660614 เกิดมาชาตินี้อาตมาจำเป็นต้องประกาศอรหันต์ พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2566
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์36 KB
วันที่แก้ไข17 มิถุนายน 2566

เนื้อหาในไฟล์

660614 เกิดมาชาตินี้อาตมาจำเป็นต้องประกาศอรหันต์ พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก https://www.boonniyom.net/53249.html

ดาวโหลดเอกสารที่ https://docs.google.com/document/d/13MZWLalmPvgUZcUUeaH7HdSl37hUL2GJ/edit?usp=sharing&ouid=101958567431106342434&rtpof=true&sd=true

ดาวน์โหลดเสียงที่ https://drive.google.com/file/d/1-2f9W18JZiQKjUbR2o0CUQUcooEgvooS/view?usp=drive_link

ดูวิดีโอได้ที่ https://youtu.be/vNH4N4lKG2A และ https://fb.watch/l9qj9frN5f/

สมณะเดินดิน... วันนี้วันพุธที่ 14 มิถุนายน 2566 ที่บวรราชธานีอโศก เราก็เพิ่งจะเสร็จงานอโศกรำลึก ปีนี้พ่อครูย่างอายุ 90 ปี ปีหน้าก็ 90 ปีเต็ม หมู่บ้านราชธานีอโศกก็จะครบรอบ 30 ปีด้วย เพราะฉะนั้นปีหน้า 90 + 30 ก็เป็น 120 ถือว่าเลขสวย ชุมชนหมู่บ้านของเราก็มีนัยยะที่ทำให้คนเกิดความเข้าใจ บางทีฟังพ่อครูมีความลึกซึ้งโลกุตระ แต่การเห็นองค์ประกอบของ บุคคลสัปปายะ เสนาสนะสัปปายะ ก็มีส่วนอย่างมาก เคยไปที่ไต้หวัน วันนั้นนั่งเครื่องบินตกหลุมอากาศมาก กัปตันตัดสินใจเชิดหัวขึ้นก่อน แล้วกลับไปนอนที่ฮ่องกงแล้วค่อยไปไต้หวัน แต่อาตมาคิดว่าคนที่ไปก็มีแต่คนดีๆทั้งนั้นเกินครึ่งลำ ต่อมาบางท่านได้กลับมาเป็น ผบ.ตร. เป็นรองนายก ไปดูองค์กรฉือจี้ เขาก็มีอะไรคล้ายเราหลายอย่าง เช่นเรื่องมังสวิรัติ แต่เขาจะไม่พูดเรื่องการเมือง เพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้ง ทำงานกว้างไปทั่วโลก ไปสัมผัสเรื่องขยะอย่างเดียวเป็นหลัก นอกนั้นก็ไปดูภาพ ดูนิทรรศการ ดูห้องประชุมของเขา ได้ดูของแห้งเสียส่วนมากไม่ได้ดูของสด แต่ทุกคนก็อยากจะไปพบเจ้าสำนักคือท่านธรรมาจารย์ อยากสัมผัสแนวคิด แต่ดูเหมือนเจ้าสำนักไม่ค่อยชอบพบแขก เราก็ได้ไปดูงานไปดูสถานีโทรทัศน์ ได้เห็นแต่เรื่องวัตถุ

อ่านต่อ

ได้เห็นเพียงแค่นี้คณะที่ไปก็คุยกันใหญ่ว่าจะกลับไปเปิดร้านเจอย่างที่ไต้หวัน สินค้าที่เขานำเสนอก็ซื้อกันมาใหญ่เลย เพราะมีความศรัทธา องค์ประกอบที่เขาจัดให้น่าเลื่อมใส แม้จะยังไม่เห็นตัวบุคคลมากนัก คณะที่มาดูงานที่บ้านราชฯ เรามีองค์ประกอบกิจกรรมบุคคลหลายด้าน เช่น การพาณิชย์ การกสิกรรม อย่างที่เป็นของสดไม่ใช่เอาของแห้งมาให้ดู คนมาก็อยากจะมาพบพ่อครู เคยมีคณะจากสถาบันพระปกเกล้า มาฟังพ่อครูพ่อครูก็พูดเรื่องลึกซึ้งมาก แต่พอพ่อครูเทศน์เสร็จ ก็มีคำถามเดียวจากคนที่เป็นพระ ที่เป็นลูกของ ดร.ระวี ภาวิไล ท่านถามว่าพ่อครูที่ได้มาสืบทอดศาสนาได้รับการพยากรณ์จากพระพุทธเจ้าใช่ไหม เมื่อได้รับคำตอบทุกคนก็นั่งเงียบ บางคนสังเกตว่าศีรษะสั่นเล็กน้อย คิดว่าดูองค์ประกอบทั้งหมดแล้วแม้เขาจะไม่เชื่อ เขาก็ไม่กล้าลบหลู่ เพราะเป็นองค์ประกอบที่มนุษย์จะคิดและทำอย่างนี้ขึ้นมาได้เป็นเรื่องอัศจรรย์ ทำนองเดียวกับคณะอาจารย์จากมหาวิทยาลัยรังสิต มีพวกเราไปสัมภาษณ์คณบดีที่นำมา อาจารย์เขาก็พูดในความรู้สึกเชิงบวกว่าน่าจะมาสัมผัสอีก องค์ประกอบของบุคคล สถานที่ทำให้เราไม่กล้าดูถูก และเราอยากศึกษานะ ทำไมเขาคิดพูดทำอย่างนี้ ต้องติดตาม ฉะนั้นปีที่ 30 ของบ้านราชฯ พวกเราควรจะได้มาทบทวนกัน ต้องมาระดมสมองกันว่าอะไรจะทำให้องค์ประกอบของที่นี่ให้บริบูรณ์สมบูรณ์ พ่อครูว่า... ก่อนอื่นคงต้องโอภาปราศรัยกับ SMS _กราบขอพ่อครูช่วยประชาสัมพันธ์ด้วยค่ะ .. ขอเชิญทุกท่านร่วมเข้าค่ายอุโบสถศีลสันติอโศก ครั้งที่ 177 "ฝึกจิตให้ตั้งมั่น" วันศุกร์ที่ 16 - อาทิตย์ที่ 18 มิถุนายน 2566 เริ่มรับลงทะเบียนเย็นวันศุกร์ที่ 16 มิ.ย. เวลา 16.00น.เป็นต้นไป ปฏิบัติธรรมพักค้างที่วัด จบกิจกรรมวันอาทิตย์ที่ 18 มิ.ย. เวลา 15.00น. ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 0858107041 หรือติดตามข้อมูลผ่านเฟซบุ๊ค กลุ่มค่ายอุโบสถศีล สันติอโศก

SMS วันที่ 12-13 มิ.ย. 2566

_สื่อฟ้าศิลป์ ภูวนาถ · พ่อครูเคยกล่าวฯการให้ทางโลกุตระ คือการให้ที่ให้แล้วให้เลยไม่เอาคืน!💛🙇💜 พ่อครูว่า... ใช่ อย่าว่าจะให้แล้วเอาคืนเลย จิตของเราก็ไม่คิดว่าเป็นเราเป็นของเรา ไม่ไปกังวลไม่ไปนึกว่านี่เป็นของเรา คุณทำจิตใจให้ว่างปล่อยวางไปเลยอย่างนั้น

ชีวิตขึ้นอยู่กับกรรมว่าจะเอาแต่เปลือกให้ได้แก่นสาร _เพ็ญประภา วันละ · กราบนมัสการค่ะ การฟังธรรมรายการพุทธศาสนาตามภูมิภาคทบทวนในวันอังคารที่ 13 มิ.ย. นี้ ทำให้เข้าใจการให้ทานที่ถูกต้องมากขึ้น และการทำใจในใจจะต้องรู้เท่าทันกิเลสและอาศัยเวลาในการฝึกฝนกราบขอบพระคุณมากค่ะ จะพยายามฝึก จนกว่าจะทำได้ค่ะ พ่อครูว่า... มาถึงตรงนี้อาตมาอยากจะขอแวะว่า ศาสนาพระพุทธเจ้าตรัสรู้เรื่องจิตเรื่องกรรมวิบาก จิตนี่มันเข้าใจเรื่องกรรม มนุษยชาติอยู่ด้วยกัน เกิดมาแล้วกรรมพาเป็นพาไป กัมมโยนิ แล้ว กรรมเป็นของเรา กรรมเป็นเผ่าพันธุ์ เราเป็นทายาทของกรรม เป็นมรดกกรรมของเราเองนำไป แล้วเราก็ได้อาศัยได้พึ่ง กัมมปฏิสรโณ อาศัยกรรม ชีวิตของเราตลอดชีวิต อยู่กับกรรมตั้งแต่เกิดจนตาย ถ้าเข้าใจกรรมและผลของกรรมคือวิบากแล้ว เราก็จัดการกรรม อย่าให้มันไปทำเพื่อเป็นผลที่เราจะต้องอาศัยเป็นเผ่าเป็นพันธุ์ของเรา เป็นมรดกของเรา ต้องทำให้ได้สิ่งที่ดี ไอ้ที่ไม่รู้ผ่านมาแล้วก็แล้วไป ที่รู้จริงๆเราจะต้องเรียนรู้อย่างกระจ่าง หายมืดหายบอดหายโง่ หายบ้า ชัดเจนจริงๆในเรื่องกรรมจนสามารถควบคุมกรรม ทำกรรมได้สัมผัสเกี่ยวข้องกับโลกเขาแล้ว มันจะเกิดอาการให้เราทำกรรมที่ไม่ดีอย่างไร อย่างมีธรรมฤทธิ์เลย ทำแต่ดีแล้วไม่เป็นทาสจิตใจของเราเลย ใจของเราจิตวิญญาณของเรา ศาสนาพระพุทธเจ้าท่านสอนให้จัดการกับใจของเราจนเลิกบ้า เลิกใบ้ เลิกบอดได้ เลิกโง่ได้ หมดอวิชชาได้ เป็นอรหันต์ได้ สุดยอดเลย ถังขยะใหญ่หนึ่งนั้น คือใจ เราฤา จึงถั่งถมอะไร ใส่ให้ สุขก็ใส่ ทุกข์ก็ใส่ ไฉนโหด นักเวย หยุดโง่บ้าบอดใบ้ จึ่งได้ อรหันต์

เขียนไว้แล้วหลายสิบปีแล้ว เขางัดขึ้นมา ปริ้นขึ้นมาให้ มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ ถึงบอกว่าคนเราเข้าใจธรรมะฟังธรรมะแล้วก็สามารถจะควบคุมใจเราได้ ได้ผล ทุกวันนี้เรียนไป จบด็อกเตอร์ทางศาสนา จบเปรียญ 9 ได้แต่ภาษาบัญญัติ ได้แต่ตรรกะความหมาย ไม่เข้าถึงใจตนเอง ไปมองออกนอกตัวของใครต่อใครหมด ใจตนเองควบคุมไม่ได้ จัดการกับจิตใจตนเองไม่ได้ หรือไม่ได้ฝึกจิตใจตนเองเลย แต่รู้มากนะ รู้ความหมายรู้บัญญัติรับรู้ภาษา รู้คำภีร์ รู้คำสอนพระพุทธเจ้า จำได้ก็มาก ท่องจำมาสอนอยู่ก็มาก สาธยายคล่องปาก แต่ไม่ได้จัดการกับใจตนเอง ท่านถึงบอกว่าผู้ที่เป็น ปทปรมบุคคล ชาตินี้ไม่ได้บรรลุธรรมเพราะไม่ได้จัดการกายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม แต่รู้หมดนะพูดถึงกายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม พอแตะปั๊บก็รู้หมดจำได้ด้วย เก่งกว่าอาตมาอีก แต่ไม่รู้จริงๆหรอกว่าคำว่ากายสัมมาทิฏฐิหรือยัง กายในกาย ก็ต้องต่อไปเป็นเวทนาในเวทนา ท่านมีอิทัปปัจจยตาเหล่านี้ไหม มีปัจจยการเหล่านี้ไหม แม้แต่ไปถึงจิตในจิต ถึงธรรมในธรรม จนถึงสามารถแยกโลกุตรธรรม โลกียธรรม แล้วปฏิบัติธรรมให้เป็นโลกุตรธรรม กายในกายก็ดี เวทนาก็ดี จิตก็ดี เหตุสำคัญก็อยู่ที่จิตที่รู้เจโตปริญญาณ 16 สามารถแยกราคะ โทสะ โมหะ และสามารถทำ วีตราคะ โทสะโมหะได้ จนกระทั่งถึงวิมุต อวิมุติหรือ สมาหิตะ อสมาหิตะได้ อย่างแท้จริงเลย เรียนมากเป็นชาติๆแล้วลืมแล้วก็ทิ้ง เพราะว่ามันไม่เข้าถึงจิต มันก็รู้เป็นแต่เพียงเปลือก ตายไปแล้วเกิดชาติหน้าชาติโน้น มันก็ไม่ได้มีอะไรมาก ก็ไม่ได้ฝังเข้าไปในจิต ไม่ได้จัดการจิตเลย มันก็มีแต่อะไรฉาบอยู่ข้างนอก พอตายไปแล้วก็เหมือนกับคุณมีขี้โคลนถูกเนื้อถูกตัว โดดลงน้ำตูม มันก็ละลายหายไป เหมือนกันอย่างนั้น ขึ้นมาจากน้ำ เมื่อกี้เรามีโคลนอยู่เหรอ เหมือนกับตายเกิดไปอีกชาติไม่ได้มีอะไรเหลือ น่าเสียดายเกิดมาแต่ละชาติในการศึกษาธรรมะ บางคนทั้งชาติทั้งชีวิตเรียนรู้ธรรมะตั้งแต่เป็นเด็ก จนกระทั่งบวชเป็นเณร จนกระทั่งแก่จนตาย แล้วก็ไม่บรรลุธรรมในชาตินั้น โอ้โหได้รับการยอมรับนับถือเรื่องของเปลือกๆ เพราะคนมันเข้าไม่ถึงเนื้อ มันรู้แต่เปลือก ได้รับรางวัลทั่วโลก ทั่วโลกจะไปมีอะไรเป็นเทวนิยม เขาให้รางวัล เหมือนอย่างธัมมชโย ธรรมกายรางวัลบานตะโก้เลย เยอะแยะเลย แต่มีแต่เปลือกเน่าด้วย แล้วไปหลอกชาวโลกเขา เอาโลกียะปลอมๆมายาไปมอมเมาโลก ธรรมกายปลอมธัมมชโย น่าสงสาร ทำลายศาสนาโดยไม่รู้ตัว แล้วก็หลงงมงายอีกนาน อาตมาพูดไปแล้วก็พูดด้วยความสงสาร แต่เสร็จแล้วพูดไปก็รู้ว่าคนที่เขาศรัทธาเลื่อมใสจะหาว่าเราไปข่มเขา หาว่าไปดูถูกดูแคลนเขา แต่อาตมามันจำนน จำเป็น จำยอม จำต้องพูดความจริง เอาความจริงมายืนยันกัน ต้องย้ำ ต้องซ้ำ ว่ามันเป็นจริงอย่างไร ไม่เป็นจริงอย่างไร

_บุญสูง สาดา · คนอโศกโชคดีมีแรงธรรม ลงมือทำกสิกรรมไร้สารพิษ แบบคนจนทนทำมีธรรมเป็นฤทธิ์ ผมขอใช้สิทธิ์คิดพูดทำดีที่ทุ่งนาครับ (ทำนาแปลงเล็กปีที่สองด้วยมือตัวเองอยู่ครับ) กราบพ่อครูสมณะสิกขมาตุ เจริญธรรมญาติธรรมทุกท่านครับ

_สมณะคิดถูก นาวาบุญนิยม · ลุงตู่พร้อมจะลงจากเก้าอี้ทุกเมื่อ แต่ตอนนี้ยังไม่มีนายกคนใหม่ ลุงก็ต้องนั่งเก้าอี้นายกเราไปเรื่อยๆ จนกว่าจะได้นายกคนใหม่ พ่อครูว่า... ลุงตู่ก็ไม่ได้ติดยึดอะไร ทำตามเหตุปัจจัย

พ่อครูมีอาสโภต่างกับคนที่มีแต่มังกุ _Horm Menh Hour หอม เหม็น เหา · แม้แต่องค์หลวงตามหาบัว องค์ท่านไม่เคยอวดตัวเองว่าพระอรหันต์ ใครว่าองค์ท่านยังไง ท่านก็ทำตัวธรรมดา ใครว่าท่านยังไงก็ช่าง พ่อครูว่า... คุณจะแก้ต่างให้มหาบัวที่อาตมาตำหนิ มหาบัวจะไปกล้ากล่าวว่าตัวเองเป็นอรหันต์ได้อย่างไร เพราะตัวเองไม่ได้เป็นอรหันต์ ไม่กล้า ไม่มีอาสโภพอหรอก แต่บอกเป็นนัยๆเหมือนกันว่า บอกเป็นนัยๆไหนๆว่าพี่ไปหลายวัน _สู่แดนธรรม... ท่านก็บอกแค่ว่า ชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายแล้ว จะไม่เกิดอีก พ่อครูว่า... ก็เป็นในนัยยะอย่างนั้น คือท่านมีความเป็น มังกุ เกินมังกุด้วย ไม่กล้าประกาศ ไม่มีอาสโภ ฟังอาตมาให้ดี อาสโภ เป็นลักษณะความจริงของมนุษย์ มังกุ อุทธัจจะ ก็เป็นความจริงของมนุษย์อย่างนั้น เขาไม่มีความจริงในตัวของเขา ไม่มีความแกล้วกล้าหาญเพราะไม่มีความจริงที่จะพูดออกมาอย่างนั้นได้ จริงๆเขามีอย่างนั้นจริงๆเพราะฉะนั้นเขาไม่กล้าพูดหรอก จริงๆหลอกเขาอยู่ แต่ตัวเองหลงใหล หลงเลอะด้วย แล้วตัวเองก็เผลอไปด้วย ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข หลอกตัวเองด้วยไม่รู้ตัวเอง เอา ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข เอาอันนั้นมาตีราคาว่าตัวเองได้รับความยอมรับ ยินดี ถ้าไม่ได้รับ ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข มาเป็นเครื่องประกัน เป็นเครื่องรับรอง จะไม่รู้สึกว่าตัวเองเป็น ตัวเองมี ตัวเองได้หรอก เหมือนกับอาตมาไม่มี ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข มารับรองเลย แต่อาตมาไม่มีปัญหา เพราะอาตมาเป็น อาตมาเน้น ยืนยันด้วย ไม่ได้ไปน้อยใจ ไม่ได้ไปเสียใจ ไม่ได้ไปเห็นว่า เขาดูถูกดูแคลน ไม่มี ชัดเจนด้วยซ้ำว่าเรายังทำให้เขาเข้าใจไม่ได้เนาะ ทำให้คุณเข้าใจได้ประมาณพวกเราพวกคุณนี้เข้าใจ นอกนั้นเขายังเข้าใจไม่ได้ เราก็รู้ว่าเราพยายามจะทำอย่างไรให้เขาเห็นความจริงให้ชัด ให้ลึก ให้เขาเกิดปฏิภาณปัญญาขึ้นมาเห็นความจริงเลยว่า ความจริงมันเป็นเช่นนี้ ซึ่งมันเป็นโลกุตรธรรมที่อาตมาชัดเจนอยู่แล้ว ไม่มีปัญหา

_พงษ์พิพัฒน์ หอมหวล · สึกเถอะ พ่อครูว่า...คุณจะสึกก็สึกเถอะ อาตมาไม่สึกหรอก สึกไม่ได้ด้วย ตั้งใจอยู่ไปจนตาย

_ป้ารัตน์ หนึ่งในธรรม · กราบนมัสการพ่อท่านด้วยความเคารพอย่างสูง ได้ยินพ่อท่านประกาศอรหันต์แล้ว ขนลุกเลย ว่าพ่ออายุย่างก้าวเข้า 90 ปีนี้ มีสิ่งดีๆเกิดขึ้น ไม่ว่า อรหันต์ระดับต่างๆ โพธิสัตว์ระดับต่างๆ ให้ได้รับรู้ซึ่งสิ่งเหล่านี้ เพราะพ่อท่านมีสภาวะ สิ่งเหล่านี้มีจริงในตัวเอง เลยประกาศให้ได้รับรู้ ในส่วนตัวต้องขวนขวายกว่าเดิม พ่อครูว่า... เห็นไหม มันทำให้คนเราที่เข้าใจ ไม่มีอคติอะไร ฟังแล้วก็จะเห็นว่าโลกุตรธรรม ไม่ใช่ของไกลตัวทีเดียว แต่ก็เป็นของลึกซึ้งแน่นอน แต่ฟังเข้าใจแล้วว่าเราต้องพากเพียรเอาให้ได้ ไม่ใช่ของไกลตัวจนเกินสุดเอื้อม อย่างที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ใน สวากขาโต เป็นของควรเอื้อมให้แก่ตัวเอง โอปนยิโก

_มุก 2130 • หากเทียบว่า อัตถิทินนัง หรือ ทาน ในสัมมาทิฏฐิ ข้อที่ 1 คือ ปลายสุดของลูกศร ส่วนสมณพรามณ์ผู้สยังอภิญญา(สัมมาทิฏฐิข้อ10) คือผู้จับหางลูกศร พร้อมคันธนู ที่เล็งไปสู่เป้าหมายได้แม่นยำที่สุด องค์ธรรมทั้ง 9 จึงคือลูกธนู ดังกล่าว ข้อที่10 จึงสำคัญที่สุด เพราะ คือผู้ทำให้สัมมาทิฏฐิมีผลสมบูรณ์ พ่อครูว่า... เทียบได้ดี แต่ไม่ขยายความเดี๋ยวจะเลอะ

_ซึ้งซื่อ วิเชียร : กราบนมัสการ พ่อท่าน ด้วยสุดเศียรเกล้าครับเนื่องใน วันที่ 3 มิถุนายน 66 เป็นวันวิสาขบูชาและวันอโศกรำลึกครั้งที่ 42 พร้อมทั้งเป็นวันเฉลิมพระชนมพรรษาของพระราชินีในรัชกาลที่ 10 ผมได้มีโอกาสได้เข้าร่วมในพิธีนี้ด้วย ทำให้ซาบซึ้งในพิธีนี้เป็นอย่างมากพร้อมทั้งได้ฟังพ่อท่านเทศน์สอนเรื่องต่างๆ เช่น พ่อท่านได้เปิดเผยความจริงเกี่ยวกับการบรรลุธรรมแก่ชาวไทยและชาวโลกด้วยสัจจะความเป็นจริง มี power สูงมากครับ และในวันที่ 4 มิ.ย 66 ได้มีเมตตานำเดิน Adventure ผ่านริมแม่น้ำมูลและรอบพื้นที่ราชธานีอโศก ได้เห็นอิทธิบาทในความเพียรแล้ว ผมหายเหนื่อยเลยครับ และในวันที่ 5 มิ.ย. 66 ได้เป็นวันเกิดและลูกๆ หลานๆ ได้แสดงปิตุบูชาอย่างพร้อมเพรียงกัน ทำให้ผมเห็นแล้วมีความประทับใจมากครับ การมาของผมในครั้งนี้สุดคุ้มในการได้เข้าร่วมพิธีต่าง ๆ ครับ กราบนมัสการขอบพระคุณ พ่อท่านอย่างสูงยิ่งครับ พ่อครูว่า… ผู้ได้ประโยชน์ก็อนุโมทนาสาธุ

จะวางใจกับที่อดีตสามีไปมีคนใหม่ได้อย่างไร _จากโยม จ.ปัตตานี โยมไม่สามารถวางใจเรื่องที่สามีแอบไปมีผู้หญิงอีกคนหนึ่ง เธอเป็นคนงานที่โรงงานของเรา กระทั่งทุกวันนี้ทั้งคู่ยังคงสวีดกันอยู่ โยมจะวางใจจากอดีตสามีได้อย่างไรค่ะ ขอบพระคุณค่ะ พ่อครูว่า... กายเขาก็จากเราไปโดยที่เขาเองเป็นคนทิ้งเราด้วยเป็นคนจากเรา ก็หยิ่งผยองในตัวเองบ้างสิ กายเขาก็ทิ้งเราไปแล้ว แล้วใจเราจะไปผูกพันเขาอยู่ ใจมันเป็นของเรา ของเราแท้ๆเลย ใจนี้ยิ่งกว่ากาย กายเขาก็ทิ้งเราเห็นๆ เราจะไปดึงมา เขาก็ยังยากอยู่อย่างนั้น แล้วมันก็จะเสียศักดิ์ศรีเรา เพราะฉะนั้นเรื่องจิตใจ นึกดีๆ เรื่องความติดพันในความเป็นเราเป็นของเรา พระพุทธเจ้าท่านสอนอธิบายพูดว่า มันไม่มีอะไรเป็นของเรา ไม่มี ข้างนอกนั้นไม่ใช่ของเราแท้ๆเลย ดินน้ำไฟลม แท่งก้อน สิ่งนั้นสิ่งนี้ ตั้งแต่ดินน้ำไฟลม พืชพันธุ์ธัญญาหาร สิ่งที่เป็นอะไรอื่นๆจนกระทั่งถึงสัตว์มนุษย์ด้วยกัน แม้แต่ลูกเต้าเหล่าหลาน มันก็ไม่ใช่ของเรา ถ้าคุณมีลูก ลูกของคุณ คุณคลอดมายังไม่ใช่ของคุณเลย แล้วสามีจะเป็นของคุณหรือ ลูกของคุณ คลอดมาเองยังไม่ใช่ของคุณเลย คิดให้ละเอียด ตรองให้ดีๆ แล้วจริงๆที่สุดแห่งที่สุด แม้แต่ใจเราเองเราก็เอากิเลสไปยึดว่ามีเราเป็นของเรา มันไม่มี สุดท้ายพระพุทธเจ้าพิสูจน์แล้ว แยกความเป็นเราหายไป อัตตาสูญเลย นี่คือสูงสุดของพระพุทธเจ้าได้พิสูจน์เป็นนักวิทยาศาสตร์ทางจิตที่ยิ่งใหญ่ เพราะฉะนั้น ถ้าคุณยังไม่ปล่อยไม่วาง คุณยังยึดเป็นเราเป็นของเรา คุณก็ต้องเป็นทุกข์สิ ขออภัย สมน้ำหน้า โง่ไปยึดอยู่ได้ เป็นเราเป็นของเรา สามีของเรา ทำไงจะเอากลับมา แม้แต่เขาก็ทิ้งเราอย่างเห็นๆ เขาก็ยังไม่เอาเราเลย เราก็หยิ่งของเราบ้างสิ เอ็งไม่เอาเอ็งไป ใจของเราก็เป็นของเรา แม้จะยังไม่ทิ้ง ใจเราก็เป็นของเรา เรียนธรรมะกับอาตมาให้ดีๆ แล้วคุณจะปล่อยจะวางได้สูงสุด

ประชาธิปไตยของพุทธอยู่กับ กาละ เทศะ ฐานะ มีคนต่างประเทศ คุณเราโน่ เขามาเป็นชาวบ้านราช เขาอยู่ที่นี่เป็นชาวฟินแลนด์ แสดงความเห็นมา ฟังธรรมะอาตมามา เขาก็สรุปมาว่า _กราบนมัสการพ่อครูที่เคารพ เราโน่ได้ติดตามการแสดงธรรมของพ่อครูผ่านทางการอธิบายของดิฉันในเรื่อง ประชาธิปไตย เขามีข้อสรุปตามแนวทางของพ่อครู ดังนี้ค่ะ Buddha’s Policy: To live for; นโยบายของพระพุทธเจ้า คือ มีชีวิตเพื่อ ... 1. Well-being of Mankind (body) ความอยู่ดีของมนุษยชาติ (ด้านร่างกาย) 2. Happiness of Mankind (soul) ความเป็นสุขของมนุษยชาติ (ด้านจิตใจ) 3. Serving the World รับใช้โลก These are the main elements of ‘Prachaathippatai’ in accordance with Buddha’s aspect. นี่คือ สาระสำคัญของประชาธิปไตย ตามแนวทางหรือนโยบายของพระพุทธเจ้า Due to the third policy, “Serving the World” Buddha cared for animals including all plants and non-beings, such as soil, water, air and fire. ในนโยบายข้อที่ 3“ รับใช้โลก” พระพุทธเจ้าทรงรวมถึงการอาทร พืช สัตว์ และสิ่งไร้ชีวิต ได้แก่ ดิน น้ำ ลม ไฟ When all are in balance. This is “Prachaathippatai”. เมื่อทุกสรรพสิ่งได้สมดุล นี่คือประชาธิปไตย …………………………….. 2 main aspects which Buddha teaches Buddhists พระพุทธเจ้าทรงสอนชาวพุทธใน 2 ประเด็นหลักคือ To develop yourself by learning Self-sufficiency การพัฒนาตน โดยการเรียนรู้ที่จะพึ่งตน (อัตตาหิ อัตโน นาโถ) To develop your society by helping each other to reach the 3 kinds of Buddha’s Policy. การพัฒนาสังคม โดยการช่วยเหลือซึ่งกันและกันตามนโยบายสามข้อ ดังกล่าว (พหุชนหิตายะ พหุชนะสุขายะ โลกานุกัมปายะ)(สิริมา เติมภาษาบาลี) …………พ่อครู seriously implement Buddha’s Policies. พ่อครูได้นำนโยบายของพระพุทธเจ้ามาปฏิบัติอย่างจริงจัง อนึ่งเราโน่ได้พิสูจน์จากประสบการณ์ของตนแล้วว่า การมีเกียรติยศ ชื่อเสียง ตำแหน่งทางสังคมสูง และมีฐานะทางเศรษฐกิจดีนั้น หากมุ่งมั่นด้วยตัวเองก็ประสบความสำเร็จได้ ทว่า การพัฒนาจิตวิญาณ จำเป็นต้องมีผู้นำที่รู้จริง ทำได้จริง และมีหมู่กลุ่มเกื้อหนุน อยู่เป็นปัจเจกชนไม่สามารถพัฒนาจิตวิญญาณได้ .....ฟินแลนด์ ที่ยกย่องกันในประชาคมโลก ว่า ประชาชนมีความสุขที่สุด มีการศึกษาดีที่สุด มีฐานะทางเศรษฐกิจดีที่สุดนั้น เป็นเพียงภาพลวงตา เด็กชาวฟินน์ที่เกิดมาในรัฐบาลชุดที่ผ่านมาจะต้องใช้หนี้ที่รัฐบาลกู้มาอย่างมหาศาล พวกเขาจะมีความสุขได้อย่างไร .. นี่คือผลของประชาธิปไตยที่ใช้เสียงข้างมากของประชาชน..เราโน่ยินดีขยายความเรื่อง.. ความสุขปลอมๆของชาวฟินน์ในฟินแลนด์ เชิญมาสนทนาได้ที่เฮือนข่อยหว้าแหล่ว ราชธานีอโศก ...พ่อครูมีความเห็นต่อวิธีคิดของเราโน่เรื่องประชาธิปไตยตามหลักการของพระพุทธเจ้าอย่างไรคะ กราบมาด้วยศรัทธาและเคารพอย่างสูงยิ่ง สิริมา ศรสุวรรณ (หายโง่) 12 มิถุนายน 2566 พ่อครูว่า... อยู่ดีๆฟังให้ดี ใครอยู่ข้างนอก มีผู้นำมีหมู่กลุ่มที่ดีแล้วไม่เข้ามาจะยาก แต่เราโน่ เขาเข้าใจ คำว่า ประชาธิปไตย ตามความหมายสมัยนี้ ที่เขาเข้าใจกัน อาตมาเคยอธิบาย คำว่าประชาธิปไตยเป็นศัพท์ภาษาไทยยุคนี้ ในยุคพระพุทธเจ้าไม่มีคำศัพท์คำนี้ มีแต่คำว่าอธิปไตย อธิปไตย 3 โลกาธิปไตย อัตตาธิปไตย และ ธรรมาธิปไตย แล้วก็เป็นพลังอธิปไตยนั่นแหละ มันมาเป็นประโยชน์ มาเป็นอายะ 3 ที่อาตมาเอา 2 หมวดนี้มารวมกัน คืออธิปไตย 3 กับอายะ 3 อธิปไตยคือพลังอำนาจของโลก พลังอำนาจของตน แล้วก็เป็นอธิปไตย 3 แล้วก็เอามาใช้ให้เป็นประโยชน์ เรียกว่า อายะ 3 และเพื่อ พหุชนะ ก็คือประชาชน มวล ก็คือ พหุ จำนวนมาก หิตายะ คือ ประโยชน์ หิตาคือประโยชน์ อายะคือ ที่ได้ก็เป็นประโยชน์เหมือนกัน อันที่ 2 เพื่อความสุข พหุชนสุขายะ และ อันที่ 3 คือ โลกานุกัมปายะ เกื้อกูลโลก รับใช้โลก ช่วยโลก ทำประโยชน์ให้แก่โลกทั้งมวล เป็นการหมดตัวหมดตน เสียสละเพื่อจะทำให้แก่โลก เป็นผู้รับใช้โลกเลย ยิ่งใหญ่ นี่คือความเป็นประชาธิปไตยที่เป็นสาระสภาวะ แต่ไม่ได้มีศัพท์คำว่าประชาธิปไตยในยุคสมัยพระพุทธเจ้า และพระพุทธเจ้าก็ทำประชาธิปไตยอยู่ในสังคมยุคนั้นไม่ได้ ก็พูดมาไม่รู้กี่ทีแล้ว เขาทำไม่ได้ พระพุทธเจ้าก็ทำไม่ได้ เพราะว่าเป็นยุคของคนในยุคโน้น คนเป็นทาส แล้วก็เป็นยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เป็นยุคที่ไม่รู้เรื่องสิทธิมนุษยชน สิทธิอะไรในตัวคนๆหนึ่ง ไม่รู้เลย สิทธิในข้าวของ สิทธิในความเป็นชีวิต สิทธิในศักดิ์ศรี ในตัวตน ที่จะพูด จะคิด จะทำ ไม่รู้เรื่อง เพราะฉะนั้นมันจึงทำไม่ได้ พระพุทธเจ้าทำได้เฉพาะผู้ที่มีภูมิปัญญาโลกุตระ เพราะฉะนั้นประชาธิปไตยที่อาตมาพูดมันเป็นประชาธิปไตยโลกุตระ ไม่ใช่ประชาธิปไตยของสังคมเทวนิยม สังคมที่มีความรู้เรื่องธรรมะเรื่องจิตวิญญาณแค่แบบพระเจ้า มันเป็นความรู้ที่เป็นประชาธิปไตยที่เป็นความรู้ยิ่งกว่าจิตวิญญาณที่อยู่ในกรอบของโลกีย์เท่านั้น มันครบในโลกีย์ที่สมบูรณ์ ดีที่สุด สมบูรณ์ที่สุด แล้วก็เลิก ไม่ยึดมั่นถือมั่นในความดีที่สูงสุดว่าเป็นเราเป็นของเราด้วย มันสุดยอดถึงอย่างนั้น เพราะฉะนั้นจึงไม่ได้อยู่อย่างยึดมั่นถือมั่นอะไร แต่อยู่อย่างมีประโยชน์อย่างยิ่ง และเป็นผู้ที่รู้จักจิตวิญญาณที่เป็นอัตภาพ สามารถจะอยู่กับโลกอย่างไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข และเป็นประโยชน์ต่อโลก ไม่มีโทษใดๆเลย และสามารถที่จะตายจากสิ่งทุกอย่างไปหมดเลย แต่เทวนิยมหมดสิทธิ์ ไม่มีสิทธิ์ที่จะรู้จักจิตวิญญาณ แล้วก็ไม่สามารถที่จะพ้นไปจากจิตวิญญาณที่เป็นอัตตา จำนนต่อความเป็นอัตตานิรันดร แล้วหลงสุข ซึ่งสุขนั้นมันคือมายาของทุกข์ คนยึดสุขไม่มีทุกข์ไม่ได้ คุณทำเก่งที่จะให้จิตวิญญาณได้เสพสุข อารมณ์ เป็นเรื่องปลอม เป็นเรื่องมายา เป็นเรื่องผีหลอก ซึ่งอาตมาพยายามใช้ภาษาแทนสภาวะเหล่านี้ คนฟังเองจริงๆเข้าใจภาษาได้ แต่ไม่ใช่จะเข้าใจสภาวะที่ตนเองหลงถูกมายาผีหลอกนั่นหลอกเอา จนไปเป็นทาสของผี เขาก็ไม่รู้ตัว แล้วก็ยอมตนเป็นทาสของผี เป็นทาสของมายา หรือผู้ยืนยันว่าตัวเองเป็นเจ้าของสุข หรือเจ้าของทุกสิ่งทุกอย่าง ก็คือผู้ที่เขาสมมุติว่าคือพระเจ้า แต่จริงๆแล้วพระเจ้าไม่มี มีแต่อุปาทาน เป็นนิรมานกายอย่างหนึ่ง ว่าเป็นเจ้าของสุข ที่จะประทานให้ แต่จริงๆแล้วไม่ใช่ บางครั้งเขาก็ทุกข์ บางครั้งเขาก็สุข เพราะฉะนั้นเขาจึงไม่สามารถที่จะทำให้ไม่มีสุข ไม่มีทุกข์ ทั้ง 2 อย่างได้ เขาจะทำไม่ได้ไม่มีวิธี และเขาก็ไม่รู้ด้วยว่าสุขทุกข์นี้มันไม่มีจริง แต่เขาอยากได้สุข แต่ความทุกข์มันก็มาแซม จะรวยมากที่สุดก็ยังมีทุกข์ในบางครั้ง จะมีเกียรติมียศมากที่สุด ก็มีทุกข์ในบางครั้ง จะมีอะไรที่โลกเขามีเขาหลงเชื่อกันว่า อันนี้ถ้าได้แล้วมันสุข เขาก็จะได้แล้วก็จะมีสุขในสิ่งที่ได้ มันก็ไม่ได้ช่วยให้เขาพ้นทุกข์ ศาสนาเทวนิยมไม่รู้เรื่องสุขทุกข์ ไม่เรียนรู้เรื่องสุขทุกข์ เข้าใจไม่ได้เรื่องสุขเรื่องทุกข์ เขาศึกษาแต่ความดีและความชั่ว ซึ่งอาตมาเทศน์ไม่รู้กี่ครั้งมาแล้ว ดีชั่วเป็นสมมุติของโลกเป็นโลกีย์ เขาก็จะต้องทำดีก็ดีล่ะไม่มีปัญหา ยืนยันในสมมุติของโลกแล้วก็ตาม กาละ เทศะ ฐานะ ตามเวลา สถานที่ บุคคล สถานที่ ไม่ได้เที่ยง ไม่ได้อยู่คงทีเลย เพราะฉะนั้นจะเอาคำสอนตามคำสอนของพระเจ้าหรือพระศาสดา ว่าจะต้องขึ้นอยู่กับคำสอนอันนั้น ที่ยืนยันว่าอย่างนั้นอย่างเดียวไม่ขึ้นอยู่กับ กาละ เทศะ ฐานะ มันก็ผิด เพราะ กาละไม่เที่ยง ไม่ได้อยู่อย่างเดิม เทศะไม่เที่ยง ฐานะก็ไม่ได้อยู่อย่างเดิม มีองค์ประกอบต่างกันไป มันก็เลยเป็นความหลอกความปลอมอยู่ตลอดเวลา พวกเรามาศึกษาธรรมะของพระพุทธเจ้า แล้วก็บอกตัวเอง อ่านตัวเอง เข้าใจตัวเองให้ได้ ผู้ที่มีอาริยธรรม มีโลกุตรธรรมของพระพุทธเจ้าจริง คุณก็อยู่กับ ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข ของโลกแต่ก่อนคุณไม่รู้คุณก็หลง อาตมาก็เคยหลงมา ใครๆก็เคยหลงกันทั้งนั้น แม้แต่พระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นมาเป็นเจ้าชายสิทธัตถะก็ยังหลง ถูกลิงลมอมข้าวพองเอาไป อาตมาก็ยังเคยหลง พวกคุณแต่ละคนก็เคยผ่านมาทั้งนั้น กว่าจะรู้ตัว โอ้โห.. บางคนอายุตั้งเท่าไหร่มา บางคนมาได้ตั้งแต่อายุไม่มากก็ดี เด็กๆพวกนี้ก็ยังไม่ค่อยรู้ ทั้งๆที่เรียนไปก็เข้าใจแต่เดี๋ยวเขาก็ไป สักวันหนึ่งเดี๋ยวเถอะอายุมาก หลายคนเด็กๆ ก็จะรู้ตัว ใครรู้ตัวเร็วก็มาเร็ว ใครรู้ตัวช้าก็มาช้า หลายคนก็อาจจะไม่รู้ตัวเลย โดนโลกเขาดึงไป หลงไปกับโลกเขาเลย ก็เป็นธรรมดา เพราะสิ่งที่มีพระพุทธเจ้าตรัสรู้เป็นสุดยอดของมนุษย์ ประเด็นหลักๆเลยคือ พระพุทธเจ้าพาคนมาบรรลุธรรม คือ 1.อยู่กับโลกเขา เป็นคนไม่มีโทษ ไม่มีภัย ไม่มีพิษ ไม่ทำเสียหายอะไรให้แก่โลกเลย 2.รู้จักจิตวิญญาณ จะอยู่ก็ไม่มีสุขไม่มีทุกข์ หรือไม่อยู่จะสลายไปเลยก็ได้ นี่คือจบเรื่องจิตนิยาม จิตวิญญาณสูงสุดแล้วไม่มีอะไรจะสูงสุดเท่านี้อีกแล้ว เป็นวิทยาศาสตร์ทางจิต ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่เทวนิยมไม่มีสิทธิ์ค้นพบ วิทยาศ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน