06-บทที่ 2 7.pdf
เนื้อหาในไฟล์
บทที่ 2 เอกสาร และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การวิจัยครั้งนี้ ศึกษาผลการประยุกต์ใช้เทคนิคการกดจุดเส้นลมปราณที่แขนเพื่อลดอาการปวดคอ บ่าไหล่ของผู้เข้าค่ายแพทย์วิถีธรรมสวนป่านาบุญ 2 อ าเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช นี้ มีข้อมูลที่มีความจ าเป็นต่อการศึกษาเรื่องดังกล่าว ผู้วิจัยจึงได้ศึกษา สืบค้น และรวบรวมข้อมูล องค์ความรู้เกี่ยวกับเทคนิคการกดจุดเส้นลมปราณที่แขนเพื่อลดอาการปวดคอ บ่าไหล่ ของผู้เข้าค่ายแพทย์วิถีธรรมสวนป่านาบุญ 2 โดยมีการเรียบเรียงเอกสารรายงานการวิจัยที่เกี่ยวข้องดังนี้ 1. แนวคิดเกี่ยวกับกายวิภาคศาสตร์และสรีรวิทยา 2. แนวคิดเกี่ยวกับอาการปวดคอ บ่าไหล่ 3. แนวคิดเกี่ยวกับการกดจุดเส้นลมปราณ 4. แนวคิดเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพแนวเศรษฐกิจพอเพียงตามหลักการแพทย์วิถีธรรม 5. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง แนวคิดเกี่ยวกับกายวิภาคศาสตร์และสรีรวิทยา ความหมายของกายวิภาคศาสตร์และสรีรวิทยาของมนุษย์ กายวิภาคศาสตร์ (Human anatomy) หมายถึง เป็นวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวข้องถึงการศึกษาเกี่ยวกับโครงสร้าง (Structure) รูปร่างลักษณะ (Morphology) และต าแหน่งที่ตั้งของอวัยวะต่าง ๆของมนุษย์ ค าว่า Anatomy มีรากศัพท์มาจากภาษากรีก แบ่งออกเป็น 2 ค าคือ Ana มีหมายความว่า การแยกเป็นส่วน ๆ และ Tomy มาจากค าว่า tome หมายความว่า การตัด ดังนั้นค าว่า Anatomy จึงหมายความว่า การตัดออกเป็นส่วน ๆ (Mader. 2004 : 29) สรีวิทยา (Physiology) เป็นวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวข้องถึงการศึกษาเกี่ยวกับหน้าที่ (Function) และการท างานของอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย (Mader. 2004 : 29) กายวิภาคศาสตร์ของมนุษย์ (Human Anatomy) หมายถึง วิชาที่ศึกษาเกี่ยวกับโครงสร้างของร่างกายมนุษย์ ที่ประกอบเป็นรูปร่างของร่างกาย รวมถึงต าแหน่งที่ตั้งของอวัยวะต่างๆ ว่าอยู่ส่วน
อ่านต่อ
ไหนของร่างกาย และส่วนต่าง ๆ นี้ เกี่ยวข้องสัมพันธ์กันอย่างไร (น าพร อินสิน. 2555 : 11) สรีรวิทยาของมนุษย์ (Human Physiology) คือวิชาที่ศึกษาหน้าที่การท างานของส่วนหรืออวัยวะต่าง ๆ ของร่างกายมนุษย์ เมื่อรวมเข้ากันเป็นอวัยวะและระบบต่าง ๆ เหล่านี้ต้องท างานประสานกันเพื่อให้ร่างกายสามารถด ารงอยู่ได้ตามปกติ (น าพร อินสิน. 2555 : 11) ดังนั้นการศึกษากายวิภาคศาสตร์และสรีรวิทยาของมนุษย์ จึงเป็นการศึกษาถึงโครงสร้างร่างกายและส่วนประกอบต่าง ๆ ของร่างกายทั้งระดับภายนอกและภายใน ระดับโครงสร้างขนาดใหญ่จนถึงโครงสร้างขนาดเล็ก ตลอดจนการศึกษาถึงหน้าที่การท างานของระบบร่างกาย ดังนั้น การเรียนร่างกายมนุษย์ในระบบต่าง ๆ จึงต้องศึกษาทั้งกายวิภาคศาสตร์และสรีรวิทยาของมนุษย์ไปควบคู่กันทั้งคนปกติและคนที่เจ็บป่วย เพื่อให้เราสามารถดูแลรักษาและป้องกันการเจ็บป่วยได้อย่างเหมาะสม การศึกษากายวิภาคศาสตร์และสรีรวิทยาของมนุษย์แบ่งออกได้หลายวิธีดังนี้ (น าพร อินสิน. 2555 : 12) 7 1. การศึกษาส่วนต่างๆของร่างกายที่เห็นได้ด้วยตาเปล่า (Gross Anatomy) เช่น ศึกษาโครงสร้างของของศีรษะ ท้อง แขน ขา กระดูก เป็นต้น 2. การศึกษาส่วนประกอบของอวัยวะที่ต้องใช้กล้องจุลทรรศน์ (Microscopic Anatomy) ซึ่งแยกออกเป็น 3 ส่วนใหญ่ ๆ คือ การศึกษาเกี่ยวกับเซลล์ (Cytology) การศึกษาเกี่ยวกับเนื้อเยื่อ (Histology) และการศึกษาเกี่ยวกับอวัยวะ (Organology) 3. การศึกษาถึงก าเนิดของอวัยวะต่างๆ รวมตลอดทั้งตัว และการเจริญเติบโตของ ตัวอ่อน (Embryology or Developmental Anatomy) 4. การศึกษาลักษณะ และหน้าที่ของระบบต่างๆ (Systemic Anatomy) 5. การศึกษาโครงสร้างของระบบประสาท (Neuroanatomy) 6. การศึกษาเปรียบเทียบกายวิภาคศาสตร์ (Comparative Anatomy) การจัดระบบร่างกาย(Organization of the body) ร่างกายของมนุษย์มีการจัดระบบงาน 2 ระดับ คือ การท างานระดับย่อย ซึ่งหมายถึงการท างานของเซลล์และการท างานระดับรวม เป็นการท างานระดับอวัยวะ (Organs) เซลล์หลายๆเซลล์ประกอบขึ้นเป็นเนื้อเยื่อ (Tissue) เนื้อเยื่อ จ านวนมากประกอบขึ้นเป็นอวัยวะ (Organs) อวัยวะหลายอันรวมกันแบ่งเป็นระบบ (System) ดังนั้น ร่างกายของมนุษย์จึงแบ่งออกเป็นระบบๆ และต้องท างานประสานเกี่ยวพันเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันเสมอเพื่อให้ชีวิตอยู่ได้ (น าพร อินสิน. 2555 : 12) ภาพที่ 1 การจัดระบบการท างานภายในร่างกาย ที่มา : (Mader. 2004 : 29) ส่วนต่าง ๆ ของร่างกายมนุษย์ (น าพร อินสิน. 2555 : 13-14) สามารถแบ่งเป็นส่วนต่าง ๆ ได้ดังนี้ 1. ศีรษะและคอ (Head and Neck) 1.1 สมอง (Brain) 8 1.2 ใบหน้า (Face) 1.3 หู (Ears) 1.4 เบ้าตา (Orbit) 1.5 ตา (Eye) 1.6 ปาก (Mouth) 1.7 ลิ้น (Tongue) 1.8 ฟัน (Teeth) 1.9 จมูก (Nose) 1.10 หนังศีรษะ (Scalp) 1.11 กล่องเสียง (Larynx) 1.12 คอหอย (Pharynx) 1.13 ต่อมน้ าลาย (Salivary Glands) 1.14 เยื่อหุ้มสมอง (Meninges) 1.15 ต่อมไทรอยด์ (Thyroid) 1.16 ต่อมพาราไทรอยด์ (Parathyroid Gland) 2. ล าตัว แบ่งเป็น 3 ส่วน คือ อก ท้อง ท้องน้อย 2.1 กระดูกสันหลัง (Vertebra) และไขสันหลัง (Spinal Cord) 2.2 ต่อมน้ านม (Mammary Gland) 2.3 ปอด (Lungs) 2.4 หัวใจ (Heart) 2.5 ประจันอก (Mediastinum) 2.6 หลอดอาหาร (Esophagus) 2.7 กะบังลม (Diaphragm) 2.8 ต่อมไทมัส (Thymus) 2.9 เยื่อบุช่องท้อง (Peritoneum) 2.10 กระเพาะอาหาร (Stomach) 2.11 ล าไส้เล็กส่วนต้น หรือ ดูโอดีนัม (Duodenum) 2.12 ล าไส้ (Intestine) 2.13 ล าไส้เล็ก (Small Intestine) 2.14 ล าไส้ใหญ่ (Colon) 2.15 ตับ (Liver) 2.16 ม้าม (Spleen) 2.17 ตับอ่อน (Pancreas) 2.18 ไต (Kidney) 2.19 ต่อมหมวกไต (Adrenal Gland) 2.20 ไส้ติ่ง (Vermiform Appendix) 9 2.21 เชิงกราน (Pelvis) 2.22 กระเบนเหน็บ (Sacrum) 2.23 ก้นกบ (Coccyx) 2.24 รังไข่ (Ovaries) 2.25 ท่อน าไข่ (Fallopian Tube) 2.26 มดลูก (Uterus) 2.27 ช่องคลอด (Vagina) 2.28 โยนี (Vulva) 2.29 คลิตอริส หรือปุ่มกระสัน (Clitoris) 2.30 ฝีเย็บ (Perineum) 2.31 กระเพาะปัสสาวะ (Urinary Bladder) 2.32 อัณฑะ (Testicles) 2.33 ไส้ตรง (Rectum) 2.34 องคชาต (Penis) 3. แขนและขา 3.1 กล้ามเนื้อ (Muscle) 3.2 กระดูก (Skeleton) 3.3 เส้นประสาท (Nerves) 3.4 มือ (Hand) 3.5 ข้อมือ (Wrist) 3.6 ข้อศอก (Elbow) 3.7 ไหล่ (Shoulder) 3.8 สะโพก (Hip) 3.9 เข่า (Knee) 3.10 ข้อเท้า (Ankle) การแบ่งระบบภายในร่างกาย Mader (2004 : 31-32) แบ่งระบบภายในร่างกายออกเป็น 10 ระบบดังนี้ 1. ระบบปกคลุมร่างกาย (Integumentary system) 2. ระบบโครงร่าง หรือระบบกระดูก (Skeletal system) 3. ระบบกล้ามเนื้อ (Muscular system) 4. ระบบประสาท (Nervous system) 5. ระบบไหลเวียน (Circulatory system) 6. ระบบหายใจ (Respiratory system) 7. ระบบย่อยอาหาร (Digestive system) 8. ระบบขับถ่าย (Excretory system) 9. ระบบต่อมไร้ท่อ (Endocrine glands system) 10 10. ระบบสืบพันธุ์ (Reproductive system) ช่องว่างในร่างกาย (Cavities of the Body) แบ่งออกเป็น 2 ช่องใหญ่ คือ 1. ช่องด้านหลัง (Dorsal cavity) 2. ช่องด้านหน้า (Ventral cavity) ช่องด้านหลัง มีกระดูกล้อมรอบโดยเป็นช่องจากกระดูกกะโหลกศีรษะและกระดูกสันหลังแบ่งออกได้อีกคือ 1. ช่องที่อยู่ในกระดูกกะโหลกศีรษะ (Cranial cavity) โดยมีสมองบรรจุอยู่ภายในและยังมีช่องเล็กๆที่อยู่ภายในกะโหลกศีรษะคือ 1.1 ช่องเบ้าตา (Orbital cavity) บรรจุตาอยู่ภายใน 1.2 ช่องจมูก (Nasal cavity) ให้อากาศผ่าน 1.3 ช่องปาก (Mouth or Oral cavity) ให้อาหารและอากาศผ่าน 2. ช่องที่อยู่ภายในกระดูกสันหลัง (Spinal cavity) ติดต่อกับกะโหลกศีรษะโดยมีไขสันหลัง (Spinal cord) ทอดทะลุถึงกันช่องด้านหน้าเป็นช่องที่อยู่ข้างหน้ากระดูกสันหลังช่องนี้ใหญ่กว่าช่องด้านหลังมากเป็นช่องที่ไม่มีกระดูกล้อมรอบอยู่ครบบางส่วนมีกล้ามเนื้อแบ่งกั้นหรือเรียกว่าเป็นช่องว่างล าตัวประกอบด้วย 2.1 ช่องอก (Thorax or Thoracic cavity) เป็นช่องว่างส่วนบนของล าตัวโดยมีกล้ามเนื้อกะบังลม (Diaphragm) กั้นอยู่ระหว่างช่องอกและช่องท้องบรรจุอวัยวะที่ส าคัญคือ 2.1.1 หัวใจและเส้นเลือดใหญ่ (Cardiac and Artery) 2.1.2 ปอดและทางผ่านของอากาศโดยมีหลอดลมและหลอกลมขั้วปอด 2.1.3 หลอดอาหาร (Esophagus) 2.2 ช่องท้อง (Abdomen or Abdominal cavity) เป็นส่วนที่อยู่ต่ าจากกะบังลมลงมาบรรจุอวัยวะ คือ 2.2.1 กระเพาะอาหาร (stomach) 2.2.2 ล าไส้เล็ก (Small intestine) 2.2.3 ล าไส้ใหญ่ (Large intestine) 2.2.4 ตับ (Liver) 2.2.5 ตับอ่อน (Pancreas) 2.2.6 ม้าม (Spleen) 2.2.7 ไต (Kidneys) 2.2.8 หลอดไต (Urethra) 2.3 ช่องท้องน้อย (Pelvis or Pelvic Cavity) เป็นส่วนหนึ่งของช่องท้องที่อยู่ต่ า ลงมา ไม่มีอะไรกั้น บรรจุอวัยวะ คือ 2.3.1 กระเพาะปัสสาวะ (Bladder) 2.3.2 อวัยวะสืบพันธุ์ (Reproductive Organs) 2.3.3 ล าไส้ใหญ่ส่วนปลาย (Rectum) 11 จากส่วนหลักของร่างกายเหล่านี้ จะเห็นได้ว่ามนุษย์เพศชายและเพศหญิงมีความแตกต่างกันอย่างมาก นอกจากนี้ เพศหญิงและเพศชายยังมีลักษณะอื่นที่แตกต่างกัน เช่น เพศชายมีกล้ามเนื้อมากกว่าเพศหญิงและบึกบึนกว่า ในขณะที่เพศหญิงจะกลมกลึงและสวยงามกว่า นอกจากนี้ความแตกต่างที่เห็นได้ชัดเจนที่สุด คือ อวัยวะสืบพันธุ์และลักษณะทางเพศ การจัดล าดับโครงสร้างร่างกายมนุษย์ ในปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบแล้วว่า ร่างกายของมนุษย์นั้นประกอบด้วยส่วนประกอบย่อย ๆ หลายส่วนมารวมกัน เพื่อท าหน้าที่ร่วมกัน (Mader. 2004 : 34) โดยสามารถจัดล าดับโครงสร้างของร่างกายมนุษย์ได้ดังนี้ 1. อะตอม เป็นหน่วยย่อยที่สุดของสารซึ่งเราไม่สามารถมองเห็นได้ 2. โมเลกุล เกิดจากการรวมตัวกันของอะตอมของธาตุแต่ละชนิด ได้สารที่มีขนาดใหญ่ขึ้น และมีหน้าที่เฉพาะในร่างกาย เช่น สารอาหารต่าง ๆ ฮอร์โมน เอนไซม์ น้ าย่อย เป็นต้น 3. เซลล์ จัดเป็นหน่วยย่อยที่สุดในการท างานของร่างกายมนุษย์ เซลล์เหล่านี้ประกอบขึ้นจากการรวมของโมเลกุลต่างๆ ซึ่งมักมองด้วยตาเปล่าไม่เห็น เซลล์มีรูปร่างแตกต่างกัน โดยรูปร่างของเซลล์จะเหมาะกับลักษณะการท างานของเซลล์ เช่น เซลล์ประสาทมีแขนงมากมายซึ่งจะท าหน้าที่ส่งข้อมูลข่าวสารระหว่างเซลล์ 4. เนื้อเยื่อเกิดจากการรวมกลุ่มของเซลล์ชนิดเดียวกัน เพื่อมาท าหน้าที่ร่วมกันโดยเฉพาะ เช่น เนื้อเยื่อปอด เนื้อเยื่อบุผิว เป็นต้น 5. อวัยวะ เกิดจากการรวมกลุ่มของเนื้อเยื่อหลายชนิดที่มาท าหน้าที่ร่วมกัน เช่น หัวใจ ประกอบด้วยเนื้อเยื่อบุผิวชั้นนอก กล้ามเนื้อเยื่อชั้นกลางและกล้ามเนื้อเยื่อชั้นใน รวมตัวกันเพื่อท าหน้าที่ในการสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย 6. ระบบอวัยวะ เป็นกลุ่มของอวัยวะที่เกี่ยวข้องกัน อวัยวะในระบบเดียวกันอาจมีความสัมพันธ์ร่วมกันได้หลายทาง แต่มักจะมีลักษณะหน้าที่การท างานเกี่ยวข้องกัน เช่น ระบบขับถ่ายประกอบด้วยอวัยวะหลายอย่างที่ท าหน้าที่ร่วมกันในการผลิต เก็บ และขับปัสสาวะออกมาจากร่างกายหน้าที่ของระบบอวัยวะมักจะมีหน้าที่ทับซ้อนกัน เช่น ต่อมไฮโปทาลามัส (Hypothalamus) เป็นอวัยวะที่ท าหน้าที่ทั้งในระบบประสาท (Nervous System) และระบบต่อมไร้ท่อ (Endocrine System) ท าให้การศึกษาทั้งสองระบบมักจะท าร่วมกันเรียกว่า ระบบประสาทและต่อมไร้ท่อ (Neuroendocrine System) หรือระบบกล้ามเนื้อเยื่อและกระดูก (Musculoskeletal System) ซึ่งเป็นความเกี่ยวข้องกันระหว่างระบบกล้ามเนื้อเยื่อ (Muscular System) และ ระบบโครงกระดูก (Skeletal System) 7. ร่างกายมนุษย์ เกิดจากการรวมกันของระบบอวัยวะทุกระบบในร่างกาย ส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย (Anatomical parts of the Body) (Mader. 2004) ร่างกายของมนุษย์แบ่งออกเป็นส่วนต่าง ๆ ดังนี้ 1. ศีรษะ (Head) 2. คอ (Neck) 3. ล าตัว (Trunk) 4. แขน (Upper limbs) 12 5. ขา (Lower limbs) ศีรษะ แบ่งออกเป็นส่วน ๆ คือ 1. ขม่อม (Crown or Vertex) 2. หน้าผาก (Frontal region) 3. ท้ายทอย (Occipital) 4. ขมับ (Temple or Temporal region) 5. หู (Ears) 6. ใบหน้า (Face) นับจากโหนกคิ้วไปถึงคาง มีตา (Eye) จมูก (Nose) และปาก (Mouth) 7. คอ เชื่อมติดต่อระหว่างศีรษะกับล าตัว ล าตัว แบ่งออกเป็น 3 ส่วนคือ 1. อก (Thorax or Chest) แบ่งเป็นส่วนต่างๆ คือ 1.1 ส่วนหน้าอก (Breast) ด้านหน้าทรวงอก 1.2 เต้านม (Mamma) 1.3 หลัง (Back) 1.4 ช่องอก (Thoracic cavity) 2. ท้อง (Abdomen) นับตั้งแต่ยอดอกถึงหัวหน่าว แบ่งเป็นส่วนๆ คือ 2.1 สะดือ (Umbilicus or Navel) 2.2 สีข้าง (Hank) 2.3 ขาหนีบ (Groin) 2.4 เนื้อนูนเป็นสัน 2 ข้างของสันหลังตอนเอว (Lumbus or Loin) 2.5 ช่องท้อง (Abdominal cavity) 3. ท้องน้อย (Pelvis) บริเวณหัวหน่าวถึงฝีเย็บ ระหว่างซอกขาทั้ง 2 ข้าง แบ่งเป็นส่วน ต่าง ๆ คือ 3.1 อวัยวะสืบพันธุ์ (Genital organs) 3.2 ฝีเย็บ (Perineum) 3.3 ก้น (Buttock or Nates) 3.4 ซอกก้น (Natal cleft) 3.5 ช่องท้องน้อยหรืออุ้งเชิงกราน (Pelvic cavity) แขน (Upper limp or Extremity) ติดต่อกับล าตัวตรงหัวไหล่ แบ่งเป็นส่วนต่างๆ คือ 1. ต้นแขน (Arm) 2. ข้อศอก (Elbow) 3. ปลายแขน (Forearm) 4. มือ (Hand) 4.1 ข้อมือ (Wrist) 4.2 ฝ่ามือ (Palm) 13 4.3 หลังมือ (Back or Dorsum of hand) 5. นิ้วมือ (Fingers) แบ่งเป็น 5.1 นิ้วหัวแม่มือ (Thump) 5.2 นิ้วชี้ (Index finger) 5.3 นิ้วกลาง (Middle Finger) 5.4 นิ้วนาง (Ring Finger r) 5.5 นิ้วก้อย (Little Finger) ขา (Lower Limp or Extremity) ส่วนของร่างกายตั้งแต่สะโพกถึงเท้า ส่วนต่อระหว่างล าตัวตอนท้องน้อยกับขาเรียกว่า ตะโพก (Hip) ส่วนต่าง ๆ จากบนมาล่างมีดังนี้ 1. ต้นขา (Thigh) 2. หัวเข่า (Knee) 3. ปลายขา (Leg) มีหน้าแข้ง (Shin) กับน่อง (Calf) 4. ข้อเท้า (Ankle) 5. เท้า (Foot) 6. ส้นเท้า (Heel of Calyx) 7. ฝ่าเท้า (Sole) 8. หลังเท้า (Back or Dorsum of foot) 9. นิ้วเท้า (Toes) 9.1 นิ้วหัวแม่มือ (Bigionorcreater) 9.2 นิ้วเท้าอันที่สอง (Second toe) 9.3 นิ้วเท้าอันที่สาม (Third toe) 9.4 นิ้วเท้าอันที่สี่ (Fourth toe) 9.5 นิ้วเท้าอันที่ห้า (Fifth toe or Little) โครงสร้างและหน้าที่การท างานของระบบร่างกายมนุษย์ ระบบในร่างกายมนุษย์ มีทั้งสิ้น 11 ระบบด้วยกัน โดยแต่ละระบบจะท าหน้าที่ประสานงานกัน เพื่อคงความสมดุลของร่างกายไว้ (Mader 2004 : 37) หน้าที่การท างานของร่างกายมนุษย์ 1. หน้าที่ห่อหุ้มร่างกาย เป็นหน้าที่ของระบบผิวหนัง ซึ่งจะท าหน้าที่ในการห่อหุ้มปกคลุมส่วนต่าง ๆ ของร่างกายไว้ ช่วยควบคุมอุณหภูมิร่างกาย และยังมีเนื้อเยื่อ ที่ท าหน้าที่รับความรู้สึก อีกด้วย 2. หน้าที่ค้ าจุนและเคลื่อนไหว เป็นหน้าที่ของระบบกระดูกและระบบกล้ามเนื้อ ซึ่งจะคอยท าหน้าที่ในการค้ าจุนโครงสร่างของส่วนต่างๆ ในร่างกาย เป็นแกนของร่างกายและท าให้ร่างกายสามารถเคลื่อนไหวได้ 3. หน้าที่ในการประมวลผลและประสานงาน เป็นหน้าที่ของระบบประสาทและระบบต่อมไร้ท่อ ระบบอวัยวะทั้งสองนี้จะท างานร่วมกันในการรับสัญญาณการเปลี่ยนแปลงจากทั้งภายในและภายนอกร่างกาย หลังจากนั้นจะท าหน้าที่ในการประมวลผลสัญญาณต่างๆ แล้วปรับสมดุลของ 14 ร่างกาย โดยระบบประสาทจะท าหน้าที่ในการส่งสัญญาณประสาทไปควบคุมอวัยวะต่าง ๆ ส่วนระบบต่อมไร้ท่อ จะท าหน้าที่ในการสร้างฮอร์โมนหรือสารเคมีต่างๆ ออกมาเพื่อไปควบคุมส่วนต่าง ๆ ของร่างกายเช่นกัน 4. หน้าที่ในการขนส่งสาร เป็นหน้าที่ของระบบหัวใจและหลอดเลือดและระบบน้ าเหลือง ทั้งสองระบบนี้เป็นระบบที่มีลักษณะเป็นท่อเชื่อมโยงทั่วร่างกาย และคอยขนส่งทั้งสารอาหาร ออกซิเจน คาร์บอนไดออกไซด์ ฮอร์โมน เอนไซม์ หรือสารอื่น ๆ ไปตามหลอดเลือดและหลอดน้ าเหลือง 5. หน้าที่ในการดูดซึมสารและขับถ่ายของเสีย เป็นหน้าที่ของระบบทางเดินอาหาร ระบบ หายใจ และระบบทางเดินปัสสาวะ ทั้งสามระบบนี้จะท าหน้าที่ประสานงานกัน ตั้งแต่การดูดซึมสารอาหารออกซิเจน และการขับถ่ายของเสียต่าง ๆ 6. หน้าที่ในการสืบพันธุ์ เป็นหน้าที่ของระบบสืบพันธุ์ โดยจะสร้างเซลล์สืบพันธุ์เพศหญิงและเซลล์สืบพันธุ์เพศชาย เพื่อให้ก าเนิดชีวิตใหม่และด ารงเผ่าพันธุ์ของมนุษย์ ระบบอวัยวะ ประกอบด้วย 1. ระบบผิวหนังหรือระบบห่อหุ้มร่างกาย (Integumentary System) ผิวหนังท าหน้าที่ปกคลุมห่อหุ้มร่างกาย คอยป้องกันอันตรายจากภายนอก ป้องกันสารแปลกปลอมและเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย รวมทั้งป้องกันอันตรายจากรังสีอัลตราไวโอเลตจากดวงอาทิตย์ รับความรู้สึก ไม่ว่าจะเป็นความเจ็บปวด ความรู้สึกร้อน เย็น รับความรู้สึกสัมผัส ช่วยควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย ท าหน้าที่เป็นอวัยวะขับถ่าย คือ มีต่อมเหงื่อท าหน้าที่ขับเหงื่อและมีต่อมไขมันจะสร้างออกมาหล่อเลี้ยงเส้นผม และขน ให้เป็นเงางามอยู่เสมอและไม่แห้งอีกด้วย นอกจากนี้ผิวหนังยังช่วยสร้างวิตามินดีให้แก่ร่างกาย โดยแสงแดดจะเปลี่ยนไขมันชนิดหนึ่งที่ผิวหนังให้เป็นวิตามินดีได้ ภาพที่ 2 ส่วนประกอบของชั้นผิวหนัง ที่มา : (Mader. 2004 : 29) 15 ผิวหนัง ของมนุษย์สามารถแบ่งได้เป็นสองส่วน คือ หนังก าพร้าและหนังแท้ (Mader. 2004 : 38) 1. หนังก าพร้า (Epidermis) เป็นผิวหนังที่อยู่ ชั้นบนสุด มีลักษณะบางมาก ประกอบไปด้วยเชลล์ เรียงซ้อนกันเป็นชั้นๆ โดยเริ่มต้นจากเซลล์ชั้นในสุด ติดกับหนังแท้ ซึ่งจะแบ่งตัว เติบโตขึ้นแล้วค่อยๆ เลื่อนมาทดแทนเซลล์ที่อยู่ชั้นบนจนถึงชั้นบนสุด แล้วก็กลายเป็นขี้ไคลหลุดออกไปในชั้นของหนังก าพร้าไม่มีหลอดเลือด เส้น ประสาท และต่อมต่าง ๆ นอกจากเป็นทางผ่านของรูเหงื่อ เส้นขน และไขมันเท่านั้น นอกจากนี้ในชั้นหนังก าพร้ายังมีเซลล์ เรียกว่า เมลานินปะปนอยู่ด้วย เมลานินมีมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับบุคคลและเชื้อชาติ สีผิวของคนแต่ละคนจะมีสีผิวต่างกันเพราะมีจ านวนเม็ดสีเมลานินในหนังก าพร้าไม่เท่ากัน ถ้ามีมากจะท าให้ผิวสีด า ถ้ามีน้อยจะท าให้ผิวสีขาว นอกจากนี้สีของเลือด ความหนาของผิวหนังก็มีส่วนก าหนดสีผิวด้วย 2. หนังแท้ (Dermis) เป็นผิวหนังที่อยู่ชั้นล่าง ถัดจากหนังก าพร้า และหนากว่าหนังก าพร้ามาก ผิว หนังชั้นนี้ประกอบไปด้วยเนื้อเยื่อ คอลลาเจน (Collagen) และอีลาสติน (Elastin) หลอดเลือดฝอย เส้นประสาท กล้ามเนื้อเกาะเส้นขน ต่อมไขมัน ต่อมเหงื่อ และขุม ขนกระจายอยู่ทั่วไปเล็บ ขน ผม เป็นส่วนที่เจริญเปลี่ยนแลง ไปจากผิวหนัง ส่วนประกอบอื่นๆของผิวหนังที่เราต้องศึกษาด้วยก็คือ กล้ามเนื้อ ขนลุก ต่อมไขมัน ต่อมเหงื่อ และเหงื่อ บริเวณผิวหนังที่ปกคลุมร่างกายของเรามีอวัยวะภายนอกที่ส าคัญ เช่น 1. ตา หน้าที่ของตา ตาเป็นอวัยวะที่ส าคัญส าหรับการรับสัมผัสเกี่ยวกับแสงสี และภาพ มีลักษณะกลมบรรจุในเบ้าตา ไม่ควรขยี้ตาแรง ๆ เมื่อมีฝุ่นละอองเข้ามา และควรอ่านหนังสือในที่ที่มีแสงสว่างเพียงพอ 2. หู หน้าที่ของหู หูเป็นอวัยวะส าคัญที่รับการสัมผัสเกี่ยวกับเสียงและการทรงตัว เราไม่ควรใช้ของแข็งแคะหู เมื่อหูผิดปกติเราต้องรีบไปพบหมอทันที 3. จมูก หน้าที่ของจมูก จมูกเป็นอวัยวะที่รับรู้เรื่องกลิ่น การดูแลรักษาจมูกไม่ใช้ของแข็งแคะจมูกหรือน าสิ่งแปลกปลอมเข้าสู่จมูก ระบบกระดูก (Skeletal System) เป็นระบบที่ท าหน้าที่คอยค้ าจุนโครงสร้างของร่างกาย และยังเป็นที่ยึดเกาะของกล้ามเนื้อและเอ็นต่างๆ ช่วยคงรูปร่างของร่างกายโดยท าหน้าที่เป็นแกนภายใน กระดูกเป็นอวัยวะที่ประกอบด้วยเซลล์ เส้นใยพังผืด และเกลือแร่ โดยเฉพาะแคลเซียมและฟอสฟอรัส ซึ่งท าให้กระดูกมีทั้งความแข็งแรงและความยืดหยุ่นร่างกายของมนุษย์ที่เจริญเติบโตเต็มที่จะประกอบด้วยกระดูกทั้งหมด 206 ชิ้นแบ่งเป็น (Mader. 2004 : 39) 16 ภาพที่ 3 ระบบโครงกระดูก ที่มา : (Mader. 2004 : 29) 1. กระดูกแกน 80 ชิ้น เช่น กะโหลกศีรษะ กระดูกสันหลัง กระดูกก้นกบ กระดูกซี่โครง 2. กระดูกรยางค์ จ านวน 126 ชิ้น เช่น กระดูกแขนขา สะบัก ไหปลาร้า เชิงกราน กระดูกมีหน้าที่ส าคัญ คือ 2.1 เป็นที่เก็บแร่ธาตุ Calcium ในร่างกาย 2.2 ป้องกันเส้นประสาทและหลอดเลือดที่ทอดอยู่ตามแนวของกระดูกนั้น 2.3 ท าหน้าที่เป็นโครงร่างของร่างกายให้ร่างกายคงรูปอยู่ได้ 2.4 ป้องกันอันตรายให้แก่อวัยวะที่ส าคัญ เช่น สมอง ไขสันหลัง หัวใจ ปอด 2.5 เป็นที่ยึดของกล้ามเนื้อ การที่เราเคลื่อนไหวได้เป็นผลมาจากการหดตัวและคลายตัวของกล้ามเนื้อ ที่ยึดติดกับกระดูกข้อต่อและเอ็นเชื่อมกระดูก ข้อต่อเกิดจากกระดูกตั้งแต่ 2 ชิ้นขึ้นไปที่อยู่ใกล้กันมาเชื่อมต่อกันโดยมีเอ็นละกล้ามเนื้อช่วยยึดเสริมความแข็งแรง ท าให้มีความยืดหยุ่นในการเคลื่อน ไหวได้สะดวกขึ้น ระบบกล้ามเนื้อ (Muscular System) กล้ามเนื้อท าให้ส่วนของร่างกายเคลื่อนไหวได้โดยการหดตัว กล้ามเนื้อ (Muscle) จัดเป็นเนื้อเยื่อ ยืดหยุ่นพิเศษพบได้ทุกส่วนของร่างกาย กล้ามเนื้อ บางชนิดอยู่ใต้อ านาจจิตใจ สามารถบังคับได้ กล้ามเนื้ออีกกลุ่มหนึ่งเป็นกล้ามเนื้อนอกอ านาจจิตใจหรือกล้ามเนื้อที่ไม่สามารถบังคับได้ กล้ามเนื้อในร่างกายแบ่งเป็น 3 ชนิด ดังนี้ (Mader. 2004 : 39) 17 กล้ามเนื้อภายในร่างกายแบ่งได้เป็น 3 ชนิด คือ กล้ามเนื้อลาย หรือ กล้ามเนื้อในอ านาจจิตใจ กล้ามเนื้อเรียบหรือกล้ามเนื้อนอกอ านาจจิตใจ และกล้ามเนื้อหัวใจ ภาพที่ 4 ระบบโครงสร้างกล้ามเนื้อ ที่มา : (Mader. 2004 : 29) 1. กล้ามเนื้อลาย (Striated Muscles) กล้ามเนื้อลาย หรือ กล้ามเนื้อในอ านาจจิตใจ เป็นกล้ามเนื้อทั่วๆ ไป หรือกล้ามเนื้อแดงของร่างกาย กล้ามเนื้อนี้มีประมาณ 40% ของร่างกาย และอยู่ในอ านาจจิตใจภายใต้การควบคุมของระบบประสาทส่วนกลางกล้ามเนื้อลายมีหน้าที่เคลื่อนไหวร่างกายที่ข้อต่อต่างๆเคลื่อนไหวลูกตา ช่วยในการเคี่ยวและการกลืน เคลื่อนไหวลิ้น เคลื่อนไหวใบหน้าแสดงอารมณ์ต่าง ๆ และยังประกอบเป็นผนังอกและผนังท้อง ตลอดจนการควบคุมการขับถ่ายปัสสาวะและอุจจาระ 2. กล้ามเนื้อเรียบ (Smooth Muscles) เป็นกล้ามเนื้อที่อยู่ที่อวัยวะต่าง ๆ ภายในของร่างกาย มีหน้าที่ควบคุมการท างานของอวัยวะย่อยอาหารและอวัยวะภายในต่าง ๆ เช่น ล าไส้ กระเพาะอาหาร อวัยวะสืบพันธุ์ มดลูก เส้นเลือดด า ฯลฯ ซึ่งอยู่นอกอ านาจของจิตใจ แต่อยู่ภายใต้ การควบคุมของระบบประสาทอิสระ (Autonomic Nervous System) มีลักษณะเป็นเซลล์รูปกระสวย มีนิวเคลียสรูปไข่อยู่ตรงกลาง 3. กล้ามเนื้อหัวใจ (Cardiac Muscles) กล้ามเนื้อหัวใจ ประกอบเป็นกล้ามเนื้อหัวใจเพียงแห่งเดียวอยู่นอกอ านาจจิตใจ มีลักษณะเป็นเซลล์รูปทรงกระบอกมีลายตามขวางเป็นแถบสีทึบสลับกับสีจาง เซลล์ กล้ามเนื้อนี้มีแขนงไปประสานกับแขนงของเซลล์ใกล้เคียง เซลล์ทั้งหมดจึงหดตัวพร้อมกัน และหดตัวเป็น จังหวะตลอดชีวิต ควบคุมโดยระบบประสาทอัตโนมัติ การท างานของกล้ามเนื้อ ได้แก่ การเคลื่อนไหวของร่างกาย เกิดจากการท างานร่วมกันของโครงกระดูก กล้ามเนื้อ และระบบประสาท โดยมีการหดตัวของกล้ามเนื้อที่ยึดติดกับโครงกระดูก ท าให้กระดูกและข้อต่อเกิดการเคลื่อนไหว การหดตัวของกล้ามเนื้อ มีผลท าให้เกิดการเคลื่อนเซลล์ของกล้ามเนื้อได้พัฒนาขึ้นมาเป็นพิเศษเพื่อการหดตัวโดยเฉพาะ กล้ามเนื้อบางชนิดสามารถหดตัวได้ 18 เร็วมาก เช่น การเคลื่อนไหวของนัยน์ตาหารเคลื่อนไหวจะเกิดขึ้นเร็วหรือช้าก็ตามกล้ามเนื้อจะท างานโดยการหดตัว และเมื่อหยุดท างานกล้ามเนื้อจะคลายตัว (Mader. 2004 : 40) ระบบย่อยอาหาร (Digestive System) อวัยวะต่างๆในระบบทางเดินอาหาร ได้แก่ ปาก ต่อมน้ าลาย คอหอย หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร ล าไส้เล็ก ล าไส้ใหญ่ ทวารหนัก ช่อง ทวารหนัก ตับ ถุงน้ าดี และตับอ่อน ระบบขับถ่ายปัสสาวะ (Urinary System) อวัยวะที่อยู่ในระบบนี้ ได้แก่ ไต ท่อไต กระเพาะปัสสาวะ ท่อปัสสาวะ ภาพที่ 5 ระบบย่อยอาหาร ที่มา : (Mader. 2004 : 30) ระบบหายใจ ( Respiratory System) มนุษย์ทุกคนต้องหายใจเพื่อมีชีวิตอยู่ หน้าที่ส าคัญของระบบหายใจคือ การแลกเปลี่ยนก๊าซออกซิเจนในอากาศที่หายใจเข้าไปและก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ในเลือด อวัยวะในระบบหายใจ จะแบ่งเป็นสองส่วนคือ ส่วนที่เป็นทางผ่านของลมหายใจ ได้แก่ จมูก ปาก คอหอย กล่องเสียง หลอดลมใหญ่ หลอดลมย่อยและแขนง และส่วนที่ท าหน้าที่แลกเปลี่ยนก๊าซ คือ ถุงลมการหายใจเข้าออก อากาศผ่านไปตามอวัยวะของระบบหายใจตามล าดับ ดังนี้ 19 1. จมูก (Nose) จมูกส่วนนอกเป็นส่วนที่ยื่นออกมาจากตรงกึ่งกลางของใบหน้า รูปร่างของจมูกมีลักษณะเป็นรูปสามเหลี่ยมพีระมิด ฐานของรูปสามเหลี่ยมวางปะ ติดกับหน้าผากระหว่างตาสองข้าง สันจมูก หรือดั้งจมูก มีรูปร่างและขนาดต่างๆ กัน ยื่นตั้งแต่ฐานออกมาข้างนอกและลงข้างล่างมาสุดที่ปลายจมูก อีกด้านหนึ่งของรูปสามเหลี่ยมห้อยติดกับริมฝีปากบนรู จมูกเปิดออกสู่ภายนกทางด้
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive