a7.บทที่ 3.pdf

โฟลเดอร์pdf
ประเภทไฟล์PDF (application/pdf)
ขนาดไฟล์206 KB
วันที่แก้ไข27 เมษายน 2562

เนื้อหาในไฟล์

76 บทที่ 3 วิธีดําเนินการวิจัย การดําเนินงานวิจัยเรื่องความสัมพันธระหวางการปฏิบัติตนดานสุขภาพกับความผาสุกทางจิตวิญญาณของผูปวยมะเร็งลําไสใหญที่มีทวารเทียมหนาทอง เปนการวิจัยแบบเชิงพรรณนา (Description correlation Research วัตถุประสงคเพื่อศึกษาความสัมพันธระหวางการปฏิบัติตนดานสุขภาพกับความผาสุกทางจิตวิญญาณของผูปวยมะเร็งลําไสใหญที่มีทวารเทียมหนาทอง ในขั้นตอนแรกของการวิจัยใชแนวทางการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยมุงศึกษาและทําความเขาใจสาระความรูทั่วไปในการปฏิบัติตนดานสุขภาพและความผาสุกทางจิตวิญญาณของผูปวยมะเร็งลําไสใหญที่มีทวารเทียมหนาทอง มาสรางกระทงคําถามเพื่อวิเคราะหหาความสัมพันธระหวางการปฏิบัติตนดานสุขภาพกับความผาสุกทางจิตวิญญาณดวยการวิจัยเชิงปริมาณและเมื่อไดผลการวิจัยจะไดนํามาใชประโยชน เปนแนวทางในการปฏิบัติดานสุขภาพที่ดีและเหมาะสมกับผูปวยมะเร็งลําไสใหญที่มีทวารเทียมหนาทองตอไป ผูวิจัยไดศึกษาเอกสารที่เปนแนวคิดทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวของเพื่อศึกษาและทําความเขาใจใหถองแทเพื่อเจาะลึกในแนวคิด วิเคราะหประเด็นตาง ๆ เพื่อเกิดกรอบแนวคิดและแนวทางการศึกษาการดําเนินการวิจัย โดยเฉพาะการรวบรวมขอมูล ไดมีแผนงานดังนี้ 1. ระยะที่ 1 วิจัยองคความรู เพื่อตอบวัตถุประสงคขอที่ 1 และขอ 2 ขั้นตอนการวิจัยเชิงคุณภาพมีดังนี้ 1.1 การศึกษาขอมูลจากเอกสารและบุคคล 1.2 ขอบเขตการศึกษา 1.3 เครื่องมือที่ใชในการวิจัย 1.4 การสรางเครื่องมือและการตรวจสอบเครื่องมือ 1.5 วิธีการเก็บรวบรวบขอมูล 1.6 การตรวจสอบคุณภาพขอมูล 1.7 การวิเคราะหขอมูล 2. ระยะที่ 2 วิจัยเชิงปริมาณ เพื่อตอบวัตถุประสงค ขอที่ 3 ขั้นตอนการวิจัยเชิงปริมาณมีดังนี้ 2.1 ประชากรและกลุมตัวอยาง 2.2

อ่านต่อ

เครื่องมือที่ใชในการวิจัย 2.3 วิธีการเก็บรวบรวมขอมูล 77 2.4 การวิเคราะหขอมูล 2.5 สถิติที่ใชในการวิเคราะห 3. คุณลักษณะขอมูลและวิธีการศึกษา ระยะที่ 1 วิจัยองคความรู การศึกษาเพื่อวิธีการเชิงคุณภาพเพื่อตอบวัตถุประสงคขอที่ 1,2 คือ เพื่อศึกษาการปฏิบัติตนดานสุขภาพและเพื่อศึกษาความผาสุกทางจิตวิญญาณของผูปวยมะเร็งลําไสใหญที่มีทวารเทียมหนาทอง โดยวิจัยเชิงประจักษ จํานาน 30 ทาน มีขั้นตอนดังนี้ 1. การศึกษาขอมูลจากเอกสารและบุคคล 1.1 การศึกษาขอมูลจากเอกสาร ผูวิจัยไดศึกษาคนควารวบรวมขอมูลจากตําราเอกสารทางวิชาการ วารสาร บทความ คูมือการวิจัยเชิงคุณภาพและรายงานการวิจัยที่เกี่ยวของเกี่ยวกับการปฏิบัติตนดานสุขภาพกับความผาสุกทางจิตวิญญาณของผูปวยมะเร็งลําไสใหญที่มีทวารเทียมหนาทองเพื่อจะไดเขาใจในแนวคิดทฤษฎีและวิเคราะหที่สนใจเพื่อนํามาเปนกรอบแนวคิดการวิจัย 1.2 การศึกษาขอมูลจากบุคคล ซึ่งแหลงขอมูลที่ไดจากผูปวยมะเร็งลําไสใหญที่มีทวารเทียมหนาทองที่ไดมาเขาคายฝกเรียนรูดูแลสุขภาพพึ่งตนที่ศูนยเรียนรูสุขภาพพึ่งตนตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง สวนปานาบุญ อําเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร ที่มีเมตตาใหขอมูลเกี่ยวกับการดูแลตนเองตั้งแตอดีตจนถึงปจจุบัน ซึ่งมีความสําคัญมากกับขอมูลเบื้องตนของการปฏิบัติตนเองในดานสุขภาพ อีกทั้งแหลงขอมูลที่ไดจากอาจารยที่ปรึกษาการวิจัยที่ใหความชัดเจนในการวิจัยในเรื่องที่ผูวิจัยมีขอสงสัยตาง ๆ ตลอดทั้งแพทยศัลยกรรม พยาบาล ที่มีความรูในเรื่องมะเร็งลําไสใหญที่มีทวารเทียมหนาทอง 2. ขอบเขตการศึกษาวิจัย 2.1 ขอบเขตการศึกษาวิจัย เปนการวิจัยเชิงคุณภาพ เลือกพื้นที่เจาะจง (Purposive Sampling) คือสถาบันมะเร็งแหงชาติ โรงพยาบาลจุฬา โรงพยาบาลราชวิถี โรงพยาบาลพระมงกุฎเกลา โรงพยาบาลวชิระ 2.2 ขอบเขตผูใหขอมูล การศึกษาวิจัยในครั้งนี้ผูวิจัยกําหนดกลุมประชากรเปนผูปวยมะเร็งลําไสใหญที่มีทวารเทียมหนาทอง ที่เขารับการรักษาที่สถาบันทางการแพทย ศึกษาการปฏิบัติตนดานสุขภาพกับความผาสุกทางจิตวิญญาณของผูปวยมะเร็งลําไสใหญที่มีทวารเทียมหนาทอง เปนการวิจัยเชิงประจักษ จํานวน 30 ทาน ใชวิธีการเลือกจากการบอกตอแบบลูกโซ หรือสโนวบอล (Chain or Snowball Sampling) 78 3. เครื่องมือที่ใชในการวิจัย 3.1 เครื่องมือที่เปนตัวบุคคล คือการใชตัวบุคคล เปนผูเก็บรวบรวมขอมูลประกอบดวย 3.1.1 ตัวผูวิจัยเอง เปนเครื่องมือที่สําคัญ จะเปนผูสังเกต ตั้งคําถาม จดบันทึก และวิเคราะหขอมูล จะมีแบบสัมภาษณกึ่งโครงสรางที่กําหนดหัวขอที่จะสอบถาม ที่สามารถใหขอมูลพื้นฐานและสามารถเจาะลึกถึงประเด็นที่ตองการทราบได เมื่อพบขอมูลที่นาสนใจก็สามารถสอบถามในทันทีเพื่อใหขอมูลนั้นครบถวนในเนื้อหานั้น ๆ และทําการบันทึกในสมุดบันทึกที่ใชสําหรับเก็บรวบรวมขอมูลทั้งหมดทั้งจากการสังเกต สัมภาษณ และขอคิดเห็นอื่น ๆ ที่เพิ่มเติมตาง ๆ 3.1.2 เครื่องมือที่เปนเอกสาร คือการใชเอกสารเปนเครื่องมือ ในการชวยเก็บรวบรวมขอมูล เชน แบบสัมภาษณกึ่งมีโครงสรางกําหนดหัวขอที่จะสอบถามและสนทนากับผูใหขอมูล 3.1.3 เครื่องมือที่เปนอุปกรณชวยในการเก็บขอมูล เชน 1) เทปบันทึกเสียง เปนอุปกรณในการเก็บขอมูลขณะสัมภาษณทุกครั้ง ผูวิจัยจะจัดเตรียมเองและดูแลใหเครื่องอัดเสียงพรอมใชงานในระยะเวลาที่เพียงพอในการสัมภาษณและการสัมภาษณ ตองไดรับอนุญาตจากผูใหขอมูลกอนทุกครั้ง 2) สมุดบันทึกภาคสนาม เพื่อบันทึกสัมภาษณเจาะลึก 3) กลองถายภาพ 4) กลองวีดีโอ 4. การสรางเครื่องมือและการตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือ การสรางกรอบการสัมภาษณ เพื่อเก็บขอมูลในการวิจัยครั้งนี้ ผูวิจัยกําหนดขั้นตอนและวิธีการสรางดังนี้ 4.1 ศึกษาขอมูลเบื้องตน เพื่อเปนความรูพื้นฐานในการกําหนดกรอบการสัมภาษณใหครอบคลุมประเด็นที่ศึกษาดังนี้ 4.1.1 ศึกษาขอมูลจากเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวกับการสงเสริมการปฏิบัติตนดานสุขภาพของผูปวยมะเร็งลําไสใหญที่มีทวารเทียมหนาทอง 4.1.2 ศึกษาขอมูลภาคสนาม ในการลงพื้นที่เพื่อสัมภาษณแบบไมเปนทางการและแบบเจาะลึก มีการจดบันทึกขอมูล เพื่อมาเปนแนวสัมภาษณเชิงลึกรายบุคคล เชนไดพบแพทยที่ทําการผาตัดลําไสใหญที่โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช อําเภอกุฉินารายณ จังหวัดกาฬสินธ และผูปวยที่เปนมะเร็งลําไสใหญที่มีลักษณะใกลเคียงกับกลุมตัวอยาง และที่อื่น ๆ อีกเชนสุรินทร นครศรีธรรมราช กรุงเทพฯ เปนตน 4.1.3 การสรางกรอบการสัมภาษณ นําขอมูลที่ไดจากการศึกษาเอกสารและภาคสนามในเบื้องตนมาสรางกรอบการสัมภาษณใหครอบคลุมสมบูรณในประเด็นที่จะศึกษา โดยกําหนดโครงสรางกรอบการสัมภาษณออกเปน 3 สวน 79 สวนที่ 1 ขอมูลทั่วไปของผูใหขอมูลประกอบดวย ชื่อ-สกุล เพศ อายุ ศาสนา ระดับการศึกษา สถานภาพการสมรส รายไดตอเดือน การแพรกระจายของโรค ระยะเวลาของการผาตัดทวารเทียมหนาทอง ชนิดของทวารเทียม และระยะเวลาการเปนมะเร็งลําไสใหญ ขอมูล การเจ็บปวย และการรักษา สวนที่ 2 ขอมูลเกี่ยวกับการปฏิบัติตนดานสุขภาพของผูปวยมะเร็งลําไสใหญที่มี ทวารเทียมหนาทอง โดยครอบคลุมใหอยูในกรอบของการสงเสริมสุขภาพของ เพนเดอร ที่มีหลักการอยู 6 ดานคือ ดานการรับผิดชอบตอสุขภาพ ดานกิจกรรมทางรางกาย ดานการรับประทานอาหาร ดานพัฒนาสัมพันธภาพระหวางบุคคล ดานพัฒนาทางปญญาดานการจัดการความเครียด สวนที่ 3 ขอมูลเกี่ยวกับความผาสุกทางจิตวิญญาณของผูปวยมะเร็งลําไสใหญที่มีทวารเทียมหนาทอง คือความผาสุกในสิ่งที่เปนอยู การศรัทธาที่ยึดมั่นในพระพุทธศาสนา 4.2 ตรวจสอบกรอบการสัมภาษณ นํากรอบการสัมภาษณเสนออาจารยที่ปรึกษาตรวจสอบความถูกตอง เพื่อนําไปใชในการเก็บขอมูลไดอยางคลอบคลุม 5. วิธีการเก็บรวบรวมขอมูล ผูวิจัยไดทําการเก็บรวบรวมขอมูลเชิงคุณภาพจากเอกสารและลงภาคสนาม ในระยะเวลาการศึกษาโดยเริ่มจากการศึกษาขอมูลตาง ๆ ในพื้นที่ ขอมูลดานกายภาพ ตั้งแตเดือนธันวาคม พ.ศ. 2557 ถึงสิงหาคม พ.ศ. 2558 ผูวิจัยสัมภาษณแบบเจาะลึกผูใหขอมูลหลัก มีวัตถุประสงคเพื่อตองการศึกษาการปฏิบัติตนดานสุขภาพกับศึกษาความผาสุกทางจิตวิญญาณของผูปวยมะเร็งลําไสที่มีทวารเทียมหนาทอง การสัมภาษณแบบไมเปนทางการกับผูใหขอมูลอื่น ๆ การสังเกตแบบมีสวนรวม สังเกตความเปนอยู สภาพแวดลอม วิธีการเก็บขอมูลในการทําวิจัยในครั้งนี้ มีดังตอไปนี้ 5.1 การศึกษาเอกสาร เปนการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวของจากหนังสือบทความวิชาการ วิทยานิพนธ และเอกสารตาง ๆ เพื่อนําสาระที่ไดมาใชเปนขอมูลพื้นฐานในการศึกษาวิเคราะห และสังเคราะห โดยเก็บรวบรวมขอมูลจากแหลงเรียนรูที่เกี่ยวของตาง ๆ เชน 5.1.1 สํานักวิทยบริการและเทคโนโลยีมหาวิทยาลัยราชภัฎสุรินทร 5.1.2 หองสมุดวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีสุรินทร 5.1.3 หองสมุดมหาวิทยาลัยขอนแกน 5.1.4 หองสมุดจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย 5.1.5 หองสมุดมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี 5.1.6 หองสมุดที่โรงพยาบาลรามา 5.2 การเก็บขอมูลภาคสนาม เชิงคุณภาพ ผูวิจัยใชเทคนิคที่หลากหลาย ดังนี้ 5.2.1 สังเกตการณแบบมีสวนรวมและไมมีสวนรวม (Participant observation and Non Participant observation) โดยการเก็บรวบรวมขอมูลจากการสังเกต 80 พฤติกรรมของผูปวยมะเร็งลําไสใหญที่มีทวารเทียมหนาทองที่ผูวิจัยไปติดตามเยี่ยมถึงที่พักอาศัย ผูวิจัยจะสังเกตรวมดวยในประเด็นเกี่ยวกับสภาพแวดลอม และการจัดที่พักอยูอาศัย การรับประทานอาหาร การมีความสัมพันธกับคนในครอบครัวและเพื่อนบาน การปฏิบัติดูแลตนเอง ตลอดจนสังเกตอากัปกริยาของผูปวยและลักษณะการพูดคุยที่สามารถสื่อความในใจของผูปวยวามีความสุขหรือความทุกขอยางไร กอนที่จะทําการสัมภาษณ เพื่อนํามาประกอบพิจารณา ขณะเก็บขอมูลผูวิจัยเขาไปสรางความคุนเคยกับผูใหขอมูลและญาติของผูปวย ทําใหไดขอเท็จจริงเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพอยางไรใหไดมีชีวิตที่ผาสุก และพึงพอใจกับชีวิตที่เปนอยู หลังจากที่ไดรับการผาตัดมะเร็งลําไสใหญและตองมามีทวารเทียมหนาทองเพื่อขับถาย โดยผูวิจัยไดปฏิบัติตัวใหเปนสวนหนึ่งของครอบครัว ใหความเคารพและออนนอมถอมตนอยูเสมอ เพื่อทําการสัมภาษณเจาะลึกไดอยางมีคุณภาพ ในระยะของการวิจัยเชิงคุณภาพ เพื่อใหไดขอมูลถูกตองตามขอเท็จจริง เที่ยงตรงตามเจตนาในการวิจัย ผูวิจัยตองมีเทคนิคในการที่จะสามารถรวบรวมขอมูลใหไดครบถวน ผูวิจัยตองสรางสัมพันธไมตรีอันดีทั้งแพทย พยาบาล โดยเฉพาะผูปวยมะเร็งลําไสใหญที่มีทวารเทียมหนาทอง ตองออนนอมถอมตน และสุภาพออนโยนและพรอมที่จะยอมรับการปฏิเสธในการใหขอมูล ขณะเดี่ยวกันตองมีเทคนิคในการสัมภาษณ ที่จะไมทําใหผูใหขอมูลรูสึกเศราหรือสะเทือนใจในภาวะที่เจ็บปวยอยู 5.2.2 สัมภาษณอยางไมเปนทางการ (Informal Interview) มีการพูดคุยผูปวยและญาติ เชน ชวงทําความสะอาดทวารเทียม ชวงทํากับขาว ชวงออกกําลังกายเดินเลน หรือการสอบถามแพทยพยาบาลที่เขารวมทํากิจกรรมรวมกันกับหมูกลุมในโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิต ออสโตเมทของโรงพยาบาลพระมงกุฎเกลารวมกับโรงพยาบาลราชวิถี และโรงพยาบาลวชิระที่จับมือกันเพิ่มองคความรูในการดูแลตนเองพึ่งพาตนเองและสามารถชวยเหลือผูอื่นได อีกทั้งไดเขารวมโครงการแลกเปลี่ยนเรียนรูการพัฒนาจิตอาสาของผูปวยมะเร็งลําไสใหญที่มีทวารเทียมหนาทองที่เพิ่มศักยภาพตนเองในการเรียนรูพัฒนาปญญาและเสริมสรางความสัมพันธที่ดีกับผูคนในสังคม รูจักเสียสละแรงกายแรงใจเพื่อผูอื่นที่เปนสวนหนึ่งในการสรางความผาสุกใหกับตนเองในการดํารงชีวิต ดูในภาคผนวก ง 5.2.3 การสัมภาษณแบบเจาะลึก (In-depth Interview) เปนวิธีการหลักที่ผูวิจัยใชในการศึกษาครั้งนี้ เพราะเห็นวาเปนวิธีการที่จะไดขอมูลเกี่ยวกับสิ่งที่ตองการศึกษา และไดรายละเอียดมากกวาวิธีการอื่น เพราะเปนขอมูลที่มีความลึกในรายละเอียดเกี่ยวกับขอมูลทั่วไป และวิธีการนี้นอกจากผูวิจัยจะสามารถสัมภาษณเจาะลึกประเด็นที่ตองการแลว ยังไดสังเกตการปฏิบัติของผูถูกสัมภาษณขณะใหขอมูลดวย ผูวิจัยไดสัมภาษณเจาะลึกในประเด็นเกี่ยวกับการปฏิบัติตนดานสุขภาพกับความผาสุกทางจิตวิญญาณของผูปวยขณะที่ใชชีวิตเปนปกติอยูในปจจุบัน ในดานการรับผิดชอบตอสุขภาพ ดานกิจกรรมทางรางกาย ดานการรับประทานอาหาร ดานพัฒนาสัมพันธภาพระหวางบุคล ดานพัฒนาทางปญญา ดานการจัดการความเครียด และความผาสุกในการดํารงชีวิตที่ 81 เปนอยู ตลอดจนสิ่งที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ ดวยการเชื่อมั่นและศรัทธาในพระพุทธศาสนา ปฏิบัติอยูในศีลธรรมอันดีและเชื่อในผลของการกระทําที่เรียกวาวิบากกรรม ผูวิจัยใชเวลาในการเก็บขอมูลภาคสนาม โดยเริ่มตนออกไปเก็บขอมูลตามเวลาที่จะสามารถนัดกับกลุมตัวอยางได เพื่อขอนัดสัมภาษณในสถานที่ ที่ผูใหขอมูลจะมีเวลาวางให การสัมภาษณแตละคนจะนัดพบอยางนอย 2 - 3 ครั้ง ดูภาคผนวก ค 6. การตรวจสอบคุณภาพขอมูล นําขอมูลที่ไดแตละวันมาตรวจสอบความครบถวนของขอมูล โดยจะนําขอมูลที่ไดจากการเก็บรวบรวมขอมูลในแตละครั้งมาทําการแยกแยะขอมูลออกเปนหมวดหมูตามประเด็น หัวขอของวัตถุประสงค ของการวิจัย และครอบคลุมแนวคิดที่ตองการศึกษา เพื่อใหไดความหมายครบถวนในขอบเขตที่ตองการศึกษา ผูวิจัยทําการตรวจสอบขอมูลแบบสามเสา (Triangulation) คือการตรวจสอบทั้งในดานเวลา สถานที่และบุคคลใหครบทั้ง 3 ดาน (สุภางค จันทรวานิช. 2540 : 129-130) เพื่อความครบถวน ครอบคลุมในเนื้อหาตามวัตถุประสงคของการวิจัย สามารถตอบปญหาของการวิจัยไดชัดเจนโดยผูวิจัยจะทําการตรวจสอบขอมูลทุกครั้ง ที่ทําการเก็บรวบรวมขอมูล ซึ่งมีวิธีการตรวจสอบขอมูลมีดังนี้ 6.1 การตรวจสอบแบบสามเสาดานขอมูล (Data triangulation) โดยการตรวจสอบแหลงขอมูล ซึ่งประกอบดวยแหลงเวลา แหลงสถานที่ แหลงบุคคล และดูวาขอมูลที่ไดมาจากจุด ตาง ๆ เปนขอมูลที่เหมือนกันหรือไม ถาหากวาขอมูลที่ไดมา เหมือนกันหรือซ้ํา ๆ กัน ผูวิจัยถือวาขอมูลนั้นเชื่อถือได และเปนขอมูลจริง แลวจะบันทึกขอมูลไว 6.1.1 แหลงเวลา โดยการนําขอมูลที่ไดจากการสัมภาษณผูปวยที่ศึกษา ที่ผูปวยมาตามหมอนัด ซึ่งเปนการติดตามผลของแตละโรงพยาบาล หรือมาติดตอเบิกถุงรองรับทวารเทียมในเวลาที่ตางกันมาตรวจสอบและเปรียบเทียบผลวาขอมูลแตละสวนที่ไดรับมามีความเหมือนหรือตางกันอยางไร 6.1.2 แหลงสถานที่ โดยการนําขอมูลที่ไดจากสัมภาษณผูปวยที่ศึกษาตางพื้นที่ ตางโรงพยาบาล มาตรวจสอบและเปรียบเทียบผลวาขอมูลแตละสวนที่ไดรับมามีความเหมือนหรือตางกันอยางไร 6.1.3 แหลงบุคคลโดยการนําขอมูลที่ไดจากการสัมภาษณผูปวยที่ศึกษาในตางเวลา ตางพื้นที่ในแตละตัวบุคคล โดยใชประเด็นคําถามเดียวกันแตคนตอบไมซ้ํากัน มาตรวจสอบและเปรียบเทียบผลวาขอมูลแตละสวนที่ไดรับมามีความเหมือนหรือตางกันอยางไร 6.2 การตรวจสอบแบบสามเสาดานวิธีการเก็บรวบรวมขอมูล (Methodological Triangulation) ผูวิจัยใชวิธีการสังเกตแบบมีสวนรวมและแบบไมมีสวนรวมในกิจกรรมคูไปกับการสัมภาษณ การสนทนากลุม และศึกษาจากขอมูลเอกสารประกอบกับทฤษฎีที่เกี่ยวของ ผลที่ไดรับจาก 82 การตรวจสอบขอมูลแบบสามเสาดังกลาวขางตน นอกจากจะชวยยืนยันความถูกตอง และนาเชื่อถือของขอมูลแลว ยังสงผลถึงคุณภาพและการยอมรับของผลการวิจัยดวย ศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพ ในการวิเคราะหขอมูล ผูวิจัยจะทําการวิเคราะหและตรวจสอบขอมูลอยางตอเนื่อง ตลอดระยะเวลาในการเก็บรวบรวมขอมูล โดยนําขอมูลที่ไดมาจําแนกและจัดประเภทของขอมูล ของการปฏิบัติตนเกี่ยวกับสุขภาพในดานตาง ๆ ตามหลักสงเสริมสุขภาพเพนเดอร โดยยึดหลักถามตามคําถามและวัตถุประสงคการวิจัย 1. การศึกษาความสัมพันธระหวางการปฏิบัติตนดานสุขภาพกับความผาสุกทางจิตวิญญาณของผูปวยมะเร็งลําไสใหญที่มีทวารเทียมหนาทองเปนอยางไร แยกประเภทขอมูลตามขอบเขตเนื้อหาที่จะศึกษา แลวประมวลขอมูลทุกประเภทเขาดวยกัน เพื่อใชประกอบการตีความหมายและสังเคราะหเปนภาพรวมนํามาอธิบายปรากฏการณที่เกิดขึ้นตามลําดับ โดยวิเคราะหขอมูลและตีความสรางขอสรุปขอมูลจากรูปธรรมที่มองเห็น วิเคราะหจําแนกชนิดขอมูลที่ศึกษา โดยวิเคราะหเปรียบเทียบขอมูล สังเคราะหขอมูลเกี่ยวกับการปฏิบัติตนดานสุขภาพกับความผาสุกทางจิตวิญญาณของผูปวยมะเร็งลําไสใหญที่มีทวารเทียมหนาทองเปนอยางไรเพื่อเรียบเรียงนําเสนอตามประเด็นที่ศึกษา 2. นําขอมูลจากการวิเคราะห สังเคราะห จัดหมวดหมูเรียบรอยแลว คัดเลือกคําพูดจริงจากการถอดเทปที่สอดคลองกับขอสรุปรวมกับการศึกษางานทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวของมาออกแบบกระทงคําถาม โดยผานขบวนการสกัดคําถามดวยระบบ ATLAS.ti เพื่อนําไปใชในการการสํารวจเชิงปริมาณในขั้นตอนตอไป นําขอมูลทั้งหมดจากการสัมภาษณผูปวยมะเร็งลําไสใหญที่มีทวารทียมหนาทองจํานวน 30 รายมาถอดเทปโดยเนื้อหาการสัมภาษณอยูในขอบเขตของการอางอิงในทฤษฎีของเพนเดอร 6 ขอ และแนวคิดความผาสุกในจิตวิญญาณของของพอลลูทเซียนและเอลลิสัน(Paloutzian & Ellion , 1982) 2 ขอ จากนั้นนํามาเขาเครื่องมือการสกัดคําถามดวยระบบ Atlas.ti ซึ่งเปนโปรแกรมคอมพิวเตอรที่ชวยอํานวยความสะดวกในการวิเคราะหขอมูลเชิงคุณภาพเปลี่ยนขอมูลดิบใหเปนขอมูลเชิงนามธรรมโดยการใหรหัส (Coding) โยกยาย หรือจัดระบบขอมูลที่ไดจากการใหรหัสใหเปนหมวดหมู จัดระบบความสัมพันธของหมวดหมูความหมาย เพื่อใหไดขอคนพบหรือขอสรุปของการวิจัย” (สุพจน เดนดวง. 2550) ศึกษาวิจัยเชิงปริมาณ การวิจัยเชิงปริมาณ เปนการศึกษาเพื่อตอบวัตถุประสงคในขอที่ 3 เพื่อวิเคราะหถึงความสัมพันธการปฏิบัติตนดานสุขภาพกับความผาสุกทางจิตวิญญาณ ของผูปวยมะเร็งลําไสใหญที่มี 83 ทวารเทียมหนาทอง หลังจากไดรวบรวมขอมูลเนื้อหาในขั้นตอนการวิจัยแลว ขั้นตอนตอไป ผูวิจัยจะดําเนินการโดยนําสาระความรูที่ไดจากการคนพบและผานการตรวจสอบความนาเชื่อถือในเนื้อหาและความเที่ยงตรงแลว มาจัดหมวดหมูสาระองคความรู แลวจัดทําแบบสอบถามเพื่อใชเปนแนวทางในการพัฒนาองคความรูในการปฏิบัติตนดานสุขภาพกับความผาสุกทางจิตวิญญาณของผูปวยมะเร็งลําไสใหญที่มีทวารเทียมหนาทอง ทําการตรวจสอบความสมบูรณของแบบสอบถามและนํามาวิเคราะหขอมูลเชิงสถิติมีขั้นตอนดังนี้ ประชากรและกลุมตัวอยาง ขอบเขตดานพื้นที่ศึกษา กลุมตัวอยางการวิจัยเชิงปริมาณ คือ ผูปวยมะเร็งลําไสใหญที่มีทวารเทียมหนาทองคือที่สถาบันมะเร็งแหงชาติ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกลา และโรงพยาบาลราชวิถี และโรงพยาบาลวชิระพยาบาล จํานวน 5 แหง กลุมตัวอยางการวิจัยเชิงปริมาณ โดยคัดเลือกเฉพาะเจาะจง (Purposive Sampling) รวมทั้งหมด 50 ทาน เนื่องจากสถานที่พยาบาลตาง ๆ มิไดทําการเก็บสถิติผูปวยมะเร็งลําไสใหญที่มีทวารเทียมหนาทอง ไมสามารถทราบจํานวนประชากรที่แทจริงนั้นได การเลือกกลุมตัวอยางที่ประชากรมีจํานวนนับไมแนนอน (Infinite Population) จึงเปนวิธีการเลือกกลุมตัวอยางโดยไมใชหลักความนาจะเปน (Non-probability) ดังนั้นจึงเลือกใชตัวอยางแบบเจาะจงหรือเรียกวาแบบพิจารณา (Purposive หรือ Judgmental Sampling)ตามหลักการของเหตุผลโดยใหมีความสอดคลองกับปญหาการวิจัยและจุดประสงคซึ่งกลุมตัวอยางสําหรับการวิจัยครั้งนี้คือผูปวยที่ไดรับการวินิจฉัยจากแพทยวาเปนผูปวยมะเร็งลําไสใหญที่มีทวารเทียมหนาทอง ทั้งเพศชายและเพศหญิงไมจํากัดอายุ และตําแหนงที่เกิดของมะเร็งลําไสใหญ การกําหนดขนาดกลุมตัวอยาง ซึ่งจะคัดเลือกกลุมตัวอยางที่มีคุณสมบัติดังตอไปนี้ 1. เปนคนไทย เชื้อชาติไทย สัญชาติไทย 2. เปนผูมีสติสัมปชัญญะครบถวนสมบูรณ 3. ไมมีปญหาเกี่ยวกับการมองเห็น การไดยิน การพูด 4. เปนผูที่สามารถเขาใจภาษาไทยและสื่อสารโดยการใชภาษาพูดได 5. ยินยอมรวมมือในการวิจัย การเลือกกลุมตัวอยางแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เปนการเลือกกลุมตัวอยางโดยพิจารณาจากการตัดสินใจของผูวิจัยเอง ลักษณะของกลุมที่เลือกเปนไปตามวัตถุประสงคของการวิจัย การเลือกกลุมตัวอยางแบบเจาะจงตองอาศัยความรู ความชํานาญและประสบการณในเรื่องนั้นๆของผูวิจัยซึ่งกลุมตัวอยางการวิจัยเชิงปริมาณคือ ผูปวยที่เปนมะเร็งลําไสใหญที่มีทวารเทียมหนาทองและคุณสมบัติอื่นๆดังที่ไดกลาวมาแลวขางตน ซึ่งอยูในพื้นที่ของโรงพยาบาลที่กําหนดโดยโรงพยาบาลไดมี 84 การเปดใหบริการรักษาผูปวยมะเร็งลําไสใหญที่มีทวารเทียมหนาทองและมีการจัดกิจกรรมกลุมสําหรับผูปวยและผูที่สนใจ รายละเอียดตอไปนี้ ชื่อโรงพยาบาล ผูเขารวมกิจกรรม กลุมตัวอยางที่ถูกคัดเลือก สถาบันมะเร็งแหงชาติ 70 7 โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ 20 6 โรงพยาบาลพระมงกุฎเกลา 98 25 โรงพยาบาลราชวิถี 50 7 โรงพยาบาลวชิระพยาบาล 40 5 รวม 278 50 ผูวิจัยขอความรวมมือในการตอบแบบสอบถามใชเวลา 30 นาที การตอบแบบสอบถามดวยความสมัครใจ มีสิทธิ์ตอบรับหรือปฏิเสธการตอบแบบสอบถามในครั้งนี้โดยไมมีผลตอการใหการบริการแตอยางใด นอกจากนี้ระหวางตอบแบบสอบถามหากกลุมตัวอยางที่เขารวมงานวิจัยแลวไมพอใจ หรือไมตองการตอบแบบสอบถามตอ สามารถบอกเลิกได รวมทั้งผูวิจัยจะทําการชี้แจงขอมูลวาขอมูลที่ไดจะเก็บเปนความลับ เครื่องมือที่ใชในงานวิจัย เครื่องมือที่ใชในแบบสอบถามในงานวิจัยครั้งนี้มีลักษณะของแบบสอบถาม 3 ตอนคือ ตอนที่1แบบสอบถามขอมูลสวนบุคคล เปนขอมูลสวนบุคคลไดแก เพศ อายุ ศาสนา สถานภาพสมรส ระดับการศึกษา รายได ระยะเวลาของการเกิดโรคระยะเวลาของการผาตัดทวารเทียมหนาทอง ชนิดของทวารเทียม ใชสิทธิ์อะไรเบิกถุงรองรับทวารเทียม แบบถุงรองรับทวารเทียม ผาตัดลําไสสวนใด ความกวางของแผลมีผลตอความรูสึกหรือไม ตอนที่ 2 แบงเปน 6 สวนยอยดังนี้ แบบสอบถามเปนแบบเลือกตอบ ระดับการวัดเปนชวงสเกล (Interval Scale ) สวนที่ 1 แบบสอบถามการปฏิบัติตน ดานการรับผิดชอบตอสุขภาพของผูปวยมะเร็งลําไสใหญที่มีทวารเทียมหนาทองจํานวน 9 ขอ สวนที่ 2 แบบสอบถามการปฏิบัติตน ดานกิจกรรมทางรางกาย ของผูปวยมะเร็งลําไสใหญที่มีทวารเทียมหนาทอง 10 ขอ สวนที่ 3 แบบสอบถามการปฏิบัติตน ดานการรับประทานอาหาร ของผูปวยมะเร็งลําไสใหญที่มีทวารเทียมหนาทอง 16 ขอ สวนที่ 4 แบบสอบถามการปฏิบัติตนดานพัฒนาสัมพันธภาพระหวางบุคล ของผูปวยมะเร็งลําไสใหญที่มีทวารเทียมหนาทอง 8 ขอ 85 สวนที่ 5 แบบสอบถามการปฏิบัติตนดานพัฒนาทางปญญา ของผูปวย มะเร็งลําไสใหญที่มีทวารเทียมหนาทอง 10 ขอ สวนที่ 6 แบบสอบถามการปฏิบัติตนดานการจัดการความเครียดของผูปวยมะเร็งลําไสใหญที่มีทวารเทียมหนาทอง 8 ขอ ตอนที่ 3 เปนแบบวัดความผาสุกทางจิตวิญญาณของผูปวยมะเร็งลําไสใหญที่มีทวารเทียมหนาทอง 30 ขอแบบสอบถามเปนแบบเลือกตอบ มีระดับการวัดเปนชวงสเกล (Interval Scale) 1. ความผาสุกในสิ่งที่เปนอยู (The Existention well- being : EWB) กลาวถึงความรูสึกของการมีเปาหมายในชีวิตและความพึงพอใจในชีวิต 2. ความผาสุกในศรัทธาที่ยึดมั่นตอพระพุทธศาสนา (The religious well-being : RWB) กลาวถึงความผาสุกที่ไดศรัทธาตอพระศาสดา ความผาสุกทางจิตวิญญาณมีขอคําถามเกี่ยวกับความผาสุกที่เปนอยูและความผาสุกในความศรัทธาที่ยึดมั่นพระศาสนา ลักษณะคําตอบเปนแบบสวนประมาณคา คะแนน 4 ระดับ แบบวัดความผาสุกทางจิตวิญาณของพอลลูทเซียน และเอลลิสัน (Paloutzian & Ellion. 1982) ผูวิจัยไดสรางเครื่องมือแบบวัดความผาสุกทางจิตวิญญาณกับผูปวยมะเร็งลําไสใหญที่มีทวารเทียมหนาทอง ซึ่งลักษณะคําถามนั้นมีดานบวก 30 ขอ เครื่องมือที่ใชในการวิจัย ผูวิจัยสรางขึ้นจากการสกัดขอความมาเปนกระทงคําถามในขั้นตอนการวิจัยเชิงคุณภาพ จากผูใหขอมูลหลักซึ่งเปนผูมีทวารเทียมหนาทอง จํานวน 30 ราย แบบสอบถามฉบับนี้ การสรางขอคําถามโดยอิงแนวทฤษฎีการปฏิบัติตนดานสุขภาพของเพนเดอร (Pender. 1996) และแนวคิดความผาสุกทางจิตวิญญาณของ พอลลูทเซียนและเอลลิสัน (Paloutziiian & Eillison. 1982) และงานวิจัยที่เกี่ยวของ กรอบแนวคิดและวัตถุประสงคของการวิจัยเพื่อใชในการวิจัย นําแบบสอบถามแตละขอมาแจกแจงค

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน