ปฏิจจสมุปบาทโดยพ่อครู ตอน 4.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์9.99 KB
วันที่แก้ไข20 มกราคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

ปฏิจจสมุปบาทโดยพ่อครู ตอน 4 จาก sms ตอบไปหมด ก็จะได้ต่อปฏิจจสมุปบาทที่ได้อ่านไปแล้วถึง 18 หน้า ชาวโลกุตระจึงจะมี“ปัญญา”รู้ว่า “สุข-ทุกข์”เป็นมายา “สุข-ทุกข์”เป็น“อุปาทาน” เป็นความ“ติดยึด”ทาง จิตวิญญาณ ซึ่ง“พลังงานทางจิต”เป็น“ชีวะ”แล้วเริ่มมีภาวะตั้งแต่ขั้น“เจตสิก”ขึ้นไป สู่“จิต” สู่“วิญญาณ”เต็มสภาพ แล้วก็เคลื่อนไหวออกมาเป็น“ตัณหา”ทำหน้าที่ตั้ง แต่หยาบสุดคือ “กามตัณหา” ถ้าคนผู้อวิชชาที่“ไม่รู้”เรื่อง“กาม”ก็จะ“ใคร่อยาก”ดึง ดูดแย่งชิงมาให้ตน“เสพสุข” หรือ‘ใคร่อยาก”ผลักดันออกไป ถึงขั้นทำลายทำร้ายฆ่าแกงกันทีเดียว ด้วย“ความไม่รู้(อวิชชา)” “ความไม่รู้”นี้ศัพท์บาลีว่า “อวิชชา” ซึ่งใน“วิญญาณ” ของสัตวโลก จะสะสมใส่จิตวิญญาณของตนโดยย“ความไม่รู้” นั่นแหละ จนกว่าจะได้พบ “ศาสนาพุทธ” ได้พบ “คนชาวพุทธ” ได้ฟังธรรมขั้น “โลกุตระ”จากผู้รู้ที่“สัมมาทิฏฐิ” หรือจาก“สัตตบุรุษ” ยิ่งได้ฟังจากพระพุทธเจ้าก็ยิ่งโชคดีสุดยอด “อวิชชา”จะตกผลึกสะสมอยู่ใน“อาสวะ” “อาสวะ”คือ กิเลสที่นอนเนื่องในจิตฝังสันดานอยู่ จึงต้องชำระละล้าง“กิเลส”ออกไปจากจิตให้หมดสิ้น“อาสวะ” จะได้หมด“โง่”งมงาย หายซมซาน อยู่กับ“สุข” “กิจ”ยิ่งใหญ่สำคัญในความเป็นคนคือ สิ่งนี้ “อวิชชา”ซึ่งเป็น“ความไม่รู้”ที่พระพุทธเจ้าทรงแยก แยะไว้ คือ (1)ไม่รู้ทุกข์ (2)ไม่รู้เหตุให้เกิดทุกข์ (3)ไม่รู้ความดับทุกข์ (4)ไม่รู้ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ (5)ไม่รู้ในส่วนอดีต (6)ไม่รู้ในส่วนอนาคต (7)ไม่รู้ทั้งในส่วนอดีตและอนาคต (8)ไม่รู้ในปฏิจจสมุปบาท ว่า สิ่งทั้งหลายอาศัยกันและกันเกิดขึ้น ถ้า“ดับเหตุให้เกิดทุกข์”ไปหมดสิ้น“อวิชชาสวะ 8”ได้ก็ถือว่า “จบกิจ”แล้วสำหรับเรื่อง“โง่”งมงายสำหรับมนุษย์ “อวิชชาสวะ 8”นั้นแบ่งออกเป็น ก.“กิจ” คือ “อาริยสัจ 4

อ่านต่อ

” ได้แก่ (1)ไม่รู้ทุกข์ (2)ไม่รู้เหตุให้เกิดทุกข์ (3)ไม่รู้ความดับทุกข์ (4)ไม่รู้ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ ก.“กาล” คือ “ภาวะของวาระเวลา” ได้แก่ (5)ไม่รู้ในส่วนอดีต (6)ไม่รู้ในส่วนอนาคต (7)ไม่รู้ทั้งในส่วนอดีตและอนาคต ก.“กรรม” คือ “(8)ไม่รู้ใน“ปฏิจจสมุปบาท” ว่า สิ่งทั้งหลายอาศัยกันและกันเกิดขึ้น คนที่มี“อวิชชาสวะ 8”ก็คือ “คนผู้ไม่รู้ 8 อย่าง”นี้ ก.“กรรม”นั้นคือ “การกระทำ”ที่คนแต่ละคนมี“เป็น ของตนเอง” คนทุกคนที่“กระทำ“อะไรตั้งแต่ทาง“กาย”และ ทาง“วาจา” โดยเฉพาะทาง“ใจ” ที่เป็น“กายกรรม-วจีกรรม-มโนกรรม” ทำแล้วก็สะสมเป็น“วิบาก”ตกเป็นมรดกของตน “กายกรรม”นั้น ไม่ใช่“การกระทำตนฝึกฝนตนให้มีกำลัง”แค่ทำให้“ร่างหรือสรีระ”แข็งแรงเท่านั้น แต่หมายถึงการปฏิบัติตนฝึกฝนตนให้มี“กาย”มี“จิต”ที่ลดละกิเลสออกไปจิตกระทั่ง“กิเลส”หมดสิ้น ครบครันทั้ง“กิจ” ทั้ง“กาล” ทั้ง“กรรม”จนบริบูรณ์หมดสิ้น“อวิชชาสวะ8” คำว่ากายนี้ มีทั้งภายในและภายนอก แต่หมายเอาจิตเป็นใหญ่ด้วย การไปทำให้ร่างแข็งแรง มันไม่ต้องใช้คำว่า กายกรรม มันใช้คำว่า กรรมทางถามะหรือกรรมทางพละ การกระทำทางกำลัง(ถามะ หรือพละ)ให้มันเกิดกำลังแข็งแรง จะบอกว่า ถามพละหรือสรีระพละก็ได้ ส่วนการทำตนให้มีกำลังนั้นบาลีคือ “กายถามะ” หรือ“กายพละ” แต่“กายกรรม”นี้พิเศษวิเศษกว่านั้น เพราะชาวพุทธทุกวันนี้“มิจฉาทิฏฐิ”ในคำว่า “กาย” ไปจริงๆ เสื่อมกันไปหนักมาก จึงเข้าใจความหมายคำว่า “กาย”ผิดสารสัจจะไป จนเละเทะ เลอะเทอะ เช่น แม้แต่คำว่า “กาย” ก็มิจฉาทิฏฐิกันไปสนิทสนมแล้ว เข้าใจว่า “กาย”มีแค่“สรีระ(ร่างเฉพาะภายนอก)” หรือคำว่า “บุญ”ยิ่งสับสนไปเข้าใจว่า เป็นแค่“กุศล”กันจริงๆจังๆกันไปหมด หรือคำอื่นๆ “ฌาน”ก็ดี “สมาธิ”ก็ดี “สมาบัติ”ก็ตาม “สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย”ก็ดี มันไม่ใช่ปัญญาที่สัมมาทิฏฐิ เข้าใจผิด แตกต่างกัน เห็นตรงข้ามกัน หันหลังให้กัน แล้วต่างคนต่างเดินของตนไป ตามความเชื่อถือของตนๆ นั่นคือ ต่างคนต่างสื่อกัน ต่างก็กำหนดรู้กันไปคนละทิศ คนละทาง คนละอย่าง คนละความถูกต้องกันแล้ว เพราะมี“กายต่างกัน สัญญาต่างกัน”ไปสารพัด ดังนั้น “อวิชชาสวะ 8”จึงมิจฉาทิฏฐิกันสมบูรณ์แบบ เริ่มตั้งแต่“อวิชชาสวะ 4 ข้อต้น” ได้แก่ ไม่รู้“ทุกข์” ไม่รู้“สมุทัย” ไม่รู้“นิโรธ” ไม่รู้“มรรค” มันก็ยังมี“อวิชชา” จึงไม่หมดสิ้น“อาสวะ”กันได้สักที อาริยสัจ 4 เขาเรียนกันในวงการศาสนาแต่การกำหนดหมาย เรื่องกาย สัญญา ต่างกัน ตั้งแต่มันมิจฉาทิฏฐิข้อต้นในวิญญาณฐีติ 7 น่าสงสารมาก เพราะฉะนั้นไม่ต้องไปพูดถึงข้อ 2 3 4 ในวิญญาณฐีติ 7 ขอยกตัวอย่างเช่นข้อ 2 แวะนิดหนึ่ง วิญญาณฐีติ7 ข้อที่ 2 กายต่างกันสัญญาอย่างเดียวกัน เช่น ปฐมฌาน คือไม่มีนิวรณ์ 5 ต่างกัน กายต่างกันสัญญาอย่างเดียวกัน สัญญาว่าอะไร สัญญากำหนดหมายว่ามีนิวรณ์ 5 ทำให้ไม่มีนิวรณ์ 5 เขาก็ทำได้แต่เขามิจฉาทิฐิ เขาหลับตาปฏิบัติไม่ให้มีนิวรณ์ 5 เป็นต้น หรือจะทำด้วยวิธีลืมตาแบบสมถะลืมตาก็ตาม เขาก็ไม่มีนิวรณ์ 5 ได้ แต่ กายมันต่างกัน องค์ประชุมของรูป ของนามขององค์ประกอบต่างๆข้างนอกข้างในต่างกัน เขาได้แต่ข้างใน เขาทำได้แต่ข้างในจิตไม่มีนิวรณ์ 5 แต่ข้างนอกนี้เขาไม่ได้ _สู่แดนธรรม... เขาก็ถือว่าเขาสำเร็จของเขานะครับ พ่อครูว่า... สำเร็จอะไรอย่างมหาบัว ยกตัวอย่างเป็นต้น นั่งหลับตานึกว่าตัวเองบรรลุอรหันต์เลยไม่มีนิวรณ์ แต่ลืมตาออกมา เบะเลย กิเลสกามคุณ 5 กิเลสอะไรต่างๆนานาไม่รู้เรื่องเลย _สู่แดนธรรม... เคยมีครั้งหนึ่งมีคนมาต่อรองว่าอย่าไปตำหนิทำไมในเมื่อหลับตาก็ได้ผลเหมือนกัน ของคุณลืมตาก็ได้ผลเหมือนกัน ทำไมจะต้องมาว่ากัน พ่อครูว่า... เอ๊า ผลมันเหมือนกันที่ไหนผลมันไม่เหมือนกัน ของพระพุทธเจ้าบอกว่ากายต่างกันสัญญาอย่างเดียวกัน อย่างเดียวกันคือไม่มีนิวรณ์ 5 แต่กายมันต่างกันมันสัมมาทิฏฐิ มิจฉาทิฏฐิมันจะไปไอ้นั่นได้ยังไง มันหลอกอยู่ อย่างนี้เป็นต้น 670117 ปฏิจจสมุปบาท ตอน 4 พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน