660625 พ่อครูเอื้อไออุ่น งานคืนสู่เหย้านศ.ปธ. และคืนสู่เหย้าศิษย์เก่าศีรษะอโศก.docx
เนื้อหาในไฟล์
660625 พ่อครูเอื้อไออุ่น งานคืนสู่เหย้านศ.ปธ. และคืนสู่เหย้าศิษย์เก่าศีรษะอโศก
ดาวโหลดเอกสารที่ https://docs.google.com/document/d/1kQM3LAa2iwLmzF-aF68QR_-g2u3Pa3N8/edit?usp=sharing&ouid=101958567431106342434&rtpof=true&sd=true
ดาวน์โหลดเสียงที่
ดูวิดีโอได้ที่ และ
_วิชาญ คำสุข ตัวแทนศิษย์เก่า กล่าวรายงานพ่อครูว่า... ปีนี้เป็นปีที่ 33 ของสัมมาสิกขาศีรษะอโศก มีสิทธิ์เก่ามาร่วมงาน 124 คน _ใหม่เสมอ จนสุขสำราญ ตัวแทนนศ.ปธ. และ รปธ. รายงานว่า...ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 20 ของงานคืนสู่เหย้า _ขวัญชนก ชูเกียรติ์ รายงาน....ทางนี้เป็นงานครั้งที่ 20 แต่ว่าอายุของกลุ่มนศ.ปธ.คือ 42 ปี ได้รับความกรุณาจากพ่อครู
พ่อครูกล่าวออนไลน์ทางซูม ว่า... ก็มีโอกาสได้ทุกวันนี้ใช้ทางสื่อสารสนเทศเครื่องมือทาง AI ไป มันก็สะดวกขึ้นเร็วขึ้นง่ายขึ้นไปเยอะ เหมือนกลับมานั่งพบต่อหน้าต่อตาทีเดียว เป็นแต่เพียงว่ามันไม่มีสัมผัสที่แตะต้องกัน อยู่ห่างระหว่างอากาศ ใกล้ใกล้ชิดๆสั้นๆเท่านั้น แต่นี่ไม่อากาศจะห่างหลายร้อยหลายพันกิโลเมตรแต่ก็รู้ก็เห็นก็สัมผัสรู้เรื่อง รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสกัน อาจจะสัมผัสกลิ่นไม่ได้สัมผัสเสียงสัมผัสรูปเป็นหลักสัมผัสรถสัมผัสกลิ่นไม่ได้ก็เถอะ เราก็รับทราบได้ ไม่บริบูรณ์เต็มที่ก็บริบูรณ์ได้เท่าที่ควร ก็รับรู้กันได้ชัดเจน อาตมาทำงานมาถึงวันนี้แล้ว ก็เห็นจริงในธรรมะพระพุทธเจ้า ยิ่งเห็นจริงยิ่งๆขึ้น ว่าคำสอนพระพุทธเจ้านี้ มันสุดประเสริฐสุดยอดจริงๆ ที่ทำให้คนเราทำสิ่งที่ยาก การที่จะมาเป็นคนชาวโลกุตระ มาเรียนรู้เพื่อลดเพื่อละเพื่อปลดปล่อยเพื่อล้างออก ซึ่งความเกาะความติดความยึดกันอยู่ มันเป็นสิ่งที่เขาไม่ระแวงระไวกันเลยในชาวโลกโลกีย์ หรือผู้ที่ไม่ได้มาทางโลกุตระทางธรรมะพระพุ
อ่านต่อ
ทธเจ้า มันจะไม่ได้เป็นความอย่างที่เราเป็นกันเลย และคนไม่รู้มีจำนวนมาก ซึ่งไปบังคับไม่ได้นะ ธาตุรู้ของแต่ละคนมันจะมีประสิทธิภาพ ที่สามารถจะรับอันนี้ติด รู้อันนี้ได้เข้าใจอันนี้ซาบซึ้งอันนี้ มันไม่ใช่เรื่องสามัญ ผู้จะบรรลุโลกุตตรธรรมของพระพุทธเจ้า มันไม่ใช่เรื่องสามัญมันวิสามัญมันสุดยอด แล้วมันเป็นยอดที่ถึงที่จบ เป็นการจบของศาสนาพระพุทธเจ้านี้มันจบไม่มีอะไรเหลือ ให้สงสัย ไม่มีอะไรที่จะไม่รู้ มันหมดรู้ จนไม่มีจะรู้ให้รู้อีก ซึ่งไม่รู้จะใช้ภาษาอะไรแล้ว เพราะฉะนั้นสิ่งที่เป็นโลกุตระธรรมเป็นอาริยะแบบพระพุทธเจ้า มันเป็นสิ่งที่มนุษย์พึงได้เป็นที่สุด จะไปรู้อะไรรอบโลกอะไรมากมายหลากหลายหลายหลากกันไปเยอะเป็นโลกจินตา คนเราก็แสวงหาอย่างงมงายแสวงหาสิ่งที่โลกมันสร้างขึ้นมาแล้วมันก็มีเปลี่ยนแปลงปรุงแต่ง หยอดอันละนิดเติมอันนั้นหน่อยมันไม่มีอะไรขีดคั่น มันจะเติมได้แหลกละเอียดมากเลอะเปรอะสับสนเยอะ เพราะฉะนั้นมันจะมีจะมากขึ้นไม่มีน้อยลงมาหาหนึ่งมาหาศูนย์มันไม่ได้ โดยโลกียะเทวนิยมใหญ่ของเขานี่มันไม่ได้จริงๆ เพราะฉะนั้นจุดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของศาสนาพระพุทธเจ้าคือรู้จริงรู้จบตั้งแต่ รู้จัก รู้จักคือหมายความว่าได้สัมผัสแล้ว ถ้ายังไม่รู้จักมันไม่ได้สัมผัสมันก็เป็นเพียงตรรกะ พอได้รู้จักแล้วก็ถึงจะได้รู้แจ้งคำว่ารู้จริง จนรู้ครบให้แจ้งชัด จนกระทั่งรู้ครบจนรู้จบ ที่นี้คำว่ารู้จบมันก็จบไปเป็นกรอบๆเป็นรอบๆ จบไปเป็นส่วนๆ ตั้งแต่จับคู่ 1 3 ตัว 4 ตัว 5 ตัวรวมกัน 6 ตัว 7 ตัว 8 ตัว 9 ตัว 10 ตัว ก็เป็นรอบๆใน 10 เพิ่มขึ้นไปอีกเป็น 20 เพิ่มขึ้นไปอีกเป็นร้อยเพิ่มขึ้นไปอีกเป็นพันเพิ่มขึ้นไปอีกเป็นหมื่น เพิ่มขึ้นไปอีกเป็นแสนเป็นล้าน ประสิทธิภาพของภูมิปัญญาหรือประสิทธิภาพของความรู้ของคนมันจะเจริญขึ้นที่จะสามารถมีประสิทธิภาพ รู้ได้ยิ่งๆขึ้น แล้วมันก็คือรู้จักรู้แจ้งรู้จริงรู้จบ ไม่เช่นนั้นมันก็ไปใหญ่เลอะเทอะเป็นอัปปมัญญา เป็นสิ่งที่มันไม่มีที่สุดที่จบ ไม่มีกรอบอะไรที่จะตัดสินแล้วรู้ละเอียดจบ เป็นรอบๆไป 5 รอบ 6 รอบ 7 รอบ 8 รอบ 10 รอบ มันจะเสร็จเป็นกรอบหมดเกลี้ยงไป สรุปแล้วพวกเราเป็นคนมีกุศลมากที่เรียกด้วยศัพท์โลกๆว่าเป็นคนมีบุญ ที่จริงบุญนั้นสับสนไปมากับกุศล มันเป็นคนมีบารมีถ้าจะเรียกด้วยศัพท์วิชาการว่ามีบารมี ที่ได้มาพบศาสนาพุทธได้มาพบอาตมา ที่เป็นตัวแทนของพระพุทธเจ้าในยุคนี้ พระพุทธเจ้า ปรินิพพานเป็นปริโยสานไปแล้ว ในโลกมหาจักรวาลขณะนี้กาลนี้ สำหรับพวกเรา อาตมาก็บอกได้ว่ามันไม่มีใครหรอก ที่จะเป็นตัวแทน ก็อาตมานี่แหละคือตัวแทนพระพุทธเจ้าเพราะว่าศาสนาพุทธมันเสื่อม ที่จริงศาสนาพุทธไม่เสื่อมหรอกชาวพุทธหรือคนนี้เสื่อมไปจากศาสนา มันเสื่อมไปจนกระทั่งผิดไปว่านึกว่าเราได้รู้สิ่งผิด ความผิดนั้นแตกกระจายขยายผลออกไปเยอะ ก็เลยไปยินดีในความผิดที่มากมวลมันผิดต่อผิดใหญ่ผิดมาก มันไม่เข้าใจจริงๆนะเขาไม่เข้าใจจริงๆ มันเป็นโลกีย์กับโลกุตระมันก็แตกไปแบบโลกีย์ไป แล้วโลกีย์มันมากกว่าโลกุตระ เพราะโลกีย์มันมีแต่ขยายไปไม่มีทางจบ ส่วนโลกุตระนั้นมันสรุปลงมามีทางจบมันทวนกระแสกันอย่างนั้น เพราะฉะนั้นถ้าไม่มาพบคนที่ยังไม่มาพบความจบอันเป็นนามธรรมมันเป็นจิตวิญญาณ เทวนิยมไม่มีความรู้โลกุตรธรรมมีจำนวนมากเป็นฐานพีระมิด ผู้รู้โลกุตะธรรมเป็นยอดพีระมิด ซึ่งเข้าหายอดไปเรื่อยๆก็จะมีน้อยลงเรื่อยๆ ใกล้กลียุคเข้าไปก็จะยิ่งขอดเข้าหายอดปิรามิดเหลือน้อยลงเรื่อยๆ เราก็พยายามขยายผลให้คุณรู้เพิ่มขึ้นแต่มันซับซ้อนมันมีมากมันก็มีน้อย ผู้ที่ได้มากคือได้ชัดเจนได้ถูกต้องยิ่งๆขึ้นไปยิ่งได้ยิ่งๆ แต่มวลมันจะน้อยลง พวกที่ได้ที่ติดหลงและผิดๆมันก็จะได้มากขึ้นมันหาข้างล่างลงไปเรื่อยๆมันซ้อน สรุปแล้วพวกเราเป็นคนมีกุศล ได้โอกาส อาตมาสรุปไม่รู้กี่ทีแล้วในการบรรยายหลายครั้ง ว่าคนเราควรได้รอบอรหันต์ เป็นรอบๆแล้วศึกษาแต่ละรอบให้ดีอย่าให้เลอะเทอะไปจากกรอบ ศึกษาจนกระทั่งรู้แจ้งรู้จริงก็รู้จบรู้ทะลุรู้ครบหมดแทงทะลุรอบ ว่ามันมีกับไม่มีเป็นเครื่องตัดสิน เพราะฉะนั้นเมื่อผู้ที่สามารถรู้ในธรรมะพระพุทธเจ้าจะรู้ความมีว่ามันมี เรายังมีอย่างน้อยคือชีวิต อย่างน้อยคือเรายังรับรู้ทางตาหูจมูกลิ้นกายใจสัมผัสและรับรู้ได้นี่คือความมี 2 ความมีในระดับต้นก็คือ มีกิเลส แล้วเราก็รู้กิเลสที่อยู่กับความมี มีในอะไรก็แล้วแต่ มีเรื่องเกี่ยวกับสัตว์ในศีลข้อที่ 1 เรื่องเกี่ยวกับวัตถุต่างๆในศีลข้อที่ 2 มีละเอียดไปรับรู้ในตาหูจมูกลิ้นกายใจในรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสที่มันมีกิเลสอยู่ในทั้งนั้นเลย ในสัตว์ในวัตถุสิ่งของในรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสก็มีกิเลส ได้กิเลสที่เรามีเราก็ต้องมีญาณทัศนะมีปัญญารู้อาการของกิเลสที่จิตให้เราไปสัมผัสกับสัตว์กิเลสมันเป็นอย่างนี้ กิเลสผลักกิเลสดูด แม้แต่สิ่งของสัมผัสอย่างนี้กิเลสผลักกิเลสดูด หรือแม้รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสมันก็มีกิเลส มันไม่หมดผลักหมดดูดเป็นจิตรับรู้ความเป็นจริงตามความเป็นจริง อยู่เท่านั้นไม่ผลักไม่ดูด แต่เรารู้ว่าเรามีชีวิตเรามีธาตุรู้สัมผัสอาศัยมัน อะไรไม่อาศัยเราก็ไม่เอาอะไรเราอาศัยเราก็เอา เพราะฉะนั้นของอาศัยจริงๆมันไม่มีมากไอ้ของที่มันล่อหลอกว่ามันชี้ชวนยวนใจอยากได้มากได้เยอะมันมีเยอะ เพราะฉะนั้นผู้ที่รู้มากน้อยสันโดษเข้ามาเข้าหาจุดน้อยลงน้อยลงจนกระทั่งศูนย์ เราก็มาจบที่ศูนย์ จิตของเราก็จะรู้ว่ามันมีคือสิ่งหนึ่ง จิตเราไม่มีแล้วก็คือจบตรงนี้จิตเราไม่มีผลักไม่มีดูดมีก็มีแต่รู้ความจริงตามความเป็นจริง อาศัยมันไหมอาศัยมันก็คืออาศัยเอา แต่ถ้าไม่อาศัยมันมากมันเกินมันเฟ้อไม่เอาแล้วก็พอ คนมักน้อยหรือพอน้อยก็พอ ก็เป็นคนไม่ฟุ่มเฟือยเป็นคนมีน้อยเป็นคนประหยัดมัธยัสถ์ เป็นคนไม่หนักเป็นคนเบาเป็นคนง่ายๆ ก็สบาย อธิบายสภาวะด้วยภาษาให้ฟังมีความเป็นปรมัตถ์ ฟังยากไหมหูหักไหม ถ้าพวกเราฟังไม่ได้ก็ไม่รู้จะพูดกับใคร ไปพูดกับคนข้างนอกลำบาก อาตมาไม่สงสัยในตัวเองว่าทำไมอาตมาไม่ได้รางวัลเหมือนกับ เปิ้ม หรือ ท่านชาตวโร ได้รับรางวัล หรือเหมือนธัมมชโยหรือมหาประยุทธ์ อาตมาไม่ได้ริษยาไม่ได้น้อยใจเลยว่าเราไม่ได้รับรางวัล ก็ยังโทษตัวเองว่าเรายังเปิดเผยธรรมะได้ไม่ดีพอเขาก็รับรู้ไม่ได้เมื่อรับไม่ได้รู้ไม่ได้เขาก็ไม่รู้ค่า แม้ตัวจริงจะเป็นของสูงค่า แต่คนมันไม่รู้ค่าเขาก็ไม่รู้มันบังคับกันได้อย่างไร ก็ต้องมาโทษเราว่าทำไมเราเปิดเผยสิ่งสูงค่านี้ให้แก่คนเขารู้เขาเห็นไม่ได้ มันขอโทษที่เราเองเราก็ต้องมาพากเพียรที่จะทำยังไงจะให้เขารู้เขาเห็น อาตมาสามารถทำให้พวกเรารู้เห็นได้เท่าที่เป็นเท่าที่มีแค่นี้อาตมาภาพภูมิใจแล้วในเวลากาละใกล้กลียุคนี้ ได้เท่านี้ก็สุดภาคภูมิใจ สิ่งเหล่านี้ไม่อยากบังคับและไม่อยากใช้คำพูดที่เป็นเชิงบัญชา Command ก็ไม่อยากจะพูด แต่พูดไปมันก็จะมีนัยยะไปทางนั้นอยู่บ้าง ทำไมพวกเราพยายามทำไมไม่รู้ พยายามนะ ทำไมดูตัวเองถามตัวเองว่าทำไมไม่รู้ว่า สิ่งที่สูงที่ประเสริฐขึ้นสูงขึ้น มันคืออะไร อาตมาว่าพูดแค่นี้ สิ่งที่สูงขึ้นคืออะไรอาตมาเชื่อว่าพวกเราเข้าใจ แต่พวกเราไม่ตัดใจหรือพวกเราไม่พยายามที่จะสูงขึ้นไปตามที่เรารู้ว่ามันสูง นี่ภาษาง่ายแล้วนะใช่ไหม คุณรู้ขณะนี้อยู่ในกรอบของพวกเราคุณรู้ทั้งในกรอบของโลกุตตระคือพวกเรา มาจนกระทั่งถึงจุดศูนย์กลางของโลกุตระหรือศูนย์กลางของชาวอโศก คุณรู้ ออกไปข้างนอกมันก็ไปอีกอย่างนึงคุณก็รู้ เทียบกันได้ และคุณก็ไม่สงสัย อาตมาเชื่อว่าไม่สงสัยว่าอันนี้มันคือสูงกว่าควรกว่าไปหาโลกุตระ อันนั้นเป็นโลกียะมันก็ยิ่งไปไม่รู้จักจบ ถ้ามาหาโลกุตระมันจะจบ ปีนี้มาสู่ที่ว่าคนที่จบคืออะไร คนรู้จักนี้รู้จบหมดเลยแล้วไม่สิ้นไร้ไม้ตอกมีครบหมดเลยด้วยแต่เลือกเอาตามฐานะที่เราควรจะเอา อย่างนี้ต่างหากคือผู้ที่รู้จบหรือรู้พร้อมทั้งสิ่งมีหรือสิ่งไม่มี จะรู้สิ่งควรหรือไม่ควร สิ่งมีหรือไม่มีก็จะเลือกเอาว่า แล้วมันควรแก่เราเองแค่ไหนอย่างไร แล้วเราควรจะเอา ทีนี้สิ่งที่ควรจะเอามันควรจะมักน้อยลงเรื่อยๆจนถึง 0 สูงสุดจบก็คือ 0 นี่คือยอดของศาสนาพุทธไม่ใช่สิ่งที่ควรก็คือมีมากขึ้นมากขึ้นมากขึ้น เป็นปากกรวย ไปหาอวกาศไปหามหาจักรวาล แล้วเมื่อไหร่มันจะจบ แต่ถ้ามาหาก้นกรวย มันก็จบได้เพราะมันไปสู่ปลายเข้าไปหาจุดรวม ก็เป็นศูนย์ได้ นี่ก็พูดกับพวกเราคิดว่าเข้าใจ คุณจบแล้ว ตัดรอบ แล้วทำจบ ทำจบได้คุณก็จะ เป็นอมตบุคคล เป็นผู้เลือกได้ว่าคุณจะเอาต่อ ศึกษาโพธิสัตว์ไปจนเป็นพระพุทธเจ้าสูงสุดไม่มีใครสูงเกินกว่าพระพุทธเจ้าหรอก หรือคุณจะไม่เอาแล้วคุณก็มีสิทธิ์เป็นอมตบุคคล ตายแล้วเลิกเลย ฉีกสลายทำลายจิตนิยามหรืออัตตาของเรา แตกหมดจากนามธรรม หมดจากความเกาะกลุ่มกันเป็นธาตุจิต แยกธาตุจิตเป็นดินน้ำไฟลมไปเลยนี่คืออรหันต์ทำสำเร็จ ปรินิพพานเป็นปริโยสาน เพราะฉะนั้นก็เป็นที่สุดแห่งที่สุดตรงนี้ ให้จบก่อนแล้วก็จะเลือกสิ คุณจะเอาบานปลายจนอยู่กับโลกไปตลอด ไม่มีทุกข์ไม่มีลำบากลำบนอะไร แล้วคุณจะอยู่ให้นานช่วยโลกเขาอยู่เป็นพระอวโลกิเตศวรหรือเป็นเจ้าแม่กวนอิม จะช่วยกอบกู้โลกรื้อขนสัตว์ให้หมดโลกเสียก่อนจึงจะ ปรินิพพานเป็นปริโยสาน เชิญสิคุณจะมีปณิธานอย่างนั้น อย่างนั้นเป็นอย่างที่ไม่มีที่สิ้นสุด แต่ถ้าคุณจะเอาแบบมีที่สิ้นสุดคุณก็เอามาตามกรอบของคุณเอง แล้วจะรู้ว่ามันน่าเบื่อจะเลิก ใครบอกไปว่าพระพุทธเจ้าเป็นประโยชน์ต่อโลกจะทำ ปรินิพพานเป็นปริโยสาน ก็ท่านทำมามากแล้วจนเบื่อ อย่างอาตมาทำมามากแล้ว แต่อาตมามีปณิธานจะเป็นพระพุทธเจ้าให้ได้เพื่อที่จะไปสู่จุดสูงสุดให้ได้ ในการเกิดมาเป็นคน ก็ตั้งปณิธานเท่านั้น แต่จะให้เบื่อก็เบื่อจริงๆเพราะฉะนั้นอาตมาเห็นใจคนที่รีไทร์ พระโพธิสัตว์เพื่อนๆอาตมา รีไทร์ไปเพราะว่าเห็นใจมันน่าเบื่อจริงๆ แต่มันต้องพากเพียรอุตสาหะ มันเหนื่อยหนักมันเหน็ดเหนื่อยแต่ก็ต้องทำ ถ้าเผื่อว่าอยากเป็นพระพุทธเจ้าก็เท่านั้นเอง คนที่บอกว่าไม่เอาแล้วเป็นพระเจ้าก็ ปรินิพพานเป็นปริโยสาน ที่อาตมาพูดไปก็เป็นเรื่องของโลกุตรธรรมคนที่รู้ก็มีจำนวนน้อย ถึงจำนวนน้อยอย่างไรมันก็ต้องสืบทอดศาสนาพระพุทธเจ้า สืบทอดโลกุตตรธรรมเอาไว้ ให้ไปถึง 5,000 ปี เราก็ต้องเผื่อพอ ทำเนื้อหาสาระลงไปในโลกให้ได้ขนาดนั้น เอาล่ะก็คงพูดกันพอสมควร ต่อไปจะมีการจับฉลากต่อ ...จบ