แยกกายแยกจิตได้จึงเป็นพระอรหันต์.docx
เนื้อหาในไฟล์
แยกกายแยกจิตได้จึงเป็นพระอรหันต์ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง อธิบายให้เห็นว่า มันต้องอ่าน อาการ ลิงค นิมิต อุเทส ของความเป็นอุตุนิยามว่าคืออย่าง เอาตัวอย่างที่เล็บ ผม ขน หนัง เอามาอธิบายยากกว่าเล็บ เล็บที่ยาวออกมาพ้นปลายประสาทแล้วติดกับเราอยู่ก็เป็นพีชนิยาม ไม่มีเวทนา ไม่เจ็บ แต่เล็บที่ติดกับเส้นประสาทเป็นจิตนิยาม เล็บ ที่ยาวออกมาอันนี้แหละนับเป็น กาย แต่เป็นชีวะนะ ในชีวิตเราต้องทำให้เกิดอาการจิตที่เป็นพีชะ มันไม่มีความสุขความทุกข์ไม่มีบาปไม่มีบุญ เป็นเวทนาที่ไม่สุขไม่ทุกข์ เป็นเวทนา 1 นี่แหละคือทางนิพพานที่จะปฏิบัติ เข้าใจตรงนี้ให้ได้ทำจิตให้เป็น พีชะ ให้ได้ แล้วสามารถทำให้เป็นพีชะได้ก็ทำให้เป็นอุตุได้ ทำได้ในการปฏิบัติกรรม ทำให้เกิดธรรมะ ให้เกิดสัมมาทิฏฐิให้ได้ แล้วก็ปฏิบัติตามศีลสมาธิปัญญา หรือศีล อปัณณกปฏิปทา 3 แล้วจะเกิด สัทธรรม 7 ศรัทธา หิริ โอตตัปปะ พหุสัจจะ วิริยะ สติ ปัญญา วิริยะ สติ ปัญญา เป็นกองหนุนช่วยพหูสูต คุณจะปฏิบัติให้เกิดความรู้ความเห็นความเชื่อให้เกิดศรัทธา มันจะต้องรู้จิต เจตสิก รูป นิพพาน เกี่ยวข้องกับอะไรต่างๆ แต่ก่อนเรามีอวิชชาโง่มาตลอดเลย โง่อย่างไรคือ โง่ไปสร้างอัตตา สร้างภพชาติ หรือทำให้กิเลสมันโตไม่รู้จักจบ โง่จริงๆ จนกระทั่งมารู้ทันว่า เราเองเราปฏิบัติมาอย่างไม่ถูกต้องสักทีตอนนี้รู้แล้วคืออะไรสัมผัสภายนอกภายในและเกิดจิตเกิดกิเลสอยู่ตรงนี้ให้ได้ อ่านกิเลสให้ได้ แล้วก็หลงให้กิเลสอยู่กับมันปรุงแต่งอยู่กับมันอีกนาน ทำไมเราถึงโง่ดักดานอะไรอย่างนี้นะ โง่นานโง่หนัก ผู้ใดที่ฟังธรรมจากสัตบุรุษจากพระโอษฐ์ของพระพุทธเจ้าหรือผู้เป็นครูที่มีสัมมาทิฏฐิ รู้ความจริงอันนี้แล้วเข้าใจความจริงอันนี้ ก็จะรู้สึกว่า โอ้โห ความจริงมันเป็นอย่างนี้หรือ เราทำไมมันไก
อ่านต่อ
ลจากความจริงจังเลย แล้วทำไมไม่อายเลย ไปขม้ำทุกอย่าง โลกธรรม กามคุณ อัตตามานะ ยศชั้นสรรเสริญ โง่มาเต็มรูปแบบโง่เต็มสภาพ ก็รู้ว่าตัวเองนี่เนาะ ท่านผู้รู้มาบอกความจริงให้ ถ้าผู้ใดเกิดจิตจริงๆเลย แล้วละอายเกิดความเคารพอย่างแรงกล้าละอายท่านจริงๆเลยว่าท่านเอาสัจธรรมมาพูดมาเปิดเผย จะกลัวท่านว่า ท่านรู้นะว่าเราโง่จริงๆแต่เราไม่รู้ จะเกิดความละอายความเกรงกลัวต่อท่าน แต่นี่นะไม่รู้จักสัตบุรุษ เอาพระพุทธเจ้ามาทั้งองค์ ขนาดสัตบุรุษที่ตื้นกว่าพระพุทธเจ้ายังไม่รู้จัก หรือผู้ที่มีสัมมาทิฏฐิบอกธรรมะอย่างชัดเจนก็ไม่เชื่อว่าเป็นสัตบุรุษ คุณก็ไม่รู้ คุณก็ไม่เชื่อ คุณเชื่อที่คุณโง่คุณไปยึดหรือยังติดอยู่นั่นแหละ คุณก็เชื่อของคุณอยู่นั่นแหละ ถ้าคนรู้ตัวเองว่าเมื่อไหร่ตัวเองนี่แหละ ทำไมเราโง่ดักดานโง่นาน โง่ลึก เพิ่งจะรู้ขึ้นมาว่าท่านผู้นี้ควรเคารพ ท่านผู้นี้มีความจริงเรานี่มันน่าอายจริงๆดีไม่ดีก็เคยว่าท่านดูถูกท่านข่มท่านซะอีก มันจะรู้ตัวจริงๆเลยคนสำนึก สู่แดนธรรม... การจะเกิดหิริโอตตัปปะต้องเกิดด้วยปัญญาใช่ไหมครับ พ่อครูว่า... ใช่ต้องอาศัยปัญญาจึงเกิดได้ ทีนี้ปัญญาอธิบายไปก็ยังเขียนอยู่ไม่รู้จบ หิริโอตตัปปะ เป็นเทวธรรม เป็นสิทธิ์ของผู้เจริญ ผู้ที่มีจะมีความละอายผู้ที่เคยตำหนิอัตโนมัติเมื่อรู้ตัวจะเกิดความละอาย ยิ่งมาทำข่มเบ่งอาตมาไว้ก็จะยิ่งละอายจัดอย่างแรงกล้าเลย ถ้ามีจิตที่มันเกิดปฏิภาณปัญญาจริงๆสำนึกเลย แต่มันไม่ง่ายนะ คนที่จะมารู้ตัวจะสำนึกจะเข้าใจในสิ่งที่ถูกต้องมันบังคับกันไม่ได้เลย ต้องใช้ทั้งระยะเวลาด้วยซึ่งน่าสงสารจริงๆ อาตมาก็ได้จะพูดคำนี้ไม่รู้จะพูดคำไหน เพราะเห็นว่าท่านจะไปวนเวียนอยู่ในวัฏสงสารอีกนานมากมาย เห็นสังสารวัฏที่ท่านจะต้องตก อยู่ในวงบาป วงวนวัฏฏะต้องไปหมุนเวียนอีกเยอะ โดยเฉพาะไปตำหนิพระอริยะมีบาป 11 ประการ ตำหนิสัตบุรุษตำหนิพระพุทธเจ้าจะเป็นอย่างไร เป็นอนันตริยกรรมอย่างไร นี่เป็นสัจจะที่ไม่ได้มาขี้ตู่นะ ถ้าท่านเกิดสติแล้วเอาไปตรึกตรองเกิดสำนึกจนรู้จริงๆ จริงนะจะเป็นกุศลอย่างยิ่งจะเป็นสุดความประเสริฐ ที่ทำให้เกิดการตื่นรู้ตัวเองขึ้นมาได้จริงๆ ไม่งั้นจะจมอยู่ในวัฏสงสารน่าสงสารเห็นอยู่ในวัฏสงสารเห็นว่าท่านไม่รู้จักเวทนาไม่รู้จักความรู้สึก ไม่เข้าใจความสุขความทุกข์มันเป็นตัวสุดท้าย ไม่รู้จมอยู่ในความสุขที่เนียนจมอยู่ในโลกธรรมในลาภยศสรรเสริญโลกียสุข อยู่ในกามคุณ 5 อยู่ในอัตตา สุขในอัตตามานะ เนียนนะ สุขในโลกธรม สุขในรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสเนียนแต่ไม่รู้ตัวได้ง่ายหรอก คนจะไม่รู้ตัว ว่า ความทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป ฟังพระอรหันต์ทุกองค์ท่านก็บอกว่าทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้นทุกข์เท่านั้นที่ตั้งอยู่ทุกข์เท่านั้นที่ดับไป ท่านก็จะรู้ในพยัญชนะแต่ไม่รู้ลึกซึ้งเข้าไปถึงความหมายสภาวะ ท่านก็เสวยสุขโดยไม่รู้ตัว โดยท่านไม่รู้ตัวว่าท่านจมอยู่ในความสุข สุขมันเนียนไปด้วยลาภสักการะสรรเสริญ เนียน แม้แต่เนียนหลงไปในความรู้ต่างๆหรือพวกที่หลงไปทางสมถะ นั่งหลับตาก็เป็นความสุขจริงๆ มันถูกต้ม ถูก เดียรถีย์ ถูกผีถูกมารมันต้มจนสุก. หลับตาไม่มีทางบรรลุธรรมพระพุทธเจ้าเลย พระพุทธเจ้าแท้ๆยิ่งใหญ่ ก็ยังต้องตรัสรู้ความรู้ด้วยการเกิด มีจักษุ ปัญญา ญาณ วิชชาแสงสว่าง ตื่นอยู่กับแสงสว่างที่มีโลก อาโลก มีแสงสว่าง แล้วต้องมีตา จักขุมาปรินิพพุโพติ ไม่ใช่ไปหลับตาบรรลุนิพพาน จักขุมาปรินิพพุโพติ คือบรรลุนิพพานอย่างลืมตามีจักษุญาณปัญญาวิชชาแสงสว่าง ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้อันนี้ในธัมมจักกัปปวัตตนสูตร เริ่มแรก ตรัสรู้ก็ตรัสรู้ด้วย จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา อาโลก พูดเท่าไหร่เขาก็ไปนั่งหลับตาดำมืด มันไม่มีการตรัสรู้ในการหลับตาอย่างนั้น หลับตาก็ทำให้ตาบอด ปิดหูก็ทำให้หูหนวก ก็มีสูตรยืนยันชัดเจน ขนาดเขาเรียบเรียงเก็บมาเป็นพระไตรปิฎกทั้งนั้น เขาก็อาจจะรู้สึกสะดุดใจ ทำเป็นพระสูตรเก็บไว้ ไปนั่งหลับตามันผิด ทำให้ไม่รับรู้ทำให้ไม่ได้ยินเสียง ตาอย่าได้เห็นรูปหูอย่าได้ยินเสียง ก็บอกว่าไปทำให้คนตาบอดหูหนวกสิ ผู้ที่ได้ฟังอย่างนั้น อุตรมานพ ก็นั่งคอตกซบเซา 640806_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ตอบปัญหาพาละความกินดีอยู่ดีที่เป็นบาป