7 บทที่ 2.pdf
เนื้อหาในไฟล์
บทที่ 2 แนวคิด ทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง งานวิจัยเรื่อง เภสัชวัตถุพรรณนาในสวน ป่า นา ที่สัมพันธ์กับบุญของผู้สูงอายุในประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว มุ่งศึกษาและท าความเข้าใจบริบทและสาระส าคัญองค์ความรู้ท้องถิ่น การใช้เภสัชวัตถุในสวน ป่า นา ที่สัมพันธ์กับบุญของผู้สูงอายุในประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว กรณีศึกษาในประเทศไทยคือ จังหวัดมุกดาหารกับอุบลราชธานี ประเทศไทย และในประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว คือ แขวงสะหวันนะเขตกับจ าปาสัก ขอบเขตการศึกษาในครั้งนี้ผู้วิจัยได้ศึกษาแนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องน าเสนอตามหัวข้อต่อไปนี้ แนวคิดการสาธารณสุขมูลฐาน แนวคิดภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านสุขภาพ แนวคิดเกี่ยวกับเภสัชวัตถุ แนวคิดเรื่องบุญกับการรักษาโรค แนวคิดและทฤษฎีมานุษยวิทยาการแพทย์ ทฤษฎีการแพร่กระจายทางวัฒนธรรม กลุ่มชาติพันธุ์ไทลาว แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับการพัฒนาผู้สูงอายุ งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง แนวคิดการสาธารณสุขมูลฐาน 1. ความหมายของการสาธารณสุขมูลฐาน การสาธารณสุขมูลฐาน (Primary Health Care) หมายถึง กลวิธีทางสาธารณสุขที่เพิ่มขึ้นมาจากระบบบริการของรัฐ ซึ่งมีอยู่เดิมระดับต าบลและหมู่บ้าน เป็นการจัดบริการสาธารณสุขแบบผสมผสาน ทั้งการรักษาพยาบาล การส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค และการฟื้นฟูสุขภาพที่ด าเนินการโดยประชาชน ซึ่งประชาชนจะต้องมีส่วนร่วมในการวางแผนการด าเนินงานและการประเมินผล และได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐในด้านวิชาการ ข้อมูลข่าวสาร วัสดุอุปกรณ์ การให้การศึกษาอบรม และระบบการส่งต่อผู้ป่วยโดยอาศัยทรัพยากรที่มีอยู่ในท้องถิ่นเป็นหลัก ซึ่งนับเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาชุมชนเพื่อให้ประชาชนแก้ปัญหาได้ด้วยตนเอง และสามารถช่วยตนเองได้ 12 ด้วยการพัฒนาสาธารณสุ
อ่านต่อ
ขให้ผสมผสานกับการพัฒนาด้านอื่น ๆ เช่น การศึกษา การเกษตร ฯลฯ เพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างครบวงจร (กรมสนับสนุนสุขภาพประชาชน. 2557 : 14) 2. องค์ประกอบการจัดบริการสุขภาพ การดูแลสุขภาพ เป็นการกระท าใด ๆ ที่จะก าจัดสิ่งต่าง ๆ ที่เป็นอุปสรรคต่อสุขภาพอนามัย คือการที่สามารถป้องกันโรคที่ป้องกันได้ และเมื่อเจ็บป่วยสามารถวินิจฉัยโรคตั้งแต่แรกเริ่มได้ และได้รับการรักษาที่ถูกวิธี ตลอดทั้งการได้รับการฟื้นฟูร่างกายให้สามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข การจัดบริการสาธารณสุขควรมีองค์ประกอบครอบคลุม 4 มิติดังนี้ (กุนนที พุ่มสงวน. 2557 : 11 - 12) 2.1 การสร้างเสริมสุขภาพ เป็นกลไกการสร้างความเข้มแข็งให้แก่สุขภาพกาย สุขภาพจิต สุขภาพสังคม และสุขภาพจิตวิญญาณ การส่งเสริมสุขภาพจะแตกต่างกันออกไปตามวัยต่าง ๆ โดยอยู่บนพื้นฐานง่าย ๆ ของการด าเนินชีวิต 2.2 การป้องกันโรค ครอบคลุมการป้องกันลดความเสี่ยงในการเกิดโรค ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ และสังคม รวมทั้งการสร้างภูมิคุ้มกันเฉพาะโรค เพื่อมิให้เกิดโรคกาย โรคจิต โรคสังคม และโรคจิตวิญญาณ 2.3 การรักษาโรค เป็นกิจกรรมที่มุ่งเน้นการบ าบัด เพื่อลดความเสียหายแก่สุขภาพ หรือแม้แต่การป้องกันมิให้เสียชีวิต 2.4 การฟื้นฟูสภาพ เป็นการฟื้นฟูสภาพร่างกายหลังการเจ็บป่วยให้ดีขึ้น รวมถึงการรักษาและด ารงไว้ในส่วนที่เสื่อมหรือเสียไปแล้วให้คงอยู่ในสภาพเดิมโดยไม่เสื่อมเพิ่มขึ้น การกลับมามีชีวิตในสังคมตามสภาพปกติทั้งทางร่างกายและจิตใจ รวมถึงการช่วยให้ผู้ป่วยช่วยตนเองให้มากที่สุดด้วย 3. หลักการส าคัญของการด าเนินงานการสาธารณสุขมูลฐาน 3.1 การมีส่วนร่วมของชุมชน เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการดูแลด้านสุขภาพอนามัย เกิดมีความรู้สึกเป็นเจ้าของโครงการต่าง ๆ ชุมชนตระหนักถึงปัญหาของชุมชน และร่วมกันแก้ไขปัญหาของตนเอง 3.2 การใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม เทคนิควิธีการที่ใช้งานสาธารณสุขมูลฐานจะต้องง่าย ๆ ไม่ซับซ้อน เหมาะสมตามสภาพของท้องถิ่นและศักยภาพของประชาชน 3.3 การปรับบริการสาธารณสุขพื้นฐานของรัฐรองรับ ปรับปรุงระบบบริการของรัฐที่มีอยู่แล้วให้สามารถเชื่อมต่อ สอดคล้องและรองรับงานสาธารณสุขมูลฐานในระดับชุมชนได้เพื่อให้เกิดระบบการส่งต่อผู้ป่วยที่มีประสิทธิภาพ 3.4 การประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน เช่นหน่วยงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ศึกษาธิการ มหาดไทย พาณิชย์ และอุตสาหกรรม ตลอดจนหน่วยงานจากภาครัฐและเอกชน 13 แนวความคิดสากลของการสาธารณสุขมูลฐาน เกิดจากความพยายามของรัฐบาล ทุกประเทศทั่วโลกที่จะให้บริการสาธารณสุขที่จ าเป็น ได้แก่ การรักษาโรค การส่งเสริมสุขภาพอนามัย การป้องกันโรค และการฟื้นฟูสภาพของผู้ป่วย ให้ครอบคลุมประชาชนทุกคน ทั้งระดับบุคคล ระดับ ครอบครัว และระดับชุมชน การที่จะให้บริการ ที่จ าเป็น ดังกล่าวเป็นจริงได้นั้น มีอยู่หนทางเดียว คือ ให้ประชาชนทุกคนปฏิบัติได้ด้วยตนเอง แนวคิดดังกล่าวแตกต่างจาก การปฏิบัติในอดีตที่เน้น ให้ความส าคัญแก่ระบบการจัดการบริการสาธารณสุข ให้แก่ประชาชนแต่เพียงอย่างเดียว แนวคิดทาง การสาธารณสุขมูลฐานเป็นแนวคิดทางด้านการพัฒนาทางสังคม เพราะมุ่งเน้นพัฒนาความรู้ ความสามารถ การรวมกลุ่มกันในชุมชน และ การตั้งใจที่จะช่วยเหลือเพื่อนบ้านและสมาชิกใน ครอบครัว (อัศวิน เทพาค า. 2531 : 5) สรุปการสาธารณสุขมูลฐาน เป็นการสร้างให้ประชาชนสามารถพึ่งตนเองด้านสุขภาพได้เป็นแนวทางการแก้ปัญหาสุขภาพที่ยั่งยืน หนึ่งในกลวิธีที่ส าคัญส าหรับงานสาธารณสุขมูลฐาน คือการกลับมาส่งเสริมการแพทย์ดั้งเดิมหรือภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านสุขภาพ ที่จะช่วยให้ประชาชนพึ่งตนเองด้านสุขภาพได้ และควบคุมค่าใช้จ่ายสุขภาพได้ดีขึ้น แนวคิดภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านสุขภาพ 1. ความหมายของภูมิปัญญาท้องถิ่น ภูมิปัญญา (Wisdom) หมายถึง ความรู้ ความสามารถ ทักษะ ความเชื่อ และศักยภาพในการแก้ปัญหาของมนุษย์ที่สืบทอดกันมาจากอดีตถึงปัจจุบันอย่างไม่ขาดสายและเชื่อมโยงกันทั้งระบบทุกสาขา ภูมิปัญญาไทย หมายถึง ความรู้ ความสามารถ ทักษะและเทคนิคการตัดสินใจ ผลิตผลงานของบุคคลอันเกิดจากการสะสมองค์ความรู้ทุกด้านที่ผ่านกระบวนการสืบทอด พัฒนาปรับปรุง และเลือกสรรมาแล้วเป็นอย่างดี สามารถแก้ไขปัญหา และพัฒนาวิถีชีวิตของคนไทยได้เหมาะสมกับยุคสมัย ส่วนภูมิปัญญาท้องถิ่น หรือภูมิปัญญาชาวบ้าน หมายถึง ทุกสิ่งทุกอย่างที่ชาวบ้านคิดขึ้นได้เองและน ามาใช้ในการแก้ปัญหา เป็นเทคนิควิธี เป็นองค์ความรู้ของชาวบ้าน ทั้งทางกว้างและทางลึกที่ชาวบ้านคิดเอง ท าเอง โดยอาศัยศักยภาพที่มีอยู่แก้ปัญหาการด าเนินชีวิตในท้องถิ่นได้อย่างเหมาะสมกับยุคสมัย (นันทสาร สีสลับ. 2550 : 16) ภูมิปัญญาชาวบ้าน หมายถึง ความรู้ของชาวบ้าน ซึ่งได้มาจากประสบการณ์ และความเฉลียวฉลาดของชาวบ้าน รวมทั้งความรู้ที่สั่งสมมาแต่บรรพบุรุษ สืบทอดจากคนรุ่นหนึ่งไปสู่คนอีกรุ่นหนึ่ง ระหว่างการสืบทอดมีการปรับประยุกต์ และเปลี่ยนแปลง จนอาจเกิดเป็นความรู้ใหม่ตามสภาพการณ์ทางสังคมวัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม ภูมิปัญญาเป็นความรู้ที่ประกอบด้วยคุณธรรม สอดคล้องกับวิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวบ้านในวิถีดั้งเดิมนั้น ชีวิตของชาวบ้านไม่ได้แบ่งแยกเป็นส่วน ๆ หากแต่ทุกอย่างมีความสัมพันธ์กันทั้งการท ามาหากิน การอยู่ร่วมกันในชุมชน การปฏิบัติกิจทาง 14 ศาสนา พิธีกรรม และประเพณี ภูมิปัญญาจึงเป็นความรู้ที่มีคุณธรรม เป็นความรู้ที่มีเอกภาพของทุกสิ่งทุกอย่าง เป็นความรู้ว่า ทุกสิ่งทุกอย่างสัมพันธ์กันอย่างมีความสมดุล (เสรี พงศ์พิศ. 2549 : 252) ภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านสุขภาพ หมายถึง องค์ความรู้ ความคิด ความเชื่อ และความช านาญในการดูแลสุขภาพโดยอาศัยความรู้ที่ได้สั่งสม ถ่ายทอด และพัฒนาสืบต่อกันมาในท้องถิ่น ซึ่งรวมถึงการแพทย์แผนไทย การแพทย์พื้นบ้าน และการแพทย์ทางเลือกอื่น ที่ประชาชนและชุมชนใช้ในการดูแลสุขภาพอย่างสอดคล้องกับท้องถิ่นนั้น ๆ ด้วย (คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ. 2559 : 13) สรุปข้างต้นพบว่าภูมิปัญญา ภูมิปัญญาชาวบ้าน ภูมิปัญญาท้องถิ่น ภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านสุขภาพ มีความหมายใกล้เคียงกัน แตกต่างที่ความเป็นเจ้าของของภูมิปัญญา และหรือประเภทความรู้ที่ส าคัญในภูมิปัญญานั้น กล่าวคือภูมิปัญญาไทย ผู้เป็นเจ้าของคือคนไทย ภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านสุขภาพ จะเป็นความรู้ด้านสุขภาพที่ผู้เป็นเจ้าของคือท้องถิ่น 2. ระบบภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านสุขภาพในประเทศไทย ภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย และภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้านจัดเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านสุขภาพที่มีบทบาทในการดูแลสุขภาพของคนไทยมาตั้งแต่อดีต และถูกลดบทบาทลงเมื่อการแพทย์แผนตะวันตกหรือการแพทย์แผนปัจจุบันเข้ามาในประเทศไทยในสมัยรัชกาลที่ 5 ภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย และภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้านกลับมาได้รับความสนใจจากภาครัฐอีกครั้ง ภายหลังการเสนอนโยบายสุขภาพดีถ้วนหน้าภายในปี พ.ศ. 2543 (Health for All by the Year. 2000) ขององค์การอนามัยโลกในปีพ.ศ. 2521 และการก าหนดภารกิจการส่งเสริมการใช้สมุนไพรในงานสาธารณสุขมูลฐานในแผนพัฒนาสุขภาพภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 4 (พ.ศ. 2520 - 2524) (ส านักงานข้อมูลและคลังความรู้กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก. 2559 : 94) ภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านสุขภาพในประเทศไทยนั้นสามารถแบ่งได้เป็น 3 ระบบ คือการแพทย์แผนไทย การแพทย์พื้นบ้าน และการแพทย์ทางเลือกอื่น ดังนี้ 2.1 การแพทย์แผนไทย (Thai Traditional Medicine) หมายถึง ภูมิปัญญาในการดูแลรักษาสุขภาพที่พัฒนาขึ้นมาจากระบบการแพทย์พื้นบ้านจนกลายเป็นภูมิปัญญาของชาติ โดยมีแนวคิด ทฤษฎีที่อธิบายได้ชัดเจนมากกว่าการแพทย์พื้นบ้าน และเป็นที่ยอมรับในทางกฎหมาย มีต าราที่ใช้สืบทอดกันมา รวมทั้งมีหลักสูตรการเรียนการสอนในสถานศึกษาที่ได้รับการรับรองตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบโรคศิลปะ (ชนิดา มัททวางกูร. 2557 : 17) การแพทย์แผนไทยเดิมเคยเรียกกันว่า การแพทย์แผนโบราณเป็นภูมิปัญญาของบรรพบุรุษไทย ผสมผสานเข้ากับความรู้ทางการแพทย์ร่วมสมัย ซึ่งได้รับจากชาวต่างชาติที่เข้ามาในราชอาณาจักรไทย ตั้งแต่อดีตเรื่อยมา ร่วมกับองค์ความรู้ทางการแพทย์ที่ปรากฏในพระไตรปิฎกแห่งพระพุทธศาสนา หล่อหลอมจนกลายเป็นระบบการแพทย์แผนไทยที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ตัวอย่างเช่น การประยุกต์เอาสมุนไพรตัวยาดี ๆ ของต่างชาติที่ไม่มีใน 15 ราชอาณาจักรไทย มาใช้ในต ารับยาไทย จนปัจจุบันเกือบจะไม่มีผู้รู้ว่า สมุนไพรชนิดใดเป็นของไทย ชนิดใดเป็นของต่างชาติ เช่น ยาด า มหาหิงคุ์ โกฐเชียง เทียนเยาวพานี (ชยันต์ พิเชียรสุนทร. 2551 : 290 - 293) 2.2 การแพทย์พื้นบ้าน (Indigenous Medicine หรือ Folk Medicine) จัดเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นประการหนึ่ง โดยเป็นภูมิปัญญาที่เกี่ยวกับการดูแล รักษาสุขภาพของประชาชนในแต่ละท้องถิ่นหรือชุมชน โดยอาศัยความรู้และประสบการณ์ที่ได้สั่งสม ถ่ายทอด และพัฒนาสืบต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่น เป็นระบบการแพทย์ที่มีความสัมพันธ์กับวิถีชีวิตและวัฒนธรรมชุมชน ซึ่งประกอบด้วยระบบวิธีคิดและแบบแผนการปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อ พิธีกรรม ประเพณี วัฒนธรรม รวมถึงทรัพยากรที่แตกต่างกันในแต่ละชุมชน และเป็นที่ยอมรับของชุมชน (ชนิดา มัททวางกูร. 2557 : 17) ส่วนการแพทย์พื้นบ้านไทย หมายถึงการตรวจ การวินิจฉัย การบ าบัด การรักษา การป้องกันโรค การส่งเสริมและการฟื้นฟูสุขภาพ โดยใช้องค์ความรู้ซึ่งสืบทอดกันมาในชุมชนท้องถิ่น ทั้งนี้ด้วยกรรมวิธีการแพทย์แผนไทย (พระราชบัญญัติวิชาชีพการแพทย์แผนไทย พ.ศ. 2556. 2556 : 2) 2.3 การแพทย์ทางเลือกอื่น (Alternative Medicine) เป็นภูมิปัญญาการดูแลสุขภาพโดยอาศัยความรู้ทางการแพทย์ที่นอกเหนือจากการแพทย์แผนปัจจุบัน การแพทย์แผนไทย และการแพทย์พื้นบ้าน (คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ. 2559 : 13) ภูมิปัญญาท้องถิ่นมีความเป็นพลวัต รับเอา ปรับเปลี่ยน และประยุกต์ภูมิปัญญาจากแหล่งอื่นมาใช้ประโยชน์ในท้องถิ่นด้วย ประกอบกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีการสื่อสาร อินเตอร์เน็ต ท าให้ความรู้ด้านเภสัชวัตถุกระจายไปทั่ว เพื่อให้การรวมรวมองค์ความรู้การใช้เภสัชวัตถุของผู้สูงอายุในท้องถิ่นได้ครอบคลุม การศึกษาครั้งนี้จึงก าหนดขอบเขตในระดับของภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านสุขภาพ ซึ่งรวมการแพทย์ทั้ง 3 ระบบคือการแพทย์แผนไทย การแพทย์พื้นบ้าน และการแพทย์ทางเลือกที่เกี่ยวข้องที่ผู้สูงอายุในท้องถิ่นน ามาใช้จริง 3. ภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านสุขภาพกับความเชื่อเรื่องความเจ็บป่วย ภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านสุขภาพในประเทศไทยแต่เดิมมีความคิดความเชื่อเกี่ยวกับ ผี ขวัญ และโชคชะตา ซึ่งโยงความสัมพันธ์จากตัวมนุษย์ให้ขยายกว้างออกไปถึงธรรมชาติรอบตัวและสิ่งที่อยู่เหนือธรรมชาติ รวมทั้งดวงดาวในจักรวาล โดยน ามาประสานให้กลมกลืนไปได้อย่างดีกับหลักความเชื่อของพุทธศาสนา จะเห็นได้จากมีพระสงฆ์ไม่น้อยที่ท านายดวงชะตา แต่ได้ปรับเปลี่ยนวิธีการสะเดาะเคราะห์ให้อยู่ในรูปของการท าบุญกับพุทธศาสนา เช่น การท าบุญตักบาตร ถวายสังฆทาน และให้หันมานับถือพระรัตนตรัยเป็นสรณะแทนการนับถือผี สะท้อนให้เห็นถึงความกลมกลืนกันของความเชื่อชุดต่าง ๆ ที่มีในสังคมไทย แม้รู้ดีว่าการป่วยนั้นมีสาเหตุจากธรรมชาติ เช่น อุบัติเหตุตกต้นไม้ ปวดเมื่อย ก็ยังใช้คติความเชื่อเรื่อง เคราะห์กรรม ขวัญ และผี มาร่วมอธิบายสาเหตุที่มาของความยุ่งยากที่เข้ามาในชีวิต ย้ าให้เห็นความสัมพันธ์ของคนกับธรรมชาติและสิ่งที่เหนือธรรมชาติที่มีอยู่ 16 ตลอดเวลา ด้วยเหตุนี้ขั้นตอนหนึ่งของการรักษาในอดีตไม่ว่าจะใช้รากไม้ สมุนไพร การนวด จะมีพิธีกรรมที่มาจากความเชื่อพื้นฐานนี้รวมอยู่ด้วย เช่น มีการบูชาครู เป่าน้ ามนต์ เสกคาถาก่อนฝนยาหรือทายาให้ผู้ป่วย เพราะไม่ได้คิดว่าการป่วยเป็นเรื่องทางกายเพียงอย่างเดียว หากแต่สัมพันธ์กับโลกและชีวิตในมิติอื่น ๆ อีกด้วย (วิชิต เปานิล. 2546 : 106) การแพทย์ดั้งเดิมของไทยผูกพันกับความเชื่อ อันได้แก่ ความเชื่อในอ านาจเหนือธรรมชาติ ความเชื่อเรื่องไสยศาสตร์ ความเชื่อเรื่องโหราศาสตร์ การเคารพธรรมชาติ เห็นได้จากบวงสรวงเทพเทวดา เจ้าป่า เจ้าเขา แม่ธรณี เป็นต้น ต่อมามีการลองผิดลองถูก การเรียนรู้ทดสอบเรื่องสรรพคุณของเภสัชวัตถุ ผสมผสานกับพิธีกรรม ความเชื่อดั้งเดิม การแพทย์ประสบการณ์ เกิดเป็นระบบการแพทย์พื้นบ้าน จากนั้นการแพทย์ในไทย ได้รับอิทธิพลจากภายนอก คือขอม อินเดีย และจีน เกิดการแลกเปลี่ยนและผสมผสานให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตสังคมและวัฒนธรรมไทย อิทธิพลของขอมสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ปรากฏหลักฐานคืออโรคยาศาลที่พบในประเทศไทยหรือต าราสมุดข่อยโบราณที่เป็นต าราภาษาของการเผยแพร่ศาสนาพุทธและฮินดูจากอินเดียท าให้การแพทย์อายุรเวทเข้ามามีอิทธิพลและเป็นรากฐานของการแพทย์ไทยดังจะเห็นได้ว่าต าราหรือคัมภีร์แพทย์จะเริ่มต้นท าปณาม หรือนมัสการพระพุทธเจ้า การอ้างถึงปรมาจารย์ทางการแพทย์ คือ หมอชีวกโกมารภัจจ์ การกล่าวถึงธาตุทั้ง 4 ได้แก่ดิน น้ า ลม ไฟ ที่ปรากฏในพระไตรปิฎก แสดงถึงอิทธิพลของพระพุทธศาสนา ต าราพระโอสถพระนารายณ์ ปรากฏข้อมูลของหมอจีนและต ารวจแพทย์ จึงมีการใช้โกฐซึ่งเป็นตัวยาอายุวัฒนะของจีน เป็นหลักฐานแสดงถึงอิทธิพลของแพทย์จีน ทฤษฎีธาตุสมุฏฐาน อุตุสมุฏฐาน อายุสมุฏฐาน และกาลสมุฏฐาน ที่แพทย์แผนไทยใช้ในปัจจุบัน มาจากทฤษฎีการแพทย์ดั้งเดิม บทสรุปของการแพทย์ไทยประกอบด้วยระบบการแพทย์พื้นบ้านและระบบการแพทย์ท้องถิ่น พระพุทธศาสนา อายุรเวทอินเดีย การแพทย์จีนและการแพทย์ขอม และทฤษฎีการแพทย์ดั้งเดิม การพัฒนาและตอบสนองการดูแลป้องกันบ าบัดและรักษาสุขภาพของคนไทยตั้งแต่อดีตจนมาถึงปัจจุบัน (กิตติ ลี้สยาม. 2555 : 1/11 - 1/12) พุทธศาสนาเกี่ยวข้องกับระบบการแพทย์พื้นบ้านตั้งแต่การก าหนดความหมายและการรับรู้เกี่ยวกับการเจ็บป่วย ช่วยให้เห็นว่าการเจ็บป่วยเป็นเรื่องธรรมดาของชีวิต เป็นธรรมชาติ และมีสาเหตุทั้งที่มาจากธรรมชาติ สิ่งที่เหนือธรรมชาติ ดวงดาว รวมทั้งเคราะห์กรรม และเมื่อถึงที่สุดไม่สามารถให้การรักษาได้ มักใช้ข้อสรุปที่เป็นความเชื่อของศาสนาในเรื่องของกรรม ถือว่าเป็นการหมดกรรมหรือสิ้นบุญที่เป็นความคิดความเชื่อพื้นฐานที่สุดของชาวบ้านมาใช้อธิบายเพื่อบรรเทาความทุกข์จากการสูญเสียในขั้นตอนต่าง ๆ ของการรักษา ตั้งแต่การตรวจวินิจฉัย ค าอธิบายเกี่ยวกับสาเหตุองโรค เทคนิคที่ใช้รักษา ค าอธิบายผลการรักษาว่าท าไมจึงหายหรือไม่หาย ก็ล้วนได้รับอิทธิพลจากความคิดความเชื่อของพุทธศาสนาด้วย โดยเฉพาะหลักความเชื่อเกี่ยวกับองค์ประกอบของร่างกายที่ประกอบด้วยธาตุ 4 ในส่วนของรูป และส่วนของจิตที่ไม่อาจมองเห็นหรือรับรู้ผ่านประสาทสัมผัสปกติ 17 ได้ที่เรียกว่าวิญญาณ ซึ่งได้รับการถ่ายทอดผ่านทางหลักธรรมค าสอนในพุทธศาสนา ก็กลายเป็นความเข้าใจพื้นฐานที่หมอพื้นบ้านใช้ในการรักษาโรคมาโดยตลอด (วิชิต เปานิล. 2546 : 109) สถาบันการแพทย์แผนไทย (2544 : 2) สรุปสาเหตุการเจ็บป่วยเป็น 3 กลุ่มใหญ่ ดังนี้ 3.1 เชื่อว่าความเจ็บป่วยเกิดจากสิ่งที่เหนือธรรมชาติ ได้แก่ ผีบรรพบุรุษ สิ่งที่มีอ านาจ เช่น ผีป่า ปีศาจ ผีหรือสิ่งของที่ผู้อื่นเสกมากระท าโทษ เชื่อในเรื่องของเทพ เรื่องของพระเจ้าลงโทษผู้ท าผิดจารีตประเพณี ความเชื่อนี้มีอยู่โดยทั่วไปแตกต่างกันตามที่อู่และวัฒนธรรมของแต่ละท้องถิ่น 3.2 เชื่อว่าความเจ็บป่วยเกิดจากธรรมชาติ ได้แก่ การเสียสมดุลของร่างกายอันประกอบด้ายธาตุทั้ง 4 การเสียสมดุลของความร้อนความเย็น การเสียสมดุลของโครงสร้างร่างกาย 3.3 เชื่อว่าความเจ็บป่วยเกิดจากพลังจักรวาล ได้แก่ อิทธิพลของดวงดาวต่าง ๆ มีทั้งพลังที่สร้างสรรค์ และพลังที่ท าลายสุขภาพ หากพลังใดมากกว่าจะส่งผลให้สุขภาพดีหรือร้ายไปตามนั้น ภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านสุขภาพของไทย มีฐานคิดเริ่มจาก ผี ขวัญ และโชคชะตา ที่สอดประสานกลมกลืนกับพุทธศาสนา ฐานคิดเรื่องการเจ็บป่วยไม่ใช่เป็นเรื่องทางกายเพียงอย่างเดียว หากแต่สัมพันธ์กับโลกและชีวิตในมิติอื่น ๆ อีกด้วย การรักษาโรคจึงเป็นการรักษาทั้งในมิติของวัตถุ และนามธรรม ผ่านพิธีกรรมต่าง ๆ 4. ภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านสุขภาพด้วยการแพทย์วิถีพุทธ ภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านสุขภาพในมุกดาหาร นอกจากมีการผสมผสานของภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านสุขภาพในระบบการแพทย์แผนไทยและระบบการแพทย์พื้นบ้านอีสานแล้ว การแพทย์วิถีพุทธ ซึ่งเป็นหนึ่งในการแพทย์ทางเลือก ตั้งแต่ พ.ศ. 2555 กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ยอมรับให้เป็นหนึ่งในทางเลือกที่ประชาชนสามารถเลือกใช้ได้ และก าหนดให้เรียกชื่อองค์ความรู้นี้ว่า “การแพทย์วิถีธรรม” อย่างไรก็ตามในงานด้านการศึกษาวิทยานิพนธ์ และดุษฎีนิพนธ์ของใจเพชร กล้าจน ปราชญ์ท้องถิ่นชาวอ าเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร ผู้ค้นพบองค์ความรู้นี้ เลือกใช้ค าส าคัญว่า การแพทย์วิถีพุทธ ดังนั้นในงานวิจัยนี้ผู้วิจัยจึงเลือกใช้การแพทย์วิถีพุทธ เพื่อประโยชน์ในการค้นคว้าด้านการศึกษาต่อไป การแพทย์วิถีพุทธ คือ การแพทย์ที่น าเอาจุดดีของวิทยาศาสตร์การดูแลสุขภาพทั้ง 4 แผน คือ แผนปัจจุบัน แผนไทย แผนทางเลือกและแผนพื้นบ้าน รวมกับหลัก 8 อ. เพื่อสุขภาพที่ดีของสถาบันบุญนิยม มาบริหารจัดการองค์ความรู้ ประยุกต์ผสมผสานบูรณาการด้วยหลักธรรมขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า และแนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับสภาพสังคมสิ่งแวดล้อมในปัจจุบัน เน้นการแก้ไขหรือลดปัญหาสุขภาพที่ต้นเหตุ โดยใช้สิ่งที่ประหยัดที่สุด แต่ให้เกิดประโยชน์สูงที่สุด ด้วยวิธีที่เรียบง่าย ได้ผลรวดเร็ว สามารถพึ่งพาตนเองได้ ใช้ทรัพยากรในท้องถิ่นเป็นหลัก ประยุกต์เข้ากับวิถีชีวิตได้อย่างยั่งยืน 18 โดยสามารถสร้างความเป็นพุทธะในตนไปพร้อม ๆ กับการเกื้อกูลมวลมนุษยชาติ ด้วยการสานพลังกับหมู่มิตรดี ในสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ดี (ใจเพชร กล้าจน. 2558 : 21 - 22) การปรับสมดุลเพื่อแก้ไขปัญหาสุขภาพ ตามหลักแพทย์ทางเลือกวิถีธรรม มี 3 สูตรปรับสมดุล 4 กลวิธีหลัก 9 เทคนิค ดังนี้ (ใจเพชร กล้าจน. 2558 : 385 - 395) การปรับสมดุลร้อนเย็น 3 สูตร คือ 1. สูตรร้อน ใช้แก้อาการเย็นเกินและอาการร้อนหลอก 2. สูตรเย็น ใช้แก้อาการร้อนเกินและอาการเย็นหลอก 3. สูตรร้อนผสมกับสูตรเย็น ใช้แก้อาการร้อนและเย็นเกินเกิดขึ้นพร้อมกันโดยปรับสมดุลไปสู่จุดที่รู้สึกสบาย เบากาย มีก าลัง ตามหลักกกจูปมสูตรและอนายุสสสูตร การปรับสมดุลเพื่อแก้ไขปัญหาสุขภาพ 4 กลวิธีหลัก คือ สมดุลร้อนเย็น ละบาป บ าเพ็ญบุญ และเพิ่มพูนใจไร้กังวลเทคนิคปรับสมดุลเพื่อแก้ไขปัญหาสุขภาพ 9 ข้อ 1. การรับประทานสมุนไพรปรับสมดุล 2. การกัวซาหรือขูดซาหรือขูดพิษหรือขูดลมเพื่อระบายพิษทางผิวหนัง 3. การสวนล้างพิษออกจากล าไส้ใหญ่ด้วยสมุนไพรที่ถูกกัน (ดีท็อกซ์) 4. การแช่มือแช่เท้าหรือส่วนที่ไม่สบายในน้ าสมุนไพร 5. การพอก ทา หยอด ประคบ อบ อาบ เช็ด ด้วยสมุนไพร ตามภาวะร้อนเย็นของร่างกาย 6. การออกก าลังกาย กดจุดลมปราณ โยคะ กายบริหาร ที่ถูกต้อง 7. การรับประทานอาหารปรับสมดุลร่างกาย 8. ใช้ธรรมะ ละบาป บ าเพ็ญบุญกุศล ท าจิตใจให้ผ่องใส คบมิตรดีสหายดี และสร้างสังคมสิ่งแวดล้อมที่ดี 9. รู้เพียรรู้พักให้พอดี สรุปภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านการแพทย์วิถีพุทธ น าความรู้เรื่องเภสัชวัตถุ และบุญมาใช้ในการรักษาโรค 7 ใน 9 เทคนิคปรับสมดุลใช้เภสัชวัตถุเป็นองค์ประกอบ และการบ าเพ็ญบุญ เป็นหนึ่งในกลวิธีหลักในการปรับสมดุลเพื่อแก้ไขปัญหาสุขภาพ กล่าวคือองค์ความรู้การแพทย์วิถีพุทธ มีทั้งรูปคือเภสัชวัตถุ และนามคือบุญ การศึกษาการใช้เภสัชวัตถุตามองค์ความรู้นี้ อาจช่วยถอดรหัสการใช้เภสัชวัตถุอย่างมีประสิทธิผล สรุปภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านสุขภาพ เป็นภูมิปัญญาของชาวบ้าน ที่มีการประสานกลมกลืนกับวิถีชีวิต โดยเฉพาะในเรื่องของพุทธศาสนา ความเชื่อเรื่องการเจ็บป่วยและวิธีการรักษา ไม่ใช่เป็นมิติทางด้านกายที่เป็นรูปธรรมเพียงอย่างเดียว มีเรื่องของใจที่เป็นนามธรรมด้วย การดูแลสุขภาพอย่างมีประสิทธิภาพ จึงเป็นเรื่องของการใช้เภสัชวัตถุ และการท าบุญร่วมกัน 19 แนวคิดเกี่ยวกับเภสัชวัตถุ 1. ความหมายของเภสัชวัตถุ สถาบันการแพทย์แผนไทย (2544 : 119) ให้ความหมายของเภสัชวัตถุ ว่าหมายถึง สิ่งของนานาชนิดที่น ามาใช้เป็นยาแก้โรคได้ ซึ่งได้มาจากวัตถุ 3 ประการ คือพืชวัตถุ สัตว์วัตถุ และธาตุ การศึกษาถึงคุณสมบัติของสมุนไพรหรือวัตถุอื่น ๆ ที่สามารถน ามาปรุงเป็นยาได้ เรียกว่า การรู้จัก ตัวยา 5 ประการ คือ รูป สี กลิ่น รส และชื่อ ขณะที่ราชบัณฑิตยสถาน (2550 : 62) ให้ความหมายของ เภสัชวัตถุ ว่าหมายถึง สิ่งต่าง ๆ ที่ใช้เป็นยา หรือเป็นส่วนผสมในต ารับยา อันได้แก่ พืช สัตว์ แร่ธาตุ หรือ จุลชีพ เช่น พรมมิ รากดิน (ไส้เดือนดิน) สารส้ม เห็ดฆ้องเขาเขียว ส่วนใดส่วนหนึ่งของพืชหรือสัตว์ เช่น แก่นคูน ฝักราชพฤกษ์ นอแรด ลิ้นทะเล รวมถึงสิ่งของอื่นใดที่ได้จากพืช เช่น ยาด า มหาหิงคุ์. และหมายถึง ระบบวิชาความรู้ด้านสิ่งต่าง ๆ ที่ใช้เป็นยา หรือ เป็นส่วนผสมในต ารับยา จัดเป็นหลักวิชาด้านเภสัชกรรมไทย 1 ใน 4 หมวดวิชา ได้แก่ เภสัชวัตถุ สรรพคุณเภสัช คณาเภสัช และเภสัชกรรม พระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย พ.ศ. 2542 (2542 : 50) ให้ความหมายของสมุนไพร ว่าหมายถึง ผลิตผลธรรมชาติอาจได้จากพืช สัตว์ แร่ธาตุ หรือจุลชีพ ซึ่งน ามาใช้เป็นยาได้หรือใช้ผสมกันตามต ารับยา เพื่อบ าบัดโรคหรือบ ารุงร่างกาย และหมายถึง. พืช สัตว์ จุลชีพ ธาตุ วัตถุ สารสกัดดั้งเดิมจากพืชหรือสัตว์ที่ใช้หรือแปรสภาพ หรือผสม หรือปรุงเป็นยาหรืออาหาร เพื่อการตรวจวินิจฉัย บ าบัด รักษา หรือป้องกันโรค หรือส่งเสริมสุขภาพร่างกาย ของมนุษย์หรือสัตว์ และให้หมายความรวมถึงถิ่นก าเนิดหรือ ถิ่นที่อยู่ของสิ่งดังกล่าวด้วย. สรุปเภสัชวัตถุ มีความหมายถึงวัตถุต่าง ๆ ที่ใช้เป็นสิ่งที่บ าบัด รักษา หรือป้องกันโรค หรือส่งเสริมสุขภาพร่างกาย โดยรวมคือมีสรรพคุณสร้างสุขภาพดี ฟื้นฟูสุขภาพได้ แหล่งของวัตถุได้มาจากพืช สัตว์ และแร่ธาตุ รวมถึงระบบความรู้ว่าสิ่งใดที่ใช้เป็นยาได้ ขณะที่สมุนไพร จะให้ความหมายถึงวัตถุที่สามารถใช้เป็นยาได้ ในการวิจัยครั้งนี้ มุ่งศึกษาถึงความรู้ของผู้สูงอายุในการใช้ยาที่มาจากธรรมชาติ ผู้วิจัยจึงเลือกใช้ค าว่า “เภสัชวัตถุ” เพื่อใช้ในความหมายอง ความรู้การใช้วัตถุใด ๆ ก็ตามที่มาจากพืช สัตว์ และแร่ธาตุ มาสร้างสุขภาพ หรือฟื้นฟูสุขภาพได้ 2. ประเภทของเภสัชวัตถุ ภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยจัดประเภทจ าแนกตามแหล่งที่มาของเภสัชวัตถุ เป็น 3 ประเภทใหญ่ คือ พฤกษวัตถุ สัตว์วัตถุ และธาตุวัตถุ มีรายละเอียดดังนี้ 1) พฤกษวัตถุ หรือ พืชวัตถุ ได้แก่ พรรณพฤกษชาตินานาชนิด แบ่งออกได้ 5 จ าพวก ได้แก่พืชจ าพวกต้น
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive