620802 พระพุทธเจ้าและสาวกไม่ฉันเนื้อสัตว์เป็นปกติ.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2562
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์292 KB
วันที่แก้ไข10 สิงหาคม 2562

เนื้อหาในไฟล์

620802 พระพุทธเจ้าและสาวกไม่ฉันเนื้อสัตว์เป็นปกติ (ท่านดินไท)...สัตว์มันพยาบาทมันจองเวรกับคนที่ฆ่ามัน มันจะรู้ไหมว่าใครฆ่า มัน พ่อครูว่า...มันรู้เพราะวิญญาณไม่ได้ระบุตัวตนบุคคล มันรู้ว่าวิญญานนี้มาทำลายเรา ใครมาฆ่าเรา สัตว์ไหนมาฆ่าเรา คนมาฆ่าเรา มันก็มีคู่ตัวตน (ท่านแสนดิน)...เหมือนทักษิณที่โกงชาติไปเป็นแสนล้านแต่บางคนเขาก็ยินดีให้โกงหรือไม่รู้ว่าโกง บางคนนึกว่าทักษิณดีด้วยซ้ำไปแต่กรรมก็เป็นของทักษิณ (ท่านดินไท)...คนโดนลูกหลงถูกยิงตาย เขาจะไปจองเวรกับใคร เพราะไม่รู้ว่าใครยิง (ท่านแสนดิน)...พลังงานกรรมไม่ใช่ตัวตนบุคคลเราเขา (ท่านดินไท)...วิบากมันก็เป็นส่วนของคนทำ ไม่ใช่ว่าสัตว์มันจะจองเวรไหมแต่มันก็อยู่ที่ตัวเราที่ไปฆ่ามีวิบากกรรมที่ไปฆ่า พ่อครูว่า...มันไม่ต้องเห็นด้วยตาได้ยินด้วยหู วิญญาณก็เป็นวิญญาณ (ท่านดินไท)...กรรมจำแนกสัตว์ พ่อครูว่า...คนไปรอบยิงก็ดี ตีท้ายทอยฆ่าอยู่ข้างหลังอะไรต่ออะไรกรรมก็เป็นการจำแนกสัตว์ (ท่านดินไท)...มันเป็นกรรมในตัวคนทำ ที่ทำผิดศาลก็ตัดสินบางทีเป็นพวกกันก็ช่วยกันแต่ว่ากรรมก็จะเป็นของผู้ทำ พ่อครูว่า...เรื่องของกรรม ชนะในศาลแต่กรรมยังไงก็เป็นของผู้ทำแม้จะถูกต้องตามศาลก็แล้วแต่ (ท่านดินไท)...อย่างนี้มันก็ต้องมีความเชื่อในเรื่องของกรรม พ่อครูว่า... ใช่ ถ้าคนเชื่อเรื่องของกรรมจะไม่มีเรื่องมาก ไม่เชื่อเรื่องกรรมก็จะมีเรื่องมาก (ท่านแสนดิน)...ไม่เชื่อแต่เขาก็จะมีพลังสะสมไปในอัตภาพโดยไม่รู้ตัวหรือโกหก ฆ่าสัตว์กินเนื้อสัตว์จึงเป็นเรื่องอาจินไตยหรือเปล่าครับเพราะเหตุนี้ พ่อครูว่า...กินเนื้อสัตว์ไม่กินเนื้อสัตว์เนี่ย ผู้เป็นอรหันต์จะรู้เรื่องธาตุ เรื่องธรรม เข้าใจเรื่องธาตุเรื่องธรรม แยกธาตุแยกธรรมออก ธาตุของการที่ไปทำร้ายกัน ธ

อ่านต่อ

าตุที่แยกไปเป็นพีชะ ธาตุที่แยกไปเป็นจิต เพราะฉะนั้นจะรู้ธาตุที่เป็นพีชะเป็นจิต อรหันต์ที่ชัดเจนในเรื่องนี้จะรู้ว่า ถ้าเผื่อจิตของเราเป็นธาตุพีชะไปมันก็ไม่มีวิบาก ไม่มีเรื่องจองเวรจองกรรมกันแล้ว เพราะฉะนั้นคนอวิชาไม่ใช่คนน่ะสัตว์เดรัจฉานมันอวิชาไม่มีสัตว์ใดเลยที่จะแยกจิตไม่จองเวรจองกรรมไม่มีตัวตนที่ไม่ใช่อรหันต์ที่มันจะไม่ยึดไม่ติดตัวตนและไม่จองเวรจองกรรม เพราะมันเป็นจิตนิยามเพราะฉะนั้นจิตนิยามมันยึดตัวยึดตน มันยึดทั้งรูปธรรมก็เป็นตนนามธรรมก็เป็นตน ไปกินเขาไปเอาเขามาเป็นของตน ถือว่าไอ้พวกนี้เป็นของตน ไม่ฆ่าเองก็เป็นเหตุให้เอาพวกเขามาฆ่า คุณไม่ฆ่าแต่คุณกินเนื้อเป็นเหตุให้เขามาฆ่าฉัน (ท่านดินไท)...ที่สงสัย สัตว์ที่มันพยาบาทอย่างไรมันไม่รู้หรอกว่าใครฆ่ามัน พ่อครูว่า...ก็ไม่เป็นไรถ้าคุณอยากจะเอาละเอียดลึกซึ้ง ก็มันพยาบาทกันง่ายๆก็หวงของ ทำไมเนื้อหนังเราจะไม่หวงล่ะ เพราะฉะนั้นแค่นี้คุณก็เข้าใจแล้วว่าเราไม่ต้องไปกินมันหรอกเนื้อสัตว์ถ้าคุณจะเอาละเอียดว่าอย่างนี้ว่ามันไม่รู้หรอกว่าจะจองเวรกับใครอย่างนี้คุณก็ไปกินมันเถอะเนื้อสัตว์ไม่เป็นไร มันเมื่อยจะแยกรายละเอียดอย่างนี้มันไม่ไหวหรอก มันละเอียดเกินไปหาเรื่องจนกระทั่งโอ้โหคุณจะกินมันไม่มีเลยนะบาปบุญอะไรก็ไม่มี มันไม่มีอะไรจะเป็นภัยแต่คนที่จะกินเท่านั้นเองก็ให้เขากินไปเถอะ (ท่านเดินดิน)...ตอนงานพุทธาภิเษกมีคนถูกงูกัด คนที่ถูกกัดสารภาพว่าเขาเคยกินงู คนมาร่วมงานเป็นพันถูกกัดอยู่คนเดียว ที่จริงงูที่ไพศาลีมันมีเยอะมากเลยแต่ไม่มีใครถูกกัดเลยมีแต่คนนี้ (ท่านดินไท)...เคยฟังเขาอ้างว่าพุทธเจ้าไม่รังเกียจที่ฆ่ามาเพื่อตัวเอง พ่อครูว่า...ไม่ใช่ไม่รังเกียจเพราะว่า เนื้อนี้คนเป็นคนฆ่า เขาไปเพี้ยนบาลีว่าเพื่อตนเอง มันไม่มีบาลีตัวไหนแปลว่าเพื่อคนนั้นคนนี้ไม่มี มีแต่ว่าเจตนาถูกฆ่าด้วยเจตนาของคนไม่ใช่ฆ่าเพื่อคน ฆ่าด้วยเจตนาของคน คนมีเจตนาไปฆ่ามันแต่ถ้าสัตว์มันฆ่ากันเป็นเจตนาของสัตว์ไอ้เนื้อนี้คุณกินได้แต่คุณอย่าไปแย่งต้องกินเดนมันนะท่านบอกว่ามังสะได้คุณกินได้ ไม่ได้เป็นเจตนาที่ฆ่าด้วยคน (สู่แดนธรรม)...ผมเคยวิเคราะห์เองนะครับคำว่า ที่อนุญาตกินเนื้อสัตว์ได้ ผมเห็นคำว่าไม่รังเกียจผมยังไม่ได้ลึกซึ้งอะไร แค่ความถูกต้องตามตัวอักษรเป๊ะๆก่อน คำว่าไม่รังเกียจเนี่ยคือว่า พระภิกษุออกบิณฑบาตเนี่ย ห้ามกักตุนอาหารห้ามประกอบอาหารใช่ไหมครับ ถ้าจะอนุญาตให้ทานเนื้อสัตว์ที่ตายเองได้เนี่ย คุณต้องกินดิบๆเลยใช่ไหมครับ เพราะว่าคุณหาอาหารอะไรไม่ได้พอดีคุณมา เห็นเนื้อที่เป็นบังสกุลสัตว์เดน ที่ทิ้งไว้ให้คุณเอามาให้ญาติปรุงอาหารไม่ได้เพราะญาติอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ เพราะฉะนั้นคุณต้องกินดิบๆเลย เพราะพระวินัยปรุงอาหารก็ไม่ได้เก็บค้างคืนก็ไม่ได้ อันนี้ถ้าคุณไม่รังเกียจคุณก็กินได้เลยเพราะถ้าคุณไม่กินคุณก็ตาย สมมุติว่าคุณไม่กินวันสองวันคงไม่เป็นไรวันหน้าค่อยบิณฑบาตใหม่อย่างนี้ได้ไหมครับพ่อท่าน พ่อครูว่า...ได้ เอาเถอะไม่เถียงมากมายขนาดนั้นหรอกถ้าอยากกินก็กินไปเถอะ (ท่านดินไท)...ฆราวาสได้ไหม (สู่แดนธรรม)...ท่านพูดเฉพาะพระภิกษุครับ ขนาดชาวบ้านเขายังไม่กินแล้วแต่ทั้งนี้ทรงเปิดทางให้พระภิกษุที่อยู่ในถิ่นกันดารหาอาหารกินไม่ได้ ต้องมีทางเลือกอนุญาตให้กินสัตว์ที่มันตายเอง เนื้อที่จะกินโดยไม่รังเกียจข้อสุดท้าย ส่วนข้อที่ 1 ผมสงสัยเนื้อที่กินได้เนี่ยเห็นผมก็เลยสงสัยว่าไม่เห็นด้วยตาหรือไม่เห็นด้วยอะไร พ่อครูว่า...ไม่เห็นด้วยตา ตาเห็นอะไรเห็นว่าสัตว์นี้ตายด้วยเพราะคนฆ่าเห็นเห็น (ท่านเดินดิน)...ในบาลีแค่ไม่เห็นเฉยๆ (สู่แดนธรรม)...ในบาลีท่านไม่ได้ใช้คำว่าอทัศนานะครับท่านใช้คำว่าอทิฏฐิ ผมก็เลยมาดูว่าคำนี้น่าจะลึกซึ้ง ลึกซึ้งกว่าคำว่าอทัศนา ส่วนไม่ได้ยินนี้ตรงตัวใช้คำว่าอสุตตัง (ท่านเดินดิน)...จากนั้นเขาก็เอามาแปลขยายความเอา คนจะกินเนื้อสัตว์เขาก็แปลเพื่อให้กินได้ (สู่แดนธรรม)...ซึ่งพระพุทธเจ้าให้คำกำกับหัวข้อไว้ว่าเนื้อที่ควรกับเนื้อที่ไม่ควร ผมก็มาคิดดูว่าทำไมต้องใช้คำว่าควร ถ้าเป็นเรื่องปกติก็ต้องบอกว่าควรหรือไม่ควรใช่ไหมครับ นี่ใช้คำว่าควรกินได้น่าจะเป็นคำสอนให้สำนึกโดยอ้อมนะครับพ่อท่านที่บอกว่าเนื้อที่ควรกินได้คือ คนที่กินได้คือคนที่อทิฏฐิ ก็แปลว่าคุณไม่มีทิฏฐิคุณก็เลยต้องไปกิน คุณก็กินสิเพราะคุณยกเลิกทิฏฐิ (ท่านเดินดิน)...พวกเรามีบ่อยๆที่ทำไปแล้ว โยมก็เผลอใส่น้ำปลา (สู่แดนธรรม)...ส่วนภิกษุที่ไม่ควรกินเนื้อสัตว์คือภิกษุที่มีทิฏฐิมีความเห็นว่าไม่ควรกินก็เลยไม่กิน ส่วนภิกษุที่ควรจะกินก็คือภิกษุอทิฏฐิคือเห็นว่าจะต้องไม่กินทำไมก็เลยกิน พระพุทธเจ้าเปิดทางให้อย่างนี้ผมว่าเป็นการสอนโดยอ้อมมากกว่า ก็เลยแปลว่าไม่เห็นก็เลยกินได้ (ท่านแสนดิน)...ทิฏฐิตาเห็นแต่จริงๆแปลได้หลายอย่าง (ท่านเดินดิน)...ในพระไตรปิฎกเขาแปลแค่ว่าไม่เห็น (ท่านแสนดิน)...ความเห็นชอบไม่ใช่เห็นด้วยตาเนอะ เห็นชอบทั้งหมดเลย เช่นมตินี้เราเห็นชอบเหมือนในสภา (สู่แดนธรรม)...ถ้าจะระบุชัดๆว่าไม่เห็นด้วยตาเนี่ย ใช้คำว่าทัศนาเนี่ยไม่ต้องไปตีความเลย คือไม่ได้เห็นด้วยตาตัวเอง เขาฆ่ามาเนี่ยกินได้อันนี้ถึงขั้นว่า พวกไม่มีทิฏฐิเท่านั้นถึงจะกินได้ (ท่านเดินดิน)...แต่เถรสมาคมขยายความว่าไม่เห็นว่า เขาฆ่ามาเพื่อเราเพื่อเฉพาะเรา พ่อครูว่า...เบี้ยวบาลี ไปให้มันแคบเข้า เพื่อจะได้กิน ใช่เพราะว่าสัตว์ที่ถูกฆ่า สัตว์ที่ฆ่ามานั้นกินไม่ได้ กินไม่ได้คนเดียวที่ระบุเจาะจงนอกนั้นกินไม่ได้หมด ฉลาดนะฉลาดแกมโกง (สู่แดนธรรม)...บรรดาเพื่อนๆผมก็ ก็รู้ว่าผมอยู่สันติอโศกเขาจะเถียงเอาชนะเรื่องนี้ เขาก็เลยดักคอผมว่าอ้าวพระพุทธเจ้า หรือพระสาวกเนี่ยกินเนื้อสัตว์ไหม รู้ว่าเขาจะถามเพื่ออะไรคิดว่าผมจะบอกว่ากิน มีข้อแม้นะว่าเป็นเนื้อที่มันตายเอง แล้วพวกคุณกินไหมล่ะเนื้อที่มันตายเอง เนื้อที่มันตายเดนบิณฑบาตมาได้อ้าวกิน พระเจ้าทรงอนุญาตให้กินอย่างนั้นก็กินได้ ที่ห้ามก็คืออย่าไปกินเนื้อที่เขาฆ่ามา เขาก็ปิดทางเถียงไม่รู้จะเถียงอะไร (ท่านเดินดิน)...แต่สรุปแล้วมันอยู่ที่คุณธรรมของคนมากกว่า ญาติติธรรมเราเห็นหมาเน่าลอยน้ำมา ก็บรรลุแล้วทีหมาเน่าเรารังเกียจแล้วทีของเน่าอยู่ในไหล่ะก็เลิกกินแต่พวกที่จะกินไปค้นหาพระไตรปิฎกมาสนับสนุนว่าตัวเองกินได้ (ท่านดินไท)...เคยบอกเขาพวกชอบกินไก่ปิ้งกินที่เผาศพเขา เผาศพไก่มาเคยไปงานเผาศพไหมไก่ปิ้งนี้เขากำลังเผาศพไก่ (ท่านเดินดิน)...นักเขียน nobel prize เขียนว่า..จะให้โลกนี้ดีงามขึ้นมาได้อย่างไรเมื่อเรากับท้องของเราเป็นที่ฝังศพสัตว์ทั้งหลาย (สู่แดนธรรม)... บางทีคำพูดเล็กๆน้อยๆที่ดูเหมือนไม่สำคัญแต่บางทีก็เป็นเหมือนกุญแจให้เราไขสำนึกได้เหมือนกันครับ อย่างที่ผมฟังเทศน์พ่อท่านสมัยเป็นวัยรุ่น พ่อท่านบอกว่าอาตมาจะไม่ใช้ทองที่เขามาทำบุญเอาไปซื้อของใช้ส่วนตัว ใครไม่เลี้ยงอาหารอาตมาต้องตายก็ตายไปเป็นคำที่มันแว๊บเข้าไปในหัวใจผมเลยนะ ตอนที่ไปบวชเขาเอาเงินทำบุญกฐินผ้าป่ามาให้วัดน่ะ ไม่กล้าใช้เอาไปเป็นค่ารถเลยครับ วันนั้นจะเดินทางกลับวัดโอ้โหรถมันหมด ไม่มีรถไปจะเอายังไง ผมก็ต้องเดินตังค์มีอยู่ในย่ามแต่ก็ไม่กล้าใช้ได้ยินพ่อท่านพูดคำนี้แล้วมันตราตรึงอยู่ในหัวใจตั้งนานแล้วเลยเดินกลับวัดค่ำมืดปรากฏว่ามีไอ้หนุ่มคนหนึ่ง จะไปจีบสาวที่อยู่ข้างวัดเลยบอกหลวงพี่ขึ้นเลยครับมันถีบจักรยานไป ผมก็ว่าโอ๊ยจะไปทรมานเขา เลยบอกไม่ไปเขาก็บอกว่าขึ้นเถอะครับผมอยากทำบุญ (ท่านเดินดิน)...ดีนะมีเทวดาอุปถัมภ์ (สู่แดนธรรม)...ที่ผมพูดสรุปด้วยคำว่าคำบางคำที่ได้ยินพ่อท่านพูดมาฝากอยู่ในใจเขาพอไปเห็นหมาเน่าลอยมา เขาก็เลยคิดขึ้นมาได้ว่า เหมือนญาติธรรมเห็นของเน่าน่ารังเกียจ ที่ปลาร้าหมักอยู่ในไหบูดเน่าก็เลยเลิกกิน มันล้างอุปทานได้ พ่อครูว่า...ถ้ามันไม่เป็นปัญหากินเนื้อสัตว์หรือไม่กินเนื้อสัตว์ มันกินได้เลยนะมันจะไม่เป็นปัญหามาพูดกันทุกวันนี้หรอกถ้ามันกินเนื้อสัตว์เป็นธรรมดามันไม่เป็นปัญหาเลย ในยุคพระพุทธเจ้าศาสนาพุทธเขากินเนื้อสัตว์ไม่มีปัญหา พระพุทธเจ้าก็ฉันเนื้อสัตว์เป็นธรรมดามันจะไม่มีปัญหามาเถียงกันทุกวันนี้หรอก ต้องมีทั้งคนกินและไม่กินเพราะฉะนั้นไอ้คนที่มันไม่กินก็มาแย้งอยู่นั่นแหละ คนที่ไม่กินมันไม่ถูกเพราะฉะนั้นศาสนาพุทธ กินก็ได้ไม่กินก็ได้กินเป็นธรรมดา ในประเด็นที่อาตมาว่ามีประเด็นเดียว ฟังแล้วชัดเจนเลยว่าพระพุทธเจ้าไม่ได้ฉันเนื้อสัตว์ คือประเด็นที่ อเจฬกะไปตะโกนว่าอ้าวพระพุทธเจ้านี้ฉันเนื้อสัตว์ นี่ฉันเนื้อสัตว์ทั้งๆที่รู้ว่าเขามาประเคน เจ้าค่ะเอ๊ยพระพุทธเจ้านี่ฉันเนื้อสัตว์ คือจะดิสเครดิตพระพุทธเจ้า ถ้าพระพุทธเจ้าฉันเนื้อสัตว์เป็นปกติไอ้คนที่ไปร้องแหกปากว่าพระพุทธเจ้าฉันเนื้อสัตว์ เองจะบ้าหรือเปล่าก็พระพุทธเจ้าท่านฉันเนื้อสัตว์เป็นปกติ เป็นธรรมดาเอ็งจะไปตะโกนโวกเวกหาพระหอกอะไร ใช่ไหมประเด็นนี้ประเด็นเดียวถ้าเข้าใจอ๋อแสดงว่าพระพุทธเจ้าไม่ได้ทรงฉันเนื้อสัตว์เป็นปกติถ้าฉันเนื้อสัตว์เป็นปกติไม่มีทางที่จะไปฟ้องชาวบ้านชาวช่องว่าท่านฉันเนื้อสัตว์ให้พระพุทธเจ้าจะเสียเครดิตแต่ท่านไม่ฉันเนื้อสัตว์เป็นปกติจะไปเสียเครดิตอะไรเล่า (ท่านเดินดินเปิดข้อความให้พ่อท่านดู)...ทวดอายุร้อยเจ็ดปีเพราะท่านเป็นโสดส่วนน้องสาวอายุ 102 ปี พ่อท่านบอกว่าเดี๋ยวดูผมตอน 107ปี…

หมายเหตุ-ถอดความโดย...สุดเมืองฝัน

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน