สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน กรรมฐานชาวพุทธคือเวทนา.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์9.12 KB
วันที่แก้ไข14 มีนาคม 2563

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน กรรมฐานชาวพุทธคือเวทนา _ธัมมะ...กรรมฐานคืออะไรครับ พ่อครูว่า..ตอบ ไม่ว่าจะเด็กหรือผู้ใหญ่ของชาวอโศก ถามธรรมะกัน คำถามของเขาแต่ละคำ กรรมฐาน แปลว่า ที่ตั้งของการกระทำ แปลด้วยพยัญชนะ กรรมแปลว่าการกระทำ กรรมฐานของพระพุทธเจ้ามีอันเดียว คือเวทนา คนที่ออกนอกรีตก็ไปทำกรรมฐานตามพวกเดียรถีย์มีกรรมฐาน ดิน น้ำ ไฟ ลม กรรมฐาน 40 มีอะไรต่างๆนานา คือสิ่งที่ให้จิตไปจดจ่อ จดจ้อง เป็นเครื่องให้จิตถูกสะกดไว้ เหมือนกับนักสะกดจิตสะกดจิตคนก็ต้องให้เขามีที่เกาะ จิตใจไปเกาะอยู่ตรงนั้น เช่นให้เพ่งนิ้วอย่าให้ดิ้น ให้มันนิ่งๆๆๆ คุณก็จะต่อสู้ให้มันอยู่นิ่งก็จะทำตามจิตของเขาก็จะจดจ่อให้มันนิ่ง ก็เรียกว่าเป็นสมถะ ซึ่งไม่ใช่ของศาสนาพุทธ กสิณ 40 นั้นไม่ใช่เรื่องของศาสนาพุทธ กรรมฐานของผู้นั้นมีเวทนา อ่านอาการความรู้สึกที่เรียกว่า เวทนา แล้วก็จัดการกับความรู้สึกนี้ให้ได้ ท่านก็แจกเวทนาออกเป็น108 คือ กรรมฐานของศาสนาพุทธ เรียกว่าการแยกกายแยกจิต แยกแล้วก็ทำให้เกิดการแยกออกแล้วก็ทำให้มันตาย ตายจากอวิชชามาเป็นวิชชา แต่ก่อนนี้ไม่รู้ พอมารู้ มันก็จะเกิดความตายของกิเลสเรียกว่า มีนิโรธ กรรมฐาน คือ ฐานปฏิบัติ ในพระไตรปิฎกเล่ม 9 พรหมชาลสูตรท่านได้ตรัสไว้ชัดเลย หากว่าไม่มีสัมผัสไม่มีเวทนาเกิด ก็ไม่มีฐานที่ได้ปฏิบัติ ถ้าผู้ใดไม่มีผัสสะเป็นปัจจัยจึงมีเวทนาก็ไม่มีเวทนาที่เป็นฐานที่ตั้งในการกระทำในการประพฤติในการปฏิบัติ ไม่มีเวทนาก็ไม่มีกรรมฐาน ไม่มีเวทนาเป็นฐานที่ตั้งแห่งการปฏิบัติ พระพุทธเจ้าแจกเป็นเวทนา 108 กายิกเวทนา กับ เจตสิกเวทนา เป็นคู่แรก คือเวทนา 2 กายนี้มีข้างนอกและในขาดกันไม่ได้ ให้เข้าใจหมายรวมทั้งข้างนอก เจตสิก หมายถึง เข้ามาหาในจิต เท่านั้นเอง แยกโดยโวหารแต่ส

อ่านต่อ

ภาวะมันไปหากัน คู่กัน ธาตุจิตไปรู้ภายนอกและภายใน เวทนามี 3 ก็เป็น สุข ทุกข์ อุเบกขา เป็นต้น นี่แหละเรียนรู้สุข ทุกข์ และไม่สุขไม่ทุกข์นี่แหละนี่คือฐานสำคัญที่จะต้องเรียน ต้องมีผัสสะถึงจะเรียนรู้อาการสุข อาการทุกข์ อาการไม่สุขไม่ทุกข์นี้ได้ ศาสนาศาสนาพุทธหัวใจก็คือทุกข์ ซึ่งคนไปหลงว่ามันเป็นสุข มันเป็นสุขขัลลิกะ ต้องเรียนรู้ความทุกข์ เหตุแห่งทุกข์ และความสุขก็จะดับไปด้วยกัน ไม่มีความสุขความทุกข์นี่เป็นการบรรลุธรรมของศาสนาพุทธ วิธีของเดียรถีย์เขาก็ดับจิตไม่ให้สุขไม่ทุกข์ได้เหมือนกัน แต่มันไม่ถูกทางมันไม่สัมมาทิฏฐิไม่ใช่สัมมาปฏิบัติ ต้องให้เรียนรู้ให้ถูกทางเป็นสัมมาปฏิบัติแล้วคุณก็จะบรรลุอรหันต์ อย่างนี้เป็นต้น และก็มีน้ำหนักของความสุขความทุกข์ก็ตาม น้ำหนักหรือว่าอยู่ในคนละฐานะ แบ่งเป็น 5 ขั้นคือ สุขเวทนา ทุกขเวทนา ไปถึงภายในก็เป็นโสมนัสเวทนากับโทมนัสเวทนา แล้วอันที่เป็นตัวสุดท้าย คืออุเบกขา เป็นน้ำหนักอาการทางจิต มีกำลังมีน้ำหนักของมัน หยาบภายนอกเรียกสุข ทุกข์ พอละเอียดภายในคือ โสมนัสโทมนัส แล้วก็มีอุเบกขารวม เวทนา 6 เกิดจากตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ที่ไปกระทบ เวทนา 18 เวทนา 6 กระทบแล้วเกิด สุข ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ก็เป็นเวทนา 18 ต้องอ่านพฤติกรรมของมัน เป็นมโมปวิจาร 18 ที่เป็นสองฝ่าย คือ เนกขัมสิตเวทนากับเคหสิตเวทนา ฝ่ายละ 18 ก็เป็นเวทนา 36 เคหสิตะ คือ คนที่ไม่ได้เรียนรู้ลดกิเลส ก็มี 18 เวทนานี้เป็นสามัญ เราต้องมาเรียนรู้ออกจากสุขจากทุกข์ ออกจากโสมนัสโทมนัส หรืออุเบกขาที่เป็นโลกีย์ อุเบกขาของเคหสิตะ กับ อุเบกขาเนกขัมสิตะ นั้นต่างกัน สภาวะอุเบกขาของเคหสิตะจะสงบได้ต้องสะกดจิตให้วางเฉย จิตจะหยุดนิ่งเฉยแข็งไม่รู้อะไร แต่เนกขัมสิตอุเบกขาของพุทธจิตจะยิ่งแคล่วคล่องรู้ละเอียด ทั้งนอกและใน แต่จิตไม่ทุกข์ไม่สุขไม่โสมนัสไม่โทมนัส กลางๆเฉยๆอย่างรู้ มันเฉยตรงไหน เฉยตรงที่ไม่มีกิเลสเข้าไปทำให้สุขให้ทุกข์ให้เกิดโทมนัสโสมนัสทำให้เกิดเฉยโง่ มันเฉยเพราะว่ากิเลสมันไม่มีเลยมันว่างจากกิเลสมันจึงเฉยหรือเรียกว่ามันว่าง จิตเป็นกลางเราก็รู้ความแตกต่างเรียกว่า ลิงคะ พวกนี้เคหสิตะอย่างหนึ่ง เนกขัมสิตะอย่างหนึ่ง ต้องอ่านอาการจิตที่เราทำได้นะ ถ้าเราทำให้เป็นเนกขัมมสิตอุเบกขาได้ นั่นแหละคือ ฐานนิพพาน เวทนาเป็นกรรมฐานอย่างนี้ คุณทำใจในใจให้เป็นเนกขัมมสิตอุเบกขานี่แหละมันเป็นตัวรวมตัวแล้วประพฤติให้เกิดมีอาการของนิพพานธาตุ ทำให้ได้อย่างนี้ตลอดกาลตลอดเวลาเลย คุณก็เป็นพระอรหันต์นี่คืออาการของพระอรหันต์ มีคนถามอาตมาว่า รู้ได้ไงว่าตัวเองเป็นพระอรหันต์ ก็รู้ตรงที่อาตมาทำเนกขัมมสิตอุเบกขา เป็นฐานนิพพานได้ ที่พูดนี้ไม่ได้เอามาจากตำราเล่มไหนเอามาจากของตัวเอง อธิบายเป็นภาษาคนง่ายๆให้ฟังเอามาจากสภาวะไม่มีตำราเล่มไหน หรืออาจจะมีแต่พยัญชนะคำคนละอย่างสำหรับผู้ที่รู้เหมือนกันก็อธิบายได้ แต่คงจะไม่ตรงกันทีเดียวเพราะภาษาโวหารมันคนละอย่าง จบ 630302_รายการสำมะปี๋ซี่วิต บ้านราชฯ ครั้งที่ 91

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน