สื่อธรรมะพ่อครู(อานาปานสติ) ตอน อานาปานสติของพระอรหันต์.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(อานาปานสติ) ตอน อานาปานสติของพระอรหันต์ _2860ท่านมีกิริยาหลุกหลิกหล่อกๆแล่กๆ ดูแล้วเหมือนลิง ขอแนะนำให้เจริญอานาปานสติบ่อยๆอาจจะดีขึ้นนะครับ (กระทำกายสังขารให้ระงับ)ภิกษุ ท. ! เมื่ออานาปานสติ อันบุคคลเจริญทำให้มากแล้วอยู่อย่างนี้ ผลอานิสงส์อย่างใดอย่างหนึ่ง ในบรรดาผล ๒ ประการ เป็นสิ่งที่หวังได้; คือ อรหัตตผลในปัจจุบัน หรือว่าถ้ายังมีอุปาทิเหลืออยู่ ก็จักเป็น อนาคามี.(พุทธวจน) พ่อครู..อานา อาปานะ แปลว่า ลมหายใจเข้าออก มันมีนัยลึกซึ้งซับซ้อนมาก ตอนพระพุทธเจ้าในยุคนั้นคนเขาก็นั่งหลับตาทำสมาธิ เอาจิตตามลมหายใจเข้าออก สะกดจิตเข้าไปให้นิ่งเอาอะไรเป็นกสิณก็ได้ มันเป็นวิธีการของโลกีย์ธรรมดาสามัญปกติที่มีตลอดโลกแตก ที่ไม่หายสาบสูญไปจากโลกเป็นสามัญโลกที่ไม่ใช่โลกุตระ ไม่ใช่ของพระพุทธเจ้าเลย พระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นมาก็เจอเขาปฏิบัติอย่างนี้เต็มป่า ทำให้จิตสงบด้วยวิธีอย่างนี้ทั้งนั้น ทีนี้จิตสงบของพระพุทธเจ้านั้น สงบตรงที่กิเลสตัวเหตุสำคัญมันตายสนิทเลย ในจิต ตายอย่างไม่มีการกลับมาทำให้เดือดร้อน ทำให้ไม่สงบอย่าง หยาบ กลาง ละเอียด ก็หมดไป สงบ แต่ความสงบของพระพุทธเจ้านั้นเป็นอย่างไรฟังให้ดี เป็นความสงบจากกิเลส สงบจากตัวเหตุที่เป็นโทษ แต่ไม่ได้ทำให้ กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม สงบอย่างที่คุณหมายถึง ที่บอกว่าเป็นหนึ่งเดียว สงบคือนิ่งแข็งทุกอย่าง ร่างกายไม่กระดุกกระดิก พูดก็ไม่พูด จิตใจก็ไม่คิดนึกอะไร อันนั้นแหละเป็นการทำอย่างฤาษีง่ายๆ แต่สงบของพระพุทธเจ้านั้น ให้ไปอ่านที่ จูฬสุญญตสูตร มหาสุญญตสูตร ท่านบอกชัดเลยว่า สูญจากอะไร ธรรมะของพระพุทธเจ้านั้นลึกซึ้งที่สุด คนยิ่งมีจิตใจสงบ กายกรรมยิ่งคล่องแคล่ว วจีกรรมยิ่งคล่องแคล่ว มโนกรรมเป็นตัวประธานที่คล่องแคล่วที่สุด เรียกว่า มุทุ คล่
อ่านต่อ
องแคล่ว มุทุ แปลตามพยัญชนะว่า อ่อน แต่ในสภาวะธรรมของศาสนาพุทธนั้น มุทุนี้ เป็นคำที่ท่านใช้สมบูรณ์แบบที่สุดแล้ว แต่คนเข้าใจไม่ได้ อาตมาจะไม่ลงลึกถึงพยัญชนะ ถึงอักษรอะไรหรอก มันจะยาวไป สรุปแล้วจิตตัวนี้ มุทุ แปลว่าอ่อน ไว เร็วดัดง่าย จะให้เป็นอย่างไรก็ได้เร็วไว ทั้งเร็ว ทั้งเป็นได้ในเชิงปัญญาก็เร็วทำให้เจโตหรือจิตเป็นอย่างที่ตามต้องการก็เร็ว เร็วทั้งสองสภาพทั้งปัญญาและ เจโต อย่างนี้เป็นต้น ผู้ที่ทำได้แล้วอย่างเป็น มุทุภูตธาตุ จึงทำได้ตลอดเวลาที่ยังไม่ตายตลอดที่ยังมีลมหายใจเข้าออกอยู่ไม่ใช่ไปนั่งอยู่กับที่ ไม่ต้องไปนั่งขัดสมาธิตั้งกายตรงดำรงสติอยู่กับที่ แต่เคลื่อนไหวอยู่ไหนก็ทำได้ทั้ง กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ก็ยิ่งเป็น กายปาคุญญตา จิตปาคุญญตา จิตคล่องแคล่ว เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณก็คล่องแคล่ว ร่างกาย กายกรรมก็คล่องแคล่ว วจีกรรมก็คล่องแคล่ว พูดก็เร็วไวได้ สื่อได้เร็ว แต่สงบ ไม่มีกิเลสกวนเลย ทั้งกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม อาตมาพูดช้าๆแล้ว คิดว่าก็คงจะพอฟังตามได้ เพราะไม่ได้พูดเร็วเกิน ศึกษาให้ดี อย่างที่คุณอ้างมาอาตมาเข้าใจ อาตมาผ่านสภาวะที่คุณว่ามาแล้ว แล้วสภาวะที่ดีกว่าคุณพูดนั้นมีอยู่อีก ในยุคนี้อาตมาก็ต้องทำงานอย่างที่อาตมาทำได้นี่แหละ ที่มีบุคลิกหลุกหลิก ต้องปรับตัวเร็วไว แต่คุณเอาภาษาไม่ดีว่าหลุกหลิก แต่คนที่เข้าใจแล้วจะไม่คิดเช่นนั้น เพราะอาตมานั้นเคยเกิดเป็นลิงมาหลายร้อยชาติ ติดเป็นวาสนามานาน จนปัจจุบันนี้ก็ลดลงไปเยอะแล้ว มันติดเป็นวาสนา คือมันอยู่ในตัวเรา วาสะ แปลว่าอยู่ วาสนะ อาศัยอยู่ สู่แดนธรรมว่า...มันเป็นปัญหาของการศึกษาธรรมะที่ส่วนมากแล้วจะไปมองอากัปกิริยาภายนอกว่าไม่สงบ หลุกหลิก แล้วบอกให้พ่อท่านเจริญอานาปานสติจะได้ดีขึ้นแล้วก็เขายังไม่ลึกซึ้งในคำว่า กายสงบ ดูหลักฐานในอานาปานสติ (ก็ตามดูในจอ) วูปสโม คือ การระงับอกุศลกรรมทั้งหลาย เขาไม่เคยรู้จักคำว่ากาย ตามที่พ่อท่านสอนว่ากายคือทั้งภายนอกและภายใน เช่นสงบจากกามทั้งหลายเป็นต้น พ่อครูว่า..คำว่า กาย ตามที่สู่แดนธรรมพูดมา คำเดียวนี่แหละในศาสนาพุทธ ภาษาไทยแปลว่าร่าง แปลเป็นวัตถุภายนอกที่ดินน้ำไฟลม และเข้าใจผิดว่ามันไม่เกี่ยวกับจิตเลย นี่คือมิจฉาทิฏฐิในคนไทย กาย แปลว่าดินน้ำไฟลมไม่เกี่ยวกับจิตเลย เป็นความเข้าใจผิดอย่างมหันต์เลย ผิดอย่างตีลังกาเลยว่าใครเข้าใจผิดว่ากายนั้นคือดินน้ำไฟลมโดยที่ไม่เกี่ยวกับจิตเลย คนนั้นปิดประตูเป็นพระอรหันต์เลย เพราะว่าเป็นมิจฉาทิฐิที่จบเห่เลย กายนี้ หากเขาเข้าใจว่า กายนี้คือจิตเท่านั้น คุณยังสามารถจะทำอาสวะบางส่วน นิพพานได้ แม้ว่าคุณเข้าใจว่ากายนี้หมายถึงจิตเพียงเท่านั้น หมายถึงจิตเจตสิก หรือหมายถึงจิต มโน วิญญาณ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในพระสูตรหนึ่ง กายนั้นตถาคตเรียกว่า จิต มโนวิญญาณ ซึ่งมันเป็นความลึกซึ้งซับซ้อนที่เจตนาจะพูดถึงส่วนใด แล้วคำเดียวกันนั้นหมายถึงอีกส่วนหนึ่ง กายหมายถึงจิต จิตหมายถึงจิต แล้วเมื่อใดเป็นกาย เมื่อใดเป็นจิต คุณต้องทันต้องเร็วไวและเท่าทัน หากคุณไม่เท่าทันก็สับสน เขาพูดไปหมายถึงจิตอะไรแล้วคุณก็ยังนึกว่าเป็นร่างภายนอก ซึ่งมันไม่ใช่กายแล้ว พูดไปถึงกายที่มีดินน้ำไฟลมด้วย มีจิตด้วย เนื่องกันอยู่เป็น 2 ส่วน อะไรที่ไม่ใช่กายแล้ว เมื่อไหร่เป็นกาย แต่ไม่มีเวทนา เป็นจิต มันยังไม่ใช่จิตที่เดียวมันเป็น พีชธาตุเป็นชีวะ ยังไม่มีเวทนา ไม่มีความรู้สึก อุตุธาตุ พีชธาตุ จิตธาตุ เราต้องเรียนรู้สามสภาวะ อุตุ พีชะ จิตให้ดีเลย แล้วทำจิตให้เป็นได้ จิตเราจะให้เป็นพีชะ จะให้เป็นอุตุ คุณต้องทำให้ได้ กรรมคือการกระทำใจในใจของเรา มนสิการ ทำได้สำเร็จ เพราะศาสนาพุทธสอนแล้ว อาตมาก็ทำได้แล้วจึงเอามาสอน เมื่อทำได้เราก็จะรู้ได้ด้วยเราเองเป็นปัจจัตตังว่า จิตเราเป็นพีชะแล้ว มีชีวิต สัมผัสกับอะไรก็รู้อยู่ แต่ไม่สุขไม่ทุกข์ ไม่มีความสุขไม่มีความทุกข์ มีแต่รู้ความจริงตามความเป็นจริงนั้น เท่านั้น สภาวะนี้แหละ พีชธาตุอันนี้แหละ จึงเป็นสภาวะจิตที่ได้อาศัยในชีวิต ไม่สุขไม่ทุกข์ ตัวคำว่า ไม่สุขไม่ทุกข์ นี่แหละคือฐานนิพพาน เป็นพื้นฐานของนิพพาน ต้องสั่งสมอาการไม่สุขไม่ทุกข์ นี่แหละเป็นจุดสำคัญที่สุด หัวใจแท้ของศาสนาพุทธ พอทำได้แล้วจนกระทั่งที่สุด ความสุขความทุกข์นั้นเป็นสภาวะคู่ แยกกันไม่ได้ เมื่อใดๆก็แยกกันไม่ได้ แต่คนไปหลอกตัวเองจะเอาแต่ความสุข พวกสุขนิยม พวกเทวนิยมเป็นปุถุชนก็จะเอาแต่ความสุข แต่ทุกข์นั้นก็ตามไปเล่นงานคุณอยู่ทุกเมื่อ พวกมันเล่นงานคุณหนัก แต่คุณกันทุกข์ไม่ให้เล่นงานคุณได้ก็แค่ชั่วคราว หลงว่ามันมีสุขเท่านั้นที่จะเสพ จนกระทั่งหลงได้บำเรอแต่ความสุขป้องกันหรือหาวิธี อย่างเช่นพระพุทธเจ้าพระราชบิดานั้นก็ป้องกันไม่ให้อะไรมากระทบกระเทือนมาแผ้วพานไม่ให้เกิดความทุกข์เลย จนไม่รู้จักความทุกข์ พระพุทธเจ้าถูกพระราชบิดาประคบประหงมไม่ให้รู้เลยว่าลักษณะความทุกข์เป็นอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นความทุกข์ทอย่างหยาบอย่างโลกีย์เป็นอะไรก็ไม่รู้จัก ก็ไม่สามารถป้องกันได้เพราะท่านเป็นพระพุทธเจ้าท่านบรรลุเป็นพระพุทธเจ้าแล้วในปางที่เป็นเจ้าชายสิทธัตถะจะต้องเป็นรูปเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว ท่านก็รู้จนได้ ก็ไปเห็นนิมิตไปเห็นสัญญาณจากการเจ็บ การแก่ การตาย กับอาการนักบวชผู้ที่หาทางบรรลุไม่ต้องแก่เจ็บตาย ท่านก็เกิดปฏิภาณทันที พระพุทธเจ้าบอกกับองคุลิมาลว่า เราหยุดแล้ว แต่เธอยังไม่หยุด เพราะองคุลิมาลก็รู้ได้ทันที พระพุทธเจ้าเห็นเทวทูตทั้ง 4 แก่เจ็บตายนักบวชก็รู้แล้ว ที่จริงแล้วท่านมีของเก่าที่ท่านได้บรรลุธรรมมาแล้ว กระทั่งวันเพ็ญเดือน 6 วิสาขบูชา ท่านจึงระลึกขึ้นมาได้หมด ครบ ถึงได้รู้แจ้งทุกอย่างในสิ่งเหล่านี้ ก็ชัดเจนหมด รู้ว่าตัวเองเป็นพระพุทธเจ้าที่มีสัมมาสัมโพธิญาณ สัมมาสัมโพธิญาณ คืออะไร อาตมาเป็นพระโพธิสัตว์ระดับ 7 รู้ดี แล้วพยายามสั่งสมสัมมาสัมโพธิญาณให้เป็นระดับ 8 ระดับ 9 จึงสามารถพูดด้วยความจริงใจ อธิบายให้ฟังได้ชัดเจนและละเอียด สรุป เกิดมาเป็นชีวะเป็นคน เป็นสัตว์ ตั้งแต่เซลล์เดียว จนเป็นปัจจุบันนี้ของทุกคน ถ้าคุณไม่สามารถที่จะดับความสุขความทุกข์ได้ ด้วยปัญญาอันยิ่ง ด้วยสามารถปัจจุบันนี้เลย แล้วก็ทำจนกระทั่ง ทุกอย่างที่จะมาสัมผัส เกี่ยวข้องกับเรา เราสามารถไม่ให้เกิดความทุกข์ความสุขได้ ทุกอย่างเลยเท่าที่คุณจะอยู่ในโลกนี้ กี่ชาติที่คุณต้องพิสูจน์ ที่จะมาเกี่ยวข้องกับเรา เราก็หมดความสุขความทุกข์ได้ คุณจึงจะชื่อว่าอรหันต์ หมดความสุขความทุกข์ที่อยู่กับโลกเขาสัมผัสกับตัวเราก็ไม่สุขไม่ทุกข์ได้ทุกสิ่งที่สัมผัสกับเรา อย่างนี้เป็นต้น ที่อาตมาพูดนี้ พูดจากสภาวะธรรมที่อาตมามีเอง เอามาขยายความยืนยันว่ามีลักษณะอย่างนี้ ถ้าคุณอยากจะรู้อย่างนี้ก็ปฏิบัติเข้า อาตมาก็บอกวิธีปฏิบัติอยู่ตลอดเวลาเมื่อคุณปฏิบัติแล้วได้อย่างที่อาตมาพูด คุณได้เองเป็นปัจจัตตังก็จะรู้เองว่า อ๋อ มันตรงกัน ของคุณก็เป็นของคุณ ของอาตมาก็เป็นของอาตมา แต่มันจะตรงกันเราพูดกันสื่อสารกันก็จะรู้ 2 คนก็ตรงกัน 3 คนก็ตรงกัน 5 คนร้อยคนพันคนแสนคนก็เป็นความจริงตรงกัน อันนี้เป็นความจริงยืนยันได้ โดยเฉพาะของจริงที่มันหมดความสุขความทุกข์เป็นของจริงที่มีในโลก ของจริงที่มันสบายกว่า ในทางออกอันนี้ เมื่อหมดสุขหมดทุกข์แล้ว ก็ไม่ต้องแสวงหา เมื่อไม่ต้องแสวงหาพลังงานก็มีเหลือเฟือก็เอาพลังงานมาปลูกพืชผัก ทำอะไรที่เป็นประโยชน์ก็ได้ อาตมาก็เลิกพักแล้วการปลูกพืชผัก ให้พวกคุณปลูก อาตมาก็มาสอนธรรมะ นักบวชก็ช่วยสอนมาสอนเก่งกว่า ฆราวาสก็เก่งทำอย่างอื่น แต่ละขั้นแต่ละหน้าที่ ใครเหมาะสมคนนั้นก็ช่วยกันทำ อาตมาเหมาะสมหน้าที่ที่จะอธิบายธรรมะ โดยเฉพาะพุทธธรรมของพระพุทธเจ้า ให้ลึกซึ้งไปถึงที่สุดได้ ได้ ได้ อาตมาก็ทำ เพราะอาตมามีทั้งวาทะ ทั้งปณิธานตัวเอง มีทั้งสัญญากับพระพุทธเจ้าไว้ ว่าจะต้องสืบทอดต่ออายุศาสนาพุทธของพระพุทธเจ้าองค์นี้ สมณโคดมนี่แหละ ให้ยืนยาวไปจนกระทั่งถึง 5000 ปีให้ได้ อาตมาก็พูดความจริงสู่ฟัง ไม่ได้อยากอวดอยากโอ่ อะไร ก็เป็นความจริง ซึ่งก็เป็นความจริง อาตมาก็เอาหลักฐานในพระไตรปิฎกมายืนยันว่า ซึ่งเป็นการยืนยันว่า อาตมาเป็นสยังอภิญญาผู้นั้นในสัมมาทิฏฐิข้อที่ 10 แล้วอาตมาก็เป็นผู้นั้น จึงสามารถอธิบายสัมมาทิฏฐิ 10 อันนี้ให้รู้ได้ ให้เอามาปฏิบัติได้ รู้ว่าทานอย่างไรจึงเป็นการละกิเลส ปฏิบัติศีลอย่างไร ปฏิบัติพรตอย่างไร มนุษย์จึงจะลดกิเลสได้บรรลุได้ก็จากการกระทำกรรม สุกฏทุกฎานัง กัมมานัง ผลังวิปาโก แล้วก็แยกโลกนี้ อยังโลโก กับโลกหน้าโลกโลกุตระ โลกที่ต่างจากโลกียะ อาตมาก็พาให้เรียนรู้ว่าอย่างนี้คือโลกของโลกียะ คือโลกโลกุตระ โดยคุณจะต้องมารู้จักเครื่องที่จะทำให้เกิด การเกิดใหม่ การเกิดอันนี้คือ เกิดสัตว์โอปปาติกะ คือจิตวิญญาณเกิด จิตวิญญาณเกิด จึงไม่ใช่พ่อแม่ที่เป็นรูปร่างตัวตนที่เป็นสรีระร่างกาย ตัวตนบุคคลเราเขา เกิดจาก ชราภุชะ อัณฑชะ สังเสทชะ แต่เป็นการเกิดทางจิตวิญญาณ อะไรเป็นแม่เป็นพ่อ ไม่ใช่ตัวตนบุคคลเราเขา แต่เป็นนามธรรม ศีลเป็นต้น ปัญญาเป็นต้น ศีลเป็นแม่ ปัญญาเป็นพ่อ ช่วยกันทำให้เกิด อธิจิต อธิศีล อธิปัญญา คือช่วยให้มีจิตเกิดสัตว์โอปปาติกะที่เกิดบรรลุ พระโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ เกิดทางจิตวิญญาณได้ หรือโพชฌงค์ 7 มรรคมีองค์ 8 โพชฌงค์ 7 เป็นพ่อ มรรคมีองค์ 8 เป็นแม่ ก็ช่วย สร้างให้เกิด อธิจิต โอปปาติกะ เกิดอาริยบุคคล ที่เป็นพ่อเป็นแม่ที่ไม่ใช่ตัวตนบุคคลเราเขา จะเป็นการเกิดทางจิต โพชฌงค์ 7 มรรคมีองค์ 8 ช่วยกันทำให้เกิดอย่างนี้เป็นต้น ก็ต้องรู้ความเป็นแม่ความเป็นพ่อ ที่ไม่ใช่สัตว์ตัวตนบุคคลแล้วนะ แต่มันเป็นองค์ธรรมะ ที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ ต้องรู้ว่าโพชฌงค์ 7 มีอะไรบ้าง ศีลเป็นอย่างไร ปัญญาเป็นอย่างไร ทำให้เกิด อธิศีล แล้วอธิศีลก็เกิดในจิต คุณก็ต้องมาพิสูจน์ด้วยตัวเองทั้งนั้น อาตมาก็แยกแยะมาตลอด มันก็ไม่ง่าย พยายามทำให้ง่าย ไม่มีเจตนาจะทำให้พวกคนงงเลย มีแต่จะทำให้กระจ่างๆ เท่าไหร่ก็ได้แค่นี้ขนาดนี้ อาตมาก็ไม่เก่งเท่านี้ พยายามจะเก่งที่สุดไม่ได้ออมมือ ใครทำได้ เข้าใจได้ ก็อนุโมทนา ก็ช่วยกัน ก็จะเกิดความจริงเป็นหลักฐาน อาตมาทำงานมาเกือบ 50 ปีก็เกิดชุมชนชาวอโศก เป็นอาริยบุคคล เป็นแผ่นดินพุทธมีคนที่เป็นพระโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์จริง คนฟังเขาก็ไม่เชื่อ เหมือนกับอเจลกะที่มาเจอกับพระพุทธเจ้า เขาก็แลบลิ้นใส่พระพุทธเจ้า ขนาดกามนิตหนุ่ม ที่จริงมันมีอยู่ในพระไตรปิฎกไม่ใช่ชื่อกามนิต คนแต่งกามนิต ชื่อ คาร์ล แอดอล์ฟ เกลเลอโรป นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ สมณะฟ้าไท...พ่อครูสัญญากับพระพุทธเจ้าไว้ว่า จะมาทำหน้าที่นี้ พ่อครูว่า...เป็นเรื่องที่อาตมาไม่อวดดี ไม่อวดเรื่องที่ไม่จริง แต่มีดีที่จะอวด อวดดีโดยไม่มีดีเขาเรียกว่าอวดดี แต่อาตมามีดีจริงๆมาอวด แล้วก็ไม่ได้มีความอวด แต่เอาดีมาแสดง เอาดีมาขยาย เป็นภาษาที่สื่อสภาวะความจริง ฟังด้วยดีย่อมเกิดปัญญา สุสูสังลภเตปัญญัง อย่ามาตั้งใจจับผิดอาตมา ฟังแล้วจับผิดอาตมา ให้ฟังด้วยดีฟังด้วยความเข้าใจ หากว่าเขาฟังธรรมอย่างเพ่งโทษไม่มีทางเข้าใจหรอก ก็จะหาทางแย้งมาสารพัด อะไรก็แย้งได้ หาทางแย้งได้หมด ไม่มีอะไรที่จะแย้งไม่ได้หรอก ถ้าหยุดแย้ง เข้าใจความจริงปฏิบัติตามความจริงให้ได้คุณจะจบ หากไม่หยุดแย้งคุณก็ไม่มีทางจบ เหมือนกันกับคณะพวกนักการเมืองที่กำลังหาทางแย้งอยู่ในทุกเหลี่ยมมุมมันไม่จบหรอก มันจะแย้งกันไปจนตายไปข้างหนึ่ง คนที่ยังเหลือก็แย้งกันไปต่อ การแย้งกัน จึงไม่มีทางหมดไปจากโลก ความขัดแย้งอันพอเหมาะนั้นคือความจบ ที่อาตมาได้นิยามไว้ว่า ความสามัคคีคือความขัดแย้งอันพอเหมาะ จบ ถ้าไม่ขัดแย้งคือฝูงควาย นำไปตัวเดียว คือฝูงควายแท้ๆ ไม่ได้ด่านะ อาตมาพูดสภาวะธรรม ขออภัยควายที่เอามายกตัวอย่าง ที่จริงควายก็ฉลาดเท่าที่มันเป็น มันมีเขาต่อสู้ แต่สู้เสือสิงโตไม่ได้ แต่บางครั้งก็ซัดสิงโตกระเด็นบาดเจ็บก็มี คุณ2860มีการแสวงหาอย่างนี้ดีแล้ว อนุโมทนาด้วย คุณจะเอาพยัญชนะอะไรมาพูด อาตมาไม่มีปัญหาหรอก จะเป็นบอก อรหัตตผลในปัจจุบัน หรือว่าถ้ายังมีอุปาทิเหลืออยู่ ก็จักเป็น อนาคามี อาตมาก็ผ่านมาหมดแล้ว หากคุณเข้าใจเป็นพระอรหันต์อย่างอาตมา คุณก็จะไม่แย้งอาตมาเลย
630304_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ อานาปานสติของพระอรหันต์