ปฏิจจสมุปบาทถึงมูลสูตร 10 โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส.docx
เนื้อหาในไฟล์
ปฏิจจสมุปบาทถึงมูลสูตร 10 โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส _สว่างแสง ขวัญดาว . น้อมกราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพอย่างสูงสุดค่ะ ลูกเห็นว่าแม่ฟังธรรมะจากพ่อครูในยุคใหม่ๆ ไม่ค่อยเข้าใจ แม่อยากจะฟังธรรมะยุคเก่าๆ ตั้งแต่สมัยปี 30 ที่แม่รู้จักอโศกใหม่ๆ ลูกก็ไปเสนอแม่ว่า "แม่ข่อยสิเว่าปฏิจจสมุปบาทให้แม่ฟัง เป็นของใหม่ที่แม่บ่เคยได้ฟังมาก่อนเอาบ่" แม่ตอบว่า "คั้นสิเว่าให้ฟังแม่กะฟังบ่ทัน คั้นเขียนโตใหญ่ๆ ให้แม่อ่านกะพอได้อยู่ดอก" ลูกจึงเขียนปฏิจจสมุปบาทตัวใหญ่ๆ ทั้ง11 ข้อให้แม่อ่าน ปรากฏว่าแม่ท่องปฏิจจสมุปบาทปากขมุบขมิบทั้งวันเลย แม่ท่อง 4 วัน แม่ก็จำได้ ลูกตั้งใจว่าจะพูดความหมายให้แม่ฟัง ลูกขอกราบเรียนถามพ่อครูว่า ในส่วนปฏิจจสมุปบาท ตอนท้ายที่ว่า โศกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาสะ แตกต่างกันอย่างไรคะ น้อมกราบนมัสการพ่อครูสุดเศียรสุดเกล้าค่ะ พ่อครูว่า... ถาม ประเด็นที่ถามก็คือ ถามตัวท้าย กลุ่มสุดท้ายตั้งแต่คำว่า โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส ที่นอก 11 ข้อแล้ว เลยคำว่า ชาติ ไปแล้ว ก็คงอยากให้อธิบายคำว่า โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส ว่า มันแตกต่างกันอย่างไร ก็พอฟังวันนี้ก็ได้ ก่อนที่จะอธิบายอันนี้ก็คือว่า ถ้าเผื่อว่าปฏิบัติไม่บรรลุ ไม่บรรลุธรรม ไม่เป็นวิชชา เมื่อไม่เป็นวิชชาดับชาติไม่ได้ ตัวสุดท้ายของ ปฏิจจสมุปบาท ดับชาติไม่ได้ก็ย่อมเกิดและก็มี โศกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส อุปายาสะ อยู่ตลอดไป สรุปก็คือทุกข์ทั้ง โสกะหรือโศกเศร้า ปริเทวะ คือความพิรี้พิไรเนื่องต่อไม่รู้จะขาดจากสูญหายก็ยังมี ทุกขะ สรุปลงไปที่หนักหนาสาหัสก็คือทุกข์ โทมนัสก็เบากว่าทุกข์ อุปายาสะ ก็เหลือเศษเสี้ยวเหลือเล็กเหลือน้อย เหลืออะไรที่มันยังไม่มีจบสิ้น นั่นคือ โศกะ แตกต่างตามอธิบายไปอย่างนี้ สรุปอี
อ่านต่อ
กทีหนึ่งก็คือ มวล โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส นั้น สรุปแล้วก็คือทุกข์ที่ยังไม่จบ จบไม่ได้ เพราะดับความเป็นชาติไม่ได้ ดับความเกิด ทีนี้ดับความเกิดนี่ ของพระพุทธเจ้านี้ไม่ต้องไปดับความเกิดทั้งหมด สภาวะการเกิดมันจะมี 2 ดับเหตุ มันก็จบ ทีนี้คนที่ไม่รู้จักความจริง คำว่าเหตุ มันจะมีอีกคำคือคำว่าผล ไปเมามัวงมงายจะดับแต่ผล ไม่ดับเหตุกัน เช่น เขาดับทุกข์ ชาวพวกหลับตาปฏิบัติหรือพวกมิจฉาทิฏฐิไปมัวแต่จะดับทุกข์ และก็ไม่เข้าใจว่าทุกข์มาจากเหตุ เหตุที่ 1 เหตุที่ 2 เหตุที่ 3 เหตุที่ 4 เป็นลำดับแต่เขาไม่รู้ ไปจะดับเอาตัวปลายตัวผลคือทุกข์ ไม่ใช่ไปดับเหตุแต่ไปดับตัวผลคือจะต้องดับทุกข์ เข้าใจว่าทุกข์นี่แหละมันเป็นตัวการ ทุกข์นี่แหละเป็นผลก็เลยเผินๆไปดับทุกข์ วิธีการก็เลยไปคิดหาแต่วิธีการที่จะไปดับผลหรือดับทุกข์ _สู่แดนธรรม... พ่อท่านหมายความว่าทุกข์คือทุกขเวทนา เขาต้องการดับที่เวทนาใช่ไหมครับ พ่อครูว่า... ดับตัวทุกข์นั่นแหละ มันเวทนานั่นแหละมันเป็นตัวสภาพแท้ เป็นสัจจะของความรู้สึก ของอารมณ์ ทุกข์สุขมันอยู่ที่เวทนา แต่เขาเข้าใจจิตเจตสิกต่างๆ แบ่งเวทนาออกจากจิต มาเรียนรู้เป็น 2 ไม่ได้ เป็นจิตเจตสิกต่างๆออกไม่ได้ ที่แบ่งจิต เจตสิกออกเป็น 2 ก็คือ ของพระพุทธเจ้าจะต้องเรียนรู้สภาวะ 2 เสมอ เพราะมันแยกออกมา ถ้าดับ 2 โดยดับเหตุ ๆๆๆ จนหมดเหตุถึงสุดท้าย ถึงมูลกา ถึงรากมันหมดสุดเลย ดับเหตุจนสุดราก มันจะหมด เพราะฉะนั้นธรรมะของพระพุทธเจ้าจึงลึกซึ้งไปถึงที่สุด ถึงมูลสูตรที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ที่มูลสูตร 10 ถ้าเข้าใจองค์ประกอบถึงราก 10 ตัวนี้ ตั้งแต่ฉันทะเป็น มูลกา ฉันทะเป็นรากทั้งหมด ตัวต้น แล้วมีมนสิการ(การทำใจในใจ) เป็นแดนเกิด เป็นสัมภวะหรือปภวะ เพราะต้องทำใจในใจให้เกิด ใช้ศัพท์ว่า สัมภวะ แปลว่าแดนเกิด ตรงที่มันพาเกิด จุดที่ภพชาติที่เกิด ภว สัมภวะ คือภพชาติ ต้องทำใจในใจถึงจะเกิดตรงนี้ เกิดคืออะไรอีกเเหละ เกิด คือ ตาย คือทำให้กิเลสตายแล้วจิตจะเกิดใหม่ ทำใจคือทำใจให้เป็นใจใหม่ ใจเก่าคือมันกิเลสมาผสม ต้องทำให้กิเลสให้ตาย จิตจึงจะเกิดใหม่เป็น สัมภวะ เพราะฉะนั้นถ้าทำไม่ถูกต้องมันก็ไม่สัมมาทิฏฐิ ถ้าทำถูกต้องจะสำเร็จ พระพุทธเจ้าแจกละเอียดต่อไปอีก มนสิการเป็นสัมภวะ ผัสสะเป็นเหตุเกิด ผัสสะเป็นสมุทัย สมุทัยตัวนี้ไม่ใช่สมุทัยของอริยสัจ 4 สมุทัยตัวนี้เป็นสมุทัยตัวภาคปฏิบัติ มีผัสสะ เมื่อปฏิบัติต้องมีผัสสะจริงๆ จึงจะเกิดเวทนา เพราะฉะนั้นผัสสะจึงเป็นเหตุเกิดที่จะปฏิบัติถูกต้อง ถ้าไม่มีผัสสะเป็นเหตุพาเกิด เกิดอะไร เกิดเวทนา เพราะฉะนั้นตัวต่อมาจึงมีผัสสะเป็นเหตุเกิด มีเวทนาเป็นที่ประชุมลง เพราะฉะนั้นจัดการอยู่ที่เวทนานี้ สโมสรณา แปลว่าที่ประชุมลง ก็คือจัดการกับเวทนาทั้งหมดนี่ให้สำเร็จลง ให้มันรวมลงได้ ให้มันสรุปลงได้ หรือให้มันจบลงได้ ที่เวทนา ให้รวมลงได้ ให้สรุปลงได้จบลงได้ จบลงได้เป็น 1 จาก 2 เป็น 1 ไปเวทนา 2 ทำให้เป็นเวทนา1 ได้อาศัยเวทนา1 แล้วก็ยังสามารถทำให้เวทนา 1 เป็นเวทนา 0 ได้อีก อย่างนี้เป็นต้น นี่คือทำลงไปให้มันหมดจบได้ เพราะฉะนั้นผู้ที่ทำเวทนา สรุปลง ประชุมลงสรุปลง จบลง สำเร็จได้ ก็เป็นจิตสะอาด จิตบริสุทธิ์สะอาดจากกิเลส เมื่อสะอาดจากกิเลสแล้วก็ตกผลึก จากเวทนาลงมาเป็นสมาธิ สมาธิแปลว่าความตั้งมั่นของจิต เพราะฉะนั้นความตั้งมั่นของจิตของพุทธศาสนาไม่ใช่ไปสะกดจิตเอาแต่กิเลสก็ยังเขรอะอยู่เลยแล้วก็สะกดจิตให้หยุดนิ่งแข็ง ก็ไปเรียกว่าสมาธิ นั่นเป็นของเดียรถีย์ ของพระพุทธเจ้านั้นล้างกิเลสหมดอย่างที่อธิบายมาถึงถอนเวทนา เป็นเวทนา ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา เป็นองค์ธรรม 5 ของ เนกขัมสิตอุเบกขาเวทนาทำให้จบถึงขั้นอุเบกขา แล้วสั่งสมเป็นจิตบริสุทธิ์ จิตบริสุทธิ์สั่งสมตกผลึกเป็นอเนญชาๆๆ หรือ จิตที่บริสุทธิ์อย่างนี้คือจิตที่เรียกด้วยศัพท์ตัวหนึ่งว่า สมาหิตะหรือสมาหิโต เป็นสมาธิของพุทธ เป็นตัวเกือบสุดท้ายของ เจโตปริยญาณ 16 สมาธิหรือสมาหิโต อสมาหิโต แล้วก็ วิมุติ อวิมุติ จบท้ายด้วยวิมุตติญาณทัสนะ ส่วนสมาธิเป็นตัวรู้เป็นจิตบริสุทธิ์สะอาดแล้วตรวจสอบด้วยญานกับวิมุติว่าหลุดพ้นหรือไม่หลุดพ้นจริง ก็ใช้ศัพท์ภาษาไทยสภาวะก็คือวิมุตติญาณทัสสนะเป็นภาษาบาลีจริงๆก็คือวิมุตติญาณทัสนะตรวจสอบให้เห็นจริงเห็นจังด้วยปัญญา เมื่อสามารถทำให้ จิตเป็นสมาธิ หรือ สมาหิโต จิตที่ตั้งมั่นแบบของพระพุทธเจ้าเพราะหมดกิเลส แล้วก็ตกผลึก ๆๆๆ ผนึกกันแน่นเป็น อเนญชา อเนญชายิ่งขึ้นๆๆ ยิ่งไม่มีทางที่จะเปลี่ยนแปลง ไม่หวั่นไหวยิ่งขึ้นๆ เป็นอเนญชา จิตนี้แหละเป็นประมุข จึงเรียกว่า สมาธิเป็นประมุข เป็นหัวหน้าใหญ่ของจิตได้เลย เพราะฉะนั้นจิตเป็นประมุขนี้คือจิตที่เป็นแก่นแกน เป็นสาระแท้ของศาสนาของพระพุทธเจ้า มีสติเป็นใหญ่ มีปัญญาเป็นยิ่ง ท่านแปลเป็นไทยตามสำนวนท่านอยู่ในพระไตรปิฎกมา ซึ่งสติเป็นอธิปไตย มีปัญญาเป็นอนุตระ พระบาลีเขาเป็นอย่างนั้น แต่ท่านไปแปลเป็นไทยว่า เป็นใหญ่กับเป็นยิ่ง ทีนี้ขยายความมีสติเป็นอธิปไตยคืออำนาจ มีปัญญาเป็นอุตระหรืออยู่เหนือ อุตระคืออยู่เหนือ พลังคืออำนาจ ไม่ใช่อำนาจบาตรใหญ่ พลังคือจะมี สตินี้เป็นตัวตื่น สติเป็นตัวตื่นเต็ม ตื่นทั้งกาย วาจา ใจ ตื่นรอบถ้วน ไม่ใช่ไปตื่นอยู่แต่ข้างในจิตในภวังค์ ตื่นทั้งนอกทั้งในพร้อมหมด ร้อย สติมาจากรากศัพท์คือ สติคือร้อย ตื่นเต็ม ตื่นเพราะเป็นจิตที่ยิ่ง เป็นตัวธาตุรู้ จิตที่เป็นตัวธาตุรู้ที่รู้ยิ่ง ใส ยิ่งสะอาด ยิ่งสว่าง ยิ่งรู้รอบ รู้เร็ว รู้ครบ รู้บริบูรณ์ รู้ได้อย่างสดชื่นเบิกบานด้วย และจิตเช่นนี้แหละ มีลักษณะอยู่เหนือโลกีย์ อยู่เหนือโลกอยู่เหนือโลกีย์ขึ้นไปเรื่อยๆ โลกหยาบ โลกกลาง โลกละเอียด โลกที่ มนุษย์หรือคนทั้งหลายแหล่เขายังติดยังยึดก็หลุดพ้นไปได้ละเอียด ตั้งแต่ กามภพ รูปภพ อรูปภพ ก็บริบูรณ์ บริสุทธิ์ไปเรื่อยๆ จนกระทั่งอยู่เหนือไม่ใช่ไปข่ม แต่มีปัญญาเป็นอุตระ ไม่ได้ไปเบ่งไปข่ม แต่มีน้ำใจเกื้อกูล เอื้อเฟื้อ ช่วยเหลือ มีเมตตา ใช้สำนวนใช้ภาษาเท่านั้นว่า อยู่เหนือ อยู่เหนือเป็นผู้ที่คุ้มครองดูแล ช่วยเหลือ เกื้อกูล เอื้อเฟื้อ ไม่ใช่อยู่เหนืออย่างไปเบ่ง ไปข่ม ไปชิงอำนาจ เพราะฉะนั้นคุณสมบัติหรือคุณลักษณะที่ยิ่งใหญ่ ของความอยู่เหนือนี่มันจึงเป็นคุณลักษณะที่สุดวิเศษ มีปัญญาเป็นอุตระ มีวิมุติเป็นแก่น แก่นคือสาระแท้ๆของเนื้อแท้ของศาสนา ที่เรียกว่า แก่น แปลเป็นไทยว่าแก่น บาลีว่า สาระ เพราะฉะนั้นผู้ที่ได้อันนี้แล้วได้แก่นของศาสนาพระพุทธเจ้า แก่นนี้คือวิมุติ ได้แล้ว คนนี้ก็เป็นอมตะบุคคล คือเป็นผู้ที่จะทำเกิดทำตายของตัวเองได้ จะเกิดจะตายของตัวเองได้ และตายได้เกิดได้ จะเกิดจะตายแบบเกิดอยู่ไม่ยอมตายไปทีเดียว หรือจะตายไม่เกิดเลย ตายไม่เกิดเลยหมายความว่า ตายอย่างแยกธาตุจิตวิญญาณเป็น ดิน น้ำ ไฟ ลม ไปเลย แยกธาตุจิต เป็น ดิน น้ำ ไฟ ลม ไปเรียบร้อย หมด จบ อวสานเลย จิตวิญญาณหายไปจากกาละ หายไปจากความเป็นกาละ กาละก็คือ ไอ้ที่มันจะมีการเคลื่อนที่อยู่ในมหาจักรวาลนี้ อยู่ในดวงดาวทั้งหลายแหล่นี้ มีอะไรอยู่ในอวกาศนี้ เคลื่อนอยู่ หายไปจากอันนี้เลย จิตวิญญาณนี่แหละหรืออัตภาพของผู้นี้ หายตัวไปเลย ตัวเองก็สลายตัวเองเป็น ดิน น้ำ ไฟ ลม จิตวิญญาณนั้นก็สิ้นสุด ถ้าจบอันนี้แล้วจะฟื้นอีกฟื้นไม่ได้ จะฟื้นกลับมาอีกไม่ได้ อันนี้เป็นจบสุดแห่งที่สุดของศาสนาพุทธ จึงเรียกว่า ปรินิพพานเป็นปริโยสาน จึงเรียกว่าปรินิพพานตายอย่างรอบถ้วน เป็นอวสาน อวสานคือจบจริงๆ นี่คือ รากหรือมูลกา 10 มูลสูตร 10 ของพระพุทธเจ้า อยู่ในพระไตรปิฎกเล่ม 24 ข้อ 58 อาตมาเห็นว่า โอ้โห.. อันนี้เป็นหลักฐาน หลักฐานของความรู้พระพุทธเจ้า ไม่มีสุดยอดอะไรที่จะสุดยอดกว่านี้อีกแล้ว เรียกว่าพูดกันถึงรากเลย พูดกันถึง root แห่ง root เลย นี่เป็นสัจจะ ถามมาหน่อยเดียวอาตมาอธิบายไปซะยาวเลย ปฏิจจสมุปบาทโยงไปถึงมูลสูตร ปฏิจจสมุปบาท เดี๋ยวจะอธิบายต่อ อาตมาเขียนไว้ดีนะอันนี้ ปฏิจจสมุปบาทอันนี้ได้ไม่ถึง100 หน้าหรอก คงจะพิมพ์เป็นเล่มน้อยๆได้ อาตมายังรู้สึกชมเชยตัวเองที่จริงอาตมาจบแล้วนะ ปฏิจจสมุปบาทที่เขียนเจตนาจะจบ จริงๆแล้วแค่ 52 หน้าเอง โอ้โห ของท่านพุทธทาสเขียนปฏิจจสมุปบาทเล่มใหญ่ แต่อาตมาเขียน 52 หน้า ซึ่งสรุปไว้อย่างดี จะเขียนให้ได้เป็นเล่มก็ได้ แต่ว่าอันอื่นๆดีกว่า ขยายความไป ไว้ค่อยติดตามอ่าน งานการที่ทำไว้ผู้ที่เห็นคุณค่าก็คงเห็น ผู้ที่ไม่เห็นคุณค่าก็ทิ้งไปก็ไม่มีปัญหาอะไร อาตมามีหน้าที่ทำงานทิ้งไว้ในโลก ใครเห็นคุณค่าก็เก็บรักษา อาตมาไม่ได้แต่มีการกำหนดหมายอะไร 670117 ปฏิจจสมุปบาท ตอน 4 พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก