10 บทที่ 5 ทัศบูรณ์.pdf
เนื้อหาในไฟล์
บทที่ 5 สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ การวิจัยนี้เป็นการศึกษาเชิงส ารวจ (Survey Research) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา (1) ระดับการรับรู้ต่อรูปแบบการอบรมแพทย์วิถีธรรมในส านักวิปัสสนาเกษตรใหม่ อ าเภอสันทรายจังหวัดเชียงใหม่ (2) ระดับการปฏิบัติตามหลักแพทย์วิถีธรรมของผู้ผ่านค่ายการอบรมแพทย์วิถีธรรม ในส านักวิปัสสนาเกษตรใหม่ อ าเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ (3) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่าง การรับรู้ต่อรูปแบบการอบรมแพทย์วิถีธรรมกับการปฏิบัติตามหลักแพทย์วิถีธรรม ของผู้ผ่านการอบรมแพทย์วิถีธรรม ในส านักวิปัสสนาเกษตรใหม่ อ าเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ (4) ข้อเสนอแนะที่ดีเกี่ยวกับรูปแบบการอบรมแพทย์วิถีธรรม อ าเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ ผู้เข้าอบรมแพทย์วิถีธรรมในส านักวิปัสสนาเกษตรใหม่ อ าเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ ณ วันที่ 20-28 ตุลาคม 2560 จ านวน 500 คน กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้เข้าอบรมแพทย์วิถีธรรมในส านักวิปัสสนาเกษตรใหม่ อ าเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ก าหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางส าเร็จรูปของ Krejcie and Morgan (1970 : 607-610 , อ้างถึงในธีรวุฒิ เอกะกุล 2555 : 121) ได้จ านวน 217 คน ในการวิจัยครั้งนี้ได้เพิ่มขนาดตัวอย่างเป็น 240 คนคิดเป็น 10 % ของกลุ่มตัวอย่างที่ค านวณได้ เพื่อป้องการการถอนตัวออกจากโครงการก่อนสิ้นสุดการวิจัย (Chaimongkol. 2005) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลประกอบด้วย แบบสอบถามซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา (IOC) จากผู้เชี่ยวชาญ 5 ท่าน ได้ความสอดคล้องของข้อค าถามกับวัตถุประสงค์ ของแบบสอบถามชุดที่ 1 เท่ากับ 0.96 และแบบสอบถามชุดที่ 2 เท่ากับ 0.92 ผ่านการตรวจสอบความเที่ยงของเครื่องมือวิจัย (Reliability) ค านวณโดยใช้สูตรสัมปร
อ่านต่อ
ะสิทธ์แอลฟาของครอนบาค (Cronbach’s Alpha Coefficient) แบบสอบถามชุดที่ 1 ได้ค่าความเที่ยง 0.87 และแบบสอบถามชุดที่ 2 ได้ค่าความเที่ยง 0.86 การวิเคราะห์ข้อมูลตามวิธีการทางสถิติโดยใช้คอมพิวเตอร์โปรแกรมส าเร็จรูป โดยก าหนดระดับนัยส าคัญทางสถิติที่ .05 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือสถิติพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติวิเคราะห์ โดยใช้สถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน (Pearson Correlation Coefficient) สรุปผลการวิจัย การวิจัยรูปแบบการอบรมแพทย์วิถีธรรมในส านักวิปัสสนาเกษตรใหม่ อ าเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่สามารถสรุปผลการวิจัยได้ดังนี้ 1. ข้อมูลส่วนบุคคลของกลุ่มตัวอย่าง ส่วนใหญ่เพศหญิง ร้อยละ 81.67 นับถือศาสนาพุทธ ร้อยละ 97.50 มีภูมิล าเนาในภาคเหนือ ร้อยละ 78.33 มีอายุ 41-60 ปี ร้อยละ 47.50 มีความเจ็บป่วย ได้แก่ โรคระดับทางเดินหายใจ เบาหวาน มะเร็ง ระบบทางเดินอาหาร กล้ามเนื้อและกระดูก และ อื่น ๆ ร้อยละ 82.50 2. การรับรู้ต่อรูปแบบการอบรมแพทย์วิถีธรรม ในส านักวิปัสสนาเกษตรใหม่ อ าเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ หลังการอบรมแพทย์วิถีธรรม 9 วัน โดยภาพรวม มีการรับรู้ต่อการอบรมอยู่ใน 101 ระดับมากที่สุด (X=4.32 , S.D.=0.39) เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าคะแนนเฉลี่ยการรับรู้สูงที่สุดคือเนื้อหาสาระการเรียนรู้ มีการรับรู้อยู่ในระดับมากที่สุด (X=4.50 , S.D.=0.43) รองลงมาคือด้านการจัดการเรียนรู้ มีการรับรู้อยู่ในระดับมากที่สุด (X=4.44 , S.D.=0.38) เช่นกัน ส่วนด้านที่มีค่าคะแนนเฉลี่ยการรับรู้ต่ าที่สุดคือด้านการประเมินผลการเรียนรู้ การรับรู้อยู่ในระดับมาก (X=4.11 , S.D.=0.33) มีรายละเอียดดังนี้ 2.1 ด้านเนื้อหาสาระการเรียนรู้ พบว่า โดยภาพรวมมีการรับรู้อยู่ในระดับมากที่สุด (X=4.50 , S.D.=0.43) เมื่อพิจารณารายข้อ พบว่า มีการรับรู้อยู่ในระดับมากที่สุดทุกข้อ ข้อที่มีค่าคะแนนเฉลี่ยการรับรู้สูงที่สุดคือเทคนิคข้อที่ 8 การใช้ธรรมะ ละบาป บ าเพ็ญบุญ ท าใจไร้กังวล (X=4.86 , S.D.=0.31) รองลงมาคือเทคนิคข้อที่ 7 การรับประทานอาหารปรับสมดุล (X=4.65 , S.D.=0.59) ส่วนข้อที่มีค่าคะแนนเฉลี่ยการรับรู้ต่ าที่สุดคือเทคนิคข้อที่ 5 การพอก ทา หยอด ประคบ อบอาบเช็ดด้วยสมุนไพร (X=4.32 , S.D.=0.36) 2.2 ด้านการจัดการเรียนรู้ พบว่า โดยภาพรวมมีการรับรู้อยู่ในระดับมากที่สุด (X=4.44 , S.D.=0.38) เมื่อพิจารณารายข้อ พบว่า ข้อที่มีค่าคะแนนเฉลี่ยการรับรู้สูงที่สุดคือเทคนิคข้อที่ 8 การใช้ธรรมะ ละบาป บ าเพ็ญบุญ ท าใจไร้กังวล การรับรู้อยู่ในระดับมากที่สุด (X=4.62 , S.D.=0.42) รองลงมาคือเทคนิคข้อที่ 7 การรับประทานอาหารปรับสมดุล การรับรู้อยู่ในระดับมากที่สุด (X=4.59 , S.D.=0.35) ส่วนข้อที่มีค่าคะแนนเฉลี่ยการรับรู้ต่ าที่สุดคือเทคนิคข้อที่ 9 การรู้เพียรรู้พักให้พอดี การรับรู้อยู่ในระดับมาก (X=4.01 , S.D.=0.37) 2.3 ด้านการส่งเสริมการเรียนรู้ พบว่า โดยภาพรวมมีการรับรู้อยู่ในระดับมากที่สุด (X=4.35 , S.D.=0.38) เมื่อพิจารณารายข้อ พบว่า ข้อที่มีค่าคะแนนเฉลี่ยการรับรู้สูงที่สุดคือเทคนิคข้อที่ 4 การแช่มือแช่เท้าในน้ าสมุนไพร การรับรู้อยู่ในระดับมากที่สุด (X=4.84 , S.D.=0.42) รองลงมาคือเทคนิคข้อที่ 7 การรับประทานสมุนไพรปรับสมดุล การรับรู้อยู่ในระดับมากที่สุด (X=4.72 , S.D.=0.47) ส่วนข้อที่มีค่าคะแนนเฉลี่ยการรับรู้ต่ าที่สุดคือเทคนิคข้อที่ 6 การออกก าลังกาย โยคะกดจุดลมปราณ การรับรู้อยู่ในระดับมาก (X=3.84 , S.D.=0.29) 2.4 ด้านการใช้สื่อประกอบการเรียนรู้ พบว่า โดยภาพรวมมีการรับรู้อยู่ในระดับมากที่สุด (X=4.31 , S.D.=0.45) เมื่อพิจารณารายข้อ พบว่า ข้อที่มีค่าคะแนนเฉลี่ยการรับรู้สูงที่สุดคือเทคนิคข้อที่ 8 การใช้ธรรมะ ละบาป บ าเพ็ญบุญ ท าใจไร้กังวลการรับรู้อยู่ในระดับมากที่สุด (X=4.65 , S.D.=0.34) รองลงมาคือเทคนิคข้อที่ 7 การรับประทานอาหารปรับสมดุล การรับรู้อยู่ในระดับมากที่สุด (X=4.61 , S.D.=0.56) ส่วนข้อที่มีค่าคะแนนเฉลี่ยการรับรู้ต่ าที่สุดคือเทคนิคข้อที่ 9 การรู้เพียรรู้พักให้พอดี การรับรู้อยู่ในระดับมาก (X=4.00 , S.D.=0.35) 2.5 ด้านการประเมินผลการเรียนรู้ พบว่า โดยภาพรวมมีการรับรู้อยู่ในระดับมาก (X=4.11 , S.D.=0.33) เมื่อพิจารณารายข้อ พบว่า ข้อที่มีค่าคะแนนเฉลี่ยการรับรู้สูงที่สุดคือเทคนิคข้อที่ 8 การใช้ธรรมะ ละบาป บ าเพ็ญบุญ ท าใจไร้กังวลการรับรู้อยู่ในระดับมากที่สุด (X=4.65 , S.D.=0.34) รองลงมาคือเทคนิคข้อที่ 7 การรับประทานอาหารปรับสมดุล การรับรู้อยู่ในระดับมาก 102 ที่สุด (X=4.45 , S.D.=0.38) ส่วนข้อที่มีค่าคะแนนเฉลี่ยการรับรู้ต่ าที่สุดคือเทคนิคข้อที่ 3 การสวนล้างล าไส้ใหญ่หรือดีท้อกซ์ มีการรับรู้อยู่ในระดับมาก (X=3.45 , S.D.=0.32) 3. การปฏิบัติตามหลักแพทย์วิถีธรรม (เทคนิค 9 ข้อ) ของผู้ผ่านการอบรมแพทย์วิถีธรรมในส านักวิปัสสนาเกษตรใหม่ อ าเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ หลังการอบรม 2 เดือน พบว่าผู้เข้าอบรมการแพทย์วิถีธรรม มีการปฏิบัติตามหลักแพทย์วิถีธรรมโดยภาพรวมการปฏิบัติอยู่ในระดับ ปานกลาง (X=3.23, S.D.=0.47) เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า ข้อที่มีค่าคะแนนเฉลี่ยการปฏิบัติสูงสุด 3 ข้อแรก คือ การใช้ธรรมะ ละบาป บ าเพ็ญบุญ เพิ่มพูนใจไร้กังวล มีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก (X=4.08 , S.D.=0.25) รองลงมา คือ การรับประทานสมุนไพรปรับสมดุล มีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก (X=4.07 , S.D.=0.67) และการรับประทานอาหารปรับสมดุล มีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก (X=4.04 , S.D.=0.67) ข้อที่มีค่าคะแนนเฉลี่ยการปฏิบัติต่ าที่สุดคือ การแช่มือแช่เท้าด้วยน้ าสมุนไพร มีการปฏิบัติอยู่ในระดับน้อย (X=2.18 , S.D.= 0.35) 4. ความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้และการปฏิบัติตามหลักแพทย์วิถีธรรม มีความสัมพันธ์ระดับปานกลางในทางเดียวกัน อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (r=.602) การรับรู้ต่อรูปแบบการอบรมแพทย์วิถีธรรม 5 ด้านมีความสัมพันธ์ระดับสูงในทางเดียวกันกับการปฏิบัติตามหลักแพทย์วิถีธรรม อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 คือ เทคนิคข้อที่ 1 การรับประทานสมุนไพรปรับสมดุล (r=.964) เทคนิคข้อที่ 7 การรับประทานอาหารปรับสมดุล (r=.919) เทคนิคข้อที่ 8 การใช้ธรรมะ ละบาป บ าเพ็ญบุญ ท าใจไร้กังวล (r=.909) การรับรู้ต่อรูปแบบการอบรมแพทย์วิถีธรรมทั้ง 5 ด้าน มีความสัมพันธ์ระดับปานกลางในทางเดียวกันกับการปฏิบัติตามหลักแพทย์วิถีธรรม อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 คือ ด้านเนื้อหาสาระการเรียนรู้ (r=.629) ด้านการจัดการเรียนรู้ (r=.526) ด้านการส่งเสริมการเรียนรู้ (r=.581) ด้านการใช้สื่อประกอบการเรียนรู้ (r=.596) และด้านการประเมินผลการเรียนรู้ (r=.599) ส่วนการรับรู้ต่อรูปแบบการอบรมแพทย์วิถีธรรม 5 ด้านมีความสัมพันธ์ในทางตรงกันข้ามในระดับสูงกับการปฏิบัติเทคนิคข้อที่ 4 การแช่มือแช่เท้าในน้ าสมุนไพร อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (r= -.705) อภิปรายผลการวิจัย การศึกษารูปแบบการอบรมแพทย์วิถีธรรมในส านักวิปัสสนาเกษตรใหม่ อ าเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ อภิปรายผลตามวัตถุประสงค์ของการวิจัยได้ดังนี้ 1. การรับรู้ต่อรูปแบบการอบรมแพทย์วิถีธรรมในส านักวิปัสสนาเกษตรใหม่ อ าเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ ในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณารายด้าน จาก 5 ด้าน พบว่าความคิดเห็น ในระดับมากที่สุด 4 ด้าน เรียงจากมากไปหาน้อยคือ ด้านเนื้อหาสาระการเรียนรู้ ด้านการจัดการเรียนรู้ ด้านการส่งเสริมการเรียนรู้ และด้านการใช้สื่อประกอบการเรียนรู้ ส่วนด้านการประเมินผล การเรียนรู้ มีการรับรู้อยู่ในระดับมาก อภิปรายได้ว่า 1.1 ด้านเนื้อหาสาระการเรียนรู้ อภิปรายได้ว่า เนื้อหาการแพทย์วิถีธรรมที่ใช้ในการจัดอบรม เป็นเนื้อหาจากหลักสูตรการแพทย์ทางเลือกวิถีธรรมเพื่อการพึ่งตนตามแนวเศรษฐกิจ 103 พอเพียง ของส านักการแพทย์ทางเลือก กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข ประกอบด้วย ความรู้หลักการแพทย์วิถีธรรม และเทคนิคปฏิบัติตามหลักการแพทย์วิถีธรรม 9 ข้อ คือ (1) การรับประทานสมุนไพรปรับสมดุล (2) การกัวซาหรือขูดพิษขูดลม (3) การสวนล้างล าไส้ใหญ่หรือดีท้อกซ์ (4) การแช่มือแช่เท้าหรือส่วนที่ไม่สบายด้วยน้ าสมุนไพร (5) การพอก ทา หยอด ประคบ อบอาบ เช็ดด้วยน้ าสมุนไพร (6) การออกก าลังกาย โยคะ กดจุดลมปราณ (7) การรับประทานอาหารปรับสมดุล (8) การใช้ธรรมะ ละบาป บ าเพ็ญบุญ ท าใจไร้กังวล (9) รู้พักรู้เพียรให้พอดี (กองการแพทย์ทางเลือก. 2549 : 40-42) ผู้เข้าอบรมส่วนใหญ่เป็นชาวพุทธ (ร้อยละ 97.50) มีความเชื่อและศรัทธาในพระพุทธศาสนา และมีภูมิล าเนาในภาคเหนือ (ร้อยละ 78.33) เคยใช้ชีวิตแบบวิถีธรรมชาติ และมีความเจ็บป่วย ร้อยละ 82.50 ต้องการแก้ไขปัญหาความเจ็บป่วย และทุกคนสมัครใจเข้าร่วมการอบรม จึงมีความตั้งใจและมีความพร้อมที่จะเรียนรู้ ส่งผลให้รับรู้เนื้อหาสาระได้ดี สอดคล้องกับลักขณา สริวัฒน์ (2549 : 50) ที่กล่าวว่า องค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อการรับรู้ของบุคคล ได้แก่ (1) ความตั้งใจ คือการเอาใจใส่ต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง การรับรู้จะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ (2) การเตรียมพร้อมที่จะรับ คือสภาพของจิตใจที่สงบและแน่วแน่ในสิ่งใด (3) ความต้องการ คือสภาวะจิตใจที่อยากได้สิ่งใดสิ่งหนึ่งเมื่อเป็นความอยากได้ การรับรู้ที่เกิดขึ้นก็จะมีประสิทธิผล 1.2 ด้านการจัดการเรียนรู้ อภิปรายได้ว่า การจัดการเรียนรู้ ประกอบด้วยการบรรยายสาธิต ฝึกปฏิบัติ การเข้ากลุ่มเรียนรู้ร่วมกันเฉพาะกลุ่มโรค การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ของต้นแบบที่ประสบความส าเร็จ การมอบคู่มือการอบรมซึ่งแนวทางปฏิบัติฉบับย่อและมีบทสวดมนต์ บททบทวนธรรมใช้ประกอบในช่วงสวดมนต์ในระหว่างอบรมสามารถปฏิบัติตามหลักแพทย์วิถีธรรมได้ทุกข้อ เช่น มีน้ าสมุนไพรปรับสมดุลให้ดื่มได้ตลอดวัน และมีอาหารปรับสมดุลวันละ 3 มื้อ ได้ฝึกการรับประทานอาหารตามล าดับและการเคี้ยวอาหารให้ละเอียด โดยจัดเวลารับประทานอาหารวันละ 2 ชั่วโมง มีบริการให้แช่มือแช่เท้าด้วยน้ าสมุนไพรใต้ร่มไม้ใหญ่ตามความสมัครใจ ผู้เข้าร่วมอบรมมีส่วนร่วมในการท ากิจกรรม มีบรรยากาศที่เอื้อต่อการเรียนรู้ ให้ผู้เข้าอบรมได้อยู่ในกระบวนการเรียนรู้ตลอดเวลา สอดคล้องกับสมปอง จันทคง (2553 : 21) กล่าวว่าการสอนและการเรียนรู้มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน เป้าหมายของการสอนคือ การมุ่งให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้ดี ดังนั้นเพื่อให้การสอนบรรลุตามเป้าหมาย ผู้สอนต้องจัดการสอนอย่างมีกระบวนการ และให้ครบองค์ประกอบการสอน อันได้แก่ การตั้งจุดประสงค์การสอน การก าหนดเนื้อหา การจัดกิจกรรมการเรียนการสอน การใช้สื่อการสอน และการวัดผลประเมินผล นอกจากนี้ผู้สอนควรได้ค านึงถึงหลักพื้นฐานในการสอน ลักษณะการสอนที่ดี และปัจจัยส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดจนรู้จักใช้หลักการสอนให้สอดคล้องกับหลักการเรียนรู้ ก็จะช่วยให้การเรียนการสอนประสบผลส าเร็จได้ตามจุดมุ่งหมายของหลักสูตรสอดคล้องกับสุมิตร คุณานุกร (2543 : 23) กล่าวว่า การจัดการเรียนการสอนเป็นกระบวนการจัดประสบการณ์ให้ผู้เรียนเกิดการพัฒนาไปตามเป้าหมายที่หลักสูตรต้องการ การจัดสภาพแวดล้อมด้านการเรียนการสอนเป็นการสร้างปฏิสัมพันธ์ บรรยากาศในการเรียนการสอน เพื่อให้ผู้เรียนได้ประสบการณ์ที่มีคุณภาพและสามารถน าความรู้ไปปฏิบัติ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ สอดคล้องกับอาภรณ์ ใจเที่ยง (2546 : 2) อธิบายความหมายของการสอนไว้ว่า การสอนเป็นกระบวนการปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้สอนกับผู้เรียนเพื่อท าให้ผู้เรียนเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมตามจุดประสงค์ที่ก าหนด ซึ่งต้องอาศัยทั้งศาสตร์และศิลป์ของผู้สอน 104 1.3 ด้านการส่งเสริมการเรียนรู้ อภิปรายได้ว่า การอบรมมีกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ เน้นการฝึกปฏิบัติ เช่น การบ าเพ็ญบุญตามฐานต่าง ๆ โดยหลังการให้ข้อมูลประโยชน์ของการบ าเพ็ญกุศล ที่จะช่วยให้ลดโรคและป้องกันเรื่องร้ายจากผลของกุศลที่ได้ท า จากนั้นได้ให้โอกาสได้ทดลองปฏิบัติ เช่น เรียนรู้ด้วยการปฏิบัติในฐานการจัดการขยะ การท าน้ าสมุนไพร การท ากสิกรรมไร้สารพิษตามศาสตร์พระราชา การท าอาหารสุขภาพ การท าความสะอาดสถานที่อบรมและห้องน้ า ให้ตนเองและผู้อื่นได้ใช้ประโยชน์ เป็นต้น แนวคิดการจัดกิจกรรมส่งเสริมเรียนรู้เน้นการปฏิบัติ เพื่อให้เกิดการเรียนรู้จากการกระท า สอดคล้องกับอุไร จุ้ยก าจร (2557 : 28) กล่าวว่า การสอนเป็นวิธีการใด ๆ ก็ตามที่ผู้สอนน ามาใช้โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ เรียกได้ว่าเป็นการสอนทั้งสิ้นและการสอนจะต้องอาศัยการปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้สอนและผู้เรียนอย่างต่อเนื่องและเป็นล าดับขั้นตอนจนผู้เรียนเกิดการเรียนรู้หรือเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม การสอนต้องเกิดจากการมีส่วนร่วมในกิจกรรม การร่วมมือกัน และการแลกเปลี่ยนประสบการณ์กัน 1.4 ด้านการใช้สื่อประกอบการเรียนรู้ อภิปรายได้ว่าการจัดการอบรมแพทย์วิถีธรรม ใช้สื่อบุคคลเป็นหลักคือผู้บรรยายและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ที่ส าเร็จของจิตอาสา มีทีมสื่อท าหน้าที่ด้านสื่อโดยเฉพาะ ใช้เทคโนโลยีทันสมัย ถ่ายทอดสดการจัดอบรมออนไลน์ ผู้บรรยายหลักคือ ใจเพชร กล้าจน ผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์ทางเลือกวิถีธรรม มีทักษะในการเป็นผู้อธิบายธรรมะยาก ๆ ให้เข้าใจ ได้ง่ายรวมทั้งจิตอาสาแพทย์วิถีธรรมเป็นสื่อบุคคลที่ดีและเป็นแรงบันดาลใจรวมทั้งการฝึกปฏิบัติกับสื่อที่เป็นของจริงและเหตุการณ์จริง ท าให้ผู้เข้าอบรมได้มั่นใจว่าสามารถท าด้วยตนเองได้ สอดคล้องกับข้อคิดเห็นของผู้เข้าอบรมว่า “ได้ประสบการณ์จากชีวิตจริง ที่เป็นสื่อบุคคลมาเล่าประสบการณ์ มีเหตุมีผลน่าเชื่อถือ ประทับใจจิตอาสา ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ เป็นแบบอย่างที่ดี” ขณะเดียวกันการฟังการบรรยายธรรมะยังสามารถติดตามฟังได้ MP3, หรือเรียนรู้จากสื่ออื่น ๆ เช่น หนังสือ MP3, ซีดี, อินเตอร์เน็ต จึงเป็นการใช้สื่อและอุปกรณ์การเรียนรู้ที่เหมาะสมและทันสมัยสอดคล้องกับณรงค์ กาญจนะ (2553 : 24) กล่าวว่า สื่อและวัสดุอุปกรณ์การสอนเป็นเครื่องมือส าคัญที่จะช่วยให้การเรียนการสอนด าเนินไปด้วยดี การสอนที่มีการใช้วัสดุ อุปกรณ์ประกอบการเรียนนอกจากจะท าให้นักเรียนเห็นความเป็นรูปธรรมของสิ่งที่ครูสอนและเพิ่มพูนความรู้ความเข้าใจของนักเรียนให้เด่นชัดและง่ายขึ้น สอดคล้องกับบุญชม ศรีสะอาด (2541 : 20) ได้กล่าวว่า การจัดประสบการณ์การเรียนรู้ เพื่อมุ่งให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ตามวัตถุประสงค์ จากการใช้เนื้อหาเป็นสื่อมีหลายแบบ เช่นแบบใช้กิจกรรม เป็นแบบที่มุ่งให้ผู้เรียนได้ปฏิบัติด้วยตนเอง เพื่อเอื้อให้เกิดการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล 1.5 ด้านประเมินผลการเรียนรู้ อภิปรายได้ว่า การอบรมแพทย์วิถีธรรม มีการประเมินผลระหว่างอบรมโดยการสอบถามหลังการบรรยาย การสังเกตการณ์ปฏิบัติของผู้เข้าอบรมระหว่างฝึกปฏิบัติ เช่น สังเกตการท าโยคะหรือการกดจุดว่าผู้เข้าอบรมส่วนใหญ่ปฏิบัติถูกต้องหรือไม่ เมื่อพบว่าไม่เข้าใจก็ช่วยปรับแก้ไขทันที หรือจัดเข้ากลุ่มเพื่อทบทวนความเข้าใจและเปิดโอกาสให้สอบถาม รวมทั้งบริการให้ค าปรึกษาเพื่อช่วยตอบค าถามที่ผู้เข้าอบรมยังไม่เข้าใจชัดเจน ในระหว่างการอบรม ผู้เข้าอบรมจึงอาจไม่เห็นภาพการประเมินผลการเรียนรู้ที่ชัดเจน แต่หลังการอบรมมีการประเมินผลการปฏิบัติตามหลักแพทย์วิถีธรรมของผู้เข้าอบรมในแบบสอบถามสอดคล้องกับสุวิมล ว่องวานิช และนงลักษณ์ วิรัชชัย (2541 : 58-60) ได้กล่าวถึงแนวคิดเกี่ยวกับการประเมินว่าแบ่งเป็น 2 105 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ การประเมินเพื่อตัดสินคุณค่าของสิ่งที่มุ่งประเมิน (Judgmental Evaluation) ซึ่งเป็นแนวคิดที่ได้รับการยอมรับกันในปัจจุบันอีกกลุ่มหนึ่ง คือ การประเมินเพื่อแสวงหาสารสนเทศที่เป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจ (Decision-Based Evaluation) ด าเนินการต่าง ๆ ซึ่งเป็นประโยชน์ส าคัญยิ่งของการประเมินที่ช่วยให้การตัดสินใจเกิดขึ้นอย่างมีเหตุผล สอดคล้องกับศิริชัย กาญจนวาสี (2545 : 10-11) ได้กล่าวถึงวิธีการประเมินแบ่งออกได้ 2 วิธีการใหญ่ ๆ ดังนี้ (1) วิธีเชิงระบบ (Systematic Approach) จะใช้แนวทางปรนัยนิยม (Objectivism) (2) วิธีเชิงธรรมชาติการประเมิน ด้วยวิธีเชิงธรรมชาติ (Naturalistic Approach) จะใช้แนวทางอัตนัยนิยม (Subjectivism) การประเมิน อยู่บนหลักการของวิธีการด าเนินงานที่ยืดหยุ่น นักประเมินจะก าหนดมาตรฐานหรือเกณฑ์ในการตัดสินคุณค่าขึ้นเองตามเหตุผลของตน และรวบรวมข้อมูลสารสนเทศอย่างครอบคลุมตามสภาพธรรมชาติ และใช้ความรู้ ความเชี่ยวชาญของผู้ประเมินเป็นเกณฑ์ในการสรุปผล 2. การปฏิบัติตามหลักแพทย์วิถีธรรม ของผู้ผ่านการอบรมแพทย์วิถีธรรม ในส านักวิปัสสนาเกษตรใหม่ อ าเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ ประเมินผลหลังการอบรม 2 เดือน ผลการปฏิบัติตามหลักแพทย์วิถีธรรมของผู้ผ่านการอบรมแพทย์วิถีธรรม ในส านักวิปัสสนาเกษตรใหม่ อ าเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง อภิปรายได้ดังนี้ 2.1 การรับประทานสมุนไพรปรับสมดุล พบว่า การปฏิบัติอยู่ในระดับมาก โดยท าน้ าสมุนไพรปรับสมดุลด้วยการคั้นหรือปั่นมากที่สุด ดื่มก่อนอาหารหรือเมื่อท้องว่างหรือเมื่อไม่สบายระดับมาก เนื่องจากสมุนไพรที่น ามาใช้ท าน้ าสมุนไพรส าหรับดื่ม เป็นพืชที่หาได้ง่าย เช่น ย่านาง ใบเตย หยวกกล้วย เป็นต้น ผู้เข้าอบรมส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในภาคเหนือ (ร้อยละ 78.33) ในพื้นที่มีพืชสมุนไพรหลากหลายชนิดและหาได้ง่าย จะใช้ชนิดเดียวหรือหลายชนิดก็ได้ วิธีการท าน้ าสมุนไพรท าได้ง่ายโดยการคั้น ขยี้ ปั่นหรือโขลก มีประโยชน์ต่อร่างกาย ส่งผลให้อาการเจ็บป่วยทุเลาหรือดีขึ้น สอดคล้องกับการศึกษาของวนิดา นิเวศน์มรินทร์ (2556 : 275) เรื่อง ภาพลักษณ์ของเครื่องดื่มสมุนไพรไทยกับ การตัดสินใจซื้อ ของผู้บริโภคในเขตกรุงเทพมหานคร พบว่ากลุ่มตัวอย่าง ให้ความส าคัญมากที่สุด คือ ความเชื่อมั่นว่าเครื่องดื่มสมุนไพรไทยท าให้สุขภาพดีขึ้น และล าดับรองลงมา คือ ความมั่นใจในคุณภาพของเครื่องดื่มสมุนไพรไทย สอดคล้องกับพัชรี สุวรรณเกิด (2556 : 3) ศึกษาพฤติกรรมการบริโภคน้ าสมุนไพรผสมว่านหางจระเข้ของนักศึกษา ผลการศึกษา พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ดื่มน้ าสมุนไพรผสมว่านหางจระเข้ด้วยเหตุผลคือ เพื่อสุขภาพ และซื้อบริโภคด้วยความชอบส่วนตัว เฉลี่ยดื่ม 3 ครั้งต่อสัปดาห์ในปริมาณ 250 ซีซีต่อการดื่มแต่ละครั้ง 2.2 การกัวซาหรือขูดพิษขูดลม พบว่า การปฏิบัติอยู่ในระดับปานกลาง เนื่องจาก การกัวซาเป็นการระบายพิษออกจากร่างกายในสภาพร่างกายปรกติหรือเมื่อมีอาการไม่สบาย มีการเตรียมอุปกรณ์และสมุนไพรส าหรับการท ากัวซา และแปลผลหรือบอกอาการเปลี่ยนแปลงของร่างกายหลังการกัวซา ช่วยบรรเทาอาการไม่สบาย เช่น เจ็บปวดกล้ามเนื้อ สอดคล้องกับการศึกษาของใจเพชร กล้าจน (2553 : 65) พบว่า การกัวซามีประสิทธิภาพในการลดอาการปวดกล้ามเนื้อและลดปัญหาสุขภาพ สอดคล้องกับธีระศักดิ์ วัณนาวิบูล (2554 : 13) กล่าวว่า การกัวซา เป็นวิธีการรักษาโรคของชาวจีนที่สืบทอดจากบรรพบุรุษเป็นเวลาหลายพันปีมาแล้ว โดยน าอุปกรณ์ที่สามารถหาได้ทั่วไป เช่นก้อนหิน ถ้วยชาม เหรียญโลหะหรือช้อน มาจุ่มเหล้าหรือน้ า แล้วขูดบริเวณผิวหนัง เพื่อกระตุ้นระบบหมุนเวียนโลหิตให้ดีขึ้น ท าให้อาการปวดบริเวณดังกล่าวหาย หรือมีสุขภาพแข็งขึ้น สอดคล้องกับวิไลวรรณ 106 คงศักดิ์ (2555 : บทคัดย่อ) กล่าวว่า การนวดบ าบัดด้วยกัวซา คือการบ าบัดแบบแผนโบราณของจีน กัวซาเป็นที่รู้จักแพร่หลายมานานนับพันปี การนวดบ าบัดแบบกัวซาท าได้ทุกที่ ทุกเวลา ตามที่ต้องการ และเกิดผลจริง เพียงใช้แผ่นกัวซา ขูดตั้งแต่ศีรษะถึงเท้า จะช่วยให้เลือดหมุนเวียนได้ดีขึ้น ท าให้สุขภาพแข็งแรง แก้ปัญหาอาการปวดเมื่อย ปวดหลัง ปวดเอว และปวดศีรษะได้ดี 2.3 การสวนล้างล าไส้ใหญ่ (ดีท้อกซ์) พบว่า การปฏิบัติอยู่ในระดับปานกลาง โดยมี การเตรียมอุปกรณ์และสมุนไพรส าหรับสวนล้างล าไส้ใหญ่ ท าการสวนล้างล าไส้ใหญ่ในสภาพร่างกายปรกติหรือเมื่อมีอาการไม่สบาย และการประเมินผลร่างกายหลังการท าสวนล้างล าไส้ใหญ่ เนื่องจากการสวนล้างล าไส้ใหญ่เป็นการระบายพิษจากร่างกายอีกช่องทางหนึ่ง ผู้สอนแนะน าให้เลือกปฏิบัติตามสภาพร่างกายของแต่ละบุคคล เช่นท าทุกวัน ท าวันเว้นวัน หรือท าเมื่อมีอาการไม่สบาย สอดคล้องกับเทวัญ ธานีรัตน์ และวีรพงศ์ ชัยภัค (2552 : 1-2) ศึกษาเรื่องการสวนล้างล าไส้ใหญ่ กล่าวว่า การสวนล้างล าไส้เป็นวิธีการหนึ่งในกระบวนการล้างพิษของการแพทย์ทางเลือก ซึ่งมีมาตั้งแต่สมัยโบราณ เป็นกระบวนการขับสารพิษออกจากร่างกาย ได้แก่ (1) Exotoxins พิษที่มาจากภายนอก เช่น อาหาร คลื่นรังสีต่าง ๆ และจากมลภาวะที่เราสัมผัสหรือหายใจเข้าไป (2) Endotoxins เป็นของเสียเกิดจากกระบวนการเมตาบอลิซึมของร่างกายภายในเอง หรือจากการขาดการออกก าลังกาย และการมีความเครียด ของเสียดังกล่าวที่ออกมาทางท่อน้ าดี จะถูกขับออกทางล าไส้ใหญ่ ซึ่งการสวนล้างล าไส้จะกระตุ้นตับให้ท างานดีขึ้น และยังช่วยให้ของเสียดังกล่าวถูกขับออกไปอย่างรวดเร็ว ไม่ตกค้างแล้วถูกดูดกลับเป็นอันตรายต่อร่างกายอีกต่อไป ประกอบกับผู้เข้าอบรมส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง (ร้อยละ 81.67) มีความเจ็บป่วย (ร้อยละ 82.50) จึงมีผลต่อการตัดสินใจในการปฏิบัติการสวนล้างล าไส้ใหญ่ 2.4 การแช่มือแช่เท้าหรือส่วนที่ไม่สบายด้วยน้ าสมุนไพร พบว่า การปฏิบัติอยู่ใน ระดับน้อย โดยมีการเตรียมอุปกรณ์และสมุนไพรส าหรับการแช่มือแช่เท้าหรือส่วนที่ไม่สบาย ใช้การแช่มือแช่เท้าด้วยสมุนไพรในสภาพร่างกายปรกติหรือเมื่อมีอาการไม่สบาย และประเมินสุขภาพหลังการแช่มือแช่เท้าหรือส่วนที่ไม่สบายด้วยสมุนไพร เนื่องจากการแช่มือแช่เท้าหรือส่วนที่ไม่สบายด้วยน้ าสมุนไพร ต้องมีการจัดเตรียมอุปกรณ์และสมุนไพรที่หลากหลาย จึงอาจเป็นอุปสรรคต่อการจัดหาและน ามาปฏิบัติ ในขณะที่อยู่ในค่าย มีจิตอาสาบริการจัดเตรียมอุปกรณ์ ต้มน้ าสมุนไพร และเติมน้ าเย็นผสมน้ าสมุนไพรให้ท าให้ผู้เข้าอบรมขาดทักษะ สอดคล้องกับครอนบัค (Cronbach. 1977 : 393) กล่าวว่า ทักษะเป็นการปฏิบัติที่เกิดจากการเรียนรู้สามารถกระท าได้โดยไม่ต้องใช้ความคิด ในการที่ผู้เรียนจะเกิดทักษะขึ้นได้นั้นจะต้องมีการปฏิบัติใน 3 ขั้นตอนคือ (1) ขั้นเรียนรู้ เป็นขั้นที่ผู้เรียนปฏิบัติไปกับผู้สอนโดยผู้สอนอธิบายประกอบว่าทักษะต่าง ๆ ในการปฏิบัตินั้นท าอย่างไร (2) ขั้นปฏิบัติเอง เป็นขั้นที่ผู้เรียนฝึกปฏิบัติเองเพื่อให้เกิดความแม่นย าถูกต้อง (3) ขั้นหาความช านาญ เป็นขั้นที่ผู้เรียนลงมือฝึกบ่อย ๆ ในลักษณะต่าง ๆ เพื่อให้เกิดความเชี่ยวชาญ ช านาญมากขึ้น 2.5 การพอก ทา หยอด ประคบ อบ อา
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive