บทที่ 5.pdf
เนื้อหาในไฟล์
บทที่ 5 สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ศึกษาถึงปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความเมื่อยล้าของคนงานท าเสื่อกก กรณีศึกษา ศูนย์ศิลป์เสื่อบางสระเก้า อ าเภอแหลมสิงห์ จังหวัดจันทบุรี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัญหาความเมื่อยล้า ระดับความเมื่อยล้า และปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคล ปัจจัยปัญหาสุขภาพ ปัจจัยสภาพแวดล้อมการท างาน ปัจจัยลักษณะความเมื่อยล้า กับระดับความเมื่อยล้า โดยศึกษากับคนงานท าเสื่อกกของศูนย์ศิลป์เสื่อบางสระเก้า อ าเภอแหลมสิงห์ จังหวัดจันทบุรี จ านวน 115 คน ใช้รูปแบบการศึกษาเชิงปริมาณ (Quantitative Research) ศึกษาแบบตัดขวาง (Cross-Sectional Survey Study) ซึ่งจากการศึกษาสามารถอภิปรายและสรุปผล ได้ดังนี้ สรุปผลการวิจัย คนงานท าเสื่อกกมีอายุเฉลี่ย 58 ปี 11 เดือน ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 75.65 โดยแต่งงานแล้ว ร้อยละ 68.70 ประกอบอาชีพอื่นร่วมด้วย ร้อยละ 63.48 มีคนงานส่วนหนึ่งที่มีระดับความดันโลหิตสูง จ านวน 47 คน คิดเป็นร้อยละ 40.87 ซึ่งเป็นโรคประจ าตัวถึง 44 คน คิดเป็นร้อยละ 38.26 โดยสมาชิกไม่เคยประสบอุบัติเหตุรุนแรงก่อนท าเสื่อกก ร้อยละ 87.83 ด้านสภาพแวดล้อมทั่วไป ส่วนใหญ่คนงานต้องท างานอยู่กับที่มากกว่า 20 นาที ท่าทางการท างานมีผลต่อการเจ็บปวดกระดูกข้อและกล้ามเนื้อ ซึ่งต้องออกแรงนาน 3-5 นาที จึงมีอาการเกร็งแข็ง แต่แรงที่ใช้ไม่มากกว่าความสามารถของคนงาน และลักษณะงานจ าเป็นต้องเพ่ง จดจ่อมากนานถึง 3-5 นาที แต่ก็ไม่ก่อให้เกิดความเครียดอย่างมากถึงร้อยละ 90.43 การยืนท างานน้อยกว่าอิริยาบถอื่นๆ เพราะต้องเอื้อมมือหยิบจับสิ่งของเครื่องมือเสมอๆ ด้วยการบิดเอี้ยวตัวลงน้ าหนักข้างใดข้างหนึ่ง การนั่งท างานจึงเป็นอิริยาบถที่ต้องใช้มากกว่า และใช้มื
อ่านต่อ
อหรือแขนเคลื่อนไหวเป็นหลักด้วยความถี่อย่างรวดเร็วประมาณน้อยกว่า 30 วินาที พร้อมออกแรงบีบจับชิ้นงานด้วย ส่วนการยกของชิ้นงานไม่ใหญ่เทอะทะมาก และน้ าหนักไม่มากกว่า 10 กิโลกรัมต่อการยกครั้งๆ หนึ่ง แต่ก็ต้องยกอยู่เหนือไหล่ หรือวางมือต่ ากว่าเข่าไม่ห่างจากล าตัว ท าให้รู้สึกเมื่อยล้าเป็นบางครั้งหลังเลิกงาน ร้อยละ 57.39 และในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา คนงานท าเสื่อกกมีอาการเจ็บปวดหรือรู้สึกไม่สบายตามส่วนต่างๆ ของร่างกายเป็นส่วนใหญ่ถึงร้อยละ 91.30 ส่วนอาการเจ็บปวดโครงร่างกระดูกกล้ามเนื้อระหว่างท างานหรือเลิกงานในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา พบว่า ส่วนใหญ่มีอาการปกติ หรือหากมีอาการในช่วงเวลาท างาน แต่เมื่อได้พักแล้วก็จะหายได้ เพราะในการท างานได้ใช้การเคลื่อนไหวด้วยอวัยวะบริเวณแขนส่วนล่าง มือ/ข้อมือ ข้อศอก หลัง ไหล่ ข้อเท้า และน่อง ทั้งนี้อาชีพท าเสื่อกกมีความเป็นอิสระแต่ต้องรับผิดชอบในการส่งมอบสินค้าให้ 72 ตรงต่อค าสั่งซื้อของลูกค้า โดยมีภาพรวมของความเมื่อยล้าในระดับมีปัญหาเล็กน้อยพอทนได้ร้อยละ 75.65 ซึ่งมีปัจจัยที่สัมพันธ์กับความเมื่อยล้า ได้แก่ ปัจจัยส่วนบุคคล (อายุ) ปัจจัยสภาพแวดล้อมการท างาน (ด้านสภาพทั่วไป ด้านท่าทางการท างาน และด้านการยกของ) และปัจจัยลักษณะความเมื่อยล้า (การเจ็บปวดโครงร่างกระดูกและกล้ามเนื้อ และการเคลื่อนไหวของอวัยวะ) อภิปรายผลการวิจัย การท าเสื่อกกเป็นอาชีพที่ท ามาตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษ บางครอบครัวสอนให้ลูกหลานท าเสื่อกกกันมาตั้งแต่เด็ก ส่งผลให้มีความช านาญด้านการทอเสื่อและยึดเป็นอาชีพหาเลี้ยงครอบครัวกันต่อเนื่อง เมื่อคนงานเหล่านั้นมีอายุมากขึ้น การสะสมความเมื่อยล้าจึงมีโอกาสเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะระยะเวลาการท างานต่อเนื่องนานเกินความสามารถของร่างกายที่ก าจัดออกได้ตามธรรมชาติ ด้วยมีส่วนสัมพันธ์กับปัจจัยส่วนบุคคล คือ อายุของคนงานท าเสื่อกก มีหลักฐานแสดงว่ามีความสัมพันธ์กับความเมื่อยล้าอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติ (r = -.202) สอดคล้องกับงานวิจัยของหลิน และคณะ (Lin et al. 2009 : 425-434) ที่พบว่า วัยหนุ่ม (อายุ 18–25 ปี) มีความเมื่อยล้าแบบเฉียบพลันเฉพาะจากการเคลื่อนไหว และอาการหลังความเมื่อยล้าอยู่ในระดับที่ต่ าและสั้นกว่ากลุ่มวัยสูงอายุ (55–65 ปี) และการศึกษาของปัณณธร อยู่กลิ่น (2548 : 61) และณัฐจรีย์ จิตรากร (2548 : 61) พบว่า พนักงานที่มีอายุน้อย มีความเหนื่อยล้าในการท างานมากกว่าพนักงานที่มีอายุมาก โดยที่กนิษฐา บุญภา (2556 : 54-66) ศึกษาเรื่องปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความเมื่อยล้าในพนักงานขับรถโดยสารประจ าทางขนส่งมวลชนกรุงเทพ เขตการเดินรถแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร พบว่า ปัจจัยส่วนบุคคลมีความสัมพันธ์กับการปวดคอและปวดไหล่ ได้แก่ เพศและอายุ นอกจากนั้นยังมีงานวิจัยจ านวนมาก พบว่า ความเมื่อยล้ามีความสัมพันธ์กับเพศ (Aritake. 2015 : 146-154, Evengard. 2008, Torisu. 2006 : 566-574, Varni, Beaujean and Limbers. 2013 : 2581-2594) โดยเฉพาะอริตะเกะ (Aritake. 2015 : 146-154) ท าการศึกษาความเมื่อยล้าในกลุ่มประชากรอายุเดียวกัน (ระดับอายุที่ 20 ปี) พบว่า คนในประเทศญี่ปุ่นส่วนใหญ่นั้นเพศหญิงมักมีความเมื่อยล้าสูงกว่าผู้ชาย (ผู้ชาย 12.60% ผู้หญิง 20.90%, P = 0.001) ที่ระยะเวลาการท างานและระยะเวลาการพักผ่อน 9 ชั่วโมง แต่กระนั้นมีงานวิจัยที่พบว่า ความเมื่อยล้าจากการท างานไม่มีความสัมพันธ์กับอายุและเพศ เช่นเดียวกับณัฐวุฒิ มหาวิไล (2550) พบว่า อายุไม่มีความสัมพันธ์กับความเมื่อยล้า รวมถึงงานศึกษาของธวัชชัย ค าป้อง (2556 : 70-78) เรื่องปัจจัยเสี่ยงที่สัมพันธ์กับการปวดหลังจากการท างานของแรงงานนอกระบบกลุ่มเย็บผ้าส าเร็จรูป อ าเภอหนองเรือ จังหวัดขอนแก่น ด้วยการวิเคราะห์ความสัมพันธ์อย่างหยาบ (Crude analysis) ไม่ค านึงถึงผลกระทบของตัวแปรอื่นๆ พบว่า ตัวแปรด้านส่วนบุคคลไม่มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติกับการปวด ได้แก่ อายุและเพศ 73 ปัจจัยสภาพแวดล้อมการท างาน ด้านสภาพทั่วไปที่เกี่ยวกับลักษณะการท างานที่ต้องอยู่ในท่าที่กล้ามเนื้อจะต้องแข็งเกร็งคงที่เป็นเวลานานๆ หรือต้องออกแรงเป็นเวลา 3–5 นาที มีความสัมพันธ์กับความเมื่อยล้าของคนงานท าเสื่อกกอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติ (2 =5.702) เพราะกระบวนการท าเสื่อกกบางขั้นตอนที่ต้องใช้แรงโดยอยู่ในท่าใดท่าหนึ่งเป็นเวลานานเช่น การย้อมเส้นกกที่คนงานต้องใช้มือ แขนและข้อศอกทั้งสองข้างเพื่อคนน้ าย้อมและเส้นกกที่ก าลังย้อมอยู่ ในขณะเดียวกันก็ต้องคอยกดเส้นกกที่ก าลังย้อมจมลงไปในน้ าย้อมเป็นระยะๆ จึงต้องเกร็งอวัยวะส่วนต่างๆ หรือในขั้นตอนการเย็บเสื่อกกให้เป็นสินค้าส าเร็จรูป โดยการเกร็งนิ้วมือ ข้อมือ และข้อศอกด้านขวา ขณะที่ท าการเย็บขอบเสื่อให้สวยงาม ซึ่งสอดคล้องกับงานศึกษาของนงลักษณ์ ทศทิศ (2553 : 162-172) เรื่องความชุกและปัจจัยที่สัมพันธ์กับอาการปวดคอ ปวดไหล่ในกลุ่มอาชีพตัดเย็บ อ าเภอบ้านไผ่ ขอนแก่น ด้านข้อมูลความสัมพันธ์ของลักษณะงานต่ออาการปวดคอปวดไหล่ ผลการวิเคราะห์พบว่า กลุ่มตัวอย่างที่เคยมีอาการปวดทางระบบกระดูกและกล้ามเนื้อมาก่อน มีความสัมพันธ์กับอาการปวดไหล่ โดยพนักงานตัดเย็บที่เคยมีอาการปวดทางระบบกระดูกและกล้ามเนื้อมีโอกาสที่จะมีอาการปวดไหล่เป็น 1.92 เท่า และการท างานที่ออกแรงมากกว่าปกติ มีความสัมพันธ์กับอาการปวดคอและปวดไหล่ โดยพนักงานตัดเย็บที่มีรูปแบบการท างานที่ต้องออกแรงแขนและไหล่มากกว่าปกติมีโอกาสที่จะมีอาการปวดคอ และปวดไหล่ การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความเมื่อยล้ากับด้านท่าทางการท างานโดยคนงานท าเสื่อกกมีการเอื้อมมือหยิบจับสิ่งของหรือเครื่องมือเสมอๆ นั้น มีหลักฐานแสดงว่ามีความสัมพันธ์กันอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติ (2 = 5.931) ซึ่งเกิดขึ้นในหลายขั้นตอน เช่นอาจเกิดขึ้นในขั้นตอนการทอเสื่อ ในขั้นตอนนี้ต้องใช้คนงานสองคน คนที่หนึ่งเอื้อมแขนหยิบจับเส้นกกที่ย้อมสีแล้ว เกี่ยวไว้ที่ไม้พุ่งทีละหนึ่งเส้น ท าการพุ่งส่งเข้าไปที่อุปกรณ์ซึ่งได้จัดเตรียมด้วยการมัดเส้นเอ็นไว้แล้ว ส่วนคนที่สอง ต้องเอื้อมแขนจับอุปกรณ์ที่เรียกว่า “ฟืม” กระแทกเส้นกกเข้าหาตัว จากนั้นก็ผลักฟืมออกห่างจากตัว เตรียมกระแทกเส้นกกถัดไป ท าในลักษณะนี้ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะได้ความยาวของเสื่อที่ต้องการ สอดคล้องกับงานวิจัยของจรรยา จิตราพิเนตร (2548 : 9) เรื่องการศึกษาและเปรียบเทียบภาวะปวดหลังบริเวณกระเบนเหน็บของพนักงานที่ท างานในโรงงานอุตสาหกรรม พบว่า ปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบหลายกลุ่มอาชีพอย่างมีนัยส าคัญ ไดแกการก้มขณะท างาน การยกภาระงานหนัก อิริยาบถในการท างาน และการบิดตัว รวมถึงการศึกษาของธวัชชัย ค าป้อง (2556 : 70-78) เรื่องปัจจัยเสี่ยงที่สัมพันธ์กับการปวดหลังจากการท างานของแรงงานนอกระบบกลุ่มเย็บผ้าส าเร็จรูป อ าเภอหนองเรือ จังหวัดขอนแก่นบรรยายถึงด้านลักษณะการท างาน ในขั้นตอนการท างานเริ่มจากการเตรียมผ้าที่จะเย็บ การเย็บผ้าด้วยจักรไฟฟ้า การตรวจสอบ และบรรจุภัณฑ์เสื้อผ้าที่เย็บเสร็จแล้ว การศึกษาพบปัจจัยที่สัมพันธ์กับการปวดหลังอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติด้านท่าทางการท างาน โดยแรงงานนอกระบบกลุ่มเย็บผ้ามีท่าทางการท างานที่ไม่เหมาะสมได้แก่ การบิดตัวเพื่อหยิบจับสิ่งของ การเอื้อมมือเพื่อจับชิ้นส่วนของผ้า ส่วนความสัมพันธ์ระหว่างความเมื่อยล้ากับด้านการยกของ ในส่วนที่เกี่ยวกับของที่ยกมีลักษณะ 74 เป็นก้อนใหญ่เทอะทะ ไม่มั่นคง และของที่ไม่มีที่จับถือล าบาก (2 = 12.720) และขณะที่ท าการยกของต้องยกของห่างจากล าตัว (2 = 9.550) นั้นมีหลักฐานแสดงว่ามีความสัมพันธ์กันอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติ อันอาจเนื่องจากตั้งแต่เริ่มต้นขั้นตอนการเกี่ยวต้นกล้ากก ที่มีการมัดเป็นก้อนใหญ่ แล้วหอบหรือยกต้นกล้าไปปลูกในนาที่เตรียมการไถดะ ไถแปรเพื่อพรวนดินไว้แล้ว รวมถึงการตากแห้งเส้นกก เก็บเส้นกกที่แห้งดีแล้ว และการยกขึ้นเก็บในที่สูง ทั้งนี้สอดคล้องกับการศึกษาของจักราวุธ พลเหิม (2550 : 76) เรื่องปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความเมื่อยล้ากล้ามเนื้อของลูกจ้างในสถานประกอบการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร ต าบลหนองตูม อ าเภอกงไกรลาศ จังหวัดสุโขทัย พบว่า ลักษณะงานหน้าที่ยกของ มีความสัมพันธ์กับความเมื่อยล้ากล้ามเนื้อส่วนต้นขา อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และสอดคล้องกับการศึกษาของกิตติพงษ์ ประสงค์การ (2558 : 88) เรื่องการประเมินปัจจัยเสี่ยงท่าทางการท างานในกระบวนการผลิตเส้นขนมจีน กระบวนการผลิตเส้นขนมจีนปัจจุบันเป็นลักษณะการท างานที่ต้องอาศัยแรงงานคนในการท างาน การออกแรงในการยกย้ายสิ่งของในกระบวนการผลิต การท างานแบบซ้ าซาก และจากการศึกษาของซานโตส และคณะ (Santos et al. 2016 : 1218.) พบว่า อาชีพที่เสี่ยงต่อการเมื่อยล้ามักพบในการท างานที่ต่อเนื่องยาวนานได้รับผลกระทบจากเสียง แสงสว่าง และมีความสั่นสะเทือน โดยเฉพาะคนงานที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมสิ่งทอต่างๆ (Karimi et al. 2016 : 322-325) การศึกษาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างความเมื่อยล้ากับปัจจัยลักษณะความเมื่อยล้า ในประเด็นเรื่องมีอาการเจ็บปวดโครงร่างกระดูกกล้ามเนื้อระหว่างท างานหรือเลิกงานในรอบระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา ได้แก่ บริเวณข้อศอกด้านขวา (2 = 7.846) บริเวณแขนส่วนล่างด้านขวา (2 = 7.812) บริเวณน่องด้านขวา (2 = 5.432) พบว่า มีความสัมพันธ์กันอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติ ซึ่งอาจเกิดจากขั้นตอนการด านา ที่คนงานต้องยืนเป็นเวลานานในการด าหนอต้นกกในนาปลูกที่มีน้ าท่วมขังสูงน้อยกว่าหนึ่งฟุตอยู่ตลอดเวลา ท าให้มีลักษณะเป็นดินโคลน เมื่อขาเหยียบลงไปบนพื้น ขาจะจมลงในดิน คนงานต้องเกร็งน่องทรงตัวไว้ไม่ให้ล้ม ใช้นิ้วมือ แขนส่วนล่างและข้อศอกด้านขวาในการหยิบหนอต้นกกทีละ 3-5 หนอ เพื่อปักด าเว้นระยะห่างประมาณ 25 เซนติเมตรเป็นแนวแถวไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเต็มพื้นที่นา สอดคล้องกับการศึกษาของจักราวุธ พลเหิม (2550 : 75) เกี่ยวกับลักษณะงาน หน้าที่การท างานมีความสัมพันธ์กับความเมื่อยล้ากล้ามเนื้อ โดยพบว่า ลักษณะงานหน้าที่ปอก หั่น วัตถุดิบ มีความสัมพันธ์กับความเมื่อยล้ากล้ามเนื้อส่วนคอ เอว และน่องอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนความสัมพันธ์ระหว่างความเมื่อยล้าในขณะนั่งท าเสื่อกก มีการเคลื่อนไหวอวัยวะเป็นประจ าหรืออย่างต่อเนื่อง ได้แก่ บริเวณข้อศอก (2 = 6.883) และบริเวณน่อง (2 = 4.524) ก็พบหลักฐานแสดงถึงความสัมพันธ์กันอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติเช่นเดียวกัน สอดคล้องกับงานของจตุพร เลิศฤทธิ์ (2550 : 113) เรื่องการประเมินความเสี่ยงต่อความเมื่อยล้าของกล้ามเนื้อในคนงานโรงงานทอผ้า อ าเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ พบว่า ปัจจัยด้านท่าทางการท างานของแขนส่วนบนที่เหยียดตรงกับล าตัว การบิดตรง 75 ของมือและข้อมือ การหมุนข้อมือ และภาระงานที่ท า มีความสัมพันธ์กับการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อของคนงานอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติ คนงานท าเสื่อกกมีคะแนนความเมื่อยล้าจากค่าดัชนีความไม่ปกติใน 8 ด้าน ปรากฏว่า อยู่ในระดับมีปัญหาเล็กน้อยพอทนได้ ร้อยละ 75.65 โดยมีการใช้เครื่องมือวิจัยในการประเมินความเมื่อยล้าอย่างง่ายเช่นเดียวกับการศึกษาของแอนน์ จิระพงษ์สุวรรณ (2556 : 110) เรื่องการจัดสภาพแวดล้อมในการท างานที่ไม่เหมาะสมอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพ เช่น เกิดความผิดปกติของกระดูกและกล้ามเนื้อจากการหยิบจับสิ่งของ หรือเกิดความเครียดจากภาระงานที่มากเกินไปท าให้เกิดการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อบริเวณมือ ข้อมือ หรือส่วนต่างๆ ของร่างกายซึ่งค่าดัชนีความผิดปกติ (AI) ท่าทางการท างานในกระบวนการผลิตเส้นขนมจีน มีค่าคะแนนเฉลี่ย AI = 4.08 ซึ่งหมายถึง รับไม่ได้แก้ไขทันที และสอดคล้องกับงานการศึกษาของกนกพร บุญจูบุตร และกิตติศักดิ์ มีพา (2556) ได้ท าการศึกษาเกี่ยวกับการประเมินความเสี่ยงด้านการยศาสตร์ของพนักงานท าดอกไม้กระดาษ ซึ่งพบว่า การประเมินท่าทางการท างานด้วยวิธี Rapid Upper Limb Assessment (RULA) มีการบาดเจ็บบริเวณก้น ได้คะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 7.13 บริเวณหลังส่วนบนมีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 7.00 บริเวณแขนส่วนล่างมีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 6.88 และบริเวณไหล่มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 6.75 หมายถึง งานนั้นเริ่มเป็นปัญหา ควรท าการศึกษาเพิ่มเติมและรีบด าเนินการปรับปรุงลักษณะงานดังกล่าว ส าหรับการประเมิน AI พบค่า คะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 4.36 ซึ่งหมายถึง รับไม่ได้แก้ไขทันที สรุป การวิจัยครั้งนี้พบหลักฐานแสดงว่า มีปัจจัยบางประการที่มีความสัมพันธ์กับความเมื่อยล้าของคนงานท าเสื่อกก ได้แก่ ปัจจัยส่วนบุคคล (อายุ) ปัจจัยสภาพแวดล้อมการท างาน (1. การท างานที่ต้องอยู่ในท่าที่กล้ามเนื้อจะต้องแข็งเกร็งคงที่เป็นเวลานานๆ 2. มีการเอื้อมมือหยิบจับสิ่งของหรือเครื่องมือเสมอๆ 3. ของที่ยกมีลักษณะเป็นก้อนใหญ่เทอะทะ ไม่มั่นคง และของที่ไม่มีที่จับถือล าบาก และ 4. ขณะที่ท าการยกของ ต้องยกของห่างจากล าตัว) ปัจจัยลักษณะความเมื่อยล้า (1.มีอาการเจ็บปวดโครงร่างกระดูกกล้ามเนื้อระหว่างท างานหรือเลิกงานในรอบระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา ได้แก่ บริเวณข้อศอกด้านขวา บริเวณแขนส่วนล่างด้านขวาบริเวณน่องด้านขวา 2. มีการเคลื่อนไหวอวัยวะเป็นประจ าหรืออย่างต่อเนื่อง ได้แก่ บริเวณข้อศอก และบริเวณน่อง) ส่วนปัจจัยอื่นๆ นอกจากที่กล่าวมานี้ พบหลักฐานว่ามีความสัมพันธ์เชิงลบ ซึ่งผลการวิจัยครั้งนี้สามารถน าไปเป็นข้อมูลพื้นฐานในการพิจารณาปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการท างานของคนงานเสื่อกก โดยการใช้หลักการยศาสตร์มาเป็นหลักคิดในการท างาน เพื่อปรับปรุงสภาพแวดล้อมการท างาน โดยเฉพาะสภาพแวดล้อมทางด้านแสงสว่าง เนื่องจากการท าเสื่อกกในขั้นตอนการแปรรูปด้วยการเย็บริมเสื่อเป็นงานละเอียดสูงมาก ต้องใช้สายตาเพ็งจ้องชิ้นงาน ควรปฏิบัติตามกฎกระทรวงเรื่องการก าหนดมาตรฐานในการบริหารและจัดการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการท างานเกี่ยวกับความร้อน แสงสว่าง และเสียง พ.ศ. 2559 ก าหนดค่ามาตรฐานแสงสว่าง 1,600 ลักส์ ส่วนทางด้านลักษณะท่าทางการท างาน ควรจัด 76 ระดับความสูงของงานให้สูงกว่าความสูงระดับข้อศอกคนงาน 5 เซนติเมตร มีที่หมุนหรือที่รองข้อศอก คนงานเย็บเสื่อควรใช้เก้าอี้นั่งชนิดพับเก็บได้ เพราะพื้นที่ที่จ ากัด เก้าอี้ต้องมีความกว้างอย่างน้อย 40 เซนติเมตร มีพนักพิงรับน้ าหนักได้ทั้งแนวนอนและแนวตั้ง ลักษณะเก้าอี้ไม่ควรหุ้มด้วยวัสดุที่ลื่นหรือแข็ง มีเบาะที่นั่งหนา 2-3 เซนติเมตร เพื่อบรรเทาความผิดปกติของอวัยวะต่างๆ ที่ใช้เป็นประจ าอย่างต่อเนื่อง จะช่วยลดปัญหาความเมื่อยล้าจากการท างาน ป้องกันการเกิดอุบัติเหตุและปัญหาสุขภาพโดยภาพรวมได้ ซึ่งลักษณะงานที่คนงานท าเสื่อกกมีการท างานซ้ าซากจ าเจส่งผลให้กล้ามเนื้อต้องแข็งเกร็ง รวมถึงความสัมพันธ์ของสภาพแวดล้อมสถานที่ท างาน ควรออกแบบให้สะดวกต่อการปฏิบัติหน้าที่ สามารถเพิ่มประสิทธิผลของชิ้นงาน โดยค านึงถึงสรีระร่างกายของแต่ละบุคคล ข้อเสนอแนะ ข้อเสนอแนะในการน าผลวิจัยไปใช้ จากการศึกษาครั้งนี้ ผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะในการน าผลการวิจัยไปใช้กับผู้เกี่ยวข้อง ดังนี้ 1. คนงานท าเสื่อกกควรตระหนักถึงลักษณะท่าทางอิริยาบถ เรียนรู้วิธีการยกของที่ถูกต้องตามหลักการยศาสตร์ พร้อมจัดเตรียมสภาพแวดล้อมสถานที่ท างานให้มีความปลอดภัย เพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการท างานได้ 2. ผู้บริหารศูนย์ศิลป์เสื่อบางสระเก้าควรจัดให้มีการฝึกอบรมองค์ความรู้เรื่องการท างาน การดูแลสุขภาพส่วนบุคคล อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อป้องกันปัญหาสุขภาพสมาชิก 3. องค์การบริหารส่วนต าบลควรน าผลวิจัยไปเป็นข้อมูลสนับสนุน ในการวางแผนจัดท านโยบายส่งเสริมกิจกรรมการอบรมให้ความรู้ด้านการท างานที่บ้าน และการดูแลสุขภาพส่วนบุคคล ข้อเสนอแนะในการท าวิจัยครั้งต่อไป 1. ท าวิจัยในคนท างานกลุ่มหัตถกรรมอื่นๆ เพื่อยืนยันทฤษฎี และค้นหาองค์ความรู้ใหม่ เพื่อการพัฒนางานวิจัยด้านการยศาสตร์ผสมผสานสาธารณสุขศาสตร์ 2. ท าวิจัยในรูปแบบการวิจัยผสมผสานวิธี เพื่อให้ได้ข้อมูลเชิงลึกด้านสุขภาวะมีคุณภาพมากขึ้น สามารถน าไปต่อยอดและพัฒนาชุมชนสังคม