660609 พ่อครูให้โอวาทประชุมใหญ่พักสัมมาธิปไตย เพื่อเลือกกรรมการบริหารพรรค .docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2566
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์19 KB
วันที่แก้ไข25 มิถุนายน 2566

เนื้อหาในไฟล์

660609 พ่อครูให้โอวาทประชุมใหญ่พรรคสัมมาธิปไตย เพื่อเลือกกรรมการบริหารพรรค ดาวโหลดเอกสารที่ https://docs.google.com/document/d/1uGZa3nRz7Q6XcUzT_hDGfTufDRMPV1YN/edit?usp=sharing&ouid=101958567431106342434&rtpof=true&sd=true

ดาวน์โหลดเสียงที่ พ่อครูว่า... วันนี้วันศุกร์ที่ 9 มิถุนายน 2566 ที่บวรราชธานีอโศก พรรคของเราพร้อมเพียงการประชุมพร้อมเพียงกันเลิก พระพุทธเจ้าตรัสไว้ความพร้อมเพียงของชนที่เป็นหมู่ย่อมยังความสำเร็จ อะไรย่อมสำเร็จด้วยความพร้อมเพรียง มาถึงวันนี้เราก็เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา วันนี้วันศุกร์ที่ 9 มิถุนายน 2566 แรม 6 ค่ำเดือน 6 หรือเดือน 7 ตามจันทรคติปีเถาะ เราก็อยู่ในโลกในประเทศอยู่ในสังคมมนุษย์เขาเราก็ไปตามเรื่องราว Story ของโลกเขา Story ของโลก เขาว่ามีเรื่องการเมืองเราก็ร่วมสตอรี่กับเขาด้วยการเมือง แต่เราก็มีทัศนคติมีอุดมคติ มีแนวคิดแนวทางแนวปฏิบัติของเรา มันก็มีความแตกต่างมันจะไม่เหมือนกับส่วนใหญ่เขาทีเดียว เพราะของเราเป็นชาวโลกุตระ เป็นลูกของพระพุทธเจ้า ก็เลยไม่เหมือนเขา ไม่เหมือนไปตั้งแต่โลโก้ก็ไม่เหมือนเขา ไม่มีใครเอาตัวเลขไทยมาทำเป็นโลโก้ ของเราเอาตัวเลขมาเป็นความหมายซ้อน ของเขาเอาแต่เส้นโครงเส้นตรงเส้นแหลมเส้นอะไรต่ออะไรกับสี สีก็ไม่มีปัญหา เราก็เอาด้วย แต่เส้นเราไม่ได้ไปเอากับเขา เรามาเอาตัวเลขนี่ก็ไม่เหมือนเขาแล้ว ตัวเลขของเรา เราก็มีความหมายตัวเลขของเราเราก็มีความหมาย เส้นของเขาก็มีความหมาย แต่เลขของเราอธิบายความหมายถึงขั้นโลกุตระ ตัวเลข 3 ตัวหมายถึงผู้ที่ทรงความรู้ไว้ซึ่ง สามเส้า ธรรมดาคนมันมีกายมีจิตมี 2 เป็นสภาพ เทวธัมมา เรารู้จักธรรมะ 2 ก็แยกธรรมะ 2 ได้ ทำ 2 ให้เป็น 1 ได้ เช่น เวทนา 2 เวทนาเก๊ เวทนาแท้ เวทนาจริงๆ เราก็ทำให้มันเหลือแต่เ

อ่านต่อ

วทนาจริงๆ เวทนาเก๊ทำให้มันหมดไปได้เหลือเพียง 1 นี่เป็นคุณสมบัติ คุณภาพ คุณธรรม คุณวิเศษของพระอรหันต์ พระอรหันต์สามารถทำเวทนาให้เป็น 1 และ 1 อย่างถาวรด้วยเป็นเวทนาแท้ เห็นดอกไม้ก็คือดอกไม้ ดอกนี้สีเหลือง ดอกนี้สีแดง ดอกนี้สีขาว ดอกนี้สีน้ำเงิน โอ้โห..ดอกสีน้ำเงินเอามาจากสวนไหนนี่ สีน้ำเงินก็เห็นมีแต่อัญชัน เห็นสีเราก็รู้ว่าสีจะวัดสวยเป็นยังไงเป็นเวทนาปลอมเวทนาเก๊ ว่ามันมีอารมณ์พวกนี้อยู่นะซึ่งมันเป็นเรื่องละเอียดลึกซึ้ง เป็นเรื่องพ้นทุกข์สมบูรณ์แบบ ยิ่งทำให้เหลือ 0 ได้ก็จบ ทำให้จิตเจตสิกต่างๆทำให้มันเป็น 0 ตั้งแต่เริ่มสูญจากกิเลส อาการนี้เป็นอาการกิเลสในจิตเราก็ทำให้อาการกิเลส หยาบ กลาง ละเอียด ตั้งแต่ รูปาวจร อรูปาวจร เราก็ทำให้มันหมด ไม่ให้มันมีวจรในจิตเลยเป็นศูนย์ จิตเราก็เก่ง คนที่ทำให้จิตของเรานี้สะอาดจากกิเลสได้ก็เป็นคนสะอาด เป็นคนที่เป็นคนที่ประเสริฐสุดแล้ว พระพุทธเจ้าค้นพบสิ่งนี้ แล้วก็ตรัสยืนยันว่าจิตวิญญาณเป็นประธานสิ่งทั้งปวง ไม่ใช่พระเจ้ามาเป็นประธานเรา เป็นจิตวิญญาณเป็นประธานเรา สามารถที่จะบัญชาสามารถที่จะบงการให้มันเป็นอะไรต่ออะไรไปได้ตามความต้องการของเรา แล้วความต้องการของเราก็ไม่มีอกุศลเลยนี่เป็นวิชาสุดยอดของพระพุทธเจ้า พวกเราเป็นผู้ที่ได้ศึกษาอบรมวิชาการของพระพุทธเจ้า จนมาเป็นคนเช่นนั้นได้แล้ว แล้วเอามาปฏิบัติประพฤติอันนี้ร่วมกับสังคมเขาเรียกว่าการเมือง ก็ไปร่วมมีกิจกรรมมีอะไรตามระบบระเบียบของเขาไป ค่อยๆทำเท่าที่ได้ สามารถที่จะไปร่วมขนาดนั้นขนาดนี้ได้โดยไม่ได้ไปแข่งเขาเพื่อที่จะได้ยศได้ตำแหน่งได้ลาภ แต่เราก็ไปตามกฎเกณฑ์ของเขาเท่านั้น ลองดู เขามีอุดมคติอุดมการณ์การเมืองว่าประชาธิปไตย จะต้องให้มีอำนาจอธิปไตยไปอยู่ที่ประชาชนเป็นเจ้าของ เป็นผู้ใช้อำนาจ ประชาชนเป็นผู้ที่ใช้อธิปไตยให้ได้มากที่สุด ไม่ใช่มาอยู่ผู้ที่นำ ผู้นำผู้เป็นหัว ซึ่งอันนี้มันเป็นสภาพลักษณะซ้อน ซ้อนอยู่ในสัจธรรม สัจธรรมพระพุทธเจ้านั้นประชาชนหรือว่ามวลสมาชิกมนุษย์ จะยกอำนาจให้แก่ผู้ที่เรายอมรับนับถือเคารพบูชา ยกให้เอง เชื่อถือที่ท่านเป็นผู้นำ เชื่อถือให้ท่านเป็นผู้ที่มีภูมิธรรมที่ดี เป็นภูมิธรรมที่ประเสริฐยอด ยอมยกให้เลยท่านจะนำไปอย่างไร เราไม่รู้เท่าหรอก ยอมรับว่าเรารู้ไม่เท่า ท่านมีความรู้ ท่านมีความดีงาม ท่านมีความประเสริฐลึกซึ้งสุดยอดขั้นโลกุตระ ก็ยกให้ ให้ท่านสอนให้ท่านนำพาเรา ให้ท่านอธิบายให้เราเข้าใจและเราก็จะได้ปฏิบัติได้เป็นแบบที่ท่านเป็น แล้วท่านก็มาประกาศเอามาอธิบายเราเข้าใจเห็นด้วยเห็นตาม เราก็เห็นว่าอันนี้เอาด้วยจะเป็นอย่างที่ท่านเป็นได้ แล้วก็รู้ว่าที่ท่านเป็นได้นี้รู้มาจากสมเด็จพ่อ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถ่ายทอดมา พระพุทธเจ้าได้มามากที่สุดและท่านก็นำมา ได้เท่าไหร่มากเท่าไหร่ก็เท่านั้น อย่างนี้เราเห็นด้วยเห็นตาม มันเป็นอิสระเสรีภาพของความเห็น ที่เราเห็นอย่างนี้แหละ เอาอย่างนี้และไม่เป็นพิษภัยต่อสังคมต่อประเทศชาติต่อโลกเลย มันมีแต่คุณค่า มันมีแต่สิ่งประเสริฐ ซึ่งโลกส่วนใหญ่เทวนิยมไม่รู้ อันนี้แหละเป็นหัวใจสำคัญของศาสนาและหัวใจสำคัญของที่เรากำลังจะมาสถาปนาลงไปในการเมือง อันนี้แหละคุณธรรม อันนี้เรียกว่าโลกุตรธรรม ซึ่งเป็นธรรมะที่ไม่เห็นแก่ตัว ละล้างความอยากได้มาให้แก่ตัวเอง มีแต่ความต้องการความประสงค์ที่จะทำเพื่อมวลมนุษยชาติ มันตรงกับอุดมคติของคำว่าประชาธิปไตย คือเพื่อมวลมนุษยชาติ เราไม่มีตัวตน ไม่มีตัวเราเอง แต่เรามีความรู้ เรามีกรรมกิริยาต่างๆ ที่เราจะประพฤติปฏิบัติสร้างสรรค์ทำประโยชน์ให้แก่ประชาชน แล้วก็มีวินิจฉัย มีการจัดสรร ว่าควรจะให้แก่ใครเท่าใดเหมาะสมเท่านั้นเท่านี้ มันจึงเป็นเศรษฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ที่ดี รัฐศาสตร์ที่ดี สังคมที่ดีก็เกิด ตามความดีงามความถูกต้องที่ถูกสัดส่วนของโลกุตรธรรม เราเป็นผู้ที่ได้เรียนรู้โลกุตรธรรมมาแล้วเราจะได้ไปประพฤติอยู่ในสังคม แต่พวกเราก็จะเริ่มต้น ประพฤติปฏิบัติกันประพฤติปฏิบัติกันอย่างจริงจัง อโศกเราเคยตั้งพรรค กรุยทางมาตั้งแต่พรรคพลังธรรม มันก็รวมตัวตามธรรมชาติ รวมตัวเป็นรวมพลังแล้วก็มาเป็นพลังธรรมแล้วก็เป็นพรรคเพื่อฟ้าดิน จากพรรคเพื่อฟ้าดิน นี่แหละ เราก็มาเป็นพรรคสัมมาธิปไตย มันมีประวัติที่สืบสานมาตั้งแต่นาน แล้วเราก็จะทำขึ้นมาอีกให้มันดูสิว่ามันจะมีความก้าวหน้า มีวิวัฒนาการขึ้นไหม จะร่วมประโยชน์ จะทำประโยชน์กับสังคมเขาได้ไหม สังคมเขาจะพอรู้เรื่องไหม เราเป็นพรรคเพื่อฟ้าดินขึ้นมา เขาไม่รู้เรื่องกับเราเลย เราก็ทำไปตามประสาเรา เสร็จแล้วก็ไม่ค่อยได้เรื่องอะไร ซึ่งไม่เหมือนกับเขาโลกๆหรอก เราจะทำกับมวลประชาชนก็ยังไม่เก่ง ทุกวันนี้เราก็ทำอยู่แล้วกับมวลประชาชน แต่มวลประชาชนเขาไม่รับ เพราะเป็นธรรมะสูงเกินไป เขาไม่เอาหรอกจะให้เขามาเสียสละ ให้มาขาดทุนของเราคือกำไรของเรา เขาทำไม่เป็น เขาไม่เอา เขาไม่นิยมไม่ชมชอบ เขาจะไปแบบโลกีย์ และเราก็ไม่ได้เป็นการบังคับหว่านล้อมด้วย ใครจะมาก็มาด้วยอิสระเสรีภาพ เห็นดีเห็นงามก็มาเป็นมวลเป็นสมาชิก แล้วมันก็จะแน่นมันจะจริงจังเป็นหนึ่งเดียวกันเป็นเนื้อหาโลกุตระ มันจะแข็งแรงไปในอนาคตเรื่อยๆ แข็งแรงและโตอย่างเป็นสัจจะ อาตมาว่าไม่น่าจะถึง 50 ปีไม่จำเป็นต้องถึงร้อยปี ทำไปดีๆอีกสัก 50 ปีจะเห็นผล พรรคสัมมาธิปไตย จะไม่ไปประกาศหาสมาชิก แต่เราจะมีหลักเกณฑ์คัดเลือกใครจะมาเป็นสมาชิก ต้องมีคุณสมบัติอย่างนี้จึงจะเป็นสมาชิกได้ ด้วยความสมัครใจด้วยความลึกซึ้งของโลกุตรธรรม ว่า พรรคนี้ ใครได้เป็นสมาชิกเป็นยอด เป็นบุญหัวเลย ซื้อไม่ได้ขายไม่ได้ ถ้าไม่มีคุณธรรมพอเขาไม่รับ ถ้าใครมาสมัครแล้วเขารับ เท่ากับการรับรองว่าคนนี้ใช้ได้คนดีแน่นอน ถึงอย่างนั้นเลย เอาให้ได้นะ มันจะได้คือพวกเราเองสมาชิกแท้ของเรา ต้องมีคุณสมบัติมีคุณธรรมถึงพอ ถ้าคุณธรรมไม่ถึงอยู่นอกเขตเทศบาลก็มาสมัครไม่ได้ อย่าเอาเงินมาซื้อให้ยาก ไม่ได้ เอาเงินทองคำเอาดอลลาร์ก็ไม่ได้เพราะดอลลาร์คือเศษกระดาษชำระยิ่งไม่ได้ใหญ่ และความเป็นมนุษย์ความเป็นสังคมมันมีแนวคิด มันมีทัศนคติ หรือมีวิสัยทัศน์ มันจะมีความต่าง มีความไม่เหมือน ไปสู่ทิศทางที่เลิศที่สุดเป็นอุตระหรือเป็นโลกุตระ มันจะมีจริงๆ พูดไปแล้วเหมือนเราหลงตัวเองยกย่องตัวเองนึกว่าตัวเองดีนักหนายอดเยี่ยมแล้วไม่มีใครเหมือน เพราะเราก็ไปตามที่เราเชื่อมั่นว่ามันเป็นจริง เราก็ไม่ได้หลอกใคร เราก็บริสุทธิ์ใจ รายการเย็นวันนี้ อาตมาจะประกาศ ธรรมิกราษฎร์ประกาศโลกุตรธรรม ตั้งชื่อว่าอย่างนี้ ผู้ประกาศโลกุตรธรรม จะถือว่าเป็นราชะ ... ที่จริงเขาเขียนว่าราษฎรนะ เรามีอะไรซับซ้อนไม่เหมือนกับเขา ใช้ภาษาก็มีภาษา 2 ชนิด เราก็เลือกชนิดที่ดีเอาไปใช้ได้ ถ้าใช้ ราชะก็ไม่บังอาจ คำว่าธรรมิกราชเป็นตำนาน เป็นสิ่งที่พูดต่อๆกันมา ซึ่งจริงๆแล้วเป็นคำพยากรณ์ แล้วจริงๆก็เป็นจริงอีก เป็นสัจจะ เป็นคำพยากรณ์ของพระอาริยเจ้า ว่าในยุคนี้จะมีธรรมิกราช 2 องค์ ผู้ที่หลงตัวเองก็คือหลง แล้วจะมีองค์ประกอบต่างๆที่ทำให้คนเชื่อถือมายืนยันและ 2 จะมีเนื้อหาสัจธรรมแท้ๆ เป็น ราชแห่งธรรม ว่านี่คือ ธรรมะที่ถูกต้องกับธรรมะที่ไม่ถูกต้อง ธรรมะที่ถูกต้องคือเป็นโลกุตตรธรรมที่แท้จริงมีเนื้อหาสาระของโรคกลการธรรมแท้จริงหรือไม่ แต่ละคนมีสิทธิ์ที่จะตัดสินวินิจฉัย สูงสุดก็ตัวเองเป็นผู้วินิจฉัยเลือกเฟ้นเอาแล้วเราก็สมัครใจเอาเอง เพราะฉะนั้นโดยสัจจะแล้วไม่มีใครไปบังคับใคร หรือจะหลอกล่อใครได้ ประเล้าประโลมหลอกล่อให้หลงติดได้ แต่ สัจจะจริงๆผยองไม่ใช้วิธีการที่จะหลอกล่อประเล้าประโลม มีแต่จะใช้ความบริสุทธิ์สะอาด ไม่มีอะไรแฝงเพื่อจะหลอกล่อให้อยากได้มาเป็นมวลไม่ใช่ เอาเนื้อแท้เป็นส่วนใหญ่เลย ประกาศเนื้อแท้อย่างสะอาด ใครเห็นความสะอาดนี้รู้ว่าเป็นความสะอาดเป็นความจริง เป็นแก่นแท้ๆเลย อย่างนี้ล่ะเราต้องการ สัจจะมันจะเป็นอย่างนั้น ทั้งผู้แสดงออกเองทั้งผู้ที่จะมาเอา ผู้ที่แสวงหาจะมาเอา ก็อยู่ที่ความจริงอยู่ที่ความรู้ว่าเราจะรู้ความจริงได้จริงๆตรงๆชัดเจนไหม เพราะฉะนั้นการเมืองที่พวกเราจะทำจึงไม่ใช่การเมืองแบบสามัญโลกีย์เขา ที่เขารู้อย่างผิวเผินไม่ซาบซึ้ง รู้อย่างไม่มีพลังงานของความเป็นไปได้ เป็นความรู้เพียงตรรกะ รู้ภาษาความหมายเฉยๆ ไม่ถึงขั้นที่จะมีพลังงานเป็นพลังจิตให้เกิดกายวาจาได้ พวกเราจะเป็นนักการเมืองที่มีอุดมการณ์ มีอุดมคติตามแบบที่พระพุทธเจ้า ที่จะเป็นผู้ไปสร้าง อายะ 3 สร้างประโยชน์คุณค่า ให้แก่พหุชน พหุชนหิตายะ(เพื่อหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก)พหุชนสุขายะ(เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ(รับใช้โลก ช่วยโลก) รู้โลก รู้อัตตาและมีธรรมะ ไปทำกับโลกเรารู้อัตตาแล้วไม่เอาอัตตาเป็นตัวตนที่จะไปทำงานให้โลก เราทำงานโดยไม่มีตัวตนในโลก รับใช้โลกอย่างซื่อสัตย์สุจริต สร้างสมรรถนะความรู้ความสามารถ สร้างความรู้อันเหมาะสมกับ กาละ เทศะ ฐานะ ทำงานให้แก่โลกให้แก่มนุษย์ สิ่งนั้นจะเป็นความจริงที่จะยืนยันความจริงกับโลก หลักเกณฑ์ของความเป็นประชาธิปไตยของเรื่องรัฐศาสตร์นี้ มันเป็นความรู้ในโลกเฉพาะโลกียะ ยังไม่มีตำรา ยังไม่มีคัมภีร์หลัก อาตมาว่าเราเป็น กลุ่มแรกของโลกที่จะรู้จักการเมืองประชาธิปไตยแบบโลกุตระ และจะประพฤติปฏิบัติกับโลกต่อไป เพราะฉะนั้นต้องเอาให้ดี ตั้งใจทำให้ดี นี่ไม่ได้พูดเล่นนะมันเป็นพวกแรกของโลก ในโลกไม่มีตำรารัฐศาสตร์โลกุตระ มีแต่ตำรารัฐศาสตร์โลกียะ เพราะผู้ที่ทำความรู้ศาสตร์ทางการเมืองมานี้ มีแต่ชาวเทวนิยมตะวันตก ยุโรปหรือแม้แต่อเมริกายอมรับ เช่น ออกมาจาก harvard เป็นชาวเทวนิยมทั้งนั้นไม่รู้จักโลกุตระ แต่โลกุตระนี้รู้จักแบบโลกียะที่เขาถือกันอยู่นั้นดี สูงสุดแล้วด้วย คุณธรรมของความเป็นนักการเมืองดีที่สุดเป็น แล้วอย่างนี้ เขาก็เน้น ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข แต่โลกุตระ มันยิ่งกว่านั้นเข้าใจโลกและเข้าใจโลกุตระ โลก เขาต้องการความรวย แต่ลึกๆเราต้องการความจนอย่างสัจจะ เพราะฉะนั้น ในความรู้ของโลกุตระไม่มีแย่งกัน ไม่มีทะเลาะกัน โลกก็ยังไปรวย เราก็แย่งกันมาจน ก็ไม่ทะเลาะกันเพราะส่งเสริมกันคุณก็สบายเราก็สบาย เราก็จริงจังที่เราจะเอาแบบจน แต่เราจนอย่างอุดมสมบูรณ์ จนอย่างรู้จักกันเป็นหมู่ เราจะอาศัยอยู่อย่างไร อยู่อย่างอุดมสมบูรณ์ ขนาดดอกไม้ยังเป็นสีธงชาติเลย ห้อมล้อมด้วยสีเหลือง มีนัยสำคัญนะ อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งเป็นสัจธรรม มันไม่มีเวทีไหนหรอกที่จะประดับประดาด้วยผลไม้ดอกไม้ใบไม้อะไรต่ออะไรอย่างนี้ หรูหราทุกวัน ระกำใส่กระบุงพูนๆมาเลย กล้วยเอามาทั้งเครือลูกเบ้อเริ่มๆ อะไรต่างๆนาๆพวกนี้ เราเอามาประดับพวกนี้ไม่ใช่ของโลกที่เขาประดิษฐ์ แต่เป็นเรื่องสัจจะสาระ เขาก็ประดิษฐ์เอามาประกอบตกแต่ง แล้วก็เป็นความรู้คนละเรื่อง เขารู้ไปหาเปลือกไป หาเครื่องตกแต่งภายนอกแต่อันนี้เราเข้าหาแก่นภายใน แค่นัยยะ 2 อย่างที่อาตมาพูดมาเปรียบเทียบให้ฟังก็สุดยอดแล้ว เพราะฉะนั้นพวกเราก็เป็นคนกับเขาในสังคม แต่ 1.เรามีความรู้ทั้งที่โลกียะเขาเข้าใจกันว่า ดี มีคุณภาพอย่างโลกียะ เราก็มีได้มีด้วย และมีให้ดียอดเยี่ยมตามทิศทางที่เขาเป็นตามที่เขาต้องการ 2.เราไม่ติดในดีอันนั้น ไม่มีตัวตน นี่เป็นเรื่องสัจจะโลกุตระส่วนตัว เราก็ไร้สุขไร้ทุกข์ สรุปแล้วการไม่มีตัวตนแต่เป็นคนมีสมรรถนะมีความรู้มีคำกิริยาที่ทำอยู่ในโลกอย่างปราศจากสุขทุกข์ นี่คือสุดยอดของมนุษยชาติ นอกจากไม่มีความสุขทุกข์แล้ว มีแต่ความอิ่มเอมใจ มีแต่ความร่าเริงเบิกบาน สบายๆ สงบ อบอุ่น อิ่มเอม เกษมใส ใจเกื้อกูล และมีแต่เพิ่มพูนเป็นแท่งแห่งความเสียสละ มีแต่จักรกลแห่งความเสียสละ เป็นโลกทั้งลูกที่มีพลังงาน คนๆหนึ่งก็คือโลกลูกหนึ่ง เป็นพลังงานเสียสละ แต่ละลูกๆ ซึ่งนี่คือ Galaxy นึง มีดาวแต่ละดวงเป็นหน่วยแต่ละหน่วย มาอยู่ชิดกันได้ วงโคจรมาชิดกันได้นี่แสดงว่ามีพลังงานสงบ มีพลังงานที่ไม่ต่างกัน มีพลังงานที่จะรวมกันเป็นเอกภาพได้ดีมากเลย เพราะฉะนั้นจึงเป็น Galaxy ที่ยิ่งใหญ่ กว่า Galaxy ทางจักรวาล เพราะเราเป็นธาตุที่วิญญาณไม่ใช่แค่ธาตุของดินน้ำไฟลม ธาตุดินน้ำไฟลม เป็น Galaxy เป็นจักรวาลน้อยจักรวาลใหญ่ ของเราก็มีดาวทุกเคราะห์ 9 ดวงมีวงโคจรของตัวเอง นอกนั้นก็มีอุกกาบาต เพราะฉะนั้นคนจึงมีพลังงานยิ่งกว่าธรรมชาติที่เป็นแค่ดินน้ำไฟลม เรามีพลังงานจิตวิญญาณที่ยิ่งใหญ่กว่า จบ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน