620527_รายการสำมะปี๋ซี่วิต บ้านราชฯ ครั้งที่ 51.docx
เนื้อหาในไฟล์
620527_รายการสำมะปี๋ซี่วิต บ้านราชฯ ครั้งที่ 51
อ่านทั้งหมดที่ หรือดาวโหลดเอกสารที่… https://docs.google.com/document/d/1avKrbfIIUeicxnv0gxGfZE2DRlevoNGn9bVYVFDqYrE/edit?usp=sharing
ดาวโหลดเสียงที่.. https://drive.google.com/open?id=1GmE1AziVsAe4U97FNAygZ5_oo9Cjkftj
สื่อธรรมะพ่อครู(แสงอรุณทั้ง 7) ตอน ขี้เหร่จริงหนอธรรมะ พ่อครูว่า...วันนี้วันจันทร์ที่ 27 พฤษภาคม 2562 ที่บวรราชธานีอโศก ผู้ใหญ่ก็มีอยู่แค่นั้นยังไงล่ะ เรื่องธรรมะมันควรจะสนใจอยู่ทุกวินาที แต่ทำไมรู้สึกว่าจะจืดจาง ไม่ชอบใจไม่เอาใจใส่ ไม่ยินดีในเรื่องของธรรมะกันหนักขึ้นมากขึ้น หา! หลวงปู่ถามจริงๆเถอะ ธรรมะนี้สำคัญไหม ..สำคัญ...ถามอีกทีหนึ่งทำงานที่สำคัญไหม ...สำคัญ ดีไหม? ดีครับ ทั้งสำคัญทั้งดี แล้วทำไมไม่เอา? .. เอา เวลาจะมี แล้วเชื่อว่าหลวงปู่มีธรรมะจะให้ไหม ...เชื่อ มีความรู้ทางธรรมะจะให้ไหม ...มี เสียตังค์เปล่า? ..อ้าวมาก็ไม่เสียตังค์ด้วยของดีด้วยสำคัญด้วยแล้วไม่เอา! … คนที่ไม่มาเอาไม่เร่งรีบมาเอาหรือไม่ใส่ใจมาเอาโง่หรือฉลาด ...โง่ ...ตอบถูกทุกอย่าง มันประหลาดนะคนเรา แล้วยังไง? จะไม่ให้ตัดสินว่า โง่ คือรู้ทุกอย่างว่าคืออะไรๆ แต่ไม่ทำตามที่ว่าดีที่ว่าสำคัญ ไม่ทำ อาตมาว่า อาตมาพูดอยู่นี้เป็นสัจธรรมเป็นความรู้หรือความจริงที่ชัดเจน เพราะฉะนั้นโดยลึกของจิตมนุษย์นี้ ตัวเล็กมีปฏิภาณไหวพริบรู้ดีว่า คนเรานี้ต้องมาเอาธรรมะ ถ้าจะสรุปง่ายๆ ไปเอากิเลสนี่มันโง่ทุกคน สรุปง่ายๆ ไปเอากิเลส ไปเอาโลกๆไปเอาขี้โลภ ขี้โกรธ ขี้หลง ไม่ใส่ใจถึงทฤษฎีวิธีการผู้ที่พาทำให้ลดความโลภความโกรธความหลง มันก็ไม่ถูกต้องนะ มีปฏิภาณไหวพริบ คนโง่ถึงขนาดไหนก็น่าจะรู้ดีอยู่ แต่ทำไมขี้เหร่จริงหนอธรรมะ ถ้าไม่ขี้เหร่มันสวยมันงาม ม
อ่านต่อ
ันยั่วยวนเหลือเกินนะ มันควรจะต้องไตร่ตรองควรจะต้อง บอกตัวเองให้ชัดๆว่าเราทำไมมันโง่ดักดาน สิ่งที่มันประเสริฐสิ่งที่ดีที่วิเศษที่สำคัญรู้หมด ทำไมเราไม่ใส่ใจเราไม่ขมีขมัน เราไม่รีบร้อนที่จะไปเอา ทีไอ้โลกๆ กิเลสบำเรอ ซึ่งมันง่ายๆที่จะรู้ ทำไมรีบไปเอาอย่างที่ชอบใจ ไปเอาอย่างกระตือรือร้น แต่มาเอาธรรมะนั้นเฉื่อยช้า ยืดยาด พูดไปก็เท่านั้นปากเปื่อยเปล่าๆ
เริ่มต้นด้วยSMS ก่อน
_ 3867กราบอนุโมทนาพ่อครูกับธ.สดุดีป๋าเปรมผู้รักษ์ปชธต.อันมีพระมหากษ.ทรงเป็นพระประมุขด้วยจิตพิทักษ์ชาติราชบัลลังก์ด้วยใจรักและภักดีตราบจนสิ้นลมหายใจสาธุธ.บุญนิยม _3867กี่ศพแล้วที่สูญมลายหายไปกับอบายสิ่งเสพติด!กี่ชีวิตเล่าที่สิ้นสลายหายไป กับควันมลพิษภาวะ!แล้วผู้ไปร่วมงานฌาปนกิจเหยื่อตายผ่อนส่งกี่ครั้งฤา?จึงจะฉุกใจคิดลดละดื่มสูบงงอบายมอม ยามึนน้ำเมา?บ้านที่จะกลับสุดท้าย ไม่ได้กลับพ้นทางวิบากกงกรรมกงเกวียน!สาธุสัจธ.ช่างไม้แกะสลักจิตเกลา วิญญาณกลับบ้านในใจตน!
_5711น้อมกราบนมัสการ พ่อท่านสมณะโพธิรักษ์ที่เคารพอย่างสูงยิ่งครับ ผมมาจากความข้องใจจากความไม่เชื่อ แต่ผมถือว่าผมยังดีที่เป็นคนชอบหาคำตอบจึงได้พบพ่อท่าน และไม่สงสัยจากการฟังคลิปเก่าๆศึกษามาเรื่อยๆและเริ่มปฏิบัติตามแล้วครับ อยากจะกราบขอพระคุณพ่อท่านอย่างสูงครับ อยากบอกถึงผู้ฟังทุกท่านถ้าพ่อท่านได้อ่านออกอากาศว่าชีวิตนี้อย่าเสียเวลาเลยครับลองฟังพ่อท่านแล้วปฏิบัติตามเลยครับ"ผมยังไม่ดีครับแต่เริ่มเลวน้อยลงครับ"และ ดีขึ้นๆตามลำดับครับ "มีทางนี้ทางเดียวครับ"ขอบพระคุณพ่อท่านอีกครั้งครับผมจะเป็นผู้ทำประโยชน์ครับ
สื่อธรรมะพ่อครู(การตำหนิการชม) ตอน คำตำหนิ เป็นเรื่องสาระแท้ของนักพัฒนา _6218พระโพธิสัตว์เขาจะไม่ตำหนิพระสำนักอื่น คนที่ตำหนิพระอื่นไมใช่พระโพธิสัตว์ ชุมชนของท่านผมมองในแง่ดี ท.ท่าชนะ พ่อครูว่า...มันมีสอนอยู่ที่ไหนไว้หนอคำสอนพระพุทธเจ้าที่บอกว่าพระโพธิสัตว์จะไม่ตำหนิสำนักอื่น นี่คุณเป็นคนพูดเอง สำนวนนี้ไม่เคยเห็นในพระไตรปิฎกเลยได้แต่อ่านที่คุณพูดมา อาตมาว่า คุณอย่าไปเอาความคิดเห็นที่ตนเองเข้าใจเองง่ายๆที่เราเองก็ไม่ชอบใจไม่พอใจพฤติกรรมคนอื่นที่เขาทำ อย่างพฤติกรรมที่อาตมาทำคุณไม่ชอบใจ มันก็เป็นทิฏฐิ เป็นความเห็นความรู้สึกของคุณเองก็อย่าเพิ่งไปตัดสินสัจธรรม โดยเฉพาะตัดสินธรรมะพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าท่านสอน นิคคัณเห นิคหารหัง ปัคคัณเห ปัคคหารหัง ตำหนิคนที่ควรตำหนิชมคนที่ควรชม พระพุทธเจ้าตรัสกับพระอานนท์ว่า อานนท์ ! เราไม่พยายามทำกะพวกเธออย่างทะนุถนอม เหมือนพวกช่างหม้อทำแก่หม้อที่ยังเปียก-ยังดิบอยู่ อานนท์ ! เราจักขนาบแล้วขนาบอีก ไม่มีหยุด . อานนท์ ! เราจักชี้โทษแล้วชี้โทษอีก ไม่มีหยุด ผู้ใดมีมรรคผลเป็นแก่นสาร ผู้นั้นจักทนอยู่ได้ . (พุทธพจน์จาก พตปฎ.เล่ม ๑๔ ข้อ ๓๕๖)
การทำนี่นั่นคือการบอกความบกพร่อง บ่งบอกความไม่ชมคนที่มีคุณความดีความถูกต้องแล้ว ก็ไม่ต้องไปชมอะไรมาก เพราะฉะนั้นลักษณะการตำหนิ จึงเป็นสาระ การตำหนิกับการชม คำตำหนิ เป็นเรื่องสาระแท้ของนักพัฒนา ของนักสอนนักส่งเสริมให้คนเจริญ สู่แดนธรรมว่า...เป็นสารถีที่ฝึกบุรุษที่ควรฝึกได้ คือพระพุทธเจ้า พ่อครูว่า...อาตมาก็ทำหน้าที่คล้ายกัน มีหน้าที่ทำคนให้พัฒนาขึ้นสอนคนให้ดีขึ้นให้เจริญขึ้นให้ได้ อาตมามีหน้าที่นั้นจริงๆทำตามรอยพระยุคลบาทของพระพุทธเจ้าจริงๆไม่ได้ทำออกนอกรีตนอกรอยเลย คนที่ออกความเห็นมาแล้วขัดแย้งกับคำสอนพระพุทธเจ้านี้ให้ไปไต่ตรองให้ดี อย่าไปยึดมั่นความเห็นของตนว่าถูก อาตมาว่าอาตมาทำสิ่งที่ถูกต้องจะไม่ทำสิ่งที่ผิด อาตมาเรียนรู้สัจธรรมพอจะรู้ว่าอะไรถูกอะไรผิดเพราะฉะนั้นอาตมาไม่ทำอะไรผิดหรอกอาตมาจะทำสิ่งที่ถูกต้อง ฟังด้วยดีย่อมเกิดปัญญา สุสูสังละภะเตปัญญัง ฟังดีๆที่อาตมาแสดงธรรมะ คุณเองคุณไม่ชอบใจแล้วก็มาหาคำอะไรต่ออะไรมาเเปล มาว่า มาขัดแย้งกับอาตมา อาตมาว่าคุณไม่ได้ผลดีหรอก แต่อาตมาไม่ได้พูดโดยหมายว่าใครขัดแย้งอาตมาไม่ได้นะ ให้ตำหนิมาไม่ได้นะไม่ใช่ อาตมาอธิบายภาษาที่คุณแสดงออกมา ถ้าใครไม่แสดงออกมาอาตมาก็ไม่ได้ขัดแย้งไม่ได้อธิบายขยายความหมาย ให้ชัดเจนขึ้นแต่คนแสดงออกมาอาตมาก็เต็มใจที่จะขยายความหมายให้ชัดเจนว่าที่อาตมาพูดมาไร้สาระไม่เห็นประโยชน์ก็แล้วไป แต่ถ้าคนที่ฟังด้วยไม่มีอคติแล้วตั้งใจฟังเอาสาระ ก็จะได้สาระ
เรื่องการตำหนิหรือชมเริ่มต้นในพรหมชาลสูตร ท่านก็เรื่องราวประกอบ ได้มีอาจารย์และลูกศิษย์ในศาสนาเดียรถีย์เถียงกัน ลูกศิษย์นี้ชื่นชมพระพุทธเจ้า ส่วนอาจารย์ก็มีอัตตามานะของพระพุทธเจ้า ภิกษุก็เห็นอาจารย์กับลูกศิษย์เถียงกันมา พระพุทธเจ้าตรัสว่าเป็นเรื่องธรรมดาของการชมและการตำหนิ การตำหนิเมื่อสิ่งนั้นไม่ดีสิ่งนั้นไม่จริง โดยเฉพาะเราเองจะพูดตำหนิใคร เพราะเราเห็นว่าสิ่งนั้นไม่ดี เราเองได้เอาสิ่งที่ไม่ดีนั้นออกไปแล้วโดยเฉพาะพูดได้ว่าสิ่งนั้นไม่มีในตัวเราในพวกเรา เราทำแต่สิ่งดีสิ่งที่ควรชมควรยกย่อง ไม่ดีนั้นเป็นอย่างไรก็บอกไปว่าไม่ดีอย่างนั้นเพราะเหตุนั้นไม่ดีอย่างนั้น สิ่งที่ดีเป็นอย่างไร ดีเป็นอย่างนี้ ยกย่องความดีเป็นอย่างนี้ ท่านได้ตรัสกลางๆ ตรัส ความเป็นจริงที่ควรกระทำ คนเราที่ไม่ชอบคำตำหนิติเตียนแล้วมาอ้างว่ามันทำให้เกิดความแตกแยก! พวกนักปรัชญาหาความหมายอย่างคมๆแจ๋วๆอ้างอิง เพื่อให้คำพูดของตัวเองมีน้ำหนัก มาตำหนิกันจะทำให้เกิดการแตกแยก ถ้าในโลกในสังคมมนุษย์ไม่ไปตำหนิกัน เอาล่ะ เอาแต่ชมๆๆ ไม่ตำหนิเลย คนมันจะรู้ความไม่ดีการประพฤติที่ไม่ดีแล้วเปลี่ยนแปลงให้กระเตื้องขึ้นบ้างไหม มันก็จะไปเพ่งแต่เรื่องที่ชมทำแต่ดีมันก็ดีล่ะ แต่มันจะดีผิดหรือถูกก็ไม่รู้ ดีไม่ดีเอาแต่ชมแม้แต่เรื่องผิดก็ยังชม มันต้องแยกผิดแยกถูกแยกดีแยกชั่ว แยกให้ชัดๆ โดยเฉพาะส่วนชั่วนั้นรีบพูดรีบบอกเพราะมีในคนหนึ่งวินาทีหนึ่งมันก็ไม่ดี มีในคนนานเท่าไหร่มันก็คือชั่วยังอยู่ในตัวเรานานเท่าไหร่มันก็ไม่ดีเท่านั้น ต้องรีบบอก ส่วนความดีนั้นมีในใคร จะมีอยู่ 1 นาที 1 ชั่วโมง 1 ปี 1 เดือนมันไม่มีปัญหาอะไรนี่ความดีมันมีอยู่ในใคร เพราะฉะนั้นไม่ต้องไปพูดถึงมาก เขาดีก็ให้เขาเป็นไปเลย แต่ความชั่วนี้ต้องรีบบอก เหมือนกับว่ามีผ้าชุบน้ำมันที่ลุกไหม้ไฟจุดอยู่บนหัว ต้องรีบเอามันออกไปไม่งั้นมันไหม้หัวตายเลย ถึงป่านนั้น ให้รู้ว่าอย่ามาว่าอาตมาว่าไม่ให้ตำหนิใคร คุณพูดผิด ผิดทั้งสัจจะและผิดทั้งจากคำสอนของพระพุทธเจ้าอย่ามาอ้างเสียหายยาก ว่า พระโพธิสัตว์ไม่ตำหนิใครไม่สนใครควรจะไปรู้อะไร อาตมาเป็นโพธิสัตว์มาระดับ 7 แล้วตำหนิมามากมายแล้วไม่รู้กี่ชาติ ทำเป็นสู่รู้ ศึกษาให้ดีๆขออภัยพูดเหมือนเชิงข่มคุณ อาตมาไม่ได้มีจิตใจเกลียดชังลบหลู่ข่มขู่อะไร มีจิตเมตตามีจิตหวังดีหวังประโยชน์เพื่อสัตว์ทั้งปวงอยู่จริง คุณใส่ใจนี้ก็ขอบคุณมากแล้วแล้วก็ยังมาท้วงติงให้อาตมามาก็ขอบคุณ ผู้ที่ท้วงติงมาอาตมาก็ขอบคุณทั้งนั้นแหละ
มีจดหมายน้อย เสริมว่า ..พ่อท่านเป็นสัตบุรุษ ผู้ติให้เรียบร้อยคือติให้เตียน หากติไม่เรียบร้อยจะเหลือตอโผล่ทิ่มตำเท้า การติเตียนจึงเป็นศิลปะของสัตบุรุษ การติฉินนั้นเป็นการติที่หาเรื่องไม่ดีเป็นการติที่ไม่เรียบร้อย
_7757สันติ จรูญวิทยากร กราบนมัสการหลวงปู่ครับผม ขอเป็นกำลังใจให้หลวงปู่สู้ๆ อยู่ให้ถึง 151 ปี ให้ได้น่ะครับผม
สื่อธรรมะพ่อครู(บุญ) ตอน กุศลเป็นสมมุติ บุญเป็นปรมัตถ์ _ท่านมุทุกันโต ท่านเป็นอรหันต์หรือเปล่าครับ ท่านมีปาฏิหาริย์ที่เด็ดเดี่ยวมากท่านเดินธุดงค์จนตายเลย พ่อครูว่า...ถามกันดุ่ยๆดื้อๆ ท่านก็ตายไปแล้ว ท่านเป็นพระอรหันต์หรือเปล่า จริงๆแล้ว อรหันต์นี้มีหลายรอบและเกิดในแต่ละยุคแต่ละกาล ถ้าจะพูดจริงๆแล้ว ท่านมุทุกันโต จะถือว่าเป็นอรหันต์ก็ได้ ท่านเป็นอรหันต์ประเภทที่เป็นสายเจโต สายป่า สายชอบปลีกเดี่ยว มันมีจริต ไปในเชิงนั้นหนัก จริงๆแล้วนี่นะ จิตที่จะเป็นอรหันต์ กับจิตที่เป็นอนาคามี จิตที่เป็นอนาคามีที่เป็นอรหัตตมรรค ที่เป็นอนาคามีผลที่เข้าข่ายอรหัตตมรรค ก็ไปเรื่อยๆแยกกันยาก อนาคามีที่เข้าข่ายเป็น อรหัตตมรรคนี่ พลังงานเหล่านี้เป็นพลังงานทางจิตถามไปบอกไปก็จะยาก ให้มาปฏิบัติธรรมอ่านจิตอ่านใจของตัวเองให้เป็น พระพุทธเจ้าท่านสอนไว้ชัดเจน เรื่องของ ภพภูมิข้างนอก เรียกว่ากามภูมิเป็นภูมิชั้นต่ำ อบายภูมิ ตั้งแต่หยาบๆที่เป็นกาม จัดจ้าน เลอะเทอะ ใครหลุดพ้นมาได้ก็อ่านใจตนเองว่า ไปติดไหม ตัวอย่างเราไปติดอยู่เองหรือไม่ติดหรอก คนอื่นเขาไปติดให้เห็นกันอยู่ทั้งทางสายบันเทิงก็ดีสายการละเล่นกีฬาก็ดี สาเหตุของการแย่งลาภ ยศอยู่ หยาบๆชัดๆ มันเป็นอบายภูมิ ทุจริตคอรัปชั่นที่อยู่ในสังคม พวกอยู่ในโลกอบายภูมิ พวกนักการเมืองพ่อค้านักธุรกิจที่จัดจ้านใช้เล่ห์เหลี่ยมทุจริตขี้โกงซับซ้อน พวกนี้พวกสัตว์นรกทั้งนั้น ฟังดีๆนะ อาตมาพูดสัจธรรมพูดธรรมะไม่ได้ไปด่าไปว่าคน แต่อธิบายสัจธรรมให้ฟัง แต่คนเหล่านั้นเขาจะไม่ฟังธรรมะที่อาตมาอธิบายหรอก เขาจะไปฟังธรรมะจากพระหรือจากผู้สอนที่สอนเอาใจ ประเหลาะประจบประแจงพวกที่ฐานะดี นักขายนักธุรกิจที่มีเงินมีทองเขาจะประจบประแจง เพื่อที่จะให้เขาเอาเงินมาทำทานบริจาคเขาเรียกว่าทำบุญ แล้วไม่เข้าใจว่าทำบุญคืออะไรทำทานคืออะไร บุญกับทานเขาแยกไม่ออก อาตมาบอกได้เลยว่า ชาวพุทธทุกวันนี้เกือบร้อยเปอร์เซน ทำทานไม่ได้บุญ ทำทานมีแต่ได้บาป ทำทานได้แต่กุศล กุศลเป็นเรื่องภายนอกเป็นเรื่องสมมติสัจจะ การแสดงออกให้เขาทำทาน แต่เรื่องของบุญนี้เป็นเรื่องของปรมัตถ์ เป็นเรื่องของจิตวิญญาณเป็นเรื่องของจิตใจ เขาทานออก พูดว่าทาน เอากายกรรม เอาวัตถุทานให้จริงๆ แต่ใจเขาไม่ได้ให้ ใจเขาต้องการสิ่งตอบแทนตั้งภพชาติว่ตอบแทนมา เขาจะได้สั่งสมไว้ในชาติหน้าเยอะๆ ซึ่งไปถูกพวกผีเปรตหลอกกันมา พวกอาจารย์ผีเปรต ชาติหน้าจะได้ ซึ่งมันขัดแย้งกับคำสอนพระพุทธเจ้าหมดเลยอาตมาได้เอาทานสูตรมาอธิบายยืนยันแล้วาเขาทำทานนี้เขาจะได้ ว่า ทำทานของศาสนาพุทธ เป็นการรู้ความจริงว่าการทานคือการให้ มือให้แล้วกายให้แล้ว ปากพูดว่าให้ด้วย ใจคุณก็ต้องให้ตาม แต่ใจของคุณยังจะเอา ต้องการตอบแทนคืนมาเหมือนกับเล่นหวยเล่นหุ้นฝากไว้ก่อน ของข้าลงทุนไปแล้วต้องได้กลับคืนมาไม่ว่าชาตินี้หรือชาติหน้ามันไม่ปล่อยมันมีภพชาติ มีอัตตาตัวตนยึดเป็นตัวกูของกูตลอดกาลมันไม่รู้สัจธรรมของพระพุทธเจ้า ผู้สอนก็สอนไม่รู้ มันก็เลยไม่สัมฤทธิ์ผล มิจฉาทิฏฐิ 10 ข้อ ข้อ 1 นัตถิทินนัง ทานแล้วไม่ได้ผลลดกิเลส ได้แต่ภพชาติวิมาน ลาภยศสรรเสริญโลกียสุข คนเรานั้นจะวนเวียนอยู่ในลาภ ยศ สรรเสริญโลกียสุข เป็นความวนเวียน แต่ศาสนาพุทธเป็นโลกุตระออกจากความวนเวียนได้ ศาสนาในโลกเป็นเทวนิยม ศาสนาโลกียะ เขาสอนให้ทำดีละชั่ว ละชั่วประพฤติดี ไม่เคยสอนให้รู้จักจิต เจตสิก รูป นิพพาน แล้วก็เรียนรู้อาการของจิตว่ามันมีกิเลสไปประกอบแล้วล้างกิเลสออกไป นี่คือของศาสนาพุทธ ทุกวันนี้ไม่มีเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์แล้วที่จะสอนให้ทำ น่าสงสารจริงๆศาสนาพุทธมันเสื่อมไปจนกระทั่งไม่เหลือเชื้อ ก็สอนให้ดีๆชั่วๆกันอยู่อย่างนี้ศาสนาไหนเขาก็สอน พระพุทธเจ้าจึงไม่ได้ไปแข่ง อย่างนั้นมันซ้ำซาก เขาก็สอนกันดีทั้งนั้นแหละศาสดาที่ไหน เป็นศาสนาที่ยึดมั่นถือมั่น ศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่ปล่อยวางออกไปจนหมดไม่ยึดมั่นถือมั่น มันคนละเรื่องเลย ตั้งใจฟังธรรมะที่อาตมาสอนให้ดีไม่ใช่ งั้นไม่ได้ความจริงของศาสนาพุทธเพราะว่าศาสนาพุทธมีความจริงอยู่ที่โลกุตรธรรมนี้ ตรงที่ปลดปล่อยความยึดติดภพชาติลาภยศสรรเสริญโลกียสุขจริง วิธีหนีลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุขนั้นไม่ใช่ของพระพุทธเจ้า ศาสนาบางศาสนาเขาเอาตัวเองหนีเข้าป่าเข้าถ้ำ ไม่ให้นึกถึงเลยให้ลืมไปเป็นชาติเป็นวิธีง่ายๆตื่นๆไม่มีปัญหาอะไร แต่ไม่ได้ล้างกิเลส ไม่ได้รู้ว่าจิตเจตสิก มันไปติดในลาภยศสรรเสริญโลกียสุขอย่างไร อาการที่จิตใจมันไปติดยึดมันมีกิเลสนั้นมันเป็นอย่างไร ต้องใช้ปัญญาในการล้างในการมารู้จักพวกนี้ ไปยึดติดมันทำไม ถ้าคุณขยันทำงานสิ่งที่เกิดมันก็ขึ้นมาได้ มันเป็นลาภโดยธรรม เสร็จแล้วจะหวงแหน ขี้เหนียวมันก็เป็นกิเลสอีกต่างๆนานา ถ้าเราสามารถเอามาใช้เป็นประโยชน์แล้วแบ่งแจกกันเป็นประโยชน์ก็เจริญทั้งตนเองและผู้อื่นเกิดสังคมที่มีสามัคคีมีความสัมพันธ์มีการเกื้อกูลกันเป็นสังคมที่อบอุ่นเหมือนกับชาวอโศกซึ่งเราพิสูจน์ยืนยันแล้ว พูดไปแล้วก็เหมือนจะยกย่องชาวอโศก คนที่หมั่นไส้ก็อาจจะมองไม่ดี ตั้งใจดีๆอย่าเพ่งโทส อาตมาเจตนาเปิดเผยความจริงขยายความจริงความถูกต้อง มันยากจริงๆเลยที่จะแสดงสัจจะธรรมโลกุตระของพระพุทธเจ้า ยากจริงๆแต่ก็ไม่มีทางเลือก ยากอย่างไรก็ต้องทำปากเปียกปากแฉะบนไปพูดไปอธิบายไปแจกแจงไป
นิมนต์พ่อครูฉันน้ำดื่ม….
สื่อธรรมะพ่อครู(นิยามชีวิต 5) ตอน คำสอนควรเป็นตามฐานะตามภูมิ _สม.เป็นหญิง...ทุกวันนี้พระสอนกันแต่ความดีความชั่วในโลกนี้ ได้เห็นในสื่อสารต่างๆ ก็เป็นจริง มีแต่สอนความดีความชั่ว ไม่มีสอนโลกุตระ สอนปฏิบัติคือการนั่งสมาธิหลับตา เบื้องต้น ในการคุยกับคนข้างนอก เคยได้ยินว่าทำทานกับสัตว์เดรัจฉานได้ 100 เท่า ทำกับคนขี้เหล้าเมายาได้พันเท่า ทำกับพระอริยะที่สูงขึ้นไปก็จะได้เพิ่มขึ้นๆ อย่างนี้พูดได้ไหม พ่อครูว่า...ถ้าไม่ติดยึดในภาษา การได้นั้นแล้วมันเกี่ยวข้องกับผู้อื่นเป็นเรื่องของความซับซ้อน หมายความว่าถ้าทำกับสิ่งที่มันเป็นอุตุนิยาม พีชนิยาม จนถึงจิตนิยาม แล้วก็เป็นฐานะของบุคคล เป็นเวไนยสัตว์อเวไนยสัตว์ ก็เป็นขั้นตอน หากสอนเวไนยสัตว์ได้ประโยชน์ก็ดีกว่าสอนอเวไนยสัตว์ ถ้าสอนสัตว์ก็ดีกว่าสอนพืช ยิ่งไปสอนวัตถุมันไม่รู้เรื่อง เป็นสัจธรรมของอุตุธาตุ พีชธาตุ รายละเอียดเหล่านี้พระพุทธเจ้าสอนไว้ อาตมาก็เอามาอธิบายให้ฟังมันเป็นความรู้ที่ลึกซึ้ง ให้ดูเท่านั้นเอง แต่แท้จริงต้องมาเอาความเป็นจริงชีวิตจริงของเราเป็นคน เป็นจิตนิยาม แล้วเราก็เลื่อนชั้นจากอเวไนยสัตว์เป็นสัตว์ที่ 2 รบกวนถ้าทำไม่ได้เขาไม่รู้เรื่องภูมิไม่ถึงจริง เราอยู่ในฐานะที่เป็นเวไนยสัตว์ซ้อนโลกุตระทำกันได้ก็ใส่ใจอันนี้ดีกว่าเรียนอันนี้กัน อันนั้นเขาก็ทำของเขาไปเหมาะสมทั้งผู้สอนเพื่อรับแต่เราสูงกว่า มันก็ ข่มกันในที หากไปยืนยันพูดก็ยิ่งเป็นเชิงข่ม แต่มันเป็นสัจจะความดีกว่าก็ต้องข่มที่ต่ำกว่าตามสัจธรรม ไม่ต้องพูดก็รู้สึกได้ พูดถึงสิ่งดีกว่าก็ต้องข่มสิ่งที่ต่ำกว่า พูดไปก็อธิบายสัจจะสู่ฟัง สรุปแล้วคำสอนก็เป็นตามฐานะตามภูมิเพราะคนมีระดับต่างๆกัน นอกจากจะสอนคนให้เจริญแล้วดีไม่ดี สอนกันไปพากันชั่วหนักขึ้นด้วยก็มี สอนกันไปยิ่งพากันชั่วหนักขึ้นก็มีได้ เป็นธรรมดา แต่เราไม่ได้อยู่ฐานะพวกนั้น อาตมารู้สัจธรรมดีด้วยว่าคนนี้มีภูมิระดับโลกุตรธรรม ซึ่งมันมีจำนวนน้อยจริงๆ เป็นสัจจะ ไม่ต้องแปลกใจ มันก็ต้องอย่างนี้ เพราะฉะนั้น อาตมาถึงบอกว่ามันเป็นเรื่องธรรมดา พระพุทธเจ้าทุกพระองค์เมื่ออุบัติขึ้นบนโลกก็จะตรวจโลก พุทธุปาทกาละจะตรวจดูมนุษย์ ว่ามีภูมิปัญญาที่จะสอนโลกุตรธรรม จะสอนธรรมะของพุทธได้ไหม ถ้ามีจำนวนน้อยเกินไปท่านก็ไม่ประกาศตัวดีกว่า เสียของ ประกาศไปแล้วไม่ทำงาน ไม่คุ้ม พระพุทธเจ้าสมณโคดมเกิดมาในยุคกาลที่คนได้เสื่อมมากแล้ว ที่คนจะรับโลกุตรธรรมได้น้อยมากแล้วเมื่อประกาศวันมาฆบูชามีพระอรหันต์ได้เพียงเท่านั้น มีพระอรหันต์มารวมกันครั้งเดียวในมาฆบูชานั้น แต่พระพุทธเจ้าหลายพระองค์มีมาฆบูชาหลายครั้งมีคนมาจำนวนมากกว่านั้นเป็นพันเป็นหมื่นเป็นแสน แต่ของพระพุทธเจ้าสมณโคดมได้แค่ 1250 องค์ เป็นเครื่องยืนยันชี้บ่งความจริง ในตำนานในประวัติก็มีแล้วว่าท่านได้ตรวจ แต่คนมันน้อยจังเลยแต่ตัวดีก็ยังมีพอจะสอนได้ไม่เสียเปล่าประมาณนี้ก็เอาล่ะ ศาสนาพุทธก็เลยต่อเชื้อมาถึงจนบัดนี้ ถ้าหากพระพุทธเจ้าสมณโคดมไม่ประกาศตอนนี้เราอยู่ในนรก มั่วกันแย่งชิงกับทักษิณ ธนาธร หรือไปแย่งคุณเจริญทำน้ำเมาแข่งเขา แย่งคุณเฉลียวทำน้ำเสพติด แย่งคุณธนินท์ หาวิธีการรวยแข่งกันก็คงจะยุ่งยากต่อสู้กันหนักยิ่งกว่านี้ เพราะฉะนั้นอาตมาพามาทางโลกุตระไม่ไปแย่งลาภยศสรรเสริญโลกียสุขมีใจพอมีอยู่มีกินแค่นี้ขยันหมั่นเพียร ไม่ได้เป็นเรื่องที่ไปแย่งชิง วุ่นวายทำให้สังคมมนุษย์ต้องแย่งลาภยศ พวกเราเป็นพวกที่วางมือจากทางการแย่งชิงโลกียสุข พวกเขาแย่งชิงกันมากมายพอแล้วพวกเราก็ลดความยุ่งยากไม่ไปแย่งกับเขา ก็ลดความยุ่งยากของสังคมไทยลดจำนวนประชากรที่ไปตั้งหน้าตั้งตาแย่งลาภยศสรรเสริญโลกียสุขในสังคมลงมาให้สังคมสงบ ให้สังคมเบาไม่วุ่นวายไม่เดือดร้อน แต่ละคนที่ฟังธรรมะที่อาตมาอธิบายก็มีปัญญาทำให้เกิดจิตใจที่สันโดษเกิอาตมาพูดอย่างไรก็ยาก เพราะคนถูกครอบงำทางความคิดองค์รวมเป็น Concept ไปเชื่อแล้วว่า อาจารย์คนก่อนๆที่พาผิดทางพูดไว้อย่างนี้ พระโพธิรักษ์ไม่มีอาจารย์ไม่มีผู้สอนมาก่อนแล้วมาบอกว่าเป็น สยังอภิญญา เขายิ่งจะไม่เชื่อใหญ่เลย ก็ไม่รู้จะทำอย่างไรเพราะว่าจริตนิสัยลีลาของอาตมาเป็นคนไม่ไว้ท่าเต๊ะท่าให้สง่า หล่อ สุขุม ประณีตอะไร อาตมาไม่ได้เป็นคนแบบนั้นอาตมาเป็นคนสบายๆคล่องแคล่วว่องไว แล้วเข้าใจว่าพระอริยะหรือพระอรหันต์ของพุทธนี่จะต้องช้าสุภาพจึงได้เกิดความเสื่อม หนืดๆ ไม่ใช่ พระอรหันต์ของพระพุทธเจ้าว่องไวคล่องแคล่วปราดเปรียว เป็นคนที่มี กายปาคุญญตา เป็นกายมุทุตา เป็นคนมีกายลหุตาเป็นคนมีกายเบา กายไว ดัดได้เร็วปรับได้เร็ว เป็นคนที่มีความคล่องแคล่วทางกาย การคือจิตมโนวิญญาณคือหมวดของเวทนา สัญญา สังขาร เป็น เพราะว่าเรื่องของจิตเจตสิกต่างๆเดี๋ยวนี้คนไม่ค่อยเข้าใจแล้ว ไปเข้าใจกายผิดเพี้ยนว่าแค่สรีระร่างภายนอกเท่านั้น ก็ผิด 0 เลย อาตมาพูดเหมือนอ้างตัวเอง หากอาตมาไม่เกิดมาในชาตินี้คุณจะไม่เข้าใจกายอย่างที่อาตมาอธิบายได้ ดีนะที่มีในพระไตรปิฎกที่บอกว่ากายและจิตมโนวิญญาณ พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้อาตมาได้เอามายืนยัน ตถาคตเรียกกายว่าคือจิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง ล.๑๖ ข.๒๓๐ กายไม่ได้มีอย่างเดียวต้องมี 2 อย่าง ต้องมีส่วนประกอบทั้งภายนอกคือดินน้ำไฟลมกับจิต ต้องมีอย่างนั้นหากอาตมาไม่เกิดมาในชาตินี้ไม่มีใครมาอธิบายได้ละเอียดละอออย่างนี้หรอกพูดแล้วเหมือนตัวเองใหญ่ รู้คนเดียวคนอื่นผิดหมด แล้วมันผิดหมดไหมล่ะมันมีเหลือที่ถูกมีบ้างมั้ยล่ะ จริงๆนะ คำว่ากาย คำว่าบุญ คำว่าสมาธิดจิตที่มีใจพอ เกิดจิตที่มีน้อยก็พอไม่ต้องเอามากกว่านี้ก็ได้ แค่นี้ก็เพียงพอเป็นคนกล้ามาจน แล้วก็มีชีวิตอยู่อย่างพัฒนาให้เจริญ มาเป็นคนจนยิ่งขึ้นง่ายขึ้น สุโปสะพัฒนาเป็นคนจนมากยิ่งขึ้นก็ได้ พัฒนาง่าย ไม่ต้องไปมีโลภโกรธหลงแข่งเขาได้ง่ายสอนให้เป็นโลกุตระบุคคลได้ง่ายให้เป็นบุคคลโลกุตระกินอยู่หลับนอนสบาย ไม่เหมือนสังคมวงการสำนักอื่น เรื่องของเราถือว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยจุกจิกของเขาเรื่องใหญ่กว่าเยอะ
สื่อธรรมะพ่อครู(การเมืองบุญนิยม) ตอน ประชาธิปไตยมีมากตามความเป็นอาริยะ _สุดชดา...เมื่อวันอาทิตย์พ่อครูเทศน์ว่า ประชาธิปไตย คือ พหุชนหิตายะ(เพื่อหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก)พหุชนสุขายะ(เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ(รับใช้โลก ช่วยโลก) ลักษณะ 3 อย่างนี้คือลักษณะของพระอรหันต์ ถ้าจะสรุปว่า พระอรหันต์มีประชาธิปไตย 100% พระอนาคามีมีประชาธิปไตย 75% พระสกทาคามีมีประชาธิปไตย 50% แล้วก็พระโสดาบันมีประชาธิปไตย 25% ได้ไหม พ่อครูว่า...ได้ เป็นการเรียนรู้การแบ่งส่วนเพื่อที่จะให้เข้าใจสภาวะต่างๆได้ไม่ผิดอะไร ความเจริญเป็นพระอริยะ โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ ก็เป็นคนอยู่ในสังคมโลกนี่แหละแต่มีความจริงทางจิต จะเรียกว่าเป็นเศรษฐกิจ สังคม รัฐศาสตร์ อะไรก็ตามแต่ ศาสนาโดยเฉพาะศาสนาพุทธ เป็นไปเพื่อสังคมอย่างนี้จริงๆ ไม่ได้เป็นไปเพื่อคนป่าเถื่อนอย่างที่เข้าใจผิดกัน ที่ว่าศาสนาจะต้องออกป่า เขาทำเหมือนสมัยก่อนสมัยพระพุทธเจ้า เป็นการออกนอกรีตศาสนาพุทธ ไม่ใช่เลยเดี๋ยวนี้พระพุทธเจ้าประกาศศาสนาไว้ กลับไปเข้าใจว่าต้องออกป่า พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่าเป็นความเสื่อมของศาสนาพุทธในอัมพัฏฐสูตรท่านก็ตรัสเอาไว้ตั้งแต่ศาสนา ยังไม่เสื่อม ว่าต้องไปหาอาจารย์ที่อยู่ในป่าเป็นความเสื่อม
อย่างคำว่าฌาน ฌานคือพลังงานไฟ พลังงานกองไฟกองใหญ่ อุณหธาตุ แล้วพากันไปปฏิบัตินั่งนิ่งๆเย็นๆเพ่ง หยุดคิดนึกแล้วก็เย็นลงช้าลง แต่ฌานคือการสร้างพลังงานให้มีพลังงานไฟ เตโชธาตุที่สูงพิเศษ จนสูงกว่าไฟ ราคะโทสะ โมหะได้ มันเป็นนามธรรม ฌานไมใช่นั่งจมแช่เย็น แต่ฌานคือปรุงอภิสังขารเลยส่งให้เป็นบุญ ปุญญาภิสังขารให้เป็นไฟบุญเป็นไฟฌาน ฌาน เป็นพลังงานจิตใจสลายกิเลสได้ก็เกิดคำว่าบุญ บุญคือการกำจัดกิเลส ใครสร้างฌานได้คือผู้มีปัญญา ผู้มีฌานต้องมีปัญญา ไม่มีปัญญาสร้างฌานไม่ได้ ไม่ใช่ฉลาดโลกีย์ด้วยแต่เป็นฉลาดแบบพุทธ หากอาตมาไม่เกิด ไม่มีใครมาอธิบายอย่างนี้หรอกแต่พูดเพื่อให้ชัดเจนไม่ได้ยกตัวยกตน อาตมาไม่ได้หลงตัวยกตัว แต่พูดให้แยกชัดเจนกระจ่างว่า ผู้ที่จะรู้ว่าอาตมาเป็นคนพูดถูก ที่เขาพูดกันนั้นผิด แจ้งให้ชัดเจนอย่างนั้นเป็นเจตนารมณ์อย่างนั้น ไม่ได้หมายถึงตัวตนบุคคลเราเขาคนอื่นเลย อาตมาก็ต้องทำงานหนักมากเพราะอาตมารับหน้าที่มาสืบสานสืบต่อธรรมะพระพุทธเจ้า หนัก คนเขาว่าก็ต้องอยู่ไป อาตมาหนักกว่าพลเอกประยุทธ์ พลเอกประยุทธ์สืบสานอำนาจประชาชน ที่ได้ประหารรัฐบาลสำเร็จแล้วแล้วพลเอกประยุทธ์ก็มาสืบทอดอำนาจบริหารจากประชาชนเป็นอำนาจประชาธิปไตยจากประชาชนไม่ใช่อำนาจเผด็จการ เขาที่ตะโกนว่าทหารสืบทอดเผด็จการ นั้นไม่ใช่เลย แปลเป็นประชาชนแท้ๆที่ไปทำให้รัฐบาลเผด็จการออกไปถึง 4 รัฐบาล แล้วพลเอกประยุทธ์ค่อยมานะที่รับช่วงนี้ คอริดอร์ ไม่มีการสืบทอดอำนาจเผด็จการตรงไหนเลย คนที่ตะโกนออกมาไม่เข้าใจอำนาจของประชาธิปไตย ทำหน้าที่ประชาชนยึดอำนาจจากรัฐบาลทรราชเป็นประชาธิปไตย 100% แล้วคุณก็โง่ไปเรียกว่าเผด็จการทั้งที่เขาสืบทอดอำนาจประชาธิปไตยจากประชาชน แค่นี้ปัญญาก็ไม่ได้ แล้วมาเสนอหน้ามาบริหารประเทศ อาตมาว่าไปหลุมนรกที่ไหนก็ไป ความรู้แค่นี้ จบดอกเตอร์มานะ ความรู้เบื้องต้นประชาธิปไตยแล้วคนไทยแสดงให้เห็นสำเร็จงดงามด้วย พูดเท่าไหร่ก็บื้อเงอะงะลฃ
ประเทศไทยมีตัวอย่างของประชาธิปไตยมาตั้งแต่พศ. 2549 มีรูปแบบของการปฏิวัติรัฐประหารที่เป็นโดยประชาชนเป็นภาษาไทย 100% สดสวยงดงามสงบอบอุ่น ดำเนินไปได้ด้วยดี
อาตมาตำหนิดูถูกความผิดแรง คนฟังด้วยดีก็ชัดเจน คนถูกข่มก็ถูกข่มมาก
สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยบุคคล) ตอน อโศกมีเด็กที่เป็นอาริยะหรือไม่ _ หลวงปู่คิดว่ามีนักเรียนสัมมาสิกขาบรรลุธรรมะเป็นอาริยะไหมครับ อย่างน้อยก็โสดาปัตติมรรค พ่อครูว่า...มี เด็กที่เป็นโสดาฯก็มีในชาวอโศก เข้าใจกันไม่ง่ายหรอก เด็กที่มีบารมีมีของเดิมและมีความเอาใจใส่ มีความแสวงหา
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive