ภาคผนวก ซ.pdf

โฟลเดอร์pdf
ประเภทไฟล์PDF (application/pdf)
ขนาดไฟล์585 KB
วันที่แก้ไข28 เมษายน 2562

เนื้อหาในไฟล์

ภาคผนวก ซ คู่มือการแพทย์ทางเลือกวิถีธรรม เพื่อการพึ่งตนเองตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง 225 คู่มือการแพทย์ทางเลือกวิถีธรรม เพื่อการพึ่งตนเองตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง องค์ความรู้การแพทย์ทางเลือกวิถีธรรมได้รับการพัฒนาขึ้น เพื่อสร้างสุขภาวะและช่วยลดหรือแก้ปัญหา 1. ปริมาณผู้ป่วย ชนิดและความรุนแรงของความเจ็บป่วยมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น 2. ค่าใช้จ่ายในการแก้ไขปัญหาความเจ็บป่วยเพิ่มมากขึ้น 3. ประชาชนมีศักยภาพในการดูแลแก้ไขปัญหาสุขภาพด้วยตนเองน้อยลง การบริหารจัดการองค์ความรู้และการด าเนินการที่มีอยู่ในระบบปกติ ช่วยลดปัญหาได้เพียงบางส่วน วิเคราะห์สังเคราะห์องค์ความรู้โดยใช้แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับการสร้างสุขภาวะตามหลักพุทธศาสนา การสร้างสุขภาวะตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง หลักการพัฒนาสุขภาวะตามหลักวิทยาศาสตร์สุขภาพแผนปัจจุบัน การแพทย์แผนไทย การแพทย์ทางเลือก และการแพทย์พื้นบ้าน ทฤษฎีสสารและพลังงาน และทฤษฎีขั้วตรงกันข้ามเชิงสุขภาพ (นิตยาภรณ์ สุระสาย. 2559 : 1-40) สาเหตุหลักที่ท าให้เกิดโรค/อาการเจ็บป่วย ตามหลักแพทย์วิถีธรรมเกิดจาก 5 ประการใหญ่ ๆ ได้แก่ 1. ความร้อนเย็นไม่สมดุลด้านวัตถุ 2. ท าบาป/อกุศลกรรม 3. การไม่บ าเพ็ญบุญกุศล 4. ความกลัว/ความใจร้อน/ความกังวล/ความเศร้าหมอง 5. การคบมิตรที่ไม่ดี การอยู่ในสังคมและสิ่งแวดล้อมไม่ดี สาเหตุความเจ็บป่วย 9 ข้อย่อย 1. อารมณ์เป็นพิษ เช่น ความเครียด ความเร่งรีบ/เร่งรัด/เร่งร้อน ความกลัว ความวิตกกังวล ความไม่โปร่ง ไม่โล่ง ไม่สบายใจ ความไม่พอใจ ความมุ่งร้าย อาฆาต พยาบาท ความโลภ โกรธ หลง ยึดเกิน เอาแต่ใจตัวเอง เป็นต้น 2. อาหารเป็นพิษและไม่สมดุล พิษจากอาหาร เช่น พิษจากอาหารมีสารพิษสารเคมี อาหาร มีส่วนประกอบของเนื้อสัตว์มากเกินไป อาหารปรุงรสจัดเกินไป สัดส่วนและชนิดของอาหารไม

อ่านต่อ

่สมดุล ไม่รู้เทคนิคการปรุงอาหาร พิษจากของเสียและความร้อนจากขบวนการย่อยและเผาผลาญอาหาร ไม่รู้เทคนิคในการรับประทานอาหารสุขภาพอย่างสมดุลและผาสุก และไม่รู้วิธีปฏิบัติในการลดละล้างความอยากในจิตต่ออาหารที่เป็นพิษอย่างถูกตรง 3. พิษจากการไม่ออกก าลังกาย หรือการออกก าลังกายและอิริยาบถที่ไม่ถูกต้อง 4. พิษจากมลพิษต่าง ๆ ในโลกเพิ่มมากขึ้น เช่น มิตรสหายที่ไม่ดี อุณหภูมิบรรยากาศโลกที่ร้อนขึ้น ควันพิษ และสารพิษต่าง ๆ ในสิ่งแวดล้อม เป็นต้น 5. พิษจากการสัมผัสเครื่องยนต์ เครื่องอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องไฟฟ้ามากเกินความสมดุล 6. ไม่พึ่งตน ด้วยวิธีที่ประหยัดเรียบง่าย ในการลดความรุนแรงของพิษหรือระบายพิษออกจากร่างกาย 7. การเพียรการพักที่ไม่พอดี 226 8. บาปอกุศลและความกังวล จะท าให้ความเสื่อมรุนแรงยิ่งขึ้นมีโรคมากและอายุสั้น บุญกุศลและความไร้กังวล จะท าให้แข็งแรงอายุยืน ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า “ความสั่งสมบาป น าทุกข์มาให้” (ขุ.ขุ.25/30), “ผู้ผิดศีลย่อมตกนรก(เดือดเนื้อร้อนใจ)” (องฺ.สตฺตก.23/130), “การไม่ท าบาป น าสุขมาให้ (ขุ.ขุ.25/59), “ความสั่งสมบุญ น าสุขมาให้” (ขุ.ขุ.25/30), “เมื่อจิตเศร้าหมองแล้ว ทุคติเป็นอันหวังได้, เมื่อจิตไม่เศร้าหมอง สุคติเป็นอันหวังได้” (ม.มู.12/64), “ทุกข์ย่อมไม่ตกถึงผู้หมดกังวล”(ส .ส.15/122) 9. การบูรณาการองค์ความรู้ในการแก้ไขปัญหาสุขภาพ ส่วนใหญ่ ณ ปัจจุบันยังไม่มีประสิทธิภาพมากพอ คือ ไม่สามารถ กลุ่มอาการเจ็บป่วย ตามหลักแพทย์ทางเลือกวิถีธรรม 5 กลุ่มอาการ 1. กลุ่มอาการของภาวะร่างกายร้อนเกิน (ยุคนี้ 80% มักจะร้อนเกิน ซึ่งมีสาเหตุส่วนใหญ่มาจากความเครียด อาหารรสจัด อาหารเนื้อสัตว์ อาหารมีสารพิษ การสัมผัสเครื่องยนต์/เครื่องไฟฟ้า/เครื่องอิเล็กทรอนิกส์ โลกร้อนขึ้น และมลพิษต่างๆ เป็นต้น ) อาการหลัก (อาการที่ถูกต้อง) เมื่อกระทบอากาศร้อน อาหารหรือสมุนไพรหรือสิ่งที่มีฤทธิ์ร้อนแล้วรู้สึกไม่สบายไม่เบากายไม่มีก าลัง (อ่อนเพลียหนักตัว) เมื่อกระทบอากาศเย็น อาหารหรือสมุนไพรหรือสิ่งที่มีฤทธิ์เย็นแล้วรู้สึกสบายเบากายมีก าลัง หรือไม่สบายแต่เบากายมีก าลัง อาการเด่น (อาการที่มักเป็นในล าดับแรกเมื่อกระทบสิ่งที่มีฤทธิ์ร้อนเกิน แต่อาจเป็นสภาพไม่สมดุลร้อนเย็นแบบอื่นได้) ปากคอแห้ง กระหายน้ า ดื่มน้ าแล้วรู้สึกสดชื่น ปวด บวม แดง ร้อน ตึง แข็ง มึน ชา แผลพุพอง ผื่น คัน ปัสสาวะเข้มปริมาณน้อย อุจจาระแข็ง ก าลังตก อ่อนเพลีย หนักตัว ชีพจรเต้นแรง เส้นเลือดขยายตัว กรณีเป็นภาวะร้อนเกิน แก้ไขด้วยการใช้สิ่งที่มีฤทธิ์เย็นลดหรืองดสิ่งที่มีฤทธิ์ร้อน เท่าที่รู้สึกสุขสบายเบากายมีก าลัง หรือไม่สบายแต่เบากายมีก าลัง 2. กลุ่มอาการของภาวะร่างกายเย็นเกิน (ยุคนี้ 5% มักจะเย็นเกิน ซึ่งมีสาเหตุตรงกันข้ามกับภาวะร้อนเกิน) อาการหลัก (อาการที่ถูกต้อง) เมื่อกระทบอากาศเย็น อาหารหรือสมุนไพรฤทธิ์หรือสิ่งที่มีฤทธิ์เย็นแล้วรู้สึกไม่สบายไม่เบากายไม่มีก าลัง (หนักตัวอ่อนเพลีย) เมื่อกระทบอากาศร้อน อาหารหรือสมุนไพรหรือสิ่งที่มีฤทธิ์ร้อนแล้วรู้สึกสบายเบากายมีก าลัง หรือไม่สบายแต่เบากายมีก าลัง อาการเด่น (อาการที่มักเป็นในล าดับแรกเมื่อกระทบสิ่งที่มีฤทธิ์เย็นเกิน แต่อาจเป็นสภาพไม่สมดุลร้อนเย็นแบบอื่นได้) ปากคอชุ่ม ไม่กระหายน้ า รสของน้ าจืดผิดปกติ ปวด เหี่ยว ซีด เย็น ตึง แข็ง มึน ชา ท้องอืด หัวตื้อ มือเย็น เท้าเย็น หนาวสั่น ปัสสาวะใสปริมาณมาก อุจจาระเหลว ก าลังตก อ่อนเพลีย หนักตัว ชีพจรเต้นเบา เส้นเลือดหดตัว กรณีเป็นภาวะเย็นเกิน แก้ไขด้วยการใช้สิ่งที่มีฤทธิ์ร้อน ลดหรืองดสิ่งที่มีฤทธิ์เย็น เท่าที่รู้สึกสุขสบายเบากายมีก าลัง หรือไม่สบายแต่เบากายมีก าลัง 3. กลุ่มอาการของภาวะร่างกายร้อนเกินและเย็นเกิน เกิดขึ้นพร้อมกัน (ร้อนเย็นพันกัน) 15 % ของคนยุคนี้ มักจะมีทั้งภาวะร้อนเกินและเย็นเกินเกิดขึ้นพร้อมกัน อาการหลัก (อาการที่ถูกต้อง) กระทบสิ่งที่มีฤทธิ์ร้อนอย่างเดียวก็รู้สึกไม่สบายไม่เบากายไม่มีก าลัง (หนักตัวอ่อนเพลีย) กระทบสิ่งที่มีฤทธิ์เย็นอย่างเดียวก็รู้สึกไม่สบายไม่เบากายไม่มีก าลัง 227 (หนักตัวอ่อนเพลีย) แต่เมื่อกระทบทั้งสิ่งที่มีฤทธิ์ร้อนและเย็นผสมกันแล้วรู้สึกสบายเบากายมีก าลัง หรือไม่สบายแต่เบากายมีก าลัง อาการเด่น (อาการที่มักเป็นในล าดับแรกเมื่อกระทบสิ่งที่ท าให้เกิดภาวะร้อนเกินและเย็นเกินเกิดขึ้นพร้อมกัน แต่อาจเป็นสภาพไม่สมดุลร้อนเย็นแบบอื่นได้) ไข้สูง (เป็นร้อน) แต่หนาวสั่น (เป็นเย็น) ปวดศีรษะ (เป็นร้อน) ร่วมกับท้องอืด(เป็นเย็น) ตัวร้อน (เป็นร้อน)ร่ วมกับมือเท้าเย็น (เป็นเย็น) เป็นต้น กรณีเป็นภาวะร้อนเย็นพันกัน แก้ไขด้วยการใช้สิ่งที่มีฤทธิ์ร้อนและเย็นผสมกัน เท่าที่รู้สึกสุขสบายเบากายมีก าลัง หรือไม่สบายแต่เบากายมีก าลัง 4. กลุ่มอาการของภาวะร่างกายที่มีสาเหตุเกิดจากร่างกายร้อนหรือร้อนเย็นพันกันเกินตีกลับเป็นอาการเย็นเกิน (เย็นหลอก) เมื่อใช้สิ่งที่มีฤทธิ์ร้อนแก้ อาการจะยิ่งแย่ไปกว่าเดิม แต่พอใช้สิ่งที่มีฤทธิ์เย็นกลับรู้สึกสบายเบากายมีก าลัง หรือไม่สบายแต่เบากายมีก าลัง ก็ให้ใช้สิ่งที่มีฤทธิ์เย็น เพราะต้นเหตุเกิดจากร้อน ถ้าใช้ร้อนเย็นผสมกันแล้วรู้สึกสบายเบากายมีก าลัง หรือไม่สบายแต่เบากายมีก าลัง ก็ให้ใช้ร้อนเย็นผสมกัน แสดงว่าต้นเหตุเกิดจากร้อนเย็นพันกัน 5. กลุ่มอาการของภาวะร่ายกายที่มีสาเหตุเกิดจากร่างกายเย็นหรือร้อนเย็นพันกันเกินตีกลับเป็นอาการร้อนเกิน (ร้อนหลอก) เมื่อใช้สิ่งที่มีฤทธิ์เย็นแก้ อาการจะยิ่งแย่ไปกว่าเดิม แต่พอใช้สิ่งที่มีฤทธิ์ร้อนกลับรู้สึกสบายเบากายมีก าลัง หรือไม่สบายแต่เบากายมีก าลัง ก็ให้ใช้สิ่งที่มีฤทธิ์ร้อน เพราะต้นเหตุเกิดจากเย็น ถ้าใช้ร้อนเย็นผสมกันแล้วรู้สึกสบายเบากายมีก าลัง หรือไม่สบายแต่เบากายมีก าลัง ก็ให้ใช้ร้อนเย็นผสมกัน แสดงว่าต้นเหตุเกิดจากร้อนเย็นพันกัน อาการเจ็บป่วยแก้ไขได้ด้วยการปรับสมดุลร้อนเย็น ใช้เทคนิค 9 ข้อ (ยา 9เม็ด) ตามหลักแพทย์ทางเลือกวิถีธรรม ดังนี้ 1. การรับประทานสมุนไพรปรับสมดุลร้อนเย็น 2. การกัวซาหรือขูดซาหรือขูดพิษหรือขูดลม (การขูดระบายพิษทางผิวหนัง) 3. การสวนล้างพิษออกจากล าไส้ใหญ่ด้วยสมุนไพรที่ถูกสมดุลร้อนเย็น (ดีท็อกซ์) 4. การแช่มือแช่เท้าหรือส่วนที่ไม่สบายในน้ าสมุนไพร ตามภาวะร้อนเย็นของร่างกาย 5. การพอก ทา หยอด ประคบ อบ อาบ เช็ด ด้วยสมุนไพร ตามภาวะร้อนเย็นของร่างกาย 6. การออกก าลังกาย กดจุดลมปราณ โยคะ กายบริหาร ที่ถูกต้อง 7. การรับประทานอาหารปรับสมดุล ตามภาวะร้อนเย็นของร่างกาย 8. ใช้ธรรมะ ละบาป บ าเพ็ญบุญกุศล ท าจิตใจให้ผ่องใส คบมิตรดีสร้างสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ดี 9. รู้เพียร รู้พักให้พอดี 228 เทคนิค 9 ข้อ (ยา 9เม็ด) ตามหลักแพทย์ทางเลือกวิถีธรรม ยาเม็ดที่ 1. การรับประทานสมุนไพรปรับสมดุล กลไกการท าให้สุขภาพดี ก็คือเมื่อรับประทานสมุนไพรที่สมดุลร้อนเย็นกับชีวิต สัญญาของชีวิตจะดูดดึงสารและพลังงานของสมุนไพรดังกล่าว ไปดับพิษร้อนเย็นไม่สมดุลและหล่อเลี้ยงชีวิต ท าให้ชีวิตมีพลังมากขึ้นจากการที่สารและพลังของสมุนไพรที่สมดุลร้อนเย็นไปหล่อเลี้ยงชีวิต และจากการที่ไม่ต้องเสียพลังขับพิษที่ดับได้แล้ว เมื่อชีวิตมีพลังมากขึ้น สัญญาของชีวิตจึงสามารถผลักดันพิษร้อนเย็นที่ไม่สมดุลที่ยังตกค้างอยู่ออกจากร่างกายได้ดียิ่งขึ้น ท าให้โรคภัยไข้เจ็บลดน้อยลง แข็งแรง และอายุยืน กรณีที่มีภาวะร้อนเกิน ดื่มน้ าสมุนไพรฤทธิ์เย็นหรือคลอโรฟิลล์สดจากธรรมชาติ วิธีท า 1. การเก็บสมุนไพรฤทธิ์เย็น ก่อนพระอาทิตย์ขึ้น จะเป็นช่วงที่ได้พลังงานของสมุนไพรได้มากที่สุด เช่น ใบย่านางเขียว 5-20ใบ ใบเตย 1-3ใบ บัวบก ครึ่ง-1ก ามือ หญ้าปักกิ่ง 1-5ต้น ใบอ่อมแซบ (เบญจรงค์) ครึ่ง-1ก ามือ ผักบุ้ง ครึ่ง-1ก ามือ ใบเสลดพังพอน ครึ่ง-1ก ามือ หยวกกล้วย ครึ่ง-1คืบ และว่านกาบหอย 3-5ใบ เป็นต้น จะใช้อย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างรวมกันก็ได้ 2. น าสมุนไพรที่ได้มาล้างให้สะอาด 3. วิธีการท าให้ได้น้ าจากใบสมุนไพรท าได้ 4 วิธี 3.1 ขยี้ด้วยมือเปล่า ต าในครก ควรแยกออกจากครกต าน้ าพริก เพราะจะมีความเผ็ด ของพริกติดอยู่ 3.2 ปั่นโดยเครื่องปั่น หั่นสมุนไพรให้ขนาดเล็กลง ปั่น 10 วินาที แล้วหยุด ปั่นใหม่ ไม่ควรปั่นนาน เพราะจะเสียพลังงานของสมุนไพร 3.3 เคี้ยวใบสด ในกรณีที่ไม่มีอุปกรณ์อื่น 3.4 ผสมน้ าเปล่า 1-3 แก้ว กรองผ่านกระชอนหรือผ้าบาง 229 ที่มา : คู่มือประกอบบรรยายแพทย์ทางเลือกวิถีธรรม. (2559 : 11) 4. เอาน้ าที่ได้มาดื่ม ครั้งละประมาณ ครึ่ง-1แก้ว วันละ1- 3 ครั้ง ก่อนอาหารหรือตอนท้องว่างหรือดื่มแทนน้ าตอนที่รู้สึกกระหายน้ า ปริมาณการดื่มและความเข้มข้นของสมุนไพรอาจมากหรือน้อยกว่านี้ก็ได้ ตามความรู้สึกสุขสบายเบากายมีก าลัง ***ไม่แนะน าให้ดื่มน้ าสมุนไพรฤทธิ์เย็นแบบเข้มข้น อาจจะท าให้ท้องอืดได้ กรณีมีภาวะร้อนเกินและเย็นเกินเกิดขึ้นพร้อมกันให้กดน้ าร้อนใส่น้ าสมุนไพรฤทธิ์เย็น หรือน าไปต้ม หรือน าสมุนไพรฤทธิ์ร้อนมาผสมก่อนดื่มก็ได้ เช่น น้ าต้มขมิ้น/ขิง/ข่า/ตะไคร้/กระเพรา/โหระพา/กระชาย/มะตูม เป็นต้น กรณีมีภาวะเย็นเกิน ดื่มสมุนไพรฤทธิ์ร้อน ปริมาณเหมาะสมเฉลี่ยประมาณ 1-3 ข้อนิ้วมือ อาจปรับปริมาณตามความรู้สึกสุขสบายเบากายมีก าลังของแต่ละคน เตรียมสมุนไพร ล้างให้สะอาด หั่นส าหรับการปั่น คั้นน้ าด้วยการขยี้ คั้นน้ าด้วยการโขลก คั้นน้ าด้วยการปั่น กรองด้วยกระชอน กรองด้วยผ้าขาวบาง พร้อมดื่ม 230 ยาเม็ดที่ 2 การกัวซา ใช้อุปกรณ์เรียบง่าย เช่น ช้อน ชาม เหรียญ ไม้หรือวัสดุขอบเรียบต่าง ๆ ที่มา : คู่มือประกอบบรรยายแพทย์ทางเลือกวิถีธรรม. (2559 : 14) ขูดในบริเวณที่รู้สึกไม่สบายหรือใช้งานมาก ซึ่งบริเวณที่ถอนพิษจากร่างกายได้ดี คือ หลัง แขน และขา โดยขูดออกตามปลายมือปลายเท้าเป็นหลัก ที่มา : คู่มือประกอบบรรยายแพทย์ทางเลือกวิถีธรรม. (2559 : 14) สามารถขูดได้ด้วยตัวเองหรือมีผู้อื่นขูดให้ ซึ่งขูดได้ทั้งที่ผิวหนังตรง ๆ หรือจะขูดผ่านเสื้อผ้าก็ได้ โดยขูดจุดละประมาณ 10-50 ครั้ง อาจขูดมากหรือน้อยกว่านี้ก็ได้และควรลงน้ าหนักไม่เบาหรือไม่แรงเกินไป แต่ให้แรงพอทนได้เท่าที่ผู้ถูกขูดรู้สึกสุขสบาย เบากาย มีก าลัง กรณีที่มีภาวะร้อนเกินใช้น้ ามันกัวซาฤทธิ์เย็น น้ าสมุนไพรฤทธิ์เย็นหรือน้ าเปล่า อย่างใดอย่างหนึ่งทาบนผิวหนังก่อนขูดซา แต่ถ้ามีภาวะเย็นเกินก็ทาด้วยสมุนไพรฤทธิ์ร้อน แต่ถ้าภาวะทั้งร้อนเกินและเย็นเกินเกิดขึ้นพร้อมกันควรใช้สมุนไพรทั้งร้อนและเย็นผสม (การขูดซาแม้ไม่มีสมุนไพรใด ๆทาก็สามารถขูดซาได้เลยก็ช่วยถอนพิษได้) จุดที่ห้ามขูดคือ จุดที่เป็นแผล ฝี หนอง สิว จุดที่ขูดแล้วรู้สึกไม่สบาย อวัยวะเนื้อเยื่ออ่อนนิ่ม เช่น นัยย์ตา อวัยวะเพศ เป็นต้น อาการพิษสะสม (ดูที่สีผิว) สีชมพูหรือสีแดงเรื่อ ๆ แสดงว่า ดี 231 ยาเม็ดที่ 3 การสวนล้างพิษออกจากล าไส้ใหญ่ ด้วยสมุนไพรที่ถูกกัน (ดีท็อกซ์) กรณีภาวะร้อนเกิน ควรใช้สมุนไพรฤทธิ์เย็นสดขยี้กับน้ าเปล่าแล้วกรองผ่านกระชอนน าน้ าที่ได้ไปท าดีท้อกซ์ กรณีภาวะเย็นเกิน ควรใช้สมุนไพรฤทธิ์ร้อนสดขยี้กับน้ าเปล่าแล้วกรองผ่านกระชอนน าน้ าที่ได้ไปท าดีท้อกซ์หรือน าสมุนไพรฤทธิ์ร้อนต้มในน้ าเปล่า ให้เดือดประมาณ 5-10 นาที แล้วผสมน้ าธรรมดาให้อุ่นน าน้ าที่ได้ไปท าดีท้อกซ์ กรณีภาวะร้อนและเย็นเกินขึ้นพร้อมกัน ควรใช้สมุนไพรฤทธิ์ร้อนและเย็นสดขยี้กับน้ าเปล่าหรือน าสมุนไพรฤทธิ์ร้อนและเย็นต้มในน้ าเปล่า ให้เดือดประมาณ 5-10 นาที แล้วผสมน้ าธรรมดาให้อุ่นน าน้ าที่ได้ไปท าดีท้อกซ์การท าชุดดีท็อกใช้เอง จะใช้ขวดน้ าสะอาดมาตัดก้นแล้วร้อยเชือกเป็นปม 2 ข้าง เป็นที่ห้อย ซึ่งควรเลือกขวดที่ฝาพอดีกับสายที่ซื้อมาจะสะดวกในการใช้งาน น าสายดีท็อกที่ล็อกสายไว้มาหมุนกับขวดให้แน่นแล้วใส่น้ าสมุนไพร 500-1,500 ซี.ซี. (½- 1½ลิตร) จึงเปิดล็อกให้น้ าวิ่งตามสายเพื่อไล่อากาศออกแล้วล็อกสายอีกครั้ง จากนั้นน าเจลหรือวาสลีนหรือน้ ามันพืชหรือว่านหางจระเข้ทาที่ปลายสายสวนประมาณ 1 ซม. เพื่อหล่อลื่นหรือใช้ปลายสายสวนจุ่มในน้ าก็ได้ต่อจากนั้นค่อยๆสอดปลายสายสวนเข้าไปที่รูทวารหนักลึกประมาณเท่ากับนิ้วมือเรา (ประมาณ 3-5 นิ้วฟุต) โดยควรยกหรือแขวนขวดสูงจากทวารประมาณ 2 ศอก แล้วปลดล็อกสายให้น้ าสมุนไพรค่อย ๆ ไหลเข้าไปในล าไส้ใหญ่ของเรา ที่มา : คู่มือประกอบบรรยายแพทย์ทางเลือกวิถีธรรม. (2559 : 17) โดยปล่อยน้ าเข้าไปเท่าที่ร่างกายเรารู้สึกทนได้โดยไม่ยากไม่ล าบากเกินไปแล้วใช้มือนวดคลึงที่ท้อง กลั้นไว้ประมาณ 10-20 นาที หรือไม่ถึงก็ได้ คือ เมื่อทนได้ยากล าบากก็ให้ล็อกสายแล้วถอกออกจากทวารหนักแล้วไปถ่ายออก ส าหรับผู้ป่วยที่อาการหนักอาจท าดีทอกซ์วันละ 1-2 ครั้ง จะมากหรือน้อยกว่านี้ตามสภาพของร่างกาย คือ ควรท าเท่าที่รู้สึกสุขสบาย ส่วนคนทั่วไปท าได้เฉลี่ยสัปดาห์ละ 1-3 ครั้ง หรือตามสภาพร่างกาย คือ ท าเท่าที่รู้สึกสุขสบาย 232 ยาเม็ดที่ 4 การแช่มือแช่เท้าหรือส่วนที่ไม่สบายในน้ าสมุนไพร กรณีภาวะร้อนเกิน ควรใช้สมุนไพรฤทธิ์เย็น เช่น ใบย่านาง ใบเตย ใบมะขาม ใบส้มป่อย ใบรางจืด หยวก กาบ หรือใบกล้วย หรือสมุนไพรฤทธิ์เย็นอื่น ๆ ที่หาได้ในท้องถิ่น อย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างรวมกัน ½ -1 ก ามือ กรณีภาวะเย็นเกิน ควรใช้สมุนไพรฤทธิ์ร้อน เช่น ขมิ้น ขิง ข่า ตะไคร้ กรณีภาวะร้อนและเย็นเกิดขึ้นพร้อมกัน ควรใส่สมุนไพรฤทธิ์ร้อนและเย็นผสมกัน ซึ่งใช้อย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างรวมกันโดยใช้วิธีประมาณเอาเท่าที่จะรู้สึกสบายผสมน้ าธรรมดาให้อุ่นแค่พอรู้สึกสบาย จากนั้นแช่มือแช่เท้าแค่พอท่วมข้อมือข้อเท้าประมาณ 3 นาที แล้วยกขึ้นจากน้ าอุ่น 1 นาที ท าซ้ าจนครบ 3 รอบ ถ้าใช้น้ าอุ่นแล้วรู้สึกไม่สบาย ให้ใช้น้ าธรรมดาหรือน้ าเย็นหรืออาจใช้น้ าเปล่าหรือผสมสมุนไพรสด ส าหรับคนเจ็บป่วยท าวันละประมาณ 1-3 ครั้ง ส าหรับคนแข็งแรงทั่วไป ท าเฉลี่ยสัปดาห์ละ 1-3 ครั้ง หรือท าเมื่อรู้สึกไม่สบาย ระยะเวลาที่พอดีโดยเฉลี่ยควรแช่ คือ ประมาณ 3 นาที พัก 1 นาที ท า 3 รอบ อาจใช้เวลาน้อยหรือมากกว่านั้นก็ได้เท่าที่รู้สึกสุขสบายเบากายมีก าลังเป็นจุดที่เป็นประโยชน์สูงสุดต่อชีวิต กรณีไม่ถูกกับน้ าอุ่น คือเมื่อสัมผัสน้ าอุ่นแล้วรู้สึกไม่สบาย แต่ถูกกับการแช่ด้วยน้ าธรรมดาหรือน้ าเย็นมาก ก็ใช้หลักแช่ในระยะเวลาที่รู้สึกสุขสบายเบา ที่มา : คู่มือประกอบบรรยายแพทย์ทางเลือกวิถีธรรม. (2559 : 19) ยาเม็ดที่ 5 การพอก ทา หยอด ประคบ อบ อาบ เช็ดด้วยสมุนไพรตามภาวะร้อนเย็นของร่างกาย การพอก กรณีมีภาวะร้อนเกิน ควรใช้สมุนไพรฤทธิ์เย็น เช่น ใบย่างนาง ใบเตย ใบบัวบก ใบรางจืด ใบมะขาม หยวก กาบ หรือใบกล้วย ผักบุ้ง วุ้นของใบว่านหางจระเข้ หรือสมุนไพรฤทธิ์เย็นอื่น ๆ ที่หาได้ในท้องถิ่น อย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างรวมกันก็ได้ น ามาหั่นหรือโคลกให้แตกพอประมาณหรือจะใช้กากสมุนไพรฤทธิ์เย็นที่เหลือจากการท าน้ าสมุนไพรฤทธิ์เย็น แล้วผสมกับดินสอพอง ผงถ่าน (ถ่านที่ใช้ก่อไฟโขลกหรือบดแล้วกรองเอาส่วนที่ละเอียดมาใช้) แล้วเติมน้ าสมุนไพรฤทธิ์เย็นสด น้ าสกัดสมุนไพรฤทธิ์เย็น น้ าเปล่า หรือน้ าปัสสาวะ อย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างรวมกันก็ได้ คลุกให้เข้ากันพอเหลวจึงน ามาพอกบริเวณที่มีอาการไม่สบาย 233 นอกจากนี้ยังสามารถใช้น้ าสมุนไพรฤทธิ์เย็นสดคลุกกับปูนเคี้ยวหมากหรือแป้งฝุ่นมาพอก ก็ได้ หรือใช้ดินคลุกกับน้ าให้เหลวเหมือนตมมาพอกก็ได้ ที่มา : คู่มือประกอบบรรยายแพทย์ทางเลือกวิถีธรรม. (2559 : 20) หรือผสมสมุนไพรรสฝาด เช่น เปลือกมังคุด เปลือกแค น้ ายางต้นกล้วย พอกบริเวณที่มีฝีหนอง ตุ่มน้ าใสหรือขุ่นที่ผิวหนัง น้ ากัดเท้า หรือมีน้ าเหลือไหลซึมที่ผิวหนัง เพื่อดูดซับน้ าหนองท าให้แผลแห้งขึ้นการทาและหยอด ใช้น้ าสมุนไพรฤทธิ์เย็นสดหรือน้ าสกัดสมุนไพรฤทธิ์เย็นหรือน้ าปัสสาวะมาทาและหยอดบริเวณที่มีอาการไม่สบายก็ได้ การประคบและอบ ใช้กากสมุนไพรฤทธิ์เย็นที่เหลือจากการท าน้ าสมุนไพรฤทธิ์เย็นหรือสมุนไพรฤทธิ์เย็นสดมาหั่นหรือโคลกพอแตกแล้วห่อด้วยผ้ามาประคบบริเวณที่มีอาการไม่สบาย ส่วนการอบจะน าสมุนไพรฤทธิ์เย็นมาต้มในหม้อหุ่งข้าวหรือกะทะไฟฟ้าหรือหม้อต้มตั้งบนเตาถ่านก็ได้ แล้วน าเก้าอี้มาวางคร่อมตรงกลางและใช้ผ้ามาห่มตัวให้มิดชิดจะห่มให้ถึงคอหรือทั้งตัวก็ได้ หรือจะใช้ผ้าคลุมซุ่มไก่แล้วเข้าไปอบก็ได้ และควรใช้ผ้าชุบน้ าพันรอบศีรษะเพื่อลดอาการวิงเวียน ซึ่งจะอบ 3 รอบ รอบละประมาณ 5-15 นาที เท่าที่แต่ละท่านรู้สึกสบาย การเช็ดตัวและอาบ ใช้น้ าสมุนไพรฤทธิ์เย็นสดหรือน้ าสกัดสมุนไพรฤทธิ์เย็นหรือน้ าเปล่ามาหรือน้ าต้มสมุนไพรฤทธิ์เย็นผสมน้ าให้อุ่นมาเช็ดหรืออาบก็ได้ กรณีภาวะเย็นเกิน ควรใช้สมุนไพรฤทธิ์ร้อนเช่น ขมิ้น ขิง ข่า ตะไคร้ ยาเม็ดที่ 6 การออกก าลังกาย กดจุดลมปราณ โยคะ กายบริหาร ที่ถูกต้อง การกดจุดลมปราณ โยคะ ดัดตัว กายบริหาร ท าให้เส้นลมปราณทลุทะลวงดี ซึ่งจุดลมปราณเป็นบริเวณที่สัญญาของชีวิตดูดดึงเอาพลังงานที่สมดุลร้อนเย็นเป็นประโยชน์ทั้งในและนอกตัวมาเลี้ยงชีวิตมากที่สุด และผลักดันเอาพลังงาน ที่มา : คู่มือประกอบบรรยายแพทย์ทางเลือกวิถีธรรม. (2559 : 21) 234 ยาเม็ดที่ 7 การรับประทานอาหารปรับสมดุลร่างกาย กลไกการท าให้สุขภาพดี ก็คือเมื่อรับประทานอาหารที่สมดุลร้อนเย็นกับชีวิต สัญญาของชีวิตจะดูดดึงสารและพลังงานของอาหารดังกล่าว ไปดับพิษร้อนเย็นไม่สมดุลและหล่อเลี้ยงชีวิตท าให้ชีวิตมีพลังมากขึ้นจากการที่สารและพลังของอาหารที่สมดุลร้อนเย็นไปหล่อเลี้ยงชีวิต และจากการที่ไม่ต้องเสียพลังขับพิษที่ดับได้แล้ว เมื่อชีวิตมีพลังมากขึ้น สัญญาของชีวิตจึงสามารถผลักดันพิษร้อนเย็นที่ไม่สมดุลที่ยังตกค้างอยู่ออกจากร่างกายได้ดียิ่งขึ้น ท าให้โรคภัยไข้เจ็บลดน้อยลง แข็งแรง และอายุยืน วิธีปฏิบัติคือ ควรรับประทานอาหารไร้สารพิษดีที่สุด หรือลดพิษจากเคมีให้ได้มากที่สุดด้วยวิธีต่างๆ การแพทย์วิถีธรรมใช้การลดพิษจากเคมี ด้วยการด้วยน้ าซาวข้าว หรือถ่าน 1-5 ก้อนขนาดครึ่ง-1 ก ามือ หรือเกลือ 1-3 ช้อนแกง ผสมกับน้ าซาวข้าวหรือน้ าเปล่า 5-10 ลิตร แช่พืชผักผลไม้หรือธัญพืชประมาณ 10-20 นาทีขึ้นไป ลดหรืองดเนื้อสัตว์หรือผลิตภัณฑ์จากเนื้อสัตว์ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะท าได้ ใช้โปรตีนจากถั่วแทน (ส าหรับผู้ที่ยังไม่สามารถงดเนื้อสัตว์ได้ ควรลดหรืองดเนื้อสัตว์ใหญ่ หันมารับประทานสัตว์เล็กแทน จนเหลือรับประทานปลา และไข่ เป็นล าดับ) เพิ่มการรับประทานผัก ผลไม้ที่ไม่หวานจัด ปรุงรสไม่จัดจนเกินไป ส าหรับองค์ประกอบของสภาพร่างกาย อากาศ สังคม และสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยโดยรวม ในปัจจุบัน ควรปรุงรส อยู่ในระดับประมาณ 10-30 % ของที่เคยปรุงโดยทั่วไป คือ รับประทานเกลือประมาณ 1 ช้อนชา/คน/วัน, น้ าตาล ไม่เกิน 5 ช้อนชา/คน/วัน, พริก(พริกชี้ฟ้า) ไม่เกิน 1-3 เม็ด/คน/วัน และน้ ามันพืช 1-4 ช้อนชา/คน/สัปดาห์ โดยสามารถปรับลดหรือเพิ่มตามสภาพร่างกาย ณ เวลานั้น เท่าที่รู้สึกสุขสบายเบากายมีก าลัง ใช้เกลือปรุงอาหารเป็นหลักดีที่สุด ถ้าต้องการใส่ เครื่องปรุงอื่น ๆ เช่น ซีอิ้ว เต้าเจี้ยว กะปิ น้ าปลา ปลาร้า เป็นต้น ควรใส่เพียงเล็กน้อย กรณีชีวิตมีภาวะร้อนเกินและอากาศร้อน ควรใช้ไฟกลางนานแค่พอสุก ไม่ควรอุ่นซ้ าแล้วซ้ าอีก ในการปรุงอาหาร/หุงต้มข้าวหรือถั่ว ส่วนกรณีชีวิตมีภาวะเย็นเกินและอากาศหนาวเย็น ควรใช้ไฟแรง ตั้งไฟนาน อุ่นซ้ าแล้วซ้ าอีกได้ ในการปรุงอาหาร/หุงต้มข้าวหรือถั่ว เพราะความแรงของไฟมีผลต่อคุณสมบัติของอาหาร ใช้ไฟแรงมากขึ้นอาหารก็มีฤทธิ์ร้อนมากขึ้นไปตามล าดับ ควรปรับใช้ความแรงของไฟในสัดส่วนที่ผู้รับประทานรู้สึกสุขสบายเบากายมีก าลัง การใช้ฟืนหรือถ่านในการปรุงอาหารจะท าให้อาหารอยู่ในสภาพที่ชีวิตสามารถน าไปใช้สังเคราะห์เป็นพลังชีวิตได้สูงสุด รองลงมาคือแก๊ส รองลงมาคือหม้อหุงข้าวไฟฟ้า กระทะไฟฟ้า เครื่องปิ้งย่างไฟฟ้า แย่ที่สุดคือไมโครเวฟหรือเครื่องมือที่มีพลังคลื่นแม่เหล็กที่แรงเกิน เพราะมีคลื่นแม่เหล็กที่แรงเกินท าให้อาหารอยู่ในสภาพที่เป็นพิษต่อพลังชีวิต จึงไม่ควรใช้หรืออาจใช้เมื่อมีความจ าเป็นในบางครั้ง ฝึกรับประทานอาหารตามล าดับ กรณีที่มีภาวะร้อนเกิน มีเทคนิคการรับประทานอาหารตามล าดับ ดังต่อไปนี้ ล าดับที่ 1 ดื่มน้ าสมุนไพรปรับสมดุล เช่น น้ าสมุนไพรฤทธิ์เย็นต่าง ๆ หรือที่เรียกว่า น้ าคลอโรฟิลล์สดจากธรรมชาติ เป็นต้น 235 ที่มา : คู่มือประกอบบรรยายแพทย์ทางเลือกวิถีธรรม. (2559 : 25) ล าดับที่ 2 รับประทานผลไม้ฤทธิ์เย็น เช่น กล้วยน้ าว้า แก้วมังกร กระท้อน สับปะรด ส้มโอ ชมพู่ มังคุด แตงโม แตงไทย แคนตาลูป มะม่วงดิบ มะขามดิบ มะละกอดิบ มะละกอห่าม พุทรา เป็นต้น ควรงดหรือลดผลไม้ฤทธิ์ร้อน เช่น ทุเรียน ขนุนสุก มะม่วงสุก ลูกยอ ลิ้นจี่ เงาะ ล าไย มะไฟ มะเฟือง มะปราง มะตูม กล้วยไข่ กล้วยหอม กล้วยเล็บมือนาง ส้มเขียวหวาน สละ องุ่น ฝรั่ง น้อยหน่า กระทกรก (เสาวรส) ละมุด ระก า (ร้อนเล็กน้อย) มะละกอสุก(ร้อนเล็กน้อย) มะขามหวานสุก (ร้อนเล็กน้อย) ผลไม้ทุกชนิดที่ผ่านความร้อน เช่น การอบ นึ่ง ปิ้ง ย่าง ต้ม หรือตากแห้ง เป็นต้น ที่มา : คู่มือประกอบบรรยายแพทย์ทางเลือกวิถีธรรม. (2559 : 25) ล าดับที่ 3 รับประทานผักฤทธิ์เย็นสด เช่น อ่อมแซบ (เบญจรงค์) ผักบุ้ง แตง กวางตุ้ง ผักกาดขาว ผักกาดหอม (สลัด) ถั่วงอก สายบัว บัวบก มะเขือ ฮว่านง็อก ใบมะยม เป็นต้น ควรงดหรือลดผักฤทธิ์ร้อน ได้แก่ ผักรสเผ็ด กลิ่นฉุน เครื่องเทศทุกชนิด เช่น พริก ขิง ตะไคร้ ข่า (ข่าแก่ร้อนมาก) พริกไทย (ร้อนมาก) กุยช่าย (ผักแป้น ร้อนมาก) ขมิ้น โหระพา เป็นต้น และพืชที่ไม่มีรสเผ็ดแต่มีฤทธิ์ร้อน เช่น ชะอม คะน้า กะหล่ าปลี แครอท บีทรูท(ผักกาดฝรั่งหรือผักกาดแดง) ถั่วฝักยาว ถั่วพู สะตอ ลูกเนียง ลูกต าลึง กระเฉด กระถิน โสมจีน โสมเกาหลี แปะต าปึง (ร้อนเล็กน้อย) ผักกาดเขียวปลี ใบยอ ผักโขม ใบปอ ผักแขยง ยอดเสารส ฟักทองแก่ หน่อไม้ เม็ดบัว สาหร่าย ไข่น้ า รากบัว เป็นต้น ที่มา : คู่มือประกอบบรรยายแพทย์ทางเลือกวิถีธรรม. (2559 : 25) 236 ล าดับที่ 4 รับประทานข้าวจ้าวพร้อมกับข้าว โดยรับประทานข้าวกล้องหรือข้าวซ้อมมือเป็นปกติก็ยิ่งดี ควรงดหรือลดคาร์โบไฮเดรทที่มีฤทธิ์ร้อนมาก เช่น เผือก มัน ข้าวนิล ข้าวเหนียว ข้าวสาลี โดยเฉพาะคาร์โบไฮเดรทที่มีฤทธิ์ร้อนมากแต่ขาดวิตามิน เช่น ขนมปัง ขนมกรุบกรอบ บะหมี่กึ่งส าเร็จรูป ขนมจีน กับข้าว ควรใช้ผักฤทธิ์เย็นเป็นหลักในการปรุง ได้แก่ ผักฤทธิ์เย็นที่กล่าวมาข้างต้น รวมถึงผักฤทธิ์เย็นอื่นๆ เช่น บวบ ใบ/ยอดต าลึง ผักปลัง ผักหวานป่า ผักหวานบ้าน ก้านตรง ฟัก แฟง แตงต่างๆ หยวกกล้วย ปลีกล้วย ก้านกล้วย กล้วยดิบ ยอดฟักข้าว ยอดฟั

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน