สันโดษอันเป็นอาริยะละสรรเสริญ.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์9.65 KB
วันที่แก้ไข6 สิงหาคม 2564

เนื้อหาในไฟล์

สันโดษอันเป็นอาริยะละสรรเสริญ จรณะ 15 วิชชา 8 ก็ยังอ่านใน อัมพัฏฐสูตร อ่านต่อ

ให้มีศีลอันเป็นอาริยะ สำรวมอินทรีย์อันเป็นอริยะ มีสติสัมปชัญญะอันเป็นอริยะ มีสันโดษอันเป็นอริยะ ความสันโดษนั้นคือใจพอ ไม่ใช่ว่าพอใจในสิ่งที่ตนเองมีอยู่ ถ้าไปถามคุณธนินท์ เจียรวนนท์ว่าพอใจไหมในสิ่งที่ตนเองมีอยู่ เขาก็ต้องบอกว่าพอ แต่เขามีมากมายจนเกินจำเป็น ต้องมาสุดทางความลดลงน้อยลง ไปสู่ทิศทางโลกุตระ การจะเข้าใจทิศทางโลกุตระแล้วเอาไปปฏิบัติ พระพุทธเจ้าท่านเป็นตัวอย่างที่ชัดเจน ท่านมีสมบัติพัสถานท่านมีอำนาจมียศศักดิ์ ท่านมีอะไรต่างๆนานา แต่ท่านทิ้งหมดเลย มาทรงดำเนินด้วยพระบาทเปล่า นุ่งห่มผ้าด้วยผ้าห่อศพเอามาย้อมสี เป็นผ้าบังสุกุล ที่เขาทิ้งแล้ว แล้วก็ใช้พระบาทเปล่า ท่านมี โภคขันธาปหายะ ญาติปริวัตตังปหายะ มาสร้างสกุลใหม่เป็นตระกูลพุทธะ จนกระทั่งสิ้นพระชนม์ 45 ปีอย่างนี้เป็นต้น ท่านก็เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนเลย แต่เดี๋ยวนี้เป็นอย่างไรลูกศิษย์ลูกหา จากไม่เคยมีลาภยศก็มีลาภยศสรรเสริญยศชั้น แล้วมีความหลงสุขเนียนในโลกียสุข ได้รับสักการะสรรเสริญเนียนมาก อาจจะดูบางท่าน ท่านก็ไม่ได้สะสมลาภ ยศศักดิ์ให้ท่าน ท่านก็ยังต้องมี พยายามข่มจิต อย่าไปยินดีกับมัน แต่ก็รับมา ที่จริงแล้วจะไปรับมันมาทำไมก็ไม่เอาจริง บางท่าน เงินทองทรัพย์สินท่านก็ไม่เอา แต่เมื่อมายศศักดิ์ท่านทิ้งไม่ลง ยิ่งสรรเสริญสักการะ แกะไม่ออกเลย แล้วท่านก็เนียน มันเป็นความสุขที่ซ่อนอยู่ ไม่ใช่รู้ตัวง่ายที่จะรู้จักสุขทุกข์ พระพุทธเจ้ามีหลักการให้มาปฏิบัติศีลแล้วก็สำรวมอินทรีย์ ศีลเป็นหลักปฏิบัติถ้าปฏิบัติศีลข้อ 1 เกี่ยวกับสัตว์เกี่ยวกับมนุษย์เกี่ยวกับจิตนิยมทั้งหมดเกี่ยวข้องกันแล้วมันจะเกิดภาวะที่จะมีปฏิกิริยา ทั้งความรักและความชัง ความรักและคว

อ่านต่อ

ามดูด เป็นปฏิกิริยากันอยู่ ก็เรียนรู้กิเลสพวกนี้ให้ได้ ต้องชัดเจนเลยว่าจิตของเรายังมีแรงผลักแรงดูดแรงชอบแรงไม่ชอบ เกี่ยวข้องกับคนเกี่ยวข้องกับสัตว์ บางคนอาจจะดูว่าสัตว์เดรัจฉานต่างๆเราไม่เกี่ยวข้อง ดีไม่ดีถึงขั้นไม่กินเนื้อสัตว์แล้ว แต่เรื่องคน เกี่ยวกับคนทั้งหลายแหล่ มันลึกซึ้งมากมันมีกรรมวิบาก มันมีสิ่งที่จะต้องเผชิญกันอยู่ด้วยกันอะไรต่ออะไรไป แล้วก็จะต้องได้ยินได้ฟังได้รับกระทบทางตาหูจมูกลิ้นกาย ใจ รับรู้ แล้วก็ยังไม่รู้ว่า ผู้ที่เจตนาตำหนิ ผู้ที่เจตนาผู้รู้ตำหนิ ผู้รู้นี่คือผู้ที่ช่างตำหนิ พระพุทธเจ้าไม่สรรเสริญ ท่านตรัสชัดเจนเลยว่าสรรเสริญเป็นคำต่ำ คำสรรเสริญเป็นคำต่ำทราม พระไตรปิฎกเล่ม 29 ข้อ 606 คำว่า ก็ความสรรเสริญนั้นเป็นของน้อย ในคำว่า ก็ความสรรเสริญนั้นเป็น ของน้อย ไม่พอเพื่อสงบกิเลส ความว่า ความสรรเสริญนั้นเป็นส่วนน้อย ต่ำช้า นิดหน่อย ลามก สกปรก ต่ำต้อย เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ความสรรเสริญนั้นเป็นของน้อย. คำว่า ไม่ พอเพื่อสงบกิเลส ต้องรู้จักจรณะ 15 มีศีล แล้วก็ปฏิบัติอปัณณกปฏิปทา 3 ถ้าผู้ปฏิบัติไม่มี 3 ข้อนี้ สำรวมอินทรีย์ โภชเนมัตตัญญุตา ชาคริยานุโยคะ ต้องมีความระมัดระวังสัมผัสกับสิ่งต่างๆทางทวารทั้ง 5 โดยเฉพาะเครื่องกินเครื่องใช้ให้รู้จักการประมาณ มัตตัญญูตา เกี่ยวกับเครื่องกินเครื่องใช้อย่างสำคัญ เพราะกิเลสมันรวมอยู่ในเรื่องนี้จมเลย ถ้าเผื่อว่าเข้าใจในความเป็นโภชนะทั้งเครื่องกินเครื่องใช้แล้วเรียนรู้กิเลสที่อยู่กับเครื่องกินเครื่องใช้ การกินหรือการบริโภคเครื่องเอาไปเลี้ยงกายขันธ์ การอุปโภคก็เป็นเครื่องอาศัยใช้ภายนอกกับบริโภคคือเอาไปใช้ภายใน โดยเฉพาะเครื่องใช้ภายในนี้รู้ง่าย เรียนรู้ตั้งแต่ กวฬิงการาหาร ผัสสาหาร มโนสัญเจตนาหาร วิญญาณาหาร เรียนรู้ให้สัมมาทิฏฐิที่ถูกต้องจริงๆ คุณเป็นพระอรหันต์ได้จริงๆในการปฏิบัติในอาหาร 4 แต่เขาไม่ปฏิบัติหรอกไปนั่งหลับหูหลับตาไปนั่งท่องบ่นมนต์ สาธยายมนต์แสวงหาแต่ความรู้ที่เป็นบัญญัติเป็นปริยัติอะไรกันเต็มไปหมดไม่รู้จักจบ อาตมาก็ได้แต่สงสาร เมื่อไหร่จะมาเรียนรู้ถึงหัวใจของศาสนาพระพุทธเจ้าว่าปฏิบัติสิ สำรวมอินทรีย์ โภชเนมัตตัญญุตา ชาคริยานุโยคะ มืดอยู่นั่นแหละไม่ตื่นสักทีแล้วก็หลงความพร่ามัวว่าเป็นความสว่าง ที่จริงมันเป็นความมืดเป็นการตาบอดตาใส คนที่หลงปริยัติหลงบัญญัติหลงความรู้ ความรู้ของโลกมันไม่มีที่สิ้นสุดหรอก แสวงหาเท่าไหร่ก็ไม่มีความจบรวมเท่าไหร่ก็ไม่มีความจบน่าสงสารจริงๆไม่พยายามดูตัวเองจะออกตัวเองว่ามี อปัณณกปฏิปทา 3 ก็จะลดละกิเลสได้ตามสัมมาทิฏฐิ แต่ที่นี้สัมมาทิฏฐิก็ยังไม่ง่าย แม้แต่คำว่า สักกายทิฏฐิ แม้แต่คำว่า กาย คำแรกเลย ผู้รู้ทั้งหลายยังไม่สัมมาทิฏฐิเลยนะคำว่ากาย จะเข้าใจคำว่า กาย เป็นเพียงภายนอกเอียงไปทางวัตถุ แต่พระพุทธเจ้าท่านเน้นรายละเอียดไปทางนามธรรม ไม่ใช่เอียงข้างวัตถุนะ แต่ผู้ที่มิจฉาทิฏฐิจะนอนเอนไปทางวัตถุ ไม่เอาจิตก็ไปเกี่ยว กับกายด้วยซ้ำ กาย เขาเข้าใจว่าเป็นวัตถุล้วนเลยเป็นดินน้ำไฟลมอันนี้เป็นมิจฉาทิฏฐิ เพราะฉะนั้นแยกกายแยกจิตนี้เป็นตัวแรกของภิกษุที่อุปัชฌาย์จะต้องสอน ถ้าไม่เข้าใจการแยกกายแยกจิตออก คุณจะไม่มีทางมีนิพพานได้เลย เพราะว่าถ้าหากคนแยกกายแยกจิตออกโดยพระพุทธเจ้าท่านยกตัวอย่างให้ศึกษาจากผมขนเล็บฟันหนัง ซึ่งเป็นอวัยวะที่อยู่ข้างนอกแล้วสามารถเรียนรู้ได้ เมื่อใดมันเป็นอุตุ เมื่อใดมันเป็น พีชะ เมื่อใดมันเป็นจิต ทำอย่างไรกับมัน มันจึงจะเป็นอุตุ ทำอย่างไรกับมัน มันจึงเป็นพีช ทำอย่างไรจิตจึงจะเจริญจนถึงโลกุตระเป็นพระอริยะจนถึงเป็นพระอรหันต์ เขาก็ไม่ได้ศึกษาตรงนี้เลย เพราะฉะนั้นจึงไม่มีธรรมนิยาม 5 เมื่อไม่มีธรรมะนิยาม 5 แยกกายแยกจิตไม่เป็น เรียนให้ตายอย่างไรก็ไม่มีนิพพานไม่มีการบรรลุธรรมได้เลยในชาตินั้นๆ ไปเลยจะอายุ 200 ปี 500 ปีก็ไม่มีทางบรรลุ เรียนให้ตายก็ได้แต่ค้นคว้ารู้บัญญัติรู้ปริยัติมากขึ้นเท่านั้น ไม่เข้าหาปรมัตถ์จิตเจตสิกรูปนิพพานเลย 640806_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ตอบปัญหาพาละความกินดีอยู่ดีที่เป็นบาป

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน