ฌานของพุทธที่เป็นอจินไตย.docx
เนื้อหาในไฟล์
ฌานของพุทธที่เป็นอจินไตย ทีนี้ความเป็นฌาน แบบพระพุทธเจ้าเรียกว่าโลกุตระ เป็นอจินไตย เป็นความเหลือวิสัยที่จะพูดกันได้ง่ายๆ คนไม่เข้าใจหรอกฌานพระพุทธเจ้า ฌานวิสัย พระพุทธเจ้าก็ตรัสว่าเป็นอจินไตย 1 ใน 4 ฌาน ของพระพุทธเจ้านั้นเป็นจิตที่คล่องแคล่ว จิตที่ทั้ง กายปาคุญญตา จิตปาคุญญตา. เอาหลักวิชาก่อนฌานของพระพุทธเจ้านั้นเกิดจากการปฏิบัติจรณะ 15 วิชชา 8 ไม่ใช่ฌานไปนั่งหลับตาสะกดจิต อันนั้นมันเป็นของเดียรถีย์ ของพวกฤาษีต่างๆ ซึ่งเป็นเรื่องนอกรีตของศาสนาพุทธมานานแล้วครองโลก ฌานของพระพุทธเจ้านั้นหายากที่เรียกว่าอจินไตย หายากเป็นได้ยาก แต่ผู้มาเรียนรู้อย่างสัมมาทิฏฐิจริงๆปฏิบัติอย่างชาวอโศก จึงมีฌาน พวกเรามีฌานทั้งนั้น ลืมตาเป็นฌานหมด ฌานลืมตานั้นเป็นฌานที่มีโพธิปักขิยธรรม 37 เป็นฌานที่มีโพชฌงค์ 7 มรรคมีองค์ 8 เป็นชานที่มีการปฏิบัติมีศีลเป็นหลัก แล้วก็ปฏิบัติสติปัฏฐาน 4 สัมมัปปธาน 4 อิทธิบาท 4 ปฏิบัติแล้วจึงจะเกิดอินทรีย์ 5 เกิดพละ 5 ตามแกนปฏิบัติใหญ่คือโพชฌงค์ 7 และมรรคมีองค์ 8 นี่คือโลกุตรธรรม 37 ของพระพุทธเจ้า เพราะฉะนั้นฌานถ้าไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ ไม่อยู่ในกระบวนธรรมนี้ไปนั่งหลับตาซึ่งมันออกนอกรีต นอกกระบวนธรรมทั้งหมดเลย ฌานแบบนั้นเป็นของฤาษี นั่งหลับตาปฏิบัติอย่างที่อาตมาพูดแล้วพูดอีกด้วยความสงสาร พวกนั่งหลับตา ลัทธิหลับตา ลัทธิที่ยังงมงาย มันไม่รู้จะทำอย่างไรก็น่าสงสาร พูดไปเท่าไหร่ก็เห็นอย่างนั้นจริงๆ เมื่อไหร่จะตื่น เมื่อไหร่จะเข้าใจสักทีว่าพระพุทธเจ้านั้นไม่เคยสอนอย่างนั้นแต่ไปอ่านพระไตรปิฎกผิด ไปอ่านพระไตรปิฎกไม่แตกก็ไปอ่านอานาปานสติอย่างนี้ พระพุทธเจ้าท่านเริ่มออกสอนก็จะเจอคนไปนั่งหลับตา นั่งคู้บัลลังก์ นั่งตั้งกายตรง ดำรงสติคงมั่น ตอนแรกไปเจอปัญจวัคคีย์เป็นอย่างนั้น
อ่านต่อ
ก็ค่อยๆบอกค่อยช่วยสอนว่าไม่ใช่อย่างนั้น โกณทัญญะก็เป็นคนแรกที่รู้ว่าโลกุตระเป็นอย่างนี้ต้องทำใจแบบนี้ ต้องปฏิบัติแบบนี้หรือซึ่งมันเป็นอจินไตย ต้องปฏิบัติฌาน ต้องปฏิบัติสมาธิ ต้องปฏิบัติ อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา อธิมุติ แล้วก็ถึงจะเป็นฌาน ฌาน คือวิมุติ วิมุติคือฌาน ฌานเป็นไปเพื่อล้างกิเลสออกไปเรื่อยๆก็คือวิมุติ พลังงานจิตที่คุณมนสิการ คุณทำใจในใจของคุณถูกต้องตามหลักเกณฑ์ของพระพุทธเจ้า แล้วกิเลสหลุดออกจางคลายออกไปเรื่อยๆ นั่นคืออาการของฌาน แล้วคุณต้องมีสติมีสัมโพชฌงค์ ต้องมีสติและมีธัมมวิจัย ลืมตามาวิจัยธรรมอย่างลืมตาสัมผัสตาหูจมูกลิ้นกายใจ รู้จักรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส รู้จักลาภยศสรรเสริญโลกียสุข มันเป็นเหตุแห่งกิเลสทั้งนั้น กระทบแล้วมันก็เกิดกิเลสจริง กิเลสที่เกิดในการกระทบสัมผัสเป็นปัจจุบันชาติ เรียกว่ากิเลสจริง ไปหลับตามันไม่มีกิเลสจริง มีแต่กิเลสจำ คุณหลับตาเข้าไปนั้นมันมีแต่สัญญา นึกคิดถึงของเก่าทั้งนั้น มันไม่มีปัจจุบันชาติไม่มีปัจจุบันหลัดๆโต้งๆ เดี๋ยวนี้ทนโท่ กระทบปังกิเลสเกิดในจิตจริง ก็จะรู้ว่านี่คือกิเลสตัวจริง คุณไปนั่งหลับตานึกถึงกิเลสมันมีแต่กิเลสจำไม่มีกิเลสจริง มันเป็นโมฆะ เพราะฉะนั้นก็จะได้ทิฏฐิ 62 วนอยู่ในนั้นในกะลาครอบอย่างเดิม หลับตาน่ะ อ่านพระไตรปิฎกใน พรหมชาลสูตรแท้ๆไม่แตก มันต้องมีผัสสะเป็นปัจจัย มีผัสสะเป็นที่ตั้ง ถ้าไม่งั้นไม่มีเวทนาเป็นกรรมฐานแล้วต้องปฏิบัติที่เวทนา 108 ศาสนาพุทธนั้นเรียนรู้สุขเรียนรู้ทุกข์ แล้วก็ดับเหตุแห่งทุกข์จบกิจ 660510 ตอบคนมืดบอดให้เห็น ผลงาน 8 ปี นายกฯลุงตู่ พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก