660626 ตอบปัญหาให้ถึงสัมมาธิปไตย รายการปรับทุกข์ปลุกธรรม #27 ราชธานีอโศก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2566
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์41 KB
วันที่แก้ไข30 มิถุนายน 2566

เนื้อหาในไฟล์

660626 ตอบปัญหาให้ถึงสัมมาธิปไตย รายการปรับทุกข์ปลุกธรรม #27 ราชธานีอโศก https://www.boonniyom.net/53243.html

ดาวโหลดเอกสารที่ https://docs.google.com/document/d/1WVZHQnNLQVzIBU2T9-lE0X7FzJ2tacZe/edit?usp=sharing&ouid=101958567431106342434&rtpof=true&sd=true

ดาวน์โหลดเสียงที่ https://drive.google.com/file/d/1pkH-N0mxSiZQ3skY-Cq085xstBZn8UM4/view?usp=drive_link

ดูวิดีโอได้ที่ https://youtu.be/Wym06zhbKNA และ https://www.facebook.com/100078722032092/videos/1322088865399114

พ่อครูว่า...เจริญธรรมทุกๆคน วันนี้วันจันทร์ที่ 26 มิถุนายน 2566 ขึ้น 9 ค่ำ เดือน 8 ปีเถาะ ที่บวรราชธานีอโศก เรามาเข้าสู่การฟังธรรมกัน วันนี้มีนักเรียนมานั่งฟังธรรมด้วยเยอะวันจันทร์ เดี๋ยวขอโอภาปราศรัยกับ SMS ก็คงจะใช้เวลาทั้งรายการ

SMS วันที่ 21-22 มิ.ย. 2566

สื่อธรรมะพ่อครู ตอน ลักษณะอาการจิต แค้น กับ ก้าวร้าว _ปองแสงพุทธ ทองสุขนอก · ท่านเจ้าคะ แค้นกับก้าวร้าว พ่อครูว่า… แน่นอนๆ มันยึด มันมีอาการเห็นแก่ตัวนั่นแหละถึงขั้นใช้คำว่าแค้นกับก้าวร้าว มันมีนัยยะสำคัญเป็นอาการของจิต แค้น เป็นอาการลักษณะหนึ่ง แค้น นี่มันผูกพยาบาท โกรธ สายโกรธ ทีนี้ก้าวร้าวนี่ มันอาจจะไม่โกรธแต่มันยึดตัวตน ข้านี่ ตัวของข้าใครอย่ามาแตะเชียวนะ ใครมาแตะใครมาว่า ใครมาทำให้ไม่ชอบใจ บางทีไม่มากมาย แต่แสดงออกตอบโต้อย่างรุนแรงเรียกว่าก้าวร้าว เพราะฉะนั้นผู้ใดที่ชื่อว่า ก้าวๆ ชอบคำว่า ก้าวก้าว ระวังเถอะ จะก้าวไถล มันไกล มันเลยไปจากก้าวไกลอีก มันร้ายแรงกว่าก้าวไกลอีก เป็นก้าวไถล ก้าวร้าย ก้าวร้าว ก้าวร้าย ก้าวร้าว ไปหาก้าวร้าย แค้น บางคนอาจจะไม่แสดงออกแค้นอยู่ในใจเก็บ ได้โอกาสเมื่อไหร่ฉันจะแสดงออก ถ้ายังไม่แสด

อ่านต่อ

งออกก็แค้นเก็บไว้ได้ ได้โอกาสเมื่อไหร่จะแสดงออกให้สะใจเลย ส่วนก้าวร้าวเป็นการแสดงออกแล้ว เป็นอาการที่แสดงลักษณะที่มันไม่ดีแล้ว ก้าวร้าว _(ต่อ)ที่มาของเวทนานี้ มีเหตุจากอะไร ใช่ความเห็นแก่ตัวมั๊ยเจ้าคะ พ่อครูว่า…คุณปองแสงพุทธนับ แค้นกับก้าวร้าวนี่นับเป็นเวทนาเจตสิก พอจะสังเคราะห์เข้า มีลักษณะเวทนาปนอยู่ แต่มันมีความปรุงแต่ง มันมีสังขาร ปรุงแต่งเข้าไปให้มีลักษณะถึงแค้น ปรุงแต่งเข้าไปให้มีถึงลักษณะก้าวร้าวออกมา เพราะฉะนั้นมันมีทั้งเวทนา มันมีทั้งสังขารที่ตัวเองนั่นแหละ มีอวิชชา ไม่มีความรู้ของอาการจิตพวกนี้ ไม่ได้สังวรระวัง ไม่ได้ควบคุม มันก็สะสมอกุศลจิต อกุศลเจตนาเข้าไป มันปรุงแต่งกันผนึกเข้ามากก็เรียกว่าแค้น ผนึกมากก็แสดงก้าวร้าวออกมา มีเหตุจากอวิชชา มีเหตุจากความไม่รู้จักยับยั้งความแค้น ไม่รู้จักยับยั้งความก้าวร้าว ถ้ายับยั้งมันก็จะเป็นการระงับด้วยการกดข่ม แต่ศึกษาตามคำสอนพระพุทธเจ้า มันก็จะมีสติ ธัมมวิจัย วิริยะ แล้วรู้จักสัจจะทางจิตเจตสิกรูปนิพพาน ละเอียดทั้งเจตสิก ละเอียดไปทั้งเวทนา 108 หรือละเอียดไปเต็มทั้งสภาพของโพธิบักขิยธรรม 37 มันก็จะละเอียดลึกซึ้งเข้าไปถึงสภาพต่างๆ ที่สามารถที่จะรู้เหตุในรายละเอียดของเจตสิกต่างๆ ว่าตัวไหน คนไม่ถนัดเท่ากัน บางคนถนัดปรับตรงนี้ บางคนถนัดปรับตรงนี้ เช่น คนนี้ถนัดจัดการกับ ไม่ใช่เรื่องของเวทนาโดยตรง ไปจัดการที่ รูปนาม ไปจัดการที่อายตนะ ในปฏิจจสมุปบาท จะมีเหตุปัจจัยหลายๆคำ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องของจิตทั้งนั้นในปฏิจจสมุปบาท ตั้งแต่ สังขาร วิญญาณ นามรูป อายตนะ ผัสสะ เวทนา จนกระทั่งถึงตัณหา อุปาทาน ซึ่งผู้ที่ปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้าจะมีญาณปัญญา มีธาตุรู้ที่ยิ่งใหญ่ถึงขั้นปัญญา จะสามารถรู้สิ่งเหล่านี้อย่างสัมผัสสภาวะจิตเจตสิกเลย แล้วสัมผัสมีธาตุรู้อย่างไปรู้นามธรรมอาการเจตสิกต่างๆหรือจิตต่างๆเป็นต้น แล้วก็สามารถมีโพชฌงค์ 7 แยกแยะ ธัมมวิจัย แยกแยะออกได้ๆๆ แล้วก็จัดการ โดยมีปฏิภาณรู้ว่าควรจัดการตัวไหนให้มันระงับ ควรจัดการตัวไหนให้มันเจริญ จะทำให้มันระงับหรือให้มันหยุด มันเสื่อม ให้มันไม่มีกลับ ทำให้มันมีคือให้มันเจริญๆยิ่งๆ จะรู้จัก ก็จัดการตามที่เราเห็นว่า สิ่งใดควรทำ ไอ้สิ่งที่ไม่ควรให้มีก็ทำให้ไม่มี สิ่งที่ควรให้เจริญแล้วก็ทำขึ้นไป เจริญจนกระทั่งเป็นจิตเจริญสูงสุดเป็นสัมมาสัมโพธิญาณเท่าพระพุทธเจ้านั่นแหละที่เป็นความเจริญ ไม่ต้องไปห่วงทางการเจริญของจิต ไม่ใช่ไปดับไปหยุดมันไม่ให้ทำงาน เหมือนกับสายที่ไปนั่งหลับตาสะกดจิตเอา สะกดจิตเอา โอ้โห..น่าสงสารสายหลับตา อาตมาก็ไม่รู้จะทำอย่างไร เพราะความเสื่อมในศาสนาพุทธเมืองไทยมันเสื่อมไปจนกระทั่งไปหลงยึดครูบาอาจารย์ที่ไปสอนนั่งหลับตาสะกดจิตแบบเดียรถีย์นอกรีต ได้ภูมิธรรมแบบโลกียะมันไม่ข้ามเขตมาโลกุตระ เพราะฉะนั้นคนที่จะมีจิตข้ามเขตมาสู่โลกุตระนี้ โอ้โฮ..กว่าจะมีธาตุรู้ที่มีโลกุตระธาตุ เป็น อัญญธาตุ สั่งสมมา จะต้องมี อัญญธาตุ เลย 50 หน่วยใน 100 คือครึ่งหนึ่งของความเป็นอัญญธาตุ เป็นธาตุโลกุตระที่ค่อยๆสั่งสม ต้องเลย 50 ขึ้นไปถึงจะแสดงออกให้ผู้ที่สามารถหยั่งรู้ อย่างพระพุทธเจ้าหยั่งรู้ อย่างหยั่งรู้จิตของโกณฑัญญะเป็นต้น ในพราหมณ์ 5 รูป ที่มาเรียนรู้กับท่าน 5 รูปแรก พอพระพุทธเจ้าหยั่งรู้จิตของโกณฑัญญะก็บอกว่า อัญญาสิ วตโพ โกณทัญโญ เพราะฉะนั้นธาตุรู้ที่เป็น อัญญธาตุ เป็นการรู้นี่แหละเรียกว่า อัญญา ถ้าอัญญะแปลว่าอื่น แปลว่าธาตุโลกุตระเป็นธาตุตั้งแต่เริ่มต้นเลย จนกระทั่งสั่งสม สะสม 1 หน่วย 2 หน่วยจนเลย 50 หน่วย 60 หน่วยจนแสดงออก ช่วยตนเองได้ ผู้อื่นที่สามารถหยั่งรู้ได้อย่างพระพุทธเจ้าจะรู้ว่านี่มีจิตอัญญธาตุแล้ว หรือผู้ที่สั่งสม ผู้ที่ปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้าจะสั่งสมอัญญธาตุทุกคน กว่าจะมี อัญญธาตุ เป็นธาตุโลกุตระที่ศึกษาโลกุตระไปเลยได้ต้องมี อัญญธาตุ เลย 50 หน่วยขึ้นไป ถึงจะถือว่ามันเข้ากระแส เข้าเขตที่จะเป็นผู้...ถ้าจะบอกว่า 50 ยังไม่ถือว่าเที่ยง เสื่อมได้นะ แต่ถ้าเผื่อว่าไปถึง 75 แล้วจะถึงขั้นนิยตะ เที่ยง ที่จะเจริญเข้าไปพัฒนาตัวเองให้เป็นอย่างน้อยเป็นอรหันต์ได้ อย่างสูงขึ้นไปจะเป็นโพธิสัตว์ระดับสูงขึ้นไปตามลำดับ นี่คือนัยยะ ความลึกซึ้งของวิทยาศาสตร์ทางจิตที่พระพุทธเจ้าท่านทรงค้นพบแล้วเอามาประกาศในโลก เป็นเรื่องยิ่งใหญ่ ค่อยๆศึกษากันไป พวกเราชาวอโศกนี่แหละ จะวางรากฐานของความรู้โลกุตรธรรมไป เพราะมันเสื่อมมาตั้ง 2,500 ปี มันเสื่อม แล้วอาตมาได้เกิดมาในยุคนี้ มาเป็นผู้เอาโลกุตรธรรมขึ้นมาสถาปนาลงไปในโลก ใหม่ เพราะมันเสื่อมไปแล้วถ้าอาตมาไม่ขึ้นมา มันจะหายไปเลย อาตมารับผิดชอบอยู่แล้ว ยังไงก็ต้องมา มันมีกาละของมัน มันมีวาระเวลาที่อาตมาจะต้องออกมาทำงาน ทำมา 50 กว่าปีแล้วก็ยังทำต่ออยู่ ศึกษาต่อๆกันไป แล้วถามซ้ำว่าอย่างนี้ความเห็นแก่ตัวไหม รวมๆก็คือความเห็นแก่ตัวนั่นแหละ กิเลสมันทำเพื่อตนเองก็เป็นความเห็นแก่ตัวทั้งนั้น บำเรอตัวเองก็เป็นความเห็นแก่ตัวทั้งนั้น ที่บอกว่าทั้ง 2 ฝ่ายพอๆกันคือความแค้นกับความก้าวร้าว บอกว่ามีมืออาชีพไม่ทะเลาะกัน _(ต่อ)ทั้งสองฝ่ายพอ ๆ กัน มืออาชีพไม่ทะเลาะกัน ปรับความเข้าใจกัน คนไทยด้วยกัน กรรมใครกรรมมัน แบบนี้ได้มั๊ยเจ้าคะ หรือว่าดิฉันคิตไม่ถูกต้อง ประเทศเราจะได้ไปต่อ พ่อครูว่า…จะบอกว่าทั้ง 2 ฝ่ายคือความแค้นกับความก้าวร้าวไม่ทะเลาะกัน ปรับความเข้าใจกัน คนไทยด้วยกัน กรรมของใครของมัน แบบนี้ได้ไหม อาตมาไม่รู้จะบอกได้อย่างไร จะตอบอย่างไร คุณก็มีเจตนาดีไม่อยากให้คนที่มีความแค้นกับคนที่มีความก้าวร้าว เขาไม่ทะเลาะกัน จับมือกัน 2 ฝ่าย เป็นมืออาชีพด้วยกันทั้งคู่ก็ไม่ทะเลาะกันซะ ปรับความเข้าใจกันซะ เอ๊ พูดเป็นนัยๆ หมายถึงนักการเมืองที่เขามีอาการนี้กันอยู่ใช่ไหม เหมือนพูดเป็นนัยๆว่าพี่ไปหลายวันอะไรอย่างนี้ ทำให้เห็นว่าเอาเรื่องราวของตัวละครเรื่องจริงของนักการเมืองขณะนี้ 2 ฝ่าย ฝ่ายหนึ่งฝ่ายแค้นฝ่ายหนึ่ง ฝ่ายก้าวร้าว เขาเรียกกันอย่างนั้นเลยนะ _สู่แดนธรรม... ที่มาของปัญหานี้น่าจะฟัง ท่านถิรจิตโตเทศน์ ฝ่ายแค้นก็คือพรรคเพื่อไทย ฝ่ายก้าวร้าวก็คือพรรคก้าวไกลนี่แหละครับ พ่อครูว่า... ตามปฏิภาณของอาตมา อาตมาไม่ได้ไปจับเรื่องจากที่ท่าน ถิรจิตโตพูด คุณจะไปให้เขาจับมือกัน เอาน่า อาตมาว่าปล่อยให้เขาเล่นละครไปเถอะ ซึ่งไม่ใช่ละครหรอกเป็นเรื่องจริงของชีวิตบุพเพสันนิวาส มันเป็นละครเรื่องบุพเพสันนิวาสของโลก ก็ดูกันไป พวกเราชาวดูไปไม่ใช่พวกชาวดูไบ กรรมใครกรรมมัน แบบนี้ได้ไหม ก็กรรมใครกรรมมันอยู่แล้ว มันก็จะต้องไปต่อของมันเมื่อมันทะเลาะกันสุดท้าย อาตมาว่าพวกเราไม่มีสิทธิ์ที่จะไปละลาบละล้วงเข้าไปสู่ตรงนั้น มันหยาบเกินไป บอกได้เลยว่ามันหยาบเกินไปที่จะเข้าไปยื่นมือเข้าไปร่วม คำว่า หยาบเกินไป ถ้าใครฟังแล้ว คำว่า หยาบเกินไปนี่ มันซับซ้อนลึกซึ้ง dialectic มันกลับไปกลับมา มันดูเหมือนใครมองว่าจะรุนแรงก็เรียกว่าหยาบ ถ้าใครมองว่ามันไม่มีอะไรมาก มันก็ดีมันละเอียด มันเป็นปฏิกิริยาของสงครามสังคม เรื่องการเมือง ขณะนี้เป็นเรื่องจริงของประเทศไทย ที่มันกำลังสังเคราะห์ความเป็นการเมืองของไทย ความเป็นประชาธิปไตยของไทย มันกำลังสังเคราะห์กันเข้า ละเอียด ละเอียด ลึกซึ้งขึ้น ดูเชิงหนึ่ง ก็บอกว่ามันหยาบ มันเละเทะรุนแรง ถ้าคนที่ดูไม่เป็นก็จะเป็นอย่างนั้น คนดูเป็นจะเห็นว่ามันกำลังสังเคราะห์เก็บละเอียดขึ้นไป เนียนนะ คนที่มองว่า มันแรง เรียกคำว่า “แค้น”ก็ดี คำว่า “ก้าวร้าว”ก็ดี การแสดงออก แค้นกับก้าวร้าว คำว่า แค้น มันเป็นเรื่องแรงอยู่นะ คำว่าก้าวร้าวก็เป็นเรื่องแรงไม่ใช่เรื่องเบาๆ เป็นสงครามที่เหมือนสงครามแรง แต่ที่จริงโดยลักษณะของความเป็นจริงที่มันเกิดการสังเคราะห์อยู่ขณะนี้ มันไม่แรงหรอก เท่าที่อาตมารู้ อาตมาถึงไม่ไปยุ่งไปเกี่ยวอะไร ปล่อยเขาจัดการกันเอง เหมือนกับหนังเรื่องรามเกียรติ์รบกัน หรือโขนรบกันเท่านั้นแหละ แล้วมันก็จะจบตามบท ผู้เขียนบทอาจจะเป็นพระเจ้าก็ได้ พระเจ้าอาจจะเป็นผู้เขียนบทก็ได้แล้วก็จะจบไปตามบทเอง _สู่แดนธรรม... พ่อท่านเคยบอกว่า ดูมวยต้องดูคะแนนให้ครบ 15 ยกครับ ไม่ใช่ดูการน็อคในระหว่างยก อย่างนั้นมันหยาบไปใช่ไหมครับ พ่อครูว่า... ใช่ มวยน็อคมันหยาบ เพราะมวยจะเป็นศิลปะชั้นสูงจะต้องเก็บชกให้ครบ 15 ยกแล้วก็เก็บคะแนนไป ใครเก่งก็ได้คะแนนเยอะ นั่นแหละถึงจะเป็นมวยศิลปะชั้นสูง ก็ศึกษาไป ใช้ภาษาสื่อสภาวธรรม ให้ฟังกัน

