คนที่แสวงหาการกินดีอยู่ดีนั้นเป็นอยู่ด้วยบาปอย่างไร.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์12 KB
วันที่แก้ไข6 สิงหาคม 2564

เนื้อหาในไฟล์

คนที่แสวงหาการกินดีอยู่ดีนั้นเป็นอยู่ด้วยบาปอย่างไร _"คนผู้เกิดมาเพื่อแสวงหาการกินดีอยู่ดี ผู้นั้น คือ ผู้มีชีวิตอยู่ด้วยบาป ด้วยความฉิบหาย" ..คือโศลกธรรมของ พ่อครูสมณะโพธิรักษ์ มีผู้ได้อ่านแล้ว ให้ความเห็นแย้งและสงสัยมา กราบนิมนต์พ่อครู ช่วยไขความให้กระจ่างด้วยครับ _คุณวัลลภ ท่าซู (Wanlop Tarzu) : สับสนครับ บาปอย่างไรครับ ขอคำอธิบายขยายความครับ _คุณน้ำหวาน สีแดง : ก่อนติดป้ายควรคิดให้ดีๆๆ นี่คือการมองที่คับแคบมุมเดียวมุมตัวเองเท่านั้นถูก คนทำดีช่วยคนอื่น ปฏิบัติธรรมได้ แค่มีสัมมาชีพ มีอีกมากมาย ก็น่ายกย่องแล้วนะ พ่อครูว่า... ไม่ใช่คับแคบแต่เป็นการมองสาระตีกรอบสาระให้รู้กัน แต่คนมันเลอะเทอะมากกว่า อาตมาพยายามสรุปให้เข้ากรอบความถูกต้องให้ฟัง เขาก็มองว่าคับแคบมองมุมเดียว ก็มองมุมเดียวที่เป็นสัจจะเป็นมุมที่ถูกเป็นสัจจะ สัจจะจะไปมีมากมายเลอะเทอะได้อย่างไร ติดตามฟังธรรมให้ดีๆ ถ้าหากอาตมาไม่มั่นใจว่าตัวเองถูกผู้เดียว อาตมาไปมองว่าคนนั้นคนนี้ถูก อาตมาก็ยังสับสนอยู่ (พ่อครูไอตัดออกด้วย) สมณะเดินดิน... ก็เห็นใจคนที่ไม่เข้าใจ คำพูดโลกุตระคนจะเข้าใจได้ยากหน่อย พ่อครูว่า... หากอาตมาไม่มั่นใจว่าอาตมาถูกผู้เดียวในยุคนี้อาตมาจะไม่พูดเข้มพูดเน้นอย่างนี้หรอก อาตมาบอกว่าไม่มีใครจะรู้โลกุตรธรรมแล้วในยุคนี้ (พ่อครูไอตัดออกด้วย) ยุคนี้มีอาตมาเกิดมา นำโลกุตระกลับคืนมาเพียงผู้เดียวจึงเป็นไก่ตัวพี่ ไม่ได้พูดอย่างเผินๆ แต่พูดอย่างคมชัดแม่นอย่างที่ตนเองเข้าใจไม่ได้พูดเลอะเทอะ ตั้งใจฟังให้ดีๆ คุณยังเข้าใจสัมมาอาชีพของพระพุทธเจ้าที่เป็นสัมมาอาชีวะ 5 ไม่ได้หรอก สัมมาอาชีพที่คนเข้าใจ พ้นกุหนา ลปนายังยาก อาชีพทุกวันนี้ ทั้งมีความขี้โกงและหลอกลวงอยู่ในนั้น แต่คนไม่รู้หรอกว่าตนเองมีความ

อ่านต่อ

ขี้โกงและหลอกลวงอยู่ในนั้น สัมมาอาชีพสูงสุดนั้นคือทำงานฟรีเสียสละไม่เอาสิ่งตอบแทน ลาเภนลาภังนิชิคิงสนตา ศึกษาให้ดีๆ คุณว่าอาตมามองแคบแต่อาตมาว่าได้มองกว้างมองลึกมองครบได้หมดคุณต่างหากรู้ไม่ทันอาตมา แล้วก็มองว่าอาตมามองแต่มุมแคบมุมเดียว เพราะคุณไม่มีความรู้หลายมุมอย่างที่อาตมาพูด อาตมาพูดกว้างลึกหมดก็หาว่าอาตมามองมุมเดียวอีก คุณไม่รู้เลยว่าอาตมาพูดอะไรสรุปแล้วยัง ตั้งใจฟังให้ดีๆนะมาพูดความจริงไปเพราะมีเวลาน้อย ไม่ได้ไปข่มไปดูถูกคุณ _คุณมิ โซ (Mi So) : บาปยังไงคะ ถ้าเขาเกิดมาได้กินดีอยู่ดีหรือเกิดมามีอันจะกิน อันนี้หมายถึงพวกที่โกงเงินคนอื่น หรือหมายถึงพวกที่โกงกินบ้านเมืองคะ งงค่ะ _คุณแอ๊บบัส อัททา (Abbas Atta) : คนที่เกิดมาลำบากยากจน อดทนทำงาน และค่อยๆ เก็บเล็กผสมน้อยบากบั่น ด้วยความเพียร มาเกือบทั้งชีวิต จนลืมตาอ้าปาก พอมีกินมีใช้ ไปจนถึงร่ำรวยได้ เค้าผิดด้วยงั้นหรือ? ในเมื่อสิ่งที่เค้าแสวงหามาปรนเปรอตนเองนั้น มาจากความยากจนและตรากตรำลำบาก ด้วยน้ำพักน้ำแรงตัวเค้าเอง? _คุณโก๋แนน ครับผ๊ม...ดูแล้วท่านกำลังสับสนจะเป็นพระหรือจะเป็นทหาร พ่อครูว่า... ฟังแล้วสับสนจะไม่เข้าใจอาตมาเห็นตรงกันข้ามเห็นแย้งก็ดีส่งข้อความมาตามมาก็ขอบคุณทุกคนที่ส่งความเป็นอย่างนี้มา อาตมาก็ขออธิบายโดยรวมว่า ธรรมะของพระพุทธเจ้าเป็นโลกุตรธรรม ซึ่งเป็นเรื่องของสัจจะ ที่เหนือโลกียธรรม โลกียธรรมเขาจะอธิบายแต่เรื่องดีเรื่องชั่ว แล้วก็พยายามปฏิบัติให้มันได้แต่ดี อย่าทำชั่ว เขาเข้าใจแค่นั้นซึ่งเป็นโลกียธรรม ชั่วของเขาก็แคบๆ เขาว่ากว้างอย่างโลกียแต่ความจริงแล้วมันก็แคบวนอยู่อย่างเก่า วนอยู่กับดีและชั่ว สูงสุดความดีก็ได้ตำแหน่งศาสดา แล้วศาสดาก็ไม่เที่ยงเสื่อมลงไป ลงมาต่ำอีก โดยลืมตัว ซึ่งมันซับซ้อนพวกนี้เป็น อจินไตย แล้วก็ปรับตัวขึ้นไปใหม่ก็วนอยู่กับความดีและความชั่ว สัจจะของพระพุทธเจ้านั้นไม่ใช่พระพุทธเจ้าตรัสรู้แค่ดีและชั่ว ดีกับชั่วนั้นศาสดาในๆเขาก็รู้ ซึ่งตามความดีที่ไม่เหมือนกันสมมุติไม่เหมือนกันเสียทีเดียวด้วย แต่สิ่งที่เป็นสัจจะหนึ่งเดียวนั่นคือความสุข อันนี้เป็นโลกุตระธรรมของศาสนาพระพุทธเจ้า ดีชั่วก็เรียนสำหรับศาสนาพุทธ แต่มาเรียนรู้ความเป็นจริงของจิตวิญญาณที่มันมีเวทนาสัญญาสังขาร รูป วิญญาณ ซึ่งเป็นความรู้ของพระพุทธเจ้าที่ตรัสรู้เรื่อง ขันธ์ 5 แล้วเรียนรู้ด้วยเวทนาสัญญาเจตนาผัสสะมนสิการ แล้วก็ปฏิบัติให้ตัวเองบรรลุแจ้งเรียนรู้ว่าเวทนาเป็นอย่างไรสัญญาเป็นอย่างไรสังขารเป็นอย่างไรเจตนาเป็นอย่างไรด้วยมี ผัสสะ กับมนสิการ การทำใจในใจให้ถูกต้องเป็นมนสิการอย่างถ่องแท้ลงไปถึงที่เกิดของกิเลส แล้วก็ฆ่ากิเลสได้ ต้องมีผัสสะเป็นสมุทัยมีเวทนาเป็นที่ประชุมลง ของเหตุปัจจัยต่างๆและปฏิบัติตรงนี้ ปฏิบัติที่เวทนา เวทนาเป็นกรรมฐานของศาสนาพุทธ เมื่อปฏิบัติที่เวทนาก็จะสั่งสมจิตเป็นสมาธิ สมาธิเป็นประมุขเป็นหัวหน้าของจิตวิญญาณต่างๆเป็นประธานของจิตวิญญาณ แล้วก็จะชัดเจนจะเกิดสติที่เป็นอธิปไตยเกิดปัญญาเป็นอุตระเกิดวิมุติ ผู้บรรลุอันนี้เสร็จก็เป็นอมตะบุคคล เป็นผู้ที่รู้หมดเลยในจิตเจตสิกต่างๆ ทำให้จิตเป็น เลิกเกิดเลิกมีเลิกเป็นสลายจิตเป็นอุตุนิยามเป็นดินน้ำไฟลมไปเลยหมดอัตตาหมดวิญญาณได้ นี่เป็นการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า สู่แดนธรรม... คำถามอย่างนี้เขาอยากทราบว่า การทำอย่างนี้จะเป็นบาป พ่อครูว่า... บาปคือมีกิเลส แล้วก็สั่งสมกิเลสเข้าไปในจิตสันดานนี่คือบาป บุญคือตัวที่ฆ่ากิเลสฆ่าความโง่ฆ่าสิ่งที่เป็นกิเลสอยู่ในสันดานของจิต ของตนเอง ถ้าได้จริงๆพอรู้จักหน้าตาของกิเลส อาการ ลิงค นิมิต อุเทส รู้ได้ด้วย อาการ ลิงค นิมิต อุเทส แล้วก็เรียนรู้ปฏิบัติด้วยหลักเรียกว่า System analysis ซึ่งมีเหตุนิทานสมุทัยปัจจัย แล้วก็มีผลสรุป ความรู้สมัยใหม่เขาก็ใช้เหมือนกัน แต่ของพระพุทธเจ้าใช้มาก่อนแล้วท่านเรียกว่าเหตุนิทานสมุทัยปัจจัยแล้วก็เป็นผลอันสุดท้าย หรือเป็นอิมแพค อย่างนี้เป็นต้น สิ่งเหล่านี้พระพุทธเจ้าท่านรู้หมดทุกอย่างแล้วก็พาทำหมดแล้ว ในพระไตรปิฎกเล่ม 10 ข้อ 60 ท่านตรัสไว้ ชัดเจนทุกอย่าง ตรงนี้เป็นหัวใจเล่ม 10 ข้อ 60 ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) ล.10 ข.60 ทำให้เวทนา 2 ให้เป็น 1 และทำ 1 ให้เป็น 0 ได้ คือทำจากเยอะแยกทำทีละคู่ ทำ 2 ให้เป็น 1 เลือกเอาสิ่งที่มันถูกต้องดีแท้แล้วควรจะเป็นจะมี เมื่อทำ 2 เป็น 1 ได้ คนนี้ก็ทำ 1 เป็น 0 ได้ ระหว่าง 1 กับ 0 ก็เป็น 2 อย่าง ก็ทำ 1 ให้เป็น 0 ได้ นี่แหละหัวใจแท้ๆของศาสนา อธิบายเป็นภาษาไทยเป็นสภาวะธรรมให้ฟังได้แค่นี้ อาตมาก็ไม่เก่งกว่านี้ สู่แดนธรรม... ผมเคยจำได้ว่าพ่อท่านเคยตอบไว้ คนที่แสวงหาความสุขทำไมเป็นบาป พ่อท่านตอบว่ามันเป็นการเบียดเบียนตน คนทั่วไปเข้าใจแค่ว่าต้องเบียดเบียนคนอื่นจึงเป็นบาป แต่เขาไม่รู้ว่าเบียดเบียนตนเองก็เป็นบาป พ่อครูว่า... เทวนิยมไม่เรียนรู้ตนเอง แม้แต่พระเจ้าก็ไม่รู้จักตัวเอง ไม่รู้จักอัตตาแล้วหลอกว่าอัตตาเป็นนิรันดรด้วย ก็เลยไปกันใหญ่เลย ทั้งๆที่ อัตตามันเป็นอนัตตา เข้าใจว่า อนัตตาเป็นอัตตา มันวิปลาส ศาสนาพุทธชัดเจนไม่ใช่รู้แค่ดีกับชั่ว ที่เป็นโลกียะ โลกุตระนั้นคือสุขทุกข์ รู้แจ้งรู้จริงในเทวฺ สุขทุกข์ นี่แหละคือความยิ่งใหญ่ในมหาจักรวาล เกิดมาเป็นจิตนิยามนี้อยู่กับสุขกับทุกข์นั่นแหละ ต้องมาเรียนรู้ว่าสุขกับทุกข์นั้นเป็นมายาเป็นอนัตตา ความสุขก็หลอกคนความทุกข์ก็หลอกคน ที่จริงแล้วสุขกับทุกข์มันอันเดียวกัน ดับความสุขได้ก็ดับความทุกข์ได้ดับความทุกข์ได้ก็ดับความสุขได้ แต่คนไม่เข้าใจหรอก จะบอกให้ดับความสุขมันไม่กล้าทำหรอกต้องบอกให้ดับความทุกข์ พระพุทธเจ้าเป็นอัจฉริยะเป็นผู้มีความฉลาด ให้ไปเรียนรู้ทุกข์ที่เป็นอริยสัจ แล้วพระพุทธเจ้าก็ยืนยันว่าสุขมันเป็น สุขขัลลิกะ เป็นเรื่องเท็จเป็นเรื่องหลอก เขาก็เข้าใจไม่ได้ว่ามันเป็นเรื่องเท็จเป็นเรื่องหลอกอย่างไร ก็มันไม่มีจริงๆมันหลอกให้คนติดคนยึดมันไม่รู้จักจบ จิตก็ติดอยู่อย่างนั้นเป็นอัตตานิรันดรอย่างนั้น แล้วยิ่งไปหลงความสุขว่าเป็นอัตภาพ มันเป็นอัตรานิรันดร อันนี้ก็เจ๊งกันไปใหญ่ หลงความสุขเป็นสุขนิยม สู่แดนธรรม... การกินดีอยู่ดี นั้นพ่อครูว่ามันเป็นการสะสมกิเลส พ่อครูว่า... การกินดีอยู่ดีนั้นมันเกิดการสะสมอัตตาตัวตน พยัญชนะคำว่าสบายนั้นสูงกว่าความสุขเยอะ สบายหรือสัปปายะ เป็นความเจริญจริง แต่ไม่เข้าใจว่าเป็นอันเดียวกัน ปรับความเข้าใจมันซ้อน คุณได้แทนเสวยสุข นึกว่าสบายสัปปายะ แต่มันเป็นฐานของภพชาติ อัตตา ศาสนาพุทธล้างอัตตา จึงเป็นเรื่องยากที่คุณจะเข้าใจ เพราะอัตตามันเป็นบาปเป็นความโง่มันติดในสันดาน ต้องล้างความโง่ในจิตสันดานออกให้หมด บาปนี้คือความโง่ บาปคืออวิชชา บาปนี้คือนรก ล้างบาปหมดบาป บุญก็ไม่ต้องทำหน้าที่เป็น ปุญญปาปปริกขีโณ เป็นภาษาที่ยากจะเข้าใจหมดบุญหมดบาป ถ้าเข้าใจบุญบาปหมดได้แล้วทำได้จริง คุณเป็นอรหันต์ แต่ถ้าคุณยังเข้าใจบุญมันจะหมดได้อย่างไร เอาล่ะพอได้ฟังได้ยินว่าบาปต้องเอาให้หมด ไม่ทำบาปอีก อาจจะเข้าใจอยู่ แต่ว่าบุญจะไม่เอาบุญไม่ทำบุญอีกไม่มีบุญอีกอย่างไร อย่างไรอย่างไรก็ยังยาก ที่คุณจะเข้าใจว่า บุญนี้เป็นเรื่องน่าเกลียดน่าชังมันเป็นเรื่องที่คนมีบุญอยู่จะต้องใช้บุญอยู่นั้นคือคนยังโง่คุณยังมีบาป เมื่อล้างบาปยังไม่หมดเมื่อใดคุณก็ต้องใช้บุญมาล้างมัน แล้วคุณต้องเข้าใจว่าพลังงานบุญเป็นพลังงานอย่างไร พลังงานบุญเป็นพลังงานที่ต่อจาก ฌาน 4 เป็นเพชฌฆาตมือสุดท้าย อาตมาอธิบายให้เข้าใจแต่เข้าใจได้ยาก ถ้าเข้าใจได้ง่ายก็เป็นอรหันต์กันหมดสิ แต่เขาเข้าใจอรหันต์เป็นแบบเดียรถีย์ เก๊ๆหลอกๆ หลงงมงายกันอาตมาก็พยายามบอกให้เข้าใจกัน ก็หาว่าหลงตัวเองไปข่มเบ่ง เพราะอันนั้นเขาถือว่าเป็นอรหันต์ทั้งเมือง ถ้าความรู้แบบอย่างนั่งหลับตาทำฌานทำสมาธิแบบพระอรหันต์หลับตา เดี๋ยวนี้ก็ยังหลับตาทำกันอยู่กันเต็มประเทศในวงการศาสนา มันก็เป็นอรหันต์กันเยอะแยะ อรหันต์จะไปมีทุกข์ร้อนอะไร ปฏิบัติตามพระพุทธเจ้าได้ เช่น ทำให้เกิดสาราณียธรรม 6 ทำให้เกิดวรรณะ 9 มันก็ต้องทำได้ แต่นี่คุณทำไม่ได้ แต่อาตมาพิสูจน์ธรรมะพุทธเจ้าว่าทำได้เพราะเรามีสาราณียธรรม 6 มีวรรณะ 9 นี่ไม่ใช่การอวดตัวอวดตน แต่เป็นเอหิปัสสิโกเชิญมาพิสูจน์ เชิญมาสำหรับผู้ที่แสวงหาความจริงมาศึกษา เชิญ 640806_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ตอบปัญหาพาละความกินดีอยู่ดีที่เป็นบาป

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน