7.610424.บทที่5_แพรลายไม้.pdf

โฟลเดอร์pdf
ประเภทไฟล์PDF (application/pdf)
ขนาดไฟล์348 KB
วันที่แก้ไข28 เมษายน 2562

เนื้อหาในไฟล์

บทที่ 5 สรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ การวิจัยเรื่อง ผลของโปรแกรมการออกก าลังกายตามหลักการแพทย์วิถีธรรมกับสุขสมรรถนะของประชาชนวัยท างาน ผู้ที่ผ่านค่ายศูนย์เรียนรู้สุขภาพพึ่งตนตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงสวนป่านาบุญ 1 อ าเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร ผู้วิจัยได้ท าการสรุปตามล าดับหัวข้อดังต่อไปนี้ ความมุ่งหมายของการวิจัย เพื่อเปรียบเทียบผลของโปรแกรมการออกก าลังกายตามหลักการแพทย์วิถีธรรมที่มีผลต่อสุขสมรรถนะ 5 ด้าน ได้แก่ สัดส่วนของร่างกาย ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ความอดทนของกล้ามเนื้อ ความอ่อนตัว และความอดทนของระบบหัวใจและหลอดเลือด ของประชาชนวัยท างานที่ผ่านค่ายศูนย์เรียนรู้สุขภาพพึ่งตนตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง สวนป่านาบุญ 1 อ าเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร สมมติฐานการวิจัย ก่อนและหลังได้รับโปรแกรมการออกก าลังกายตามหลักการแพทย์วิถีธรรม ประชาชน วัยท างานมีสุขสมรรถนะแตกต่างกัน วิธีการวิจัย กลุ่มตัวอย่าง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นประชาชนวัยท างาน ที่ผ่านค่ายแพทย์วิถีธรรม ณ ศูนย์เรียนรู้สุขภาพพึ่งตนตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง สวนป่านาบุญ 1 อ าเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร จ านวน 30 คน ซึ่งได้มาจากเกณฑ์คัดเข้า (Inclusion Criteria) และเกณฑ์คัดออก (Exclusion Criteria) ที่ผู้วิจัยก าหนดขึ้น ดังนี้ เกณฑ์คัดเข้า คือ 1. กลุ่มตัวอย่างมีอายุระหว่าง 20-59 ปี ณ วันที่สมัครเข้าร่วมการวิจัย 2. กลุ่มตัวอย่างมีสุขภาพร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง ไม่เป็นโรคที่เป็นอันตรายต่อการออกก าลังกาย สามารถด าเนินชีวิตประจ าได้ตามปกติ และต้องผ่านเกณฑ์แบบประเมินความพร้อมก่อนการออกก าลังกายและแบบสอบถามประวัติสุขภาพทั่วไป 3. กลุ่มตัวอย่างมีสติสัมปชัญญะปกติ สามารถสื่อสาร และเข้าใจภาษาไทยได้ดี เกณฑ์คัดออก คือ 1. กลุ่มตัวอย่างมีอายุต่

อ่านต่อ

ากว่า 20 ปี และมากกว่า 59 ปี ณ วันที่สมัครเข้าร่วมการวิจัย 2. กลุ่มตัวอย่างเป็นโรคประจ าตัว เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจ หรือโรคหัวใจ โรคข้อเข่าเสื่อม ข้อสะโพกเสื่อม หรือมีโรคหรือมีอาการ ที่เกี่ยวกับกระดูกและข้อต่อ 3. กลุ่มตัวอย่างมีภาวะความดันโลหิตสูง หรือ มีภาวะความดันโลหิตสูงและได้รับประทานยาควบคุมความดันโลหิต 86 เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล เครื่องมือในการวิจัยครั้งนี้ คือ 1. โปรแกรมการออกก าลังกายตามหลักการแพทย์วิถีธรรม ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น 2. แบบทดสอบสุขสมรรถนะ ประยุกต์มาจากกรมพลศึกษา ปี 2556 3. แบบคัดกรองกลุ่มตัวอย่าง ประกอบด้วย 3.1 แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคลทั่วไป ลักษณะแบบสอบถามเป็นแบบตรวจสอบรายการ (Check list) และแบบปลายเปิด (Open-Ended) 3.2 แบบประเมินความพร้อมก่อนการออกก าลังกาย PAR-Q จ านวน 7 ข้อเป็นการประเมินแบบการเลือกตอบค าถาม เคย หรือ ไม่เคย 3.3 แบบสอบถามประวัติสุขภาพทั่วไปก่อนเข้าร่วมกิจกรรมออกก าลังกาย จ านวน 6 ข้อ แบบการเลือกตอบค าถาม ใช่ หรือ ไม่ใช่ (ประยุกต์มาจาก ACSM. 2010 : 248-253) อุปกรณ์ที่ใช้ในการวิจัย 1. สายวัด ที่มีสเกลบอกเป็นเซนติเมตร 2. เครื่องวัดความหนาของไขมันใต้ผิวหนัง (Lange Skinfold Caliper) 3. เครื่องวัดก าลังกล้ามเนื้อมือ (Grip Dynamometer) 4. เก้าอี้ที่ที่มีพนักพิง สูง 17 นิ้ว (43.18 เซนติเมตร) 5. นาฬิกาจับเวลา 1/100 วินาที 6. กล่องเครื่องมือวัดความอ่อนตัว ขนาดสูง 30 เซนติเมตร มีสเกลของระยะทางตั้งแต่ค่าลบถึงค่าบวกเป็นเซนติเมตร 7. เครื่องก าหนดจังหวะ (Metronome) 8. กล่องไม้สูง 30 เซนติเมตร (12 นิ้ว) 9. เครื่องชั่งน้ าหนักและวัดส่วนสูง 10. เครื่องวัดความดันโลหิต 11. เครื่องเสียง ไมโครโฟน โปรเจคเตอร์ และจอโปรเจคเตอร์ การจัดท ากับข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูล ในการวิจัยครั้งนี้ท าการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ส าเร็จรูป ดังต่อไปนี้ 1. หาความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) ของอายุ น้ าหนัก ส่วนสูง ดัชนีมวลกาย ความดันโลหิตซิสโตลิก ความดันโลหิตไดแอสโตลิก และอัตราการเต้นของหัวใจของกลุ่มตัวอย่าง 2. หาค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) ของสุขสมรรถนะ 5 ด้าน 3. เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของสุขสมรรถนะ 5 ด้าน ก่อนการฝึก หลังการฝึกสัปดาห์ที่ 4 และสัปดาห์ที่ 8 โดยใช้การวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบวัดซ้ าชนิดมิติเดียว (One Way ANOVA With Repeated Measures) เพื่อที่จะทดสอบความแตกต่างของสุขสมรรถนะ 5 ด้าน ก่อนการฝึก หลังการฝึกสัปดาห์ที่ 4 และสัปดาห์ที่ 8 หากพบความแตกต่างอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติ จะท าการทดสอบความแตกต่างรายคู่ โดยใช้วิธีของบอนเฟอโรนี (Bonferroni) ก าหนดความมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 87 สรุปผลการวิจัย 1. ประชาชนวัยท างานส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง คิดเป็นร้อยละ 70.00 และเพศชายคิดเป็นร้อยละ 30.00 2. ด้านอายุ พบว่า ประชาชนวัยท างานส่วนใหญ่ มีอายุ 40-44 ปี คิดเป็นร้อยละ 26.67 และ มีอายุ 45-49 ปี คิดเป็นร้อยละ 26.67 รองลงมาคือ มีอายุ 55-59 ปี น้อยที่สุดคือ มีอายุต่ ากว่า 25 ปี คิดเป็นร้อยละ 3.33 มีอายุ 25-29 ปี คิดเป็นร้อยละ 3.33 และมีอายุ 35-39 ปี คิดเป็นร้อยละ 3.33 อายุน้อยที่สุดคือ 24 ปี และมากที่สุดคือ 58 ปี อายุ (X = 45.33) 3. ด้านน้ าหนักและส่วนสูง พบว่า ประชาชนวัยท างานมีค่าเฉลี่ย น้ าหนัก (X = 56.8 1 , S.D. = 14.36) และส่วนสูง (X = 159.90, S.D. = 0.08) ตามล าดับ 4. ด้านดัชนีมวลกาย พบว่า ประชาชนวัยท างานมีค่าเฉลี่ย ก่อนการฝึก (X = 22.18, S.D. = 5.30) มากกว่าหลังการฝึกสัปดาห์ที่ 4 (X = 21.70, S.D. = 4.56) และหลังการฝึกสัปดาห์ที่ 8 (X = 21.58, S.D. = 4.73) อยู่ในเกณฑ์ปกติทั้งก่อนและหลังการฝึก 5. ความดันโลหิตซิสโตลิกก่อนการฝึก (X = 113.77, S.D. = 13.93) หลังการฝึกสัปดาห์ที่ 4 (X = 112.17, S.D. = 15.58) และหลังการฝึกสัปดาห์ที่ 8 (X = 105.40, S.D. = 12.78) ความดันโลหิตไดแอสโตลิกก่อนการฝึก (X = 69.30, S.D. = 10.99) หลังการฝึกสัปดาห์ที่ 4 (X = 65.75, S.D. = 12.35) และหลังการฝึกสัปดาห์ที่ 8 (X = 63.47, S.D. = 11.24) อัตราการเต้นของหัวใจก่อนการฝึก (X = 73.52, S.D. = 10.48) หลังการฝึกสัปดาห์ที่ 4 (X = 70.33, S.D. = 9.26) และหลังการฝึกสัปดาห์ที่ 8 (X= 67.60, S.D. = 9.90) อยู่ในเกณฑ์ปกติทั้งก่อนและหลังการฝึก 6. ผลการทดสอบค่าสุขสมรรถนะ ทั้ง 5 ด้าน คือ 6.1 ด้านสัดส่วนของร่างกาย พบว่า ก่อนและหลังการฝึกโปรแกรมการออกก าลังกายตามหลักการแพทย์วิถีธรรม ประชาชนวัยท างานมีสุขสมรรถนะด้านสัดส่วนของร่างกายแตกต่างอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 6.2 ด้านความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ พบว่า ก่อนและหลังการฝึกโปรแกรมการออกก าลังกายตามหลักการแพทย์วิถีธรรม ประชาชนวัยท างานมีสุขสมรรถนะความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแตกต่างอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 6.3 ด้านความอดทนของกล้ามเนื้อ พบว่า ก่อนและหลังการฝึกโปรแกรมการออกก าลังกายตามหลักการแพทย์วิถีธรรม ประชาชนวัยท างานมีสุขสมรรถนะด้านความอดทนของกล้ามเนื้อแตกต่างอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 6.4 ด้านความอ่อนตัว พบว่า ก่อนและหลังการฝึกโปรแกรมการออกก าลังกายตามหลักการแพทย์วิถีธรรม ประชาชนวัยท างานมีสุขสมรรถนะด้านความอ่อนตัวแตกต่างอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 6.5 ด้านความอดทนของระบบหัวใจและหลอดเลือด พบว่า ก่อนและหลังการฝึกโปรแกรมการออกก าลังกายตามหลักการแพทย์วิถีธรรม ประชาชนวัยท างานมีสุขสมรรถนะแตกต่างอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 88 อภิปรายผล การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อเปรียบเทียบผลของโปรแกรมการออกก าลังกายตามหลักการแพทย์วิถีธรรมที่มีผลต่อสุขสมรรถนะ 5 ด้าน ประกอบด้วย สัดส่วนของร่างกาย ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ความอดทนของกล้ามเนื้อ ความอ่อนตัว และความอดทนของระบบหัวใจและหลอดเลือด ของประชาชนวัยท างานที่ผ่านค่ายศูนย์เรียนรู้สุขภาพพึ่งตนตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง สวนป่านาบุญ 1 อ าเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร โดยมีสมมติฐานการวิจัย คือ ก่อนและหลังได้รับโปรแกรมการออกก าลังกายตามหลักการแพทย์วิถีธรรม ประชาชนวัยท างานมีสุขสมรรถนะแตกต่างกัน ผู้วิจัยขออภิปรายผล ดังนี้ 1. สุขสมรรถนะด้านสัดส่วนของร่างกาย ผลการวิจัยครั้งนี้ พบว่า ก่อนและหลังการเข้ารับโปรแกรมการการออกก าลังกายตามหลักการแพทย์วิถีธรรม ประชาชนวัยท างานมีสัดส่วนของร่างกายแตกต่างอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งเป็นการยอมรับสมมติฐานการวิจัยที่ตั้งไว้ สอดคล้องกับสุดารัตน์ วาเรศ (2556 : 40-42) ได้ศึกษาผลการออกก าลังกายด้วยการเดินทีมี่ต่อดัชนีมวลกายและเปอร์เซ็นต์ไขมันของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้นทีมี่น้ าหนักเกินเกณฑ์ ผลการวิจัย พบว่า ค่าเฉลี่ยดัชนีมวลกายและเปอร์เซ็นต์ไขมันของนักเรียนที่มีน้ าหนักเกินเกณฑ์ลดลงอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 หลังการฝึกออกก าลังกายด้วยการเดิน 8 สัปดาห์ เมื่อเปรียบเทียบกับก่อนการฝึก ผลการวิจัยครั้งนี้ มีแนวโน้มว่าสัดส่วนของร่างกายมีค่าเฉลี่ยของการฝึกหลังสัปดาห์ที่ 8 ลดลงมากที่สุด สอดคล้องกับจรรยา สมิงวรรณ (2550 : 46-48) ได้ศึกษาผลของการฝึกโยคะในน้ าและการฝึกโยคะบนบกที่มีต่อสมรรถภาพทางกายและจิตในสตรี อายุ 50–59 ปี ผลการวิจัย พบว่า ก่อนการฝึกและหลังการฝึก 8 สัปดาห์ กลุ่มฝึกโยคะในน้ าและบนบกมีสมรรถภาพทางกายในด้านเปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกายลดลงอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 อาจเป็นเพราะจากคุณสมบัติประโยชน์ของการฝึกโยคะ สมรรถภาพทางกายด้านต่าง ๆ นั้น มีความส าคัญอย่างยิ่งถ้าสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ไม่มีการฝึกฝนหรือคงสภาพเอาไว้ ก็จะส่งผลต่อร่างกายได้อย่างชัดเจน เช่น การไม่ออกก าลังกายก็จะท าให้ร่างกายเกิดการสะสมของไขมันในร่างกายเพิ่มมากขึ้น เป็นต้น รวมไปถึงวัยผู้ใหญ่เป็นวัยที่ก าลังจะก้าวเข้าไปสู่วัยชราหรือวัยสูงอายุ จึงมีความจ าเป็นอย่างยิ่งที่คนในกลุ่มวัยนี้ จะได้ออกก าลังกายเพื่อคงสภาวะร่างกาย และเพิ่มสมรรถภาพทางกายให้ดีขึ้น เพื่อที่จะลดปัญหาสุขภาพทางกาย และไม่เป็นภาระให้กับสังคมเมื่อก้าวเข้าสู่ในวัยผู้สูงอายุ ทั้งนี้เนื่องมาจาก ปริมาณความหนักของการออกก าลังกาย การเดินเร็วแต่ละครั้งเท่ากัน ความถี่ของการออกก าลังกาย (Frequency) หลังการฝึกแต่ละครั้ง ตามปกติจะขึ้นอยู่กับปริมาและความหนักของการออกก าลังกาย โดยเฉลี่ยจะออกก าลังกายประมาณ 3 ครั้งต่อสัปดาห์ (สนทยา สีละมาด. 2555 : 55-65) ระบุว่าปริมาณและความหนักในการฝึกต้องมากพอที่จะกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของเนื้อเยื่อและระบบการท างานของอวัยวะภายในร่างกาย โดยสามารถสร้างและพัฒนาได้อย่างต่อเนื่องและเป็นสัดส่วนกับปริมาณและความหนักในการฝึกการเพิ่มหรือการเปลี่ยนแปลงปริมาณงานหรือความหนักในการฝึกจะต้องเป็นไปอย่างต่อเนื่องสัมพันธ์กับพัฒนาการทางด้านร่างกาย สอดคล้องกับ ฮาร์เวิร์ด (Heyward, V. H. 1997 : 80-85) รายงานว่าการออกก าลังกายระดับความหนักจะสามารถกระตุ้นการสลายไขมันจากเซลล์ไขมันได้จะสูงกว่าเมื่อออกก าลังกายระดับความหนักปานกลาง เนื่องจากการเดินเร็วส่งผลให้การเผาผลาญพลังงานมากขึ้น สอดคล้องกับกรมอนามัย (2561 : ออนไลน์) ว่าในการเดินนาทีที่ 1-5 ก้าวสองสามก้าวแรก จะกระตุ้นการปล่อยสารเคมีที่สร้างพลังงาน 89 ภายในเซลล์เพื่อเป็นเชื้อให้กับการเดิน ชีพจรจะเร่งขึ้นเป็นราว 70-100 ครั้งต่อนาที กระตุ้นการไหลเวียนของโลหิตและให้ความอบอุ่นแก่กล้ามเนื้อ ไขข้อที่ฝืดและตึงจะคลายตัวลง เพราะข้อต่อจะปลดปล่อยของเหลวหล่อลื่นออกมา เพื่อให้การเคลื่อนไหวท าได้ง่ายขึ้น เมื่อเคลื่อนที่ไปร่างกายจะเผาผลาญพลังงาน 5 แคลอรี่ต่อนาที เทียบกับเมื่อพักจะเผาผลาญแค่ 1 แคลอรี่ต่อนาที ร่างกายต้องการเชื้อมากขึ้น จึงเริ่มดึงเอาคาร์โบไฮเดรตและไขมันที่สะสมอยู่ออกมาใช้ นาทีที่ 6-10 ชีพจรจะเต้นเร็วขึ้น ร่างกายจะเผาผลาญพลังงานเพิ่มขึ้นเป็น 6 แคลอรี่ต่อนาที เมื่อก้าวเท้าได้มากขึ้น ความดันโลหิตที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อย จะถูกต้านด้วยการปลดปล่อยสารเคมีที่จะช่วยขยายเส้นเลือด ท าให้เลือดและออกซิเจนเข้าสู้กล้ามเนื้อที่ก าลังใช้งานมากขึ้น นาทีที่ 11-20 อุณหภูมิของร่างกายจะสูงขึ้นเรื่อย ๆ เหงื่อเริ่มออกเมื่อเส้นเลือดส่วนที่ใกล้กับผิวหนังขยายขึ้นเริ่มปลดปล่อยความร้อนออกมา เมื่อเดินได้แกร่งมากยิ่งขึ้น จะเผาผลาญได้มากขึ้นไปจนถึง 7 แคลอรี่ต่อนาทีและหายใจเร็วขึ้น สารโฮโมน เช่น เอฟพะเนฟฟริน (Epinephrine) และกลูคากอน (Glucagon) จะถูกปลดปล่อยออกมามากขึ้นเพื่อเพิ่มเชื้อให้กับกล้ามเนื้อที่ก าลังใช้งานอยู่ 2. สุขสมรรถนะด้านความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ผลการวิจัยครั้งนี้ พบว่า สุขสมรรถนะด้านความแข็งแรงของกล้ามเนื้อของประชาชนวัยท างานแตกต่างอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 หลังได้รับโปรแกรมการการออกก าลังกายตามหลักการแพทย์วิถีธรรม เมื่อเปรียบเทียบกับก่อนการทดลอง ซึ่งเป็นการยอมรับสมมติฐานการวิจัยที่ตั้งไว้ สอดคล้องกับอาภรณ์ ภู่พัทธยากร และดวงใจ พิชัยรัตน์ (2554 : 15-28) และสุจิรา วิเชียรรัตน์ (2547 : 92-109) พบว่า หลังการฝึกโยคะ สัปดาห์ละ 3 วัน ๆ ละ 1 ชั่วโมง ติดต่อกัน 12 สัปดาห์ กลุ่มทดลอง มีแรงบีบมือ หลังการทดลองเพิ่มขึ้น เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงเพิ่มมากขึ้นในสัปดาห์ที่ 4 และเพิ่มมากขึ้นเมื่อฝึกในระยะเวลานานจนถึง 12 สัปดาห์ยังมีแนวโน้มที่จะเพิ่มมากขึ้นอีก ทั้งนี้เพราะการฝึกโยคะช่วยเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อได้ โดยท าให้ไมโตคอนเดรีย (Mitochondria) ซึ่งมีหน้าที่สร้างเอทีพี (ATP-Adrenosine Triphophate) เป็นแหล่งพลังงานของเซลล์กล้ามเนื้อ มีขนาดและจ านวนเพิ่มมากขึ้น และยังมีผลเพิ่มจ านวนเส้นเลือดฝอยที่ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อด้วย (ธรรมนูญ นวลใจ. 2537 : 17-18) กล่าวได้ว่า โยคะให้ประโยชน์ที่สังเกตเห็นได้ชัด 3 ประการ คือ (1) ความสมดุลของร่างกายที่ท าให้มีการประสานการท างานของส่วนต่าง ๆ (2) ท าให้ร่างกายแข็งแรงขึ้น (3) ความยืดหยุ่น และรวมไปถึงการลดสภาวะการตึงเครียดของจิตใจ (สาลี่ สุภาภรณ์. 2545 : 35-40) สรุปโปรแกรมการออกก าลังกายตามหลักการแพทย์วิถีธรรมที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นโดยประยุกต์จากใจเพชร กล้าจน ได้ใช้การฝึกโยคะ การกายบริหาร กดจุดลมปราณ สัปดาห์ละ 3 วัน ๆ ละ 90 นาที ส่งผลให้ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อดีขึ้น เพราะท่าโยคะที่ผู้วิจัยได้ประยุกต์มามีหลากหลายท่า ไม่ว่าจะเป็นท่างูประยุกต์ที่ต้องออกแรงดันพื้น การดัดมือคืนหลังของการกายบริหาร การยกมือค้างไว้เหล่านี้ล้วนส่งผลให้ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อดีขึ้น 3. สุขสมรรถนะด้านความอดทนของกล้ามเนื้อ ผลการวิจัยครั้งนี้ พบว่า สุขสมรรถนะด้านความอดทนของกล้ามเนื้อของประชาชน วัยท างานแตกต่างอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 หลังได้รับโปรแกรมการการออกก าลังกายตามหลักการแพทย์วิถีธรรม เมื่อเปรียบเทียบกับก่อนการทดลอง ซึ่งเป็นการยอมรับสมมติฐานการวิจัยที่ตั้งไว้ สอดคล้องกับทวิช พรหมพิทักษ์กุล (2557 : 79-83) ศึกษาผลของโปรแกรมการรับรู้ความสามารถแห่งตนร่วมกับโปรแกรมการออกก าลังกายที่มีต่อสุขสมรรถนะในวัยรุ่นที่มีภาวะน้ าหนักเกิน ผลการวิจัยพบว่า 90 หลังการทดลอง 10 สัปดาห์ กลุ่มทดลองที่ได้รับโปรแกรมการรับรู้ความสามารถแห่งตนร่วมกับโปรแกรมการออกก าลังกาย และกลุ่มควบคุมที่ได้รับโปรแกรมออกก าลังกายเพียงอย่างเดียวสุขสมรรถนะด้านความอดทนของกล้ามเนื้อ ดีขึ้นกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สอดคล้องกับไพญาดา สังข์ทอง (2552 : 90-95) ได้ศึกษาผลของโปรแกรมการฝึกโยคะที่มีต่อปัญญาด้านการรับรู้ภาวะการเคลื่อนไหวของร่างกาย และสมรรถภาพทางกายของนักเรียนประถมศึกษาปีที่ 4-6 พบว่าหลังการทดลอง 4 สัปดาห์ กลุ่มทดลองมีสมรรถภาพทางกายด้านความแข็งแรงของกล้ามเนื้อสูงกว่าการทดลอง อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และหลังการทดลอง 8 สัปดาห์ กลุ่มทดลองมีพัฒนาการทางสมรรถภาพทางกายในด้านความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ สูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สอดคล้องกับสุรางรัตน์ วงษ์ป้อม (2552 : 84-90) ที่ได้ศึกษาการพัฒนาสมรรถภาพทางกายโดยใช้โปรแกรมการขึ้นลงบันไดสลับการเดินเร็วประกอบดนตรี ของนักศึกษาวิทยาลัยการอาชีพกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี ผลการวิจัยพบว่า หลังการทดลองค่าความแข็งแรงของกล้ามเนื้อต้นขามีค่ามากกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และสอดคล้องกับสุจิรา วิเชียรรัตน์ (2547 : 79-86) ผลของโปรแกรมการฝึกโยคะร่วมกับกระบวนการกลุ่มต่อสมรรถภาพทางกายของนักศึกษาพยาบาล ผลการวิจัยพบว่าสมรรถภาพทางกายด้านความแข็งแรงของขาของนักศึกษาพยาบาลหลังฝึกโยคะสัปดาห์ที่ 4, 8 และ 12 เพิ่มขึ้นกว่าก่อนฝึกอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 แต่ไม่สอดคล้องกับส าราญ สุขแสวง (2555 : 62-67) ได้ศึกษาผลของการนวดด้วยน้ ามันต่างชนิดที่มีต่อสมรรถภาพทางกายของนักมวยไทย ผลการวิจัยพบว่า การนวดโดยน้ ามันมวย นวดโดยน้ ามันงาและนวดโดยไม่ใช้น้ ามันมีผลต่อสมรรถภาพทางกายของนักมวยไทยในด้านต่าง ๆ ไม่แตกต่างกัน ยกเว้นด้านพลังแบบอนากาศนิยมด้วยการวิ่งแตกต่างกันอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยการนวดโดยน้ ามันงามีค่าเฉลี่ยสูงสุดมากกว่าการนวดโดยน้ ามันมวยและการนวดโดยไม่ใช้น้ ามัน ผลการวิจัยครั้งนี้ มีแนวโน้มว่า หลังการฝึกสัปดาห์ที่ 8 มีค่าเฉลี่ยของอดทนของกล้ามเนื้อมากที่สุด รองลงมา ได้แก่ หลังการฝึกสัปดาห์ที่ 4 และก่อนการฝึก ตามล าดับ อาจเป็นเพราะว่า โปรแกรมการออกก าลังกายตามหลักการแพทย์วิถีธรรมที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นประกอบด้วย ขั้นตอนของอบอุ่นร่างกาย เป็นการอบอุ่นร่างกายด้วยการยืดกล้ามเนื้อแบบเคลื่อนไหว ได้แก่ เดินเร็ว เดินแกว่งแขน แกว่งขา หมุนหัวไหล่ เป็นต้น เป็นเวลา 10 นาที และมีการเดินเร็ว 15 นาที สอดคล้องกับจาฮันมาฮิน เอ็ม และคนอื่น ๆ (2014 : 586-591) พบว่า การอบอุ่นร่างกายแบบเคลื่อนไหว เพิ่มความแข็งแรงความอดทน และก าลังของกล้ามเนื้อผู้ที่ไม่ใช่นักกีฬา สอดคล้องกับอรรณพ นับถือตรง และคนอื่น ๆ (2560 : 46-56) พบว่าการยืดกล้ามเนื้อแบบเคลื่อนไหวมีลักษณะคล้ายกับรูปแบบการเคลื่อนไหวของกีฬา จึงเกิดการกระตุ้นระบบของประสาทและกล้ามเนื้อเพื่อให้เตรียมพร้อมที่จะท างานมากขึ้น การฝึกปฏิบัติโยคะ (ท่าที่ 18-32) 25 นาที การพัฒนาสมรรถภาพทางกายด้านความแข็งแรงของกล้ามเนื้อในโปรแกรมการฝึกโยคะนั้นจะใช้หลักของการหดเกร็งกล้ามเนื้อแบบอยู่กับที่และแบบเคลื่อนที่ซึ่งการหดเกร็งกล้ามเนื้อนั้นจะก่อให้เกิดความตึงในกล้ามเนื้อสูง สนธยา สีละมาด (2555 : 82-90) กล่าวไว้ว่าการฝึกซ้อมความแข็งแรงแบบกล้ามเนื้อหดเกร็งอยู่กับที่สามารถเพิ่มความแข็งแรงสูงสุดได้มากกว่าวิธีอื่น ๆ ประมาณ 10-15 % ในการหดเกร็งอยู่กับที่ของกล้ามเนื้อจะเกิดขึ้นจากการท างานต้านกับแรงต้านทาน ความตึงในกล้ามเนื้อจะค่อย ๆ เพิ่มขึ้นจนถึงความตึงสูงสุดประมาณ 2-3 วินาที และจะลดต่ าลงในช่วงเวลาที่สั้นอย่างมาก สอดคล้องกับเจริญ กระบวนรัตน์ (2544 : 45-60) ได้กล่าวว่า ความสัมพันธ์ระหว่างความ 91 แข็งแรงของกล้ามเนื้อและความอดทนของกล้ามเนื้อ ถึงแม้ว่าจะมีการฝึกเฉพาะด้านก็ตาม แต่ความสามารถของกล้ามเนื้อสองด้านนี้มีความสัมพันธ์กัน หมายถึงว่า ความอดทนของกล้ามเนื้อจะเปลี่ยนแปลงไปตามความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ถ้าความแข็งแรงของกล้ามเนื้อเพิ่มขึ้น ความอดทนของกล้ามเนื้อก็จะเพิ่มตามไปด้วย สรุปผลการวิจัยได้ว่า โปรแกรมการออกก าลังกายตามหลักการแพทย์วิถีธรรมสามารถส่ง ผลให้ความอดทนของกล้ามเนื้อของประชาชนวัยท างานดีขึ้น ช่วยให้สามารถท ากิจกรรมซ้ า ๆ กันได้ นาน ๆ โดยไม่เกิดความเมื่อยล้าหรือเหนื่อยช้า ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการใช้ชีวิตประจ าวันของประชาชน วัยท างาน 4. สุขสมรรถนะด้านความอ่อนตัว ผลการวิจัยครั้งนี้ พบว่า ก่อนการฝึก หลังการฝึกสัปดาห์ที่ 4 และหลังการสัปดาห์ที่ 8 ประชาชนวัยท างานมีความอ่อนตัวแตกต่างอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งเป็นการยอมรับสมมติฐานการวิจัยที่ตั้งไว้ สอดคล้องกับจันทร์ดา บุญประเสริฐ (2557 : 71-73) ได้ศึกษาผลของการออกก าลังกายแบบหะฐะโยคะต่อสมรรถภาพทางกายในผู้สูงอายุ พบว่า สมรรถภาพทางกายทางด้านความอ่อนตัวของกล้ามเนื้อและข้อต่อของกลุ่มทดลองภายหลังการออกก าลังกายแบบหะฐะโยคะมากกว่าก่อนการออกก าลังกายอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติ .01 ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการออกก าลังกายแบบหะฐะโยคะสามารถเพิ่มสมรรถภาพทางกายทางด้านความอ่อนตัวของกล้ามเนื้อและข้อต่อในผู้สูงอายุได้ สอดคล้องกับรุจิเรข หนูรอด (2556 : 86-90) ได้ศึกษาผลของโปรแกรมฝึกออกก าลังกายท่าฤาษีดัดตนเพื่อเสริมสร้างสมรรถภาพทางกายด้านความอ่อนตัวส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 พบว่า หลังเข้าร่วมโปรแกรมการฝึก นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีความอ่อนตัวสูงกว่าก่อนใช้โปรแกรมฝึกอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สรุปได้ว่า โปรแกรมฝึกออกก าลังกายท่าฤาษีดัดตนสามารถเพิ่มความอ่อนตัวให้กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ได้ดีขึ้น นอกจากนี้ สอดคล้องกับอัมรินทร์ พ่วงแพ (2553 : 85-94) ได้ศึกษาผลของการฝึกบริหารร่างกายด้วยฤาษีดัดตนที่มีต่อสมรรถภาพทางกายที่สัมพันธ์กับสุขภาพในนักศึกษาหญิงโรงเรียนพาณิชยการสุโขทัย พบว่า หลังจากการฝึกสัปดาห์ที่ 4 และสัปดาห์ที่ 8 กลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมมีค่าเฉลี่ยความอ่อนตัวแตกต่างอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สรุปได้ว่า การบริหารร่างกายด้วยการฝึกฤาษีดัดตนส่งผลสมรรถภาพทางกายที่สัมพันธ์กับสุขภาพ และสามารถเป็นทางเลือกหนึ่งในการน าไปใช้ออกก าลังกายเพื่อให้มีสุขภาพที่ดีขึ้น และสามารถเสริมสร้างสมรรถภาพทางกายด้านความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อและข้อต่อได้ สอดคล้องกับงานวิจัยในผู้สูงอายุที่ผ่านมาของรัชนู รัตนภาค (2553 : 92-96) ได้ศึกษาผลของการประยุกต์การฝึกหะฐะโยคะร่วมกับทฤษฎีความสามารถตนเอง ต่อสมรรถภาพทางกายและภาวะสุขภาพทางกายของผู้สูงอายุ พบว่า ภายหลังการทดลอง กลุ่มทดลอง มีค่าเฉลี่ยสมรรถภาพทางกายทางด้านความอ่อนตัวของกล้ามเนื้อและข้อต่อ ดีกว่าก่อนการทดลองอย่าง มีนัยส าคัญทางสถิติ .05 และดีกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติ .01 ผลการวิจัยครั้งนี้ มีแนวโน้มว่าหลังการฝึกสัปดาห์ที่ 8 มีค่าเฉลี่ยของความอ่อนตัวมากที่สุด รองลงมา ได้แก่ หลังการฝึกสัปดาห์ที่ 4 และก่อนการฝึก ตามล าดับ อาจเป็นเพราะว่า โปรแกรมการออกก าลังกายตามหลักการแพทย์วิถีธรรม ที่บูรณาการโดยใจเพชร กล้าจน (2559 : 104-160) ประกอบด้วย ขั้นตอนของอบอุ่นร่างกาย เป็นการอบอุ่นร่างกายด้วยการยืดกล้ามเนื้อแบบเคลื่อนไหว ได้แก่ เดินเร็ว เดินแกว่งแขน แกว่งขา หมุนหัวไหล่ เป็นต้น ขั้นตอนของการออกก าลังกาย เป็น ฝึกปฏิบัติโยคะ (ท่าที่ 92 18-32) 25 นาที และขั้นของการคลายอุ่นร่างกาย เป็นการยืดกล้ามเนื้อแบบอยู่กับที่ ได้แก่ ยืดกล้ามเนื้อแขน หัวไหล่ สะโพก น่อง และขา เป็นต้น ซึ่งโปรแกรมการออกก าลังกายด้วยการปฏิบัติโยคะ 25 นาที ส่งผลให้การท างานของกล้ามเนื้อและเอ็นรอบข้อต่อ สามารถยืดยาวออกได้มากกว่าในขณะพักและคงท่านั้นไว้เป็นระยะเวลาหนึ่ง โดยการฝึกโยคะถือเป็นการฝึกความอ่อนตัวอีกรูปแบบหนึ่งที่คล้ายกับการยืดกล้ามเนื้อแบบอยู่กับที่ (Static Stretching) ฝึกร่วมกับการฝึกบริหารลมหายใจด้วยการหายใจเข้าลึกและหายใจออกยาวอย่างช้า ๆ ไปพร้อม ๆ กัน ดังนั้น โปรแกรมการออกก าลังกายนี้มีผลท าให้กล้ามเนื้อของประชาชนวันท างานมีความอ่อนตัวมากขึ้น กล้ามเนื้อและข้อต่อสามารถยืดหยุ่นได้มากขึ้น และสามารถป้องกันการบาดเจ็บที่อาจจะเกิดขึ้นได้อีกด้วย สอดคล้องกับสาลี่ สุภาภรณ์ (2554 : 59) กล่าวว่า โยคะทุกชนิดฝึกแล้วท าให้ความยืดหยุ่นของร่างกายดีขึ้น สรุปผลการวิจัยได้ว่า โปรแกรมการออกก าลังกายตามหลักการแพทย์วิถีธรรมสามารถส่งผลให้ความอ่อนตัวของประชาชนวัยท างานดีขึ้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการใช้ชีวิตประจ าวัน ช่วยให้การเคลื่อนไหวร่างกายในการประกอบภารกิจหน้าที่และกิจกรรมต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ก้มตัว ลุกขึ้น นั่งลง เดิน วิ่ง กระโดด ฯลฯ เป็นไปได้ดีไม่ติดขัด ทั้งยังช่วยป้องกันการบาดเจ็บที่อาจจะเกิดขึ้นได้อีกด้วย 5. สุขสมรรถนะด้านความอดทนของระบบหัวใจและหลอดเลือด ผลการวิจัยครั้งนี้ พบว่า ก่อนและหลังได้รับโปรแกรมการออกก าลังกายตามหลักการแพทย์วิถีธรรม ประชาชนวัยท างานมีสุขสมรรถนะด้านความอดทนของระบบหัวใจและหลอดเลือดของประชาชนวัยท างานแตกต่างอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งเป็นการยอมรับสมมติฐาน การวิจัยที่ตั้งไว้ สอดคล้

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน