คดีสันติอโศกจบลงอย่างไร.docx
เนื้อหาในไฟล์
คดีสันติอโศกจบลงอย่างไร พ่อครูว่า...คดีทางโลกของเราก็จบ สรุปที่เรายอม เพราะเขาออกกฎหมายพ.ศ.2505 ว่าสมเด็จพระสังฆราชสั่งให้สึกได้ ซึ่งขัดแย้งกับคำสอนพระพุทธเจ้าที่บอกว่า ใครไม่สามารถสั่งการให้ใครสึกได้ ถ้าเขาคนนั้นไม่มีความผิดถึงขั้นสึก ความผิดถึงขั้นจะต้องสึกมีอย่างเดียวคือปาราชิก ไม่สึกก็ต้องขาดจากความเป็นสมณะเรียกว่า “อสังวาส” ไม่เป็นสมณะร่วมกันแล้ว แต่ถ้ายังแค่สังฆาทิเสสไป ก็ไปสึกเขาไม่ได้ ถ้าเขาไม่สึกก็สึกเขาไม่ได้ ใครก็บังคับให้สึกไม่ได้ ธรรมวินัยของพระพุทธเจ้าว่าเอาไว้อย่างนั้นเลย สึกเขาไม่ได้ ปาราชิกถือว่าขาดจากการเป็นศาสนาพุทธด้วยกันไปเลยเท่านั้นเอง แต่ถ้าไม่ถึงขนาดปาราชิก 4 สังฆาทิเสสก็ยังถือว่าเป็นพุทธร่วมกันเป็นสังวาสเดียวกัน แต่เขามีความเห็นต่าง ถ้าถูกกล่าวหาแล้วถ้าเขาไม่ผิดสังฆาทิเสส เขาก็ไม่ได้ผิดไม่ได้บาป แต่ถ้าผิดเขาก็บาปเอง คนนี้จะลงโทษหรือไม่ลงโทษก็เป็นวิบากของเขา คดีของอโศกคืออโศกแพ้ เพราะผิดกฎหมายที่เขาตราไว้ ให้อำนาจสังฆราชสั่งให้สึกได้ เราไม่ยอมสึกก็ต้องปรับให้ผิดกฎหมาย ติดคุก 6 เดือน รอลงอาญา 2 ปี เขาก็มาคุมประพฤติ เขาก็ส่งคนมาคุมประพฤติ มาครั้งที่ 1 ก็มากราบ มาครั้งที่ 2 ก็มากราบ มา 2 ครั้งแล้วไม่มาอีกเลย 2 ปี เขามานั่นแหละเขาก็ยังไม่กินมังสวิรัติ เมื่อมาคุมประพฤติเขาก็เลยกลายเป็นคนกินมังสวิรัติไปเลยแล้วจะให้ทำอย่างไร มันก็เป็นเช่นนั้นนี่เป็นเรื่องจริงปรากฏการณ์ตามสิ่งที่เป็นมา เพราะเขามารู้มาเห็นอย่างไร คนเราเมื่อไม่มีอคติก็จะไม่เห็นคนเราปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ เอาพระธรรมวินัยมากางเอามาจับ เขาก็ไม่ได้ปฏิบัติผิดแล้วจะไปทำอย่างไร คนเขาไม่ได้หาเรื่องไม่ได้ผิดเพี้ยนก็ต้องจำนน สรุปแล้วทางโลก เป็นกฎหมายเป็นอะไรเราก็ ทางธรรมก็เป็นนานาสังวาส เขาทำทางธรรม
อ่านต่อ
ละเมิดวินัยไม่รู้กี่อย่าง ตั้งแต่เอาสงฆ์คณะมหานิกายและคณะธรรมยุตมาทำสังฆกรรมร่วมกันมาชุมนุมตัดสินซึ่งทำไม่ได้ มหานิกายกับธรรมยุตนั้นคนละนิกายเอามาร่วมกันไม่ได้ แม้มาคนเดียวก็ผิด“คณปูรกะ”แล้ว ทำสังฆกรรมไม่ได้เป็นสังฆกรรมที่โมฆะ แต่เขาก็ทำเพื่อให้มันเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ไง รวมกันเลย 2 นิกายร่วมกันประกาศนียกรรมอโศก บอกว่าอัปเปหิออกจากคณะ ทั้งๆที่เราไม่ได้ถูกเอาไปให้เราประกาศนานาสังวาสมีหลักฐานเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2518 ประกาศนานาสังวาสตามพระธรรมวินัย คุณทำไมไม่รู้เรื่องกันในนานาสังวาสเอง คณะสงฆ์ใหญ่ก็ไม่รู้เรื่อง แล้วมาพูดเละเทะขายขี้หน้าตัวเอง สุดท้ายมันก็เลย เขาก็มีผู้รู้อยู่บอกว่ายิ่งจะเถียงยิ่งหน้าแตกก็เลยจบ นั่นก็คือทางธรรมจบแล้ว ทุกวันนี้พวกเราก็เป็นนานาสังวาสกันอย่างสมบูรณ์ นานาสังวาสเป็นเช่นนี้ ตั้งแต่เราประกาศ พ. ศ. 2518 ก็เป็นนานาสังวาสอยู่สบายมาเรื่อยๆ เมื่อ พ.ศ. 2525 พันตรีอนันต์ เสนาขันธ์ ก็มาใส่เราใหญ่เลย ก็ยังไม่เป็นเรื่องมาก แต่ต่อมา พ.ศ. 2532 เขาก็ดึงเราเข้าไปว่าต้องสึกไม่สึกไม่ได้ ถ้าไม่สึกก็เอาเรื่อง ก็มีเรื่องอีกว่ากันไปทางโลก ส่วนทางธรรม เขาก็ไม่กล้าตัดสินเรา ทางธรรม เขาก็ประชุมกัน พิจารณาลับหลังว่าเราผิด แล้วก็ประกาศว่าอัปเปหิ ออกจากสงฆ์หมู่ใหญ่ ทั้งๆที่เราลาออกมาแล้วตั้งแต่ พ.ศ. 2518 ตอนนี้ พ.ศ. 2532 ไปอ่านหนังสือประนีประนอมกันด้วยนานาสังวาส อาตมาก็ได้รวบรวมเขียนไว้ คุณก็ต้องเป็นหมู่ใหญ่เพราะคนรู้มันมากกว่าคนไม่รู้ พูดชัดๆก็คือคนโง่มากกว่าคนฉลาด เขาก็ต้องมีคนไม่รู้มามากกว่ามีคนรู้คนที่ประพฤติได้เป็นธรรมดาของยอดพีระมิด กับฐานพีระมิดมาก็ต้องมีมากมีน้อยกว่ากันเป็นธรรมชาติธรรมดา ถ้าใครเข้าใจอย่างนี้แล้วก็ไม่มีปัญหาอะไร เราจะแพ้ก็แพ้แต่เราไม่ได้ผิด เราก็แพ้ก็แพ้ชะตาทราม ดวงใจทรงความมั่นคง ตกลงเราก็จบไปทุกอย่างแล้ว
ผู้ใช้นามว่า Nataphon Sirimongkolsatien บอกว่า..สันติอโศก ไม่ใช่นะครับ ตามกฎหมายไม่มีการรับว่าเป็นพระสงฆ์ อาจารย์ตอบว่า..เข้าข่ายแต่งกายเลียนแบบสงฆ์ครับ มีพาดพิงถึงสันติอโศกในสื่อโซเชียลค่ะ
พ่อครูว่า..ก็ถูกแล้วเราไม่ได้แย้งอะไร สงฆ์แปลว่าหมู่ คณะ เราไม่ใช่สงฆ์คณะเถรสมาคมก็ถูกแล้ว ของเราเป็นสงฆ์คณะอโศก ที่ว่าแต่งกายเลียนแบบสงฆ์ เราไม่เลียนแบบ และพยายามไม่ให้เหมือนด้วย เจตนาด้วย ทั้งมหานิกายหรือธรรมยุต เราไม่ได้ห่มเหมือนเขา สีสันก็ไม่เหมือนเขา การนุ่งห่มก็ไม่เหมือนเขา ไม่ได้ทำกระทงกระแทกแบบเขา คิ้วก็ไว้ นุ่งห่มก็ไม่เหมือน อะไรต่างๆนานา เป็นเรื่องของนานาสังวาส ตรงกับคำสอนพระพุทธเจ้าทั้งสิ้น นานาสังวาส มีหลักเกณฑ์ 3 อย่างใหญ่ๆ 1.มีศีลไม่เสมอสมานกัน 2. มีความประพฤติต่างกัน 3.มีอุเทสต่างกัน 1. ศีล ไม่เสมอสมานกันก็คือ เขามีศีล 227 แต่ของเรา 227 คือพระวินัยเราก็ถือด้วยแต่เรามีศีลจุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล ของเขาไม่เอาเรื่องศีลเลย เขาละเมิดมหาศีลกันทั้งยวงเลย อยู่ในมหาเถรสมาคมไปไม่รอดเลย ถ้าเอาจุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล มาจับเขาก็พังเลย เขาเป็นศาสนาไม่มีศีล ก็เลยเอาแต่วินัย 227 ขนาดนั้นก็ยังผิดกันอย่างระเนระนาดเลย 2. การประพฤติก็ต่างกัน เช่นเราประพฤติไม่ใช้เงินทอง ทางโน้นใช้เงินใช้ทอง ทางนี้ไม่กินเนื้อสัตว์ ทางนั้นก็กินเนื้อสัตว์ เป็นต้น 3. อุเทส คำอธิบายไม่เหมือนกัน หัวข้อเดียวกันแต่อธิบายไม่เหมือนกัน เช่น คำว่าฌานเป็นต้น คำว่าสมาธิเป็นต้น อธิบายกันคนละเรื่อง คำว่าวิมุติก็คำเดียวกันอธิบายคนละเรื่องสมาบัติคำเดียวกันก็อธิบายคนละเรื่อง ปัญญาคำเดียวกันก็อธิบายกันคนละเรื่อง ปุญญะหรือบุญ เป็นคำเดียวกันแต่อธิบายกันคนละเรื่อง
630923_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ มรดกแห่งกรรมสั่งสมสู่ปรินิพพานญาณ