_สุคนธ์ เมืองแก้ว · พรรคก้าวไกลนี้จะให้ ส.ว.ยกมือให้มาบริหารประเทศ..เอาให้ดีนะ ส.ว.บ้านเมืองนี้ยังอนุรักษ์ประเพณีไทยอยู่นะครับ.. พ่อครูว่า…คนนี้ก็เตือนสว. อย่างไรอย่างไรจะยกมือให้ใครเพราะเขามีส่วนมากเลยสว. หรือวุฒิสภา เขามีสิทธิ์ที่จะอนุมัติว่างั้นเถอะ ยกมือให้มาบริหารประเทศต้องผ่านสว.เขา เอาให้ดีๆนะเตือนไว้ ก็รออยู่มีจังหวะหลาย จังหวะซึ่งพิธาจะต้องผ่านอีกหลายจังหวะซึ่งมีผู้พยากรณ์แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเปลวสีเงิน ไม่ว่าจะเป็นจตุพร พรหมพันธุ์ พยากรณ์ไว้หมดแล้วว่าพิธาจะไม่ได้เป็นนายก พิธาเขาได้เจอคำตัดสินของทั้งคุณเปลวสีเงินและคุณจตุพร พรหมพันธุ์แล้ว พิธาก็คงจะอ่อนแรงเหมือนกันนะ ระดับมือ ผู้เป็นสื่อสารหรือผู้ที่เป็น พูดกันศัพท์อย่างอาตมาก็คือเป็นฆ้องปากแตกของประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นจตุพรหรือคุณเปลว เหมือนฆ้องปากแตกที่มีเสียงดังอยู่นะ เสียงดังอยู่ในประเทศไทยอยู่ พูดอย่างนั้นไปแล้วก็คงจะ ในหัวใจก็คงวูบๆวาบๆน่าดูเหมือนกันนะ ก็ดูมันเป็นเรื่องบทบาทของสงครามสังคมสังคมสงครามอยู่เป็นธรรมชาติ

_ธันยวีร์ วิยาสิงห์ · ปากท้องชาวบ้าน สนใจบ้าง กลัวลุงตู่ขนาดต้องขจัดให้สิ้นซาก เลยรึ พ่อครูว่า…คนนี้ฟังแล้วมีนัยยะแสดงเท่าที่อาตมาอ่านภาษา พอจะฟังได้ว่า ว่าไปถึงพวกที่เขากำลังเป็นตัวปฏิกิริยา พูดกันชัดๆ ก็หมายถึงพรรคก้าวไกล พิธา ถึงฝ่ายที่เป็นสีส้ม เป็นตัวปฏิกิริยาเด่น ก็ปรามไปว่า ที่ปากท้องชาวบ้านสนใจบ้าง สนใจเรื่องสำคัญคือปากท้องชาวบ้าน เขากลัว ต้องรีบปราบ รีบขจัด รีบจัดการ เห็นเขาก็ทำลักษณะคล้ายๆอย่างนั้นจริงๆ โอ้โห..ขนาดยังไม่ได้ขึ้นเป็นนายกก็ยังจะให้ลุงตู่รีบหยุด เก็บข้าวเก็บของออกจากทำเนียบ ไปโน่นเลย เป็นคำละลาบละล้วง เบ่งอำนาจอะไรต่ออะไรไป จนกระทั่งเจ้าประคุณเอ๊ย จะเป็นตัวพิธาเองหรือเปล่าไม่รู้ แต่ว่าเสียงมันออกมาจากฝ่ายนั่นแหละฝ่ายก้าวไกลนั่นแหละบอกให้ จะเป็นใครก็แล้วแต่คนของก้าวไกลนั่นแหละ หรือเป็นสมาชิกเป็นฝ่ายถือหางว่างั้นเถอะ พูดบอกว่าให้ลุงตู่รีบเก็บข้าวของออกจากทำเนียบ นี่รัฐบาลใหม่เขาจะเข้าไปแล้ว ไปโน่นเลย ซึ่งปัดโธ่เอ๋ย.. คุณจะต้องผ่านอีกหลายขั้นตอน จะให้เขาปล่อยมือทิ้งหน้าที่ ทิ้งการรับผิดชอบไปได้ยังไง แค่นี้ก็ยังไม่รู้ความตะกละตะกลาม ความเห็นแก่ได้ อยากจะรีบเข้าไปเป็นนายก อยากจะเข้าไปเป็นใหญ่เป็นโต อยากจะไปบริหารประเทศชาติ เอาน่า อย่าเพิ่งแสดงออก เขาเรียกอะไรนะ แสดงความอยากมากเกิน _สู่แดนธรรม... ตีตนไปก่อนไข้หรือเปล่าครับ พ่อครูว่า... ไม่ใช่ตีตนไปก่อนไข้ กระเหี้ยนกระหือรือ อย่ากระเหี้ยนกระหือรืออย่างนั้นนัก เราได้เห็นนะ เราได้ดู พวกนี้เป็นการแสดงออกจริง จะว่าละครก็ไม่ใช่ละครลิเก เป็นเรื่องแท้ ดี

สื่อธรรมะพ่อครู ตอน สมณะยุ่งกับการเมืองไม่ผิดวินัย พระยุ่งกับการเมืองผิดระเบียบ _นวลจันทร์ เฟื่องศิลป์ · เป็นพระมายุ่งอะไรการเมือง ผิดวินัยสงฆ์มั๊ยคะ พ่อครูว่า…ตอบไปไม่รู้กี่ทีแล้วว่าไม่ผิด คำว่า การเมืองนี่ มันเป็นภาษาสมัยใหม่ ภาษาในสมัยพระพุทธเจ้ามันไม่มีหรอก คำว่า การเมือง สมัยพระพุทธเจ้านั้นเป็นสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ การบริหารปกครองสิทธิ์เด็ดขาดอยู่ที่พระเจ้าแผ่นดิน ใครจะพูดอะไรมากมายไม่ได้ จะวิจารณ์เรื่องการบริหารมากไม่ได้ เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าท่านพาคนให้บรรลุเป็นประชาธิปไตยอย่างถึงขั้นสาธารณะโภคีเลย แล้วท่านก็ทำอยู่ในแวดวงของท่าน ทำได้แต่ในเฉพาะหมู่สงฆ์ แล้วท่านก็มีบารมีจนกระทั่งพระเจ้าแผ่นดินยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในยุคนั้น เป็นพระเจ้าแผ่นดินแคว้นใหญ่เลยนะ พระเจ้าปเสนทิโกศล พระเจ้าพิมพิสาร เป็นเจ้าแคว้นที่ใหญ่มากในประเทศอินเดียใหญ่กว่าแคว้นอื่นๆเยอะ เหมือนกับจีนกับอินเดียสมัยนี้เป็น 2 ประเทศใหญ่มาก มีพลเมืองพันกว่าล้านทั้งคู่ นอกนั้นประเทศอื่นยังไม่มีพลเมืองถึงพันล้านเลย มี 2 ประเทศนี้พันกว่าล้านอย่างนี้ เป็นต้น มันก็คล้ายๆกันกับยุคพระพุทธเจ้า ที่มีแคว้นโกศลกับแคว้นมคธของพระเจ้าพิมพิสารกับพระเจ้าปเสนทิโกศล ต่อมาพระเจ้าพิมพิสารถูกพระโอรสประหารชีวิต แล้วพระเจ้าอชาตศัตรูก็ขึ้นครองราชย์ในยุคพระพุทธเจ้า ก็เป็นตัวอย่างให้เราได้ดู อาตมาก็พยายามนำพฤติการณ์ หรือสิ่งที่มันเป็นบทบาทของการเป็นอยู่ของประชาชนก็ดี การบริหารก็ดี ที่เรียกกันจนกระทั่ง การบริหารเรียก ประชาธิปไตย มันก็เป็นภาษาของการบริหารปกครองประเทศนั่นแหละ ทุกประเทศ จนกระทั่งมาสมัยนี้ก็แบ่งแยกเป็นระบอบคอมมิวนิสต์ ระบอบประชาธิปไตยขาเดียว ระบอบเผด็จการ ระบอบประชาธิปไตย ตามความหมายแล้วยุคนี้ขณะนี้ทั่วโลก สู้กันระหว่างคอมมิวนิสต์กับประชาธิปไตย เอาประชาชนเป็นหลัก คอมมิวนิสต์ก็เอาประชาชนเป็นหลัก คือรวบรวมพลังที่จะมีอำนาจเหนือประชาชน คอมมิวนิสต์เขาเป็นอย่างนั้น โดยมีหมู่ไม่ถือว่าเป็นส่วนบุคคล แต่ก็มีหัวหน้าหมู่ หัวหน้าคณะอยู่ เป็นการปกครองด้วยคณะบุคคลเรียกว่า คอมมิวนิสต์ เป็นอำนาจเด็ดขาดอยู่ที่คณะบุคคลนั้น แล้วก็เป็นคณะบุคคลที่ใช้อำนาจมากกว่าประชาธิปไตย เท่าที่รัฐศาสตร์ การเมือง วิชารัฐศาสตร์ เขาก็เรียนกัน จะเป็นอย่างนี้ ส่วนประชาธิปไตยนั้นให้อิสรเสรีภาพแก่ประชาชนมากกว่าคอมมิวนิสต์ ถือว่าคอมมิวนิสต์เป็นลัทธิที่บังคับ มีลักษณะบังคับ อำนาจอยู่ที่ผู้บริหารมาก แต่ประชาธิปไตยนั้นเขาพยายามที่จะบอกกันว่า พยายามที่จะบอกจะพูดกันว่า ให้ประชาชนเป็นใหญ่ แล้วประชาชนมันหัวแหลกหัวแตก มันจะไปรวมหัวกันได้ง่ายๆที่ไหน เพราะฉะนั้นมันลึกซึ้งมากเลย จะต้องทำจิตวิญญาณให้เป็นจิตวิญญาณรวมเข้ามาหาหนึ่งเดียวกัน โดยมีภูมิปัญญาที่จะให้คนเขาปฏิบัติจิตให้มีความเจริญเป็นอาริยะ มีความเจริญที่จะไม่เห็นแก่ตัว นี่เป็นแกนแก่นของประชาธิปไตย หรือแท้ๆก็คือความเจริญของมนุษยชาติทั้งหมด ไม่เห็นแก่ตัวไม่มีตัวตน แล้วก็มีปัญญา มีปฏิภาณปัญญา เพราะฉะนั้นศาสนาพุทธ พระพุทธเจ้าสอนให้มีธาตุรู้ที่เรียกว่าปัญญา ไปหยั่งรู้เรื่องของอาการจิตเลย อ่านรู้อาการของจิตเลยที่แยกแยะเป็นจิตเจตสิกรูปนิพพาน แยกแยะเป็นรูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ แล้วก็แยกไปเป็นรูปนามเป็นอายตนะ เป็นผัสสะอะไรอย่างนี้ จนกระทั่งมาแยกแยะเวทนา 108 ซึ่งเป็นแกนของกรรมฐาน เป็นที่ตั้งของกรรมฐานของศาสนาพุทธ แต่พอศาสนาพุทธเสื่อมก็ไปเป็นสมถะ กรรมฐานก็กลายเป็นกสิณ คือใช้กสิณแล้วก็สะกดจิตโดยใช้กสิณเป็นที่ยึด ใช้กสิณเป็นที่เพ่งจิตให้มันเกาะอยู่ตรงนั้นเป็นวิธีสะกดจิต กสิณดิน กสิณน้ำ กสิณลม กสิณไฟ กสิณอะไรต่ออะไรจนกระทั่งถึง 40 กสิณ ท่านพุทธโฆษาจารย์ในวิสุทธิมรรครวบรวมเป็น 40 กสิณ สรุปคือ ใช้สิ่งเหล่านั้นให้เป็นฐานที่เกาะ ให้เป็นฐานที่ให้จิตเข้าไปยึด ยึดตรงนี้ให้จิตมันเกาะนิ่งๆ ถ้าคนที่เขาเป็นผู้สะกดจิตพวกนี้ จิตของพวกนี้ก็จะดับสัญญา ไม่เป็นเจ้าของจิต ผู้ที่เป็นผู้สะกดก็จะเป็นเจ้าอำนาจของจิตนั้นก็จะสั่ง สั่งผู้ที่ถูกสะกดให้ทำอย่างโน้น ให้เป็นอย่างนี้ ให้รู้สึกอย่างนั้นรู้สึกอย่างนี้ได้ เปลี่ยนความรู้สึก เปลี่ยนความรู้จริงๆได้เลย เช่น ตา ก็ลืมตานี่แหละ ไม่ให้เห็นก็ได้ ทั้งๆที่มันมีอะไรให้เห็นแสงสว่างก็มี ตาก็ลืมแต่ไม่เห็น หรือให้เห็นสิ่งที่ไม่มี มันไม่มีนะแต่ให้มีขึ้นมาหลอกตัวเองได้ก็เห็นอย่างนี้เป็นต้น ซึ่งอาตมาก็ศึกษามาทำมา ฝึกฝนมา ทำเป็น อาตมาทำทางนี้เป็น (ภาพเก่าของพ่อครู insert)

สื่อธรรมะพ่อครู ตอน ประวัติศาสตร์เริ่มต้นโทรทัศน์ในประเทศไทย พ่อครูว่า... ตอนนั้นอาตมาทำงานโทรทัศน์เป็นผู้ช่วยคุณจำนงค์ รังสิกุล ตอนนั้นก็ไปร่วมสมาคมค้นคว้าทางจิต ที่เห็นในภาพคือเขากำลังทำการสะกดจิต คณะอาตมาทำงานที่บริษัทไทยโทรทัศน์ เป็นวันเปิดโทรทัศน์ไทย เป็นวันแรกเรียกว่าวันเกิดของโทรทัศน์ไทยคือวันที่ 24 มิถุนายน 2498 เริ่มต้นมีโทรทัศน์ในเมืองไทยช่องแรกคือช่อง 4 อาตมาก็เป็นคนหนึ่งที่เป็นผู้ที่อยู่ในโทรทัศน์ กล้องโทรทัศน์ จะเห็นว่าเขียนว่าไทยทีวี มันใหญ่เบ้อเร้อต้องใช้ขาลาก ใช้ลูกล้อ ใช้ฐานรับตั้ง น้ำหนักมันน่าจะถึง 100 กิโลกรัมกว่า ใช้คนลาก คนจูง คนถ่าย ช่างภาพถ่ายก็คนหนึ่ง คนลากก็อีกคนหนึ่ง ต้องมีอย่างนี้ทั้งนั้นเลยมันเทอะทะมากเลย นี่ รายการอะไรต่างๆ อาตมาเป็นพิธีกร พูดถึงอันนี้มีคนยุให้อาตมาเล่าถึงประวัติเหล่านี้อยู่เหมือนกัน พอดีเขาไปเก็บภาพ มีคนไปเก็บ ไปสะสมภาพเกี่ยวกับโทรทัศน์พวกนี้ มาได้เยอะเลย เอามาให้ท่านลั่นผาได้มา ก็เลยเอามาให้ดู โอ้โห มันน่าเป็นแฟ้มภาพที่จะเอามาพูดถึงเรื่องอดีต มันจะดึงให้อาตมาสามารถที่จะระลึกถึงอดีตในภาพเหล่านั้นขึ้นมาได้เยอะเลย เพราะอาตมาเป็นผู้ที่ร่วมอยู่ในกลุ่มเริ่มต้น ในวงการโทรทัศน์เมืองไทย ที่มีอายุยืนอยู่ ในขณะนี้คนที่อยู่ในยุคที่มีโทรทัศน์ ช่องต้นๆตั้งแต่ทำงานตั้งแต่ พ.ศ. 2498 จะเหลืออยู่ไม่กี่คนก็ไม่รู้ นี่ คุณอารีย์ นักดนตรี ยังอยู่นะ อายุแก่กว่าอาตมา 2 ปี เป็นศิลปินแห่งชาติแล้ว นี่ ฉลอง สิมะเสถียร เป็นพระเอก หรือสะอาด เปี่ยมพงศ์สาน พูดถึงฉลอง มีเกร็ดเล่าเรื่องนิดหนึ่ง สมัยก่อนฉลองก็เป็นนักร้อง เป็นพระเอกหนัง เป็นพระเอกละครโทรทัศน์ เป็นพนักงานโทรทัศน์เหมือนกับอาตมาด้วย นี่พวกโทรทัศน์ช่อง 4 ทั้งนั้นแหละ เพราะฉะนั้นอาตมาเริ่มๆทำงานตั้งแต่อาตมายังเรียนหนังสืออยู่นะ อาตมายังเรียนอยู่เพาะช่างปี 3 ยังเรียนไม่จบ พ.ศ. 2498 อาตมาอยู่ปี 3 แล้วก็มีโอกาสได้เข้ามาทำงานโทรทัศน์ ทำงานเป็นตัวเริ่ม อาตมาเริ่มด้วยรายการเด็ก คืออาจารย์สมจิตร สิทธิชัย เป็นผู้ช่วยคุณจำนงค์ คุณจำนงค์เป็นหัวหน้าฝ่ายจัดรายการ ส่วนอาจารย์สมจิตร สิทธิชัย เป็นรองหัวหน้า เป็นผู้ช่วยจัดการอยู่ ก็มาจัดการ จะทำรายการเกี่ยวกับเด็ก ก็ไปหาคนที่จะมาทำรายการเกี่ยวกับเด็ก เขาก็ไปที่ชมรมดรุณสารของอาจารย์นิลวรรณ ปิ่นทอง อยู่ในเครือข่ายหนังสือพิมพ์สตรีสาร อาจารย์นิลวรรณ ออกหนังสือเด็กเรียกว่าดรุณสาร แล้วก็มีสโมสรดรุณสาร มีชมรมดรุณสาร ซึ่งเดี๋ยวนี้ยังเหลืออยู่ชมรมดรุณสาร พงษ์ศักดิ์ พยัคฆ์วิเชียร ก็อยู่ร่วมอยู่ในชมรมนี้ด้วยกับอาตมา แต่ก่อนมีกิจกรรมร่วมกัน แต่ก่อนใช้โรงพยาบาลสงฆ์เป็นที่จัดชุมนุม จัดชมรม มีกิจกรรมอะไรก็ไปจัดสนุกสนานที่นั่น พูดถึงภาพนี้ ผู้ใหญ่ที่ยืนเป็นพิธีกร คือหม่อมราชวงศ์พิศวาส นาควานิช ซึ่งเป็นแม่ของผู้บัญชาการทหารบกคนหนึ่ง(พลเอก ธีรชัย นาควานิช) ซึ่งลูกชาย 2 คน เป็นพลเอกทั้งคู่ อาตมาจำชื่อไม่ได้แล้ว อายุมากกว่าอาตมา 2 ปีหรือปีเดียว อาตมาก็เลยเรียกพี่อู๊ด ก็ทำงานอยู่โทรทัศน์ด้วยกัน ภาพนี้คือภาพรายการคนเก่งรุ่นจิ๋ว ที่พูดเมื่อกี้ว่าอาจารย์สมจิตรไปชมรมดรุณสารแล้วก็ได้ตัวน้องแดงคือนิภา ธรรมพิชา ซึ่งไปเข้าตาแมวมอง จะเอามาเป็นพิธีกรในรายการเด็ก เสร็จแล้วน้องแดงเขาก็ตกลงจะมาทำรายการ แต่มีข้อแม้ว่าต้องเอาพี่รักมาด้วย คือน้องแดงเขาศรัทธาอาตมา อาตมาเป็นเด็กโข่งอยู่ในชมรมคืออายุค่อนข้างจะมาก เขาก็เรียกพี่ทั้งนั้นในตอนนั้น เป็นคนแต่งเพลง ดรุณวอลซ์ ตั้งแต่เขายังไม่เปิดตัวชมรมเลย อาตมาใช้นามปากกา เกื้อปรียา อาตมาล้อเลียนนำแฟนของอาจารย์องุ่น ที่มีนามปากกาว่า ปรียา อาตมาก็ใช้นามปากกา เกื้อปรียา ส่งเพลงดรุณวอลซ์ไปให้ เขาก็ชอบใจเขาก็ร้องกัน แต่ไม่เจอตัวผู้แต่งสักทีเลย เพลงดรุณวอลซ์นั้น ใช้นามผู้แต่งว่า รักพงษ์ มงคล ซึ่งเดี๋ยวนี้ช่องบุญนิยมทีวีก็เอามาเปิดอยู่ เสร็จแล้วอาตมาก็ได้โอกาสไปเปิดตัวที่ชมรม ก็เลยไปอยู่ในชมรมนั้น น้องแดงเขาก็อยู่ในชมรมนั้น ก็เลยศรัทธาอาตมา อาจารย์สมจิตรเอาน้องแดงไปทำรายการเด็ก ก็คุยกันจะทำอย่างไรดี ซึ่งอาตมาก็เป็นคนแนะ ว่าเอาเด็กตั้งแต่ 7 ขวบถึง 15 ขวบ ประกาศให้มาสมัครเข้ามาตอบปัญหา เราก็ตั้งปัญหาขึ้นมาให้ตอบแล้วก็แจกรางวัลไป โอภาปราศรัยเล่นกับเด็กๆ สร้างความเฉลียวฉลาดให้ตอบปัญหา อาจารย์สมจิตรก็เห็นดีเห็นชอบด้วย จึงเป็นรายการเด็กรายการแรกของประเทศไทย จะตั้งชื่อรายการว่าอย่างไร อาตมาก็เป็นคนตั้งให้ว่าเป็น รายการคนเก่งรุ่นจิ๋ว อาจารย์สมจิตรก็ชอบ ก็เลยกลายเป็นรายการคนเก่งรุ่นจิ๋ว เป็นรายการเด็กให้สมัครมา เขียนจดหมายมา คนก็เขียนจดหมายมาเยอะ พ่อแม่พี่น้องคนที่มีโทรทัศน์ดูกันแล้ว มันก็มีสตางค์นะ คนมีโทรทัศน์ดูสมัยใหม่ๆ ก็ไม่ใช่จะแพร่หลายเกิน เขาก็เขียนจดหมายมา มีรายการเกี่ยวกับดนตรี อาตมาก็จัดรายการ เอาวงดนตรีของโรงเรียนต่างๆมาออกอากาศ อาตมาจึงเป็นที่รู้จักกว้างขวาง อันนี้เป็นภาพรายการคนกล้า เด็กแสดงสีไวโอลิน อันนี้เป็นวงดนตรีของโรงพยาบาลหญิง คนที่เป่าแซกโซโฟนคือกิ่งรัก คนที่ 2 จากซ้ายมา กิ่งรักคือน้องสาวอาตมาตอนเขาเรียนพยาบาล เขาเป็นนักดนตรีด้วย เดี๋ยวนี้จะอ่านโน้ตออกหรือเปล่าก็ไม่รู้เลยคงจะทิ้งหมดแล้ว เดี๋ยวนี้อายุ 85 แล้ว เขาบอกว่าคนที่จะพูดถึงเรื่องเก่าคือคนแก่นะ ..เอาน่า ก็ยอมแก่แก่ก็แก่ก็ยอมรับก็แล้วกัน เรื่องเหล่านี้ก็เป็นประวัติศาสตร์ นักประวัติศาสตร์จะชอบ มีตำนาน มีประวัติศาสตร์ แต่นี่ไม่ใช่ของไม่มีหลักฐานยืนยัน มันมีหลักฐานยืนยันอ้างอิงด้วย มันสนุกนะ ทำให้รู้จักประวัติเก่าๆซึ่งยังมีผู้เล่าเรื่องพวกนี้เป็นประวัติเอาไว้ด้วย มันจะมีความจริงที่เหลือ ไม่ใช่มาค้น เดาเอา คาดคะเนว่าน่าจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ไม่ใช่ แต่นี่มันเป็นเรื่องที่มีประสบการณ์จริงมา ผู้ที่จะอยู่ในเหตุการณ์จริง มาพูดก็จะชัดเจนกว่า เอาแค่นี้ก่อนเพราะเป็นน้ำจิ้ม ซึ่งยังมีอีกเยอะ SMS

สื่อธรรมะพ่อครู ตอน ตอบปัญหาสมณะทำการเมืองให้ถึงสัมมาธิปไตย _(ต่อ)นวลจันทร์ เฟื่องศิลป์ · เป็นพระมายุ่งอะไรการเมือง ผิดวินัยสงฆ์มั๊ยคะ พ่อครูว่า…คำว่าไม่ยุ่งการเมืองเป็นมิจฉาทิฏฐิชนิดหนึ่ง เรื่องของเรื่องคือพระภิกษุนี่ยังไม่มีภูมิธรรม ยังไม่มีความรู้ความสามารถอะไรที่จะมาช่วยการเมืองเขาได้ เพราะมันเป็นยุคเสื่อม ขออภัยที่อาตมาต้องพูดความจริงออกไป ไม่ได้ไปว่ากล่าว เอาความจริงมาพูด มันเป็นยุคเสื่อมที่ศาสนาพุทธมันเสื่อม ภิกษุก็เสื่อม ไม่มีพลังอำนาจอะไรพอที่จะไปทำงานกับสังคมเขาได้ เพราะฉะนั้นเรื่องการเมืองมันเขี้ยวลากดิน คือมันร้าย มันใช้เล่ห์กลแทคติกอะไรมาก ผู้ที่มีปฏิภาณปัญญาไม่มากเพียงพอเข้ามายุ่งก็จะโดนพวกนักการเมืองดึงเอาไปเป็นหัวคะแนน เอาเงินฟาดบ้างเพราะมันเสื่อมไง พระอยู่ใต้อำน

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน