คนอยากจนคือคนมีปัญญา.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์12 KB
วันที่แก้ไข17 พฤษภาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

คนอยากจนคือคนมีปัญญา พ่อครูว่า... คนที่มีปัญญา คนอยากจนนี่คือคนมีปัญญา ถ้าคนกลัวจนไม่อยากจน ไม่ต้องการที่จะเป็นคนจน เป็นคนที่ยังไม่มีปัญญา อาตมายกตัวอย่างคนก็ฟังไม่ค่อยเข้าใจ มันชัดเจนแล้วมันง่ายมากเลยนะ คืออาตมายกตัวอย่างพระพุทธเจ้าตอนที่เป็นเจ้าชายสิทธัตถะนี้รวย มีบ้านมีเมืองมีทรัพย์สฤงคาร เสร็จแล้วทิ้งหมดเลย ออกมาตัวเปล่า รองเท้าทองที่เคยใส่ก็ถอด เครื่องทรงก็ถอดมานุ่งผ้าย้อมน้ำฝาด มานุ่งผ้าห่อศพ เป็นคนจนสนิทเลย นี่คือคนอยากจนที่แท้แล้วก็จนสำเร็จ แล้วก็มาปฏิบัติตนเป็นคนจนตลอดพระชนม์ชีพพระพุทธเจ้า 45 ปี ก็เป็นคนจนตลอด เพราะฉะนั้นความเป็นคนจนจึงคือความเป็นผู้เจริญ ผู้ประเสริฐเป็นคนจนที่มีปัญญา คนที่เป็นคนจนได้สำเร็จ คนนั้นคือคนประเสริฐที่สูงสุดเป็นคนคลาสสิค เป็นคนชั้น 1 เป็นคนชั้นเอกที่มาเป็นคนจนสำเร็จ นี่อาตมาไม่ได้พูดแกล้งยกยอแต่มันเป็นเรื่องสัจจะเป็นเรื่องความจริง คนที่ไปรวยคนที่มุ่งรวยแล้วรวยไม่เสร็จ รวยไม่จบ รวยตะกละตะกลามจะรวยไปจนกระทั่งตายแล้ว ยังสะสมความรวยเอาไว้ให้ตระกูลอีก พวกนั้นคือพวกที่โง่ไม่ลืมหูลืมตา ไม่เจริญได้เลย และเพราะไม่เข้าใจความจน จึงไปหลงแก้ปัญหาเศรษฐกิจเพื่อจะให้คนรวย จ้างให้ก็แก้ไม่มีวันสำเร็จ โลกทั้งโลกสอนเรียนทางเศรษฐศาสตร์ทางดร.มากี่ใบ จะแก้ปัญหาให้คนรวยทั้งนั้น เพราะใช้ตำราเทวนิยม ใช้ตำราของผู้ที่มีความรู้ในโลกียะเท่านั้น เขาแก้ไม่จบกิจ ไม่สำเร็จ ต้องมาแก้ด้วยตำราของพระพุทธเจ้าจึงจะจบกิจ จึงจะเสร็จ จบกิจคำนี้เป็นภาษาของพระพุทธเจ้า กตํ กรณียํ นารํ อิตฺถตฺตายาติ ปชานาติ เป็นเรื่องเสร็จแล้วทุกงานของตนเอง งานแก้ปัญหาความจนจบเพราะเรามาเป็นคนจน แก้ปัญหาความจนสำเร็จเพราะเรารู้ว่าความจนนั้นไม่ใช่ความเลว ไม่ใช่ความเสื่อม ไม่ใช่ความต่ำ ไม่ใช่คว

อ่านต่อ

ามด้อยอะไรเลย เป็นความเจริญ พวกเราปฏิบัติตามธรรมะพระพุทธเจ้ามาเป็นคนจน เป็นคนคลาสสิคคือมีวรรณะ เป็นคนมีชั้น เป็นคนชั้นสูง วรรณะคือชั้น ขั้นชั้น เป็นคนจนอยู่ในนั้น อัปปิจฉะ แปลว่ากล้าจน สันตุฏฐิ แปลว่าใจพอซึ่งเขาแปลเบี้ยวบาลีไปผิดๆ เป็นคนเลี้ยงง่าย อยู่ง่ายกินง่าย ไปง่ายมาง่ายและเป็นคนพาให้เจริญง่ายๆ สุโปสะ เจริญอย่างจริงเป็นอริยกะด้วยไม่ใช่ มิลักขะไม่ใช่คนเถื่อนคนต่ำ ทุกวันนี้มันกลับหัวกลับหางที่คิดว่าเป็นประเทศพัฒนากลับไปสร้างอาวุธได้เก่งมีอำนาจบาตรใหญ่ฆ่าคนได้มีอำนาจครอบงำคนอื่นได้นึกว่าเป็นคนเจริญ ที่จริงแล้วนั่นเป็นคนเถื่อน คนหลงตัวเองอำนาจบาตรใหญ่ ไม่ใช่คนเจริญ มีคนเข้าใจสัจจะพวกนี้ยังยาก เขาก็หลงอยู่อย่างนั้นเป็นโลกียะ ยังไม่เข้าใจถึงสัจจะจริง เพราะฉะนั้นคนไทยมาเข้าใจอันนี้แล้วด้วยปัญญา จึงได้พบความเจริญที่แท้จริงเรียกว่า อาริยกะ พ้นจากความเป็นมิลักขชน คนเถื่อน พ้นแล้ว ชาวอเมริกันนี่คือคนเถื่อนอย่างร้ายแรง คนป่าเถื่อนที่ร้ายแรง อาตมาใช้ศัพท์แรง ใช้ศัพท์ชัด แกไปเที่ยวได้สร้างอาวุธไปเข่นฆ่าไปทำร้ายทำลายอะไรต่ออะไร มุ่งจะละลาบละล้วงเพื่อที่จะยื่นแส่ไปเรื่อย ไม่รู้จักพอไม่รู้จักหยุด ไม่รู้จักสงบเสงี่ยม ไม่รู้จักอะไรเลย ทำตัวเองเป็นจ้าวโลก พูดแล้วก็น่าสงสาร ที่จริงอธิบายลึกๆแล้วน่าขำน่าเกลียดด้วย คือมันไม่เข้าใจเรื่องสัจธรรมโลกุตรธรรมที่ลึกซึ้ง เพราะฉะนั้นพวกที่เข้าใจความจนไม่ได้ แล้วก็ไม่มาทำตนให้เป็นคนจนตามตัวอย่างที่พระพุทธเจ้าพาเป็น แล้วก็ได้คนมาเป็นคนจนมาเรื่อยๆจนทุกวันนี้เจริญขึ้นเรื่อยๆ ศาสนาพุทธมีคนเข้าใจ มีคนปฏิบัติมาเรื่อยๆจนกระทั่งถึงขั้นพีค ซึ่งตอนนี้มันก็เสื่อมลงสูงสุดแล้วก็เสื่อมลง เสื่อมลงแล้วอาตมาก็พยายามเอาสัจจะพระพุทธเจ้าฟื้นขึ้นมาใหม่ เพื่อจะให้มีน้ำยาเหลือเชื้อโลกุตระของพระพุทธเจ้าต่อไป ให้ถึง 5,000 ปี นี่มัน 2,500 กว่าปีแล้ว 2566 แล้ว เพราะฉะนั้นคนที่จะเข้าใจสัจธรรมของความจริงเป็นสัจธรรมของความจริงแล้วก็มาปฏิบัติมาประพฤติ จนกระทั่งมีชีวิตเป็นคนจนอยู่อย่าง อิสระ สบาย สงบ อบอุ่น อิ่มเอม เกษมใส ใจเกื้อกูล และเพิ่มพูนเสียสละ อาตมาว่าเอาคำที่อาตมาเอามาใช้ขยายคุณลักษณะคุณวิเศษที่คนได้คุณลักษณะที่มีความพิเศษ 7, 8 คำนี้ คือคนที่มีความบริบูรณ์ของชีวิตแล้ว..ว่าไหม มันหยุดดิ้นรนแล้วมันสมบูรณ์บริบูรณ์แล้ว มันมีชีวิตอิสระสบาย ชีวิตสงบ ชีวิตอบอุ่น อิ่มเอม ชีวิตเกษมใส ชีวิตที่มีใจเกื้อกูล แล้วใจเป็นอย่างนั้นเป็นใจเกื้อกูลแล้วก็เพิ่มพูนการเสียสละด้วย ใจเราก็พยายามเพิ่มพูนการเสียสละเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งอาตมาเห็นแล้วว่าเป็นเรื่องจริง พวกเรามีคนมาเยี่ยมเยือนแล้วก็พักผ่อนอาศัย มาแล้วเราก็เอาผักไปแจก ไปกองแจกผักอะไรเยอะๆเราก็ช่วยกันไปเก็บไปตัดมาเป็นกองแจก วันเสาร์วันอาทิตย์คนมาเยอะๆก็เอาไปกองแจก จนกระทั่งทุกวันนี้คนมารับก็ไม่ตะกละตะกลาม แต่ก่อนนี้ตะกละตะกลามแต่เดี๋ยวนี้เข้าใจ เขาเห็นว่าคุณต้องการเท่าไหร่ก็หยิบไปพอสมควร นี่มันเป็นสภาพสะท้อนกลับ แทนที่คนจะว่าเรายิ่งแจกคนจะยิ่งขี้โลภ แต่มันเป็นสภาพเชิงซ้อน มันกลับทำให้เขาละอาย รู้สึกตัวเราไม่ควรจะเอามาก เหมือนอย่างแต่ก่อนที่ตลาดอาริยะเดี๋ยวนี้คนก็เข้าใจมากขึ้น เข้าแถวเข้าคิวค่อยๆแบ่งกัน ซื้อกันไม่ตะกละตะกลามแย่งกัน นี่เป็นการสอนสังคมหรือการปรับมนุษยชาติในสังคมอย่างเป็นองค์รวม ชีวิตพวกเราเป็นคนจน แล้วก็เป็นคนจนที่สำเร็จแต่เป็นคนจนที่เพิ่มพูนการเสียสละ เป็นคนจนจอมแจก แต่คนรวยนี้สุดๆเหนียวจัด คนรวยเหนียวจัดกับคนจนจอมแจก เราไม่ได้ใช้คำว่าขี้เหนียวนะ คือเหนียวทรัพย์สิน เราก็เป็นคนจอมแจก ชีวิตคนเรา ถ้าเผื่อว่าเราเป็นผู้ที่สามารถเป็นผู้ที่ได้ให้ ชีวิตเราเป็นชีวิตที่จะได้เสียสละ มันสุดเป็นความสุขแล้ว มันสุดยอดแห่งชีวิตแล้ว ชีวิตที่ได้แต่ตะกละตะกลาม เอามาได้มากเท่าไหร่ก็ไม่รู้จักพอ แล้วเขาก็จะตายจากทรัพย์ศฤงคารที่เขามีนั้นไป เขาก็รู้ แต่มันก็จะตะกละ อยู่อย่างนั้นแหละมันไม่รู้ตัวมันไม่เข้าใจว่าไปทำให้จิตของเราเสื่อม จิตของเราต่ำทำไม คนจะทำจิตของเราให้สูงๆ มีใจเกื้อกูลเป็นใจที่ทำทาน เป็นใจที่เป็นผู้ให้ เป็นใจที่เป็นผู้เสียสละ การเสียสละการได้ให้ผู้อื่นเป็นคนที่มีประโยชน์ คนที่ไปเอาจากผู้อื่นเป็นคนที่มีโทษเป็นคนที่มีภัย กอบโกยเอาแล้วมาเก็บกักตุน ดีไม่ดีไปออกดอกออกผลทำอะไรเพิ่มให้แก่ตัวเอง เพิ่มวิธีต่างๆนานาหาวิธีซับซ้อนแบบทุนนิยมคิด สร้างหุ้น สร้างหวย สร้างวิธีการต่างๆนานาสารพัดเพื่อที่จะกอบโกยตะกละตะกราม เป็นวิธีคิดที่เลวทรามมากเลย ทุนนิยม เพราะฉะนั้นถึงบอกว่าสัจจะพวกนี้ อาตมาพูดด้วยสัจจะด้วยความจริงใจ พูดมันแรง ว่าพวกนี้ตำหนิในสิ่งที่เขาผิด มันไม่ดีก็น่าตำหนิพูดไปมันก็แรง แต่ก็รู้ว่าต้องพูดแรงเพื่อที่จะไปกระทบกระแทกให้เขารู้ตัว ให้เขาได้สำนึกบ้างมันก็ต้องพูด เพราะว่ามันเหนียวมันหนา มันแน่น มันไม่ค่อยรู้ตัวไม่ค่อยสำนึก ไม่ค่อยเข้าใจจึงต้องพูด อย่างนี้ มันแรงอาตมาก็รู้ว่าแรงเพราะว่าพูดเบาๆมันไม่ได้เรื่องหรอกเขาไม่กระเตื้อง ต้องใช้ภาษาแรงแต่ว่าสำเนียงก็ไม่อยากจะให้แรงก็เลยเป็นอย่างนี้ พูดภาษาเบาเป็นสำเนียงเบาแต่ภาษาแรง ก็พูดบอกกันไปให้คนได้ฟังได้เข้าใจสัจจะ ไม่ได้โกรธเคืองแต่สงสารด้วยเพราะคุณไม่น่าทำอย่างนั้น คนมาเป็นคนจนทำตัวให้จนด้วยปัญญาอันยิ่งแล้วก็จนได้สำเร็จนี่เป็นคนไม่ใช่เป็นคนน่าสงสาร แต่คนที่เขาจนสำเร็จต่างหากเขาสงสารพวกคุณที่ไปหลงความรวย ไปหลงสะสมกักเก็บ คนที่ปฏิบัติตนมาจน จนกระทั่งถึงขั้นไม่สะสมเลย อปจยะ แต่เป็นคนขยันหมั่นเพียรอยู่ วรรณะขั้นสูงขั้น 9 ขั้น 8 วิริยารัมภะ อปจยะ เป็นคนปรารภความเพียร แล้วก็มีความเสียสละไม่สะสม ทำแล้วก็สละออกๆ ที่ไม่สะสมได้เพราะมีหมู่กลุ่ม มีส่วนกลาง มีสังคมมีวัฒนธรรม เป็นสังคมสาธารณโภคี เป็นสังคมสาราณียะ สาราณียธรรม 6 เป็นแล้ว มันสมบูรณ์แบบมันก็พูดได้เพราะมีตัวอย่างมีของจริงยืนยันไม่ได้พูดลอยๆ มันไม่ง่ายหรอกแต่ว่าแก้ปัญหาเศรษฐกิจสำเร็จ แก้ปัญหาการเมืองสำเร็จ พวกเรานี้การเมืองก็ไม่มีปัญหาในกลุ่มพวกเรา เศรษฐกิจก็ไม่มีปัญหา เรื่องของสังคมจบแล้ว มันจบกิจทุกอย่าง กตํ กรณียํ นารํ อิตฺถตฺตายาติ ปชานาติ นี่คือความรู้พุทธศาสตร์ ความรู้ของพระพุทธเจ้า เป็นศาสตร์ของพระพุทธเจ้าที่เทวนิยมหรือศาสนาพระเจ้าไม่มีตำราเรียน ศาสนานอกจากศาสนาพุทธไม่มีตำรานี้เรียน มีตำราในศาสนาพุทธนี้เรียน และมีตำราในศาสนาพุทธเรียนที่เป็นสัมมาทิฏฐิ ที่เรามายืนยันอยู่ว่า ชาวอโศกนี่แหละนำมาฟื้นขึ้นเป็นโลกุตรธรรม ซึ่งมันเสื่อมไปนานแล้วแล้วตอนนี้อาตมาฟื้นมาทำงานมา 50 กว่าปี มีความเป็นจริง มีคนจริง มีสังคมจริง มีพฤติการณ์จริง มีวัฒนธรรมจริง มีคุณวิเศษจริง เป็นอุตริมนุสธรรมจริงๆ เป็นคุณวิเศษของแท้ ยืนยัน ที่อาตมาพูดนี้พูดด้วยใจบริสุทธิ์ ใจสะอาดๆ พูดเอาความจริงมาพูดฟังดีๆแล้วจะเข้าใจ เพราะฉะนั้นผู้ที่มาจนจึงเป็นผู้ที่สำเร็จ กตํ กรณียํ นารํ อิตฺถตฺตายาติ ปชานาติ จบกิจ ในทุกศาสตร์ในชีวิต พระอรหันต์คือผู้จบกิจในชีวิตสบายแล้ว แล้วยังมีสังคมพระอริยะ สังคมพระอรหันต์ สังคมพระโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ เป็นสมณะ 4 เหล่าก็ยังอยู่กันอย่างสบาย คนที่เขายังเป็นพาลชน ยังเป็นคนที่ยังโง่ ยังเป็นคนที่เกเร ยังเป็นคนที่เขาไม่ใช่บัณฑิตอย่างพวกเรา เขาเข้ามาไม่ได้ ซึ่งเราไม่ได้ปิดกั้นเขานะ แต่เขาเข้ามาไม่ได้ เขาจะมาเกเร อาตมาเหมือนจะพูดท้าทายไปแล้ว แต่เคยท้าทายไป ท้าทายจตุพรกับนกเขา ก็เชิญคุณมาป่วนได้เลย ไม่มีปัญหาหรอก ใช้สำนวนเบาๆ เพราะฉะนั้นคนที่เข้าใจความจนแล้วมาปฏิบัติตนจนสำเร็จผลเหมือนพระพุทธเจ้า ภูมิใจเสียเถิดว่าเราเกิดมาเป็นคนแล้วเราปฏิบัติเหมือนอย่างพระพุทธเจ้าพาเป็นได้ นี่อาตมาไม่ได้แกล้งยอนะ อาตมาพูดความจริง 660510 ตอบคนมืดบอดให้เห็น ผลงาน 8 ปี นายกฯลุงตู่ พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน