก่า เขาคัดมาให้ขาย คนขายก็นางสาวหมี(ใจฝน) ขายได้อยู่บ้าง มันก็น่าจะมีอะไรใหม่ๆมาใส่ตลาด อะไรควรสร้างให้แก่สังคมก็มาทำ มันมีสถานที่ทำนี้แหละในสันติอโศก ปฐมอโศกมีตลาดไม่มาก แต่ที่ผลิตเยอะ ที่ราชธานีอโศก ผลิตกสิกรรมได้เยอะ ทางอุตสาหกรรมยังไม่ได้มาก ตลาดก็ทำตลาด ซึ่ง ชื่อว่าจะให้เป็นการตลาดและสถานที่ศึกษารวม โรงหนึ่งเป็นเฮือนตลาด ตอนนี้ก็จะกลายเป็นสถานที่ผลิต เป็นสถานที่แปรรูป อาตมาก็ว่า มันควรเป็นโรงแปรรูป ได้สิ่งที่แปรรูปก็เอามาขาย ส่วนที่ขายเป็นเฮือน สวน. ไม่ได้กั้นห้องเท่าไหร่ตอนนี้ แต่เรือเราก็มีให้เป็นสถานที่ขาย เราก็มีให้พักได้ด้วย ก็มีเรือพวกนี้ เป็นร้านขายก็ทำไว้ มันก็ยังมีอยู่ ในบ้านราชฯจะมีสถานที่ ทั้งผลิต การค้าขาย โรงเรือน โรงเรียนศึกษา ตอนนี้ให้เปิดสร้างบ้านได้หลายเฟส แต่ไม่ค่อยไปอยู่กัน แต่ใจคนก็รู้ว่ามันเป็นสิ่งที่ดี เราก็มีทุนร้อนจะไปสร้าง แต่ก็ตะลอนไปเที่ยวกันหมด ก็เลยไม่ได้ศึกษา แต่ถ้ามารวมกันมันจะเกิดการซึมลึกเข้าหากัน ข้าวมีกิน ดินมีเดิน ตะวันมีส่อง ...พี่น้องมีเสร็จ เห็ดมีเก็บ ป่วยเจ็บมีคนรักษา ที่ริมฝั่งน้ำมูลมีสถานที่ดูพระอาทิตย์ขึ้นพระอาทิตย์ตกเรียบร้อย ดูฟรี เห็นพระอาทิตย์ขึ้นก่อนใคร ที่นี่มีอากาศหวานกว่าสวิตเซอร์แลนด์ พี่น้อง fraternity เราใช้คำว่า ญาติธรรมหรือมีภราดรภาพ อาตมานิยาม เป็นพี่เป็นน้องคือ คนที่พึ่งเกิดแก่เจ็บตายกันได้ นั่นคือพี่น้อง ญาติธรรม คนที่คลอดตามกันมาเป็นพี่น้องทางสายเลือด แต่พึ่งเกิดแก่เจ็บตายกันไม่ได้ก็ไม่ใช่พี่น้อง จะเป็นคนเชื้อชาติไหนก็ตามที่ไหนก็ตามมารวมกัน แต่พึ่งเกิดแก่เจ็บตายกันได้อย่างนี้ คือนิยามของความเป็นพี่น้องที่แท้จริง อโศกเราได้ทำมาจริงๆ ทำด้วยความเต็มใจคนละไม้คนละมือ แล้วตายเผาเสร็จก็จบ แก่ ก็ช่วยกันดูแลไป เราไม่ได้เป็นคนแก่ ออเซาะ พึ่งพาตนเองได้ จนต้องห้ามไม่ให้ช่วยทำงาน คนแก่เราใจถึงจริงๆ พวกเราไม่อยากเบียดเบียนใครด้วยใจจริง เป็นสัจจะที่ไม่ได้แกล้ง..ทำด้วยความจริงใจ แต่ระวัง over ต้องทำอย่างสมเหมาะสมควร เรามีลักษณะมีพฤติกรรมที่เป็นจริง เป็นความจริงที่น่าพอใจที่สุดแล้ว จริงใจ บางคนอาจจะฝืนใจตามกิเลสที่มีบ้าง แต่เขาก็รู้ว่ากำลังฝืนกิเลส แต่ทำไมฝืนกิเลสแล้วมันก็จะรู้ ทำอย่างเต็มใจพอใจอย่างดี มันก็จบ ไม่ได้ต้องการอะไรตอบแทน ไม่ได้มาเอาดีเอาเด่น ทำอย่างจริงใจ แล้วจะเอาอะไร พูดหมดแล้ว ของเราเป็นอย่างนี้จริง ทุกวันนี้ก็ดูดีขึ้น น้ำใสสะอาด อากาศหวาน อาหารก็ไร้สารพิษ จะกินจะอยู่ก็พยายามดูแลช่วยกันรักษาไม่ให้เน่าเหม็นไม่ให้สกปรก มีมากขึ้นก็แจกจ่ายเจือจาน ขายบ้าง ถ้าเราได้ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน สังคหะ มันดีที่สุดเราก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไรแค่นี้ก็พอ จริงๆ คนที่เดือดร้อนไม่มีอะไรมาที่เรา เราก็ให้เขาจริงๆไม่ได้เอาอะไรจากเขา ถ้าคุณพอมีพอเหลือก็อย่าขี้เหนียวนัก เรารับเพื่อให้คุณหัดให้เสียบ้าง อะไรวะ เอาแต่หวงแหน เท่านั้นเอง ใจเราพอ เราก็เอามาแจกจ่ายต่อ สัจจะมันก็วนอยู่ตรงนี้ ที่อาตมาพาทำ ที่เมืองหลวงก็เป็นสันติอโศก หรือที่ปฐมอโศก หรือไกลไปทางอีสานมีหลายแหล่ง ราชธานีอโศก ศีรษะอโศก ศรีโคตรบูรณ์อโศก หินผา ฟ้าน้ำ เป็นต้น สิ่งเหล่านี้เป็นพฤติกรรมสังคมมนุษย์ อาตมาเข้าใจและฉลาดตามภูมิปัญญาก็พามาช่วยกันทำ ทำเสร็จแล้วจะเป็นรูปสังคม ที่มีพุทธพจน์ 7 มีจิตและมีวัตถุสูงสุด เป็นรูปวัตถุสูงสุดคือเอกีภาวะ 1. สาราณียะ (รู้จักระลึกถึงกัน คำนึงถึงคนที่ควรเอื้อ) 2. ปิยกรณะ (รักกันสัมพันธ์ดี-ปรารถนาดีต่อกัน) . 3. ครุกรณะ (เคารพกัน รู้จักฐานะ รู้จักคุณวุฒิ) 4. สังคหะ (สงเคราะห์เกื้อกูลช่วยเหลือกัน) . . . 5. อวิวาทะ (ไม่วิวาทแตกแยกกัน) . 6. สามัคคียะ (พร้อมเพรียงกัน มีพลังรวมยิ่งใหญ่) . 7. เอกีภาวะ (เป็นปึกแผ่น มีน้ำหนึ่งใจเดียวกัน) (โกสัมพีสูตร พตปฎ. ล.22 ข.282-283) เอกีภาวะ เป็นทั้ง ความสงบเรียบร้อยและมีพลังสร้างสรรค์ได้มาก สองนัยยะ อยู่ในคำว่า เอกีภาวะ เป็นสุดยอดแล้ว ในพุทธพจน์ 7 ที่จะรู้ความหมายของ 7 คำนี้เป็นสังคมที่ มีจิตใจเป็นประธานของอาการทั้ง 7 อย่างนี้ เป็นอาการของพลังงานจิตทั้งนั้นที่สุดยอดแล้ว อาตมาว่า เป็นการศึกษาที่เป็นทฤษฎีเป็นหลักวิชาที่ใหญ่ที่สุด ทำให้ได้ดียิ่งยิ่งเท่าไหร่ นั่นแหละคือสังคมตัวอย่างของโลก อาตมามั่นใจว่าชาวอโศกทำอยู่ ดีกว่านี้ยังได้อีกไหม ก็ได้ เป็นคำตอบที่ถูกต้องได้แน่นอน ถ้าอันอื่นดีเท่ากัน อันอื่นดีกว่าเราด้วย เราก็ไม่ต้องดีกว่าอีก ตอนนั้นจะเป็นขีดความพอ ตอนนี้ยังไม่ทัน ยังไม่พอ ยังต้องทำอีก ทำเข้าไปเถิด จำหน่ายได้เพราะของเราของดี ของฟรี ให้สดๆเลยไม่มีเงินเชื่อ สบายจะตายไป ตอนนี้เรามีโรงเรือน เรามีความรู้ เรามีโครงการ รอแต่บุคคลจะมาช่วยกัน มาเถิดมาอย่าช้าอยู่ไหนรีบมา … ทำไมให้ไปคว้ามีดพร้าจอบเสียม ถ้าคุณไปกลางดงไม้ ถ้ามีมีดพร้ากับคอมพิวเตอร์ จะเอาอันไหน ต้องเอามีดพร้าสิ สังคมที่พวกเราพากันทำเป็นสังคมที่น่าทำและเป็นตัวอย่างอย่างยิ่ง ใครจะมาช่วยกันทำก็จะได้ถือว่าเป็นรุ่น 1 ตอนนี้ยังไม่มีรุ่น 2 เพราะว่าหลายเฟสยังไม่เต็มนะ ยังต้องการคนมาช่วยกัน ที่อาตมาพูด เหมือนพูดเล่น เพ้อเจ้อ แต่เป็นเรื่องจริง คนที่ไม่เอาสมบัติส่วนตัวแล้ว แต่ไม่ใช่เป็นคนจนที่ไม่ทำอะไร คนไม่มีสมบัติส่วนตัวได้มีสมบัติเหลือกินเหลือใช้ พอกินพอใช้จนกระทั่งสะพัดให้แก่คนอื่นที่ไม่ใช่พวกเราได้จริงๆด้วย ไม่ใช่เป็นการเพ้อเจ้อ แม้จะขายก็ขายให้ขาดทุน จะได้ช่วยคนอื่น ไม่ว่าจะขายขาดทุนเราก็ไม่เดือดร้อนไม่ได้เป็นหนี้ใคร ไม่ได้ไปเอาของใครมาเป็นของพวกเราเองทั้งนั้น ใครมีแรงกินก็กินไป ตั้งแต่ในหลวงท่านตรัสว่า “เศรษฐกิจพอเพียง” อาตมาฟังแล้วก็ซาบซึ้ง “มาอยู่อย่างคนจน” ก็ซาบซึ้งอีก เราชัดเจนว่าเรามาจนจริงๆ จนคือไม่ต้องสะสมเป็นของเรา นี้เป็นของเราเลย แต่เรามีความขยันและสมรรถนะก็ทำไปอย่างจริงใจ ทำไม่ไหวเราก็พัก ถ้าทำไหวเราก็ทำ ถึงเวลาควรจะพักก็พัก ถึงเวลาตายแล้วก็ตาย เป็นสังคมที่อาตมาว่า ไม่มีอะไรจะมาอธิบายสังคมที่เหนือชั้นกว่านี้แล้ว เอาหลักพระพุทธเจ้าเป็นตัวยืนยัน ถ้าคนมีพุทธพจน์ 7 คนจะอยู่รวมกันมีพฤติกรรม 1. เข้าไปตั้งกายกรรมประกอบด้วยเมตตา ทั้งลับ-แจ้ง . 2. เข้าไปตั้งวจีกรรมประกอบด้วยเมตตา ทั้งลับ-แจ้ง 3. เข้าไปตั้งมโนกรรมประกอบด้วยเมตตา ทั้งลับ-แจ้ง 4. แบ่งปันลาภผลให้กับเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย (ลาภา ธัมมิกา - มีลาภตามธรรมแห่งสาธารณโภคี) . . 5. มีศีลเสมอสมานกันกับเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย (สีลสามัญญตา) 6. มีความเห็นเสมอสมานกันกับเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย . (ทิฏฐิสามัญญตา) . . (ล.22 ข. 282-283) ไม่ต้องสุขต้องทุกข์อะไรไปกว่านี้แล้ว นอกนั้นก็ช่วยคนอื่น ชีวิตก็มีแต่เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น ไม่ใช่แค่คนเดียว ไม่ใช่ 10 หรือ 20 แต่เราก็เป็นที่พึ่งของคนอื่นได้ ไม่ใช่แค่ภาษา แต่ได้เท่าที่เรามีแรง ความรู้ความสามารถจะได้กระทำ เกิดแรงงานเกิดผลผลิตสะพัดช่วยกันไป เราก็ไม่หมด อาตมาถึงสรุปว่า ทรัพย์สมบัติคืออะไร...คือสมรรถนะ กับความขยัน ทรัพย์สมบัติของคน คือความรู้ ความสามารถ และความขยัน นี่คือทรัพย์สมบัติ ที่ไม่มีวันหมด ตกน้ำไม่ไหลตกไฟไม่ไหม้ ใครแย่งเอาไปก็ไม่ได้ ความรู้มันเป็นของเรา ความขยันมันเป็นของเรา สมรรถนะความสามารถมันเป็นของเรา เราลงแรงลงมือทำเมื่อไหร่ มันก็เกิดผลตามมา มันไม่จบ นอกจากเราจะหมดแรง คิดอะไรไม่ออกแล้ว ประสาทเราเสีย ความรู้ ก็ใช้ไม่ได้ ก็แล้วแต่ว่าเมื่อไหร่จะเอาไปเผา ตอนตาย หากไม่ตายก็เผาไม่ได้ ใช้อะไรไม่ได้ก็เลี้ยงดูกันไป แม้แต่สัตว์ที่ไม่มีประโยชน์อะไรต่อเรา เราก็ยังช่วย แต่คนที่เคยมีประโยชน์ต่อกันและกันและสังคม เคยช่วยเหลือเรา ถ้าไม่เลี้ยงดูได้ยังไง พระสารีบุตรบอกว่า ราทะพราหมณ์เคยใส่บาตรเราทัพพีหนึ่ง ท่านไม่มีอุปกรณ์บวช พระสารีบุตรก็หาให้ แม้แต่ของที่หาให้จะแพงกว่าข้าว 1 ทัพพี คนที่มีจิตไม่ได้คิดว่าเราขาดทุนหรือกำไร เราเสียเปรียบหรือเราได้เปรียบ ถ้าเรามีประโยชน์แก่ใครได้มากเท่าที่จะทำได้ตามวิสัยที่ควรทำ เราก็ทำ มันจะเสียหายอะไร เราก็ไม่เดือดร้อน เขาก็ไม่เดือดร้อน ควรจะได้ในสิ่งที่ควรทำช่วยกันไป นี่คือแนวคิด ความรู้คือสิ่งที่มนุษย์ทำได้จริง มันก็เป็นสังคมที่สุดยอด อาตมารู้เช่นนี้ แล้วจะบอกว่ายกย่องคุยตัวเอง แล้วมันดีไหมล่ะ ถ้ามันดีก็จบ ถ้าไม่ดีคุณก็ไม่ต้องทำตาม คนที่เห็นดีด้วยก็มา มาช่วยกันทำ คนที่ทั้งรู้แล้วฝึกฝนทำได้ ทำจริง ทำอยู่ บอกคนอื่นต่อ อธิบายต่อไป ก็จบแล้ว ทำเป็น รู้ แล้วทำจริง แล้วบอกต่อ ก็จบแล้วนี่ เสร็จแล้วก็ขยายผลไป 1.รู้ 2.ทำ 3.รู้กับทำให้จริง 4. ก็ให้คนอื่นรู้ตามแล้วทำตาม ต่อจากนั้นก็เป็น 5 6 7 สองเส้าก็เกิด 8 9 คือ 6 ไปร่วมกับ 1 ก็เกิดสามเส้าเป็น 9 เป็น 10 เป็น 11 ไปอีก คือสัจจะที่ใช้ภาษาอธิบายความ มนุษยชาติจะมีพฤติกรรมมีความรู้ทำได้อย่างนี้ อาตมาก็ว่าเก่งเท่านี้ทำได้เท่านี้
600430_วิถีอาริยธรรม สันติอโศก สังคมบวร บ้าน-วัด-โรงเรียน