03 บทที่ 3 ทาริกาณ์ 17 เม.ย. 61.pdf

โฟลเดอร์pdf
ประเภทไฟล์PDF (application/pdf)
ขนาดไฟล์1.25 MB
วันที่แก้ไข28 เมษายน 2562

เนื้อหาในไฟล์

บทที่ 3 วิธีด ำเนินกำรวิจัย การด าเนินงานวิจัยเรื่องคุณค่าทางโภชนาการของอาหารที่พุทธศาสนิกชนนิยมน ามาถวายพระสงฆ์ เป็นการวิจัยเชิงส ารวจ (Survey Research) โดยท าการศึกษาแบบภาคตัดขวาง (Cross-Sectional Study) มีขั้นตอนการวิจัยแบ่งเป็น 2 ระยะ ดังนี้ 1. ระยะที่ 1 วิจัยองค์ความรู้ต่าง ๆ เพื่อการเลือกหัวข้อเรื่องที่จะท าการวิจัยเป็นการตั้งปัญหาในเรื่องที่ต้องการวิจัยเพื่อหาค าตอบ หรือเป็นการแจกแจงวัตถุประสงค์ของการศึกษา โดยต้องก าหนดขอบเขตของปัญหาให้ชัดเจน และเป็นปัญหาที่สามารถหาค าตอบได้ การก าหนดปัญหาน าการวิจัย การออกแบบวิธีวิจัย และเครื่องมือต่างๆ ที่ใช้การท าวิจัยครั้งนี้ ประกอบด้วย 1.1 การศึกษาข้อมูลจากเอกสาร บุคคลและบริบทต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง 1.2 ขอบเขตการศึกษาวิจัย ได้แก่ขอบเขตด้านพื้นที่การศึกษา และผู้ให้ข้อมูล 1.3 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 1.4 วิธีการเก็บรวบรวบข้อมูล 1.5 การตรวจสอบคุณภาพของข้อมูล 1.6 การวิเคราะห์ข้อมูล 1.7 การออกแบบวิธีวิจัย การเก็บรวบรวมข้อมูล การสร้างเครื่องมือ และการตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือเพื่อใช้ในการวิจัยระยะที่ 2 2. ระยะที่ 2 วิจัยเชิงปริมาณ เพื่อน าไปสู่การตอบวัตถุประสงค์การวิจัย โดยด าเนินการวิจัยตามขั้นตอนที่ได้จากระยะที่ 1 และน าเครื่องมือต่างๆ ที่ได้สร้างและผ่านตรวจสอบคุณภาพแล้วมาใช้ ระยะที่ 2 นี้ ซึ่งใช้เทคนิคการวิจัยต่าง ๆ เพื่อให้ได้ข้อมูลเชิงประจักษ์ ซึ่งข้อมูลต่างๆ ได้แก่ การลงเก็บข้อมูลภาคสนาม (Field Research) โดยการสังเกต การสัมภาษณ์ การชั่ง ตวง วัด เก็บข้อมูลอาหารที่น ามาถวายพระสงฆ์ และน าไปค านวณหาปริมาณคุณค่าทางโภชนาการ โดยใช้โปรแกรม INMUCAL และวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติของได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยของปริมาณคุณค่าทางโภชนาของอาหารที่น

อ่านต่อ

ามาถวายพระสงฆ์ และค านวณเปรียบเทียบสัดส่วนที่น้ าหนักต่อ 100 กรัม โดยน าค่าสารอาหารที่ได้ไปเปรียบเทียบกับปริมาณที่แนะน าประจ าวัน (Thai RDI) และหลักเกณฑ์การจ าแนกอาหาร และสรุป อภิปรายผลการวิจัย ซึ่งประกอบด้วย 2.1 ประชากรและขนาดกลุ่มตัวอย่าง 2.2 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 2.3 การสร้างและตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 2.4 วิธีการเก็บรวบรวบข้อมูล 2.5 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ และการวิเคราะห์ข้อมูล 3. การพิทักษ์สิทธิผู้เข้าร่วมการวิจัย และจริยธรรมการวิจัย 4. คุณลักษณะของข้อมูลและวิธีการศึกษา 5. แผนการด าเนินการวิจัย ซึ่งผู้วิจัยได้ออกแบบขั้นตอนการด าเนินการวิจัยไว้ดังแผนภาพที่ 2 80 ขั้นตอนกำรด ำเนินกำรวิจัย แผนภาพที่ 2 แผนผังขั้นตอนตอนการด าเนินการวิจัย วิจัยระยะที่ 1 วิจัยองค์ความรู้ เพื่อก าหนดขอบเขตการวิจัย สร้างกรอบแนวคิดการวิจัย ออกแบบวิธีวิจัย และเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 1. การศึกษาข้อมูลจากเอกสาร บุคคลและบริบทต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง 2. ขอบเขตการศึกษาวิจัย ได้แก่ขอบเขตด้านพื้นที่การศึกษา และขอบเขตผู้ให้ข้อมูล 3. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 4. วิธีการเก็บรวบรวบข้อมูล 5. การตรวจสอบคุณภาพของข้อมูล 6. การวิเคราะห์ข้อมูล 7. น าข้อมูลที่ได้มาออกแบบวิธีวิจัย การเก็บรวบรวมข้อมูล การสร้างเครื่องมือ และการตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือเพื่อใช้ในการวิจัยระยะที่ 2 2. วิจัยระยะที่ 2 วิจัยเชิงปริมาณเก็บข้อมูลอาหารที่น ามาถวายพระสงฆ์ และน าไปค านวณหาปริมาณคุณค่าทางโภชนาการ โดยใช้โปรแกรม INMUCAL และวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติของได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยของปริมาณคุณค่าทางโภชนาของอาหารที่น ามาถวายพระสงฆ์ น ามาเปรียบเทียบกับปริมาณที่แนะน าประจ าวัน (Thai RDI) และจ าแนกอาหารตามเกณฑ์ 2.1 ประชากรและขนาดกลุ่มตัวอย่าง 2.2 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 2.3 การสร้างและตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 2.4วิธีการเก็บรวบรวบข้อมูล 2.5สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ และการวิเคราะห์ข้อมูล แบบบันทึกรายการอาหารที่พุทธศาสนิกชนน ามาถวายพระสงฆ์ ออนไลน์ (Web Form) บน Google Application และแบบบันทึกการชั่งน้ าหนักอาหาร คุณค่าทางโภชนาการของอาหารที่พุทธศาสนิกชนที่น ามาถวายพระสงฆ์ 81 ระยะที่ 1 วิจัยองค์ควำมรู้ การศึกษาในระยะนี้ใช้เทคนิคการวิจัยต่างๆ ได้แก่ การศึกษาค้นคว้าเอกสารและข้อมูลทางสถิติละที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ (Document Method) การทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง (Literature Review) การลงเก็บข้อมูลภาคสนาม (Field Research) การสังเกต การสัมภาษณ์ เพื่อให้ได้ข้อมูลเชิงประจักษ์ รวมถึงการเรียนรู้ ฝึกทักษะที่เกี่ยวข้อง ข้อมูลต่างๆ ที่ได้มานั้นสามารถน าออกแบบวิธีวิจัยและสร้างเครื่องมือ ที่น าไปสู่การวิจัยในระยะที่ 2 ซึ่งมีขั้นตอนดังนี้ 1. กำรศึกษำข้อมูลจำกเอกสำร บุคคลและบริบทต่ำงๆ ที่เกี่ยวข้อง 1.1 กำรศึกษำข้อมูลจำกเอกสำร (Document Method) ผู้วิจัยได้ศึกษาค้นคว้ารวบรวมข้อมูลจากต าราเอกสารทางวิชาการ วารสาร บทความ คู่มือการวิจัยและรายงานการวิจัยที่เกี่ยวข้อง ต้องท าการทบทวนวรรณกรรม หรือศึกษาส ารวจเอกสาร หรือสาระจากสื่อต่าง ๆอย่างละเอียด เป็นการศึกษาข้อเขียนทุกชนิดที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่วิจัย (Literature Review) เพื่อช่วยให้ผู้วิจัยเกิดความเข้าใจในหลายๆ มิติ ในหัวข้อปัญหา เพื่อค้นหาประเด็นที่แตกต่าง จุดเด่นที่ส าคัญและน่าสนใจอันส่งให้เกิดแนวความคิดและการค้นพบสิ่งใหม่ รวมถึงวิเคราะห์ประเด็นต่างๆ เกิดการพัฒนากรอบแนวคิด และมองเห็นแนวทางในการด าเนินการวิจัย นอกจากนี้ยังได้น าข้อมูลที่ได้ไป แจกแจงความคิดและจัดระบบความคิด ซึ่งน าไปสู่ค าถามในการวิจัยที่เป็นจุดเน้นส าคัญ (วรรณดี สุทธินรากร. 2556 : 33) และน าเสนอหัวข้อและเค้าโครงวิทยานิพนธ์ ตลอดจนมีประโยชน์ในขั้นตอนการอภิปรายผล ซึ่งจะท าให้เกิดความชัดเจนในการน าไปสู่ข้อเสนอแนะที่เป็นรูปธรรม สามารถน าไปปฏิบัติได้ และยังเป็นส่วนหนึ่งในการสกัดองค์ความรู้ใหม่จากการวิจัย ให้มีความถูกต้องน่าเชื่อถือ 1.2 กำรศึกษำข้อมูลกำรพัฒนำ Web Form โดยใช้ Google Application และความเป็นไปได้ในการน ามาใช้งานจริง โดยศึกษาการพัฒนาระบบดังกล่าวจากผู้ทรงคุณวุฒิทั้งด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology : IT) ด้านโภชนศาสตร์ รวมถึงงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ในการพัฒนาและตรวจสอบความน่าเชื่อของ Web Application ดังกล่าวด้วย 1.3 กำรศึกษำข้อมูลกำรออกแบบวิธีวิจัย กำรสร้ำงเครื่องมือและสถิติกำรวิจัย ด้วยการศึกษาค้นคว้าเอกสาร การอบรบและ การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ 1.4 กำรศึกษำข้อมูลภำคสนำม (Field Research) ศึกษาเทคนิคการเก็บข้อมูลด้วยการการสังเกตอย่างมีส่วนร่วม และไม่มีส่วนร่วม การสัมภาษณ์อย่างไม่เป็นทางการ และการสัมภาษณ์เชิงลึก เพื่อให้ได้ข้อมูลเชิงประจักษ์ รวมถึงการเรียนรู้ ฝึกทักษะที่เกี่ยวข้อง ข้อมูลต่างๆ ซึ่งการลงส ารวจพื้นที่ที่มีเส้นทางการใส่บาตรจากการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลเป็นผู้มีจิตศรัทธาในการใส่บาตรอย่างมาก และตัวบุคคลเพื่อให้ได้ข้อมูลเชิงประจักษ์ที่เกี่ยวกับการใส่บาตรและการจัดถวายภัตตาหารของพุทธศาสนิกชน จากข้อมูลเชิงประจักษ์ดังกล่าวน ามาสรุปประเด็นที่ และน าไปสู่การค้นคว้าแนวคิดทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องเพื่อทบทวนค้นหาประเด็นที่แตกต่าง ความทันสมัยของข้อมูล จุดเด่นที่ส าคัญและน่าสนใจ ส่งผลให้เกิดแนวคิดและการค้นพบสิ่งใหม่โดยมีทฤษฎีและแนวคิดมาเสริมสร้างให้ผู้วิจัยมีองค์ความรู้ใหม่ 1.5 แหล่งค้นคว้ำข้อมูล ได้แก่ (1) ห้องสมุดในสถาบันการศึกษา (2) ห้องสมุดอิเล็กทรอนิกส์ (3) ฐานข้อมูลงานวิจัยอิเล็กทรอนิกส์ เช่น Thaillis , Plosone เป็นต้น 82 2. ขอบเขตกำรศึกษำวิจัย ได้แก่ขอบเขตด้านพื้นที่การศึกษาและผู้ให้ข้อมูลดังแผนภาพ ที่ 3 2.1 ขอบเขตด้ำนพื้นที่กำรศึกษำ แผนภาพที่ 3 แผนผังขอบเขตพื้นที่การศึกษา ผู้วิจัยเลือกพื้นที่แบบเจาะจง คือจังหวัดนครราชสีมา เนื่องจาก (1) การพัฒนาในทุก ๆ ด้านที่น าไปสู่การเป็นเมืองหลวงแห่งภาคอีสาน ซึ่งก าลังพัฒนาขยายเมืองในทุกด้าน ความเจริญต่าง ๆ ที่เพิ่มขึ้น จ านวนประชากรที่หลั่งไหลเข้ามา (2) ด้านพุทธศาสนาที่มีความชุกของพุทธศาสนสถานและพุทธศาสนิกชน มีวัดทั้งจังหวัด 2,028 วัด เป็นมหานิกาย 1,907 วัด , ธรรมยุต 221 วัด และวัดจีนนิกาย 1 วัด (ส านักพุทธศาสนานครราชสีมา. 2559) (3) ด้านสุขภาพของพระสงฆ์ในจังหวัดนครราชสีมาจากรายงานของโครงการตรวจสุขภาพพระสงฆ์ในปี 2557 พบว่า พระสงฆ์ส่วนใหญ่มีปัญหาเรื้อรังค่อนข้างสูงโดยเฉพาะเบาหวาน ภาวะไขมันในเลือดสูง และกรดยูริคสูง และยังพบปัญหาฐานข้อมูลวัดในประเทศไทย (ส านักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติปี. 2558) จังหวัดนครราชสีมามีความชุกของ พุทธศาสนาสถาน และพระ สูงสุด ศึกษาบริบทต่าง ๆ ของจังหวัดนครราชสีมา 1.การพัฒนาในทุก ๆ ด้านที่น าไปสู่การเป็นเมืองหลวงแห่งภาคอีสาน 2.พื้นที่ต่างๆ ที่มีความชุกพุทธศาสนาสถาน และพระสงฆ์ สูงสุดในประเทศ 3.ข้อมูลด้านสุขภาพของพระสงฆ์ จากรายงานเขตสุขภาพที่ 9 ปี 2559 นครชัยบุรินทร์ 4.เป็นจังหวัดน าร่องในการแก้ไขปัญหาสุขภาพจากมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ปี 2555 เจาะจงพื้นที่การศึกษาตามคุณสมบัติ คือพื้นที่การศึกษาในเขตเทศบาลเมือง และเทศบาลนคร จากฐานข้อมูลจังหวัดนครราชสีมามีทั้งหมด 5 ต าบล ได้แก่ เทศบาลนครนครราชสีมา เทศบาลเมืองปากช่อง เทศบาลเมืองบัวใหญ่ เทศบาลเมืองสีคิ้ว และเทศบาลเมืองปักธงชัย ก าหนดพื้นที่เก็บข้อมูลในเขตเทศบาลเมืองทั้ง 5 ต าบล 1. เส้นทางการบิณฑบาตที่มีจ านวนวัดมาก ใกล้ตลาด และมีชุมชม 2. เก็บข้อมูลในพื้นที่วัดให้ครบทุกนิกายที่มีในแต่ละต าบล 83 อื่น ๆ ได้แก่ สุขภาพฟันค่อนข้างสูง ทั้งปัญหาหินปูน ฟันผุ ฯลฯ ประวัติเสี่ยงที่พบมากได้แก่ความเสี่ยงจากการสูบบุหรี่ และดัชนีมวลกายที่อ้วนถึงอ้วนมาก (ส านักงานเขตสุขภาพที่ 9 นครราชสีมา. 2558 : 34) และจากรายงานสรุปผลงานตรวจคัดกรองสุขภาพพระภิกษุสงฆ์ปี 2558 ส านักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเขตพื้นที่นครราชสีมา (2559) พบว่าปัญหาเรื้อรังและปัญหาสุขภาพอื่นๆ ค่อนข้างสูง ประวัติเสี่ยงที่พบได้แก่ภาวะอ้วนถึงอ้วนมาก ภาวะกรดยูริคสูง และภาวะความดันโลหิตสูง (ส านักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเขตพื้นที่นครราชสีมา. 2559) จากข้อมูลทั้งสองหน่วยงานที่สอดคล้องกันและมีแนวโน้มดัชนีมวลกายที่อ้วนถึงอ้วนมาก คือร้อยละ 18.19 และ 22.78 ในปี 2557 และ 2558 ตามล าดับ และจากข้อมูลจังหวัดนครราชสีมา มีทั้งหมด 32 อ าเภอ อ าเภอ 287 ต าบล เทศบาล 75 แห่ง (ศูนย์ราชการจังหวัดนครราชสีมา. 2559 : 13) (4) เป็นพื้นที่ที่ยังไม่มีการศึกษาวิจัย และ (5) มีกลุ่มเป้าหมายเพียงพอ แผนภาพที่ 4 แผนที่จังหวัดนครราชสีมา (ศูนย์ราชการจังหวัดนครราชสีมา. 2559 : 2) จากข้อมูลดังกล่าวผู้วิจัยจึงเลือกพื้นที่การศึกษาคือจังหวัดนครราชสีมาดังภาพที่ 3.3 โดยเลือกพื้นที่การศึกษาแบบเจาะจง (Purposive Sampling) คืออ าเภอที่มีลักษณะความเป็นเมือง ได้แก่ เทศบาลนคร 1 แห่ง คือ เทศบาลนครนครราชสีมา และ เทศบาลเมือง 4 แห่ง คือเทศบาลเมืองปากช่อง เทศบาลเมืองบัวใหญ่ เทศบาลเมืองสีคิ้ว และเทศบาลเมืองปักธงชัย รวม 5 พื้นที่ ผู้วิจัยได้ก าหนดคุณสมบัติที่ได้จากศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้อง และการลงพื้นที่ส ารวจจริงเบื้องต้น ดังนี้ (1) เจาะจงเส้นทางการบิณฑบาตที่มีจ านวนวัดมาก ใกล้ตลาด และชุมชมที่พักอาศัย การเก็บข้อมูลตามเส้นทางการบิณฑบาตจากจุดใจกลางเริ่มต้นที่ผู้วิจัยก าหนดตามเกณฑ์ข้างต้น โดยก าหนดระยะทางในรัศมี 3 ¤ÃºØÃÕÊÕ¤Ôéǻҡªèͧ¤§¾ÔÁÒ´èÒ¹¢Ø¹·´àÊÔ§ÊÒ§»Ñ¡¸§ªÑÂÊÙ§à¹Ô¹Çѧ¹éÓà¢ÕÂÇâ¹¹ÊÙ§ªØÁ¾Ç§¨Ñ¡ÃҪ⪤ªÑºÑÇãË­è»ÃзÒÂâ¹¹ä·ÂËéÇÂá¶Å§àÁ×ͧ¹¤ÃÃÒªÊÕÁÒ˹ͧºØ­ÁÒ¡¢ÒÁÊÐá¡áʧá¡é§Ê¹ÒÁ¹Ò§à·¾ÒÃÑ¡Éì (¡Ôè§ Í.)⹹ᴧºéÒ¹àËÅ×èÍÁ¾Ãзͧ¤Ó (¡Ôè§ Í.)¢ÒÁ·ÐàÅÊÍà©ÅÔÁ¾ÃÐà¡ÕÂõÔàÁ×ͧÂÒ§ (¡Ôè§ Í.)ÊÕ´Ò (¡Ôè§ Í.)ÅÓ·ÐàÁ¹ªÑ (¡Ôè§ Í.)ºÑÇÅÒ (¡Ôè§ Í.)บัวใหญ่ ปักธงชัย สีคิ้ว เมือง ปำกช่อง 84 กิโลเมตร (2) เจาะจงเก็บข้อมูลในพื้นที่วัดให้ครบทุกนิกายที่มีในแต่ละต าบล จากข้อมูลส านักพุทธศาสนาจังหวัดนครราชสีมา พบว่าในพื้นที่ที่จะศึกษามี 3 นิกาย คือ มหานิกาย ธรรมยุต และจีนนิกาย ซึ่งมีเพียงแห่งเดียวที่ต าบลสีคิ้ว (3) วัดที่จะเก็บข้อมูลมีการปรุงอาหารในวันที่ลงพื้นที่ ซึ่งจากการลงส ารวจเบื้องต้นส่วนใหญ่เป็นวัดที่มีการศึกษาปริยัติธรรม และในวันที่เป็นพระ หรือวัดอาทิตย์ ในบางช่วงอาจมีการจะประชุมหรือกิจกรรมพิเศษทางศาสนา ดังตารางที่ 5 ตารางที่ 5 ข้อมูลพื้นที่การศึกษา ล ำดับ ต ำบล พุทธศำสนิกชน พุทธศำสนสถำน 1 เทศบาลนครนครราชสีมา 133,096 38 2 เมืองปากช่อง 52,161 31 3 เมืองบัวใหญ่ 22,830 17 4 เมืองสีคิ้ว 24,374 11 5 เมืองเมืองปัก 19,328 11 รวม 251,789 108 ซึ่งผู้วิจัยได้เจาะจงเส้นทางเก็บข้อมูล และช่วงเวลาเก็บข้อมูล โดยจัดท าแผนที่ดัดแปลงและบันทึกพิกัดโดยใช้โปรแกรม Google Map ดังนี้ 2.1.1 เส้นทางการเก็บข้อมูลในเขตเทศบาลนครนครราชสีมา อ าเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา จากการลงพื้นที่ส ารวจข้อมูล จากผู้ให้ข้อมูล (Key Informant) ที่แนะน าและน าทางไปส ารวจ โดยเริ่มต้นที่ตลาดประตู วนรอบเมือง เลาะเข้าชุมชนใกล้ ๆ วัด ใกล้ตลาด จนไปถึงอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี ผู้วิจัยได้ตรวจสอบข้อมูลแผนที่ และสร้างพิกัดต่าง ๆ ลงในแผนที่ โดยใช้โปรแกรม Google Map โดยใช้สัญลักษณ์แสดงสถานที่ส าคัญ และ คือจุดเริ่มต้น ดังแผนภาพที่ 5 85 แผนภาพที่ 5 แผนที่เส้นทางเก็บข้อมูลเขตเทศบาลนครเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา 2.1.2 เส้นทางการเก็บข้อมูลในเขตเทศบาลเมืองปากช่อง อ าเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ผู้วิจัยได้ตรวจสอบข้อมูลแผนที่ และสร้างพิกัดต่างๆ ลงในแผนที่ โดยใช้โปรแกรม Google Map โดยใช้สัญลักษณ์ () แสดงสถานที่ส าคัญ และ คือจุดเริ่มต้น ดังแผนภาพที่ 6 แผนภาพที่ 6 แผนที่เส้นทางเก็บข้อมูลเขตเทศบาลเมืองปากช่อง อ าเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา 86 2.1.3 เส้นทางการเก็บข้อมูลในเขตเทศบาลเมืองบัวใหญ่ อ าเภอบัวใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา จากผู้ให้ข้อมูล (key informant) ที่แนะน า โดยเริ่มต้นที่ตลาดสด วนรอบเมือง ผู้วิจัยได้ตรวจสอบข้อมูลแผนที่ และสร้างพิกัดต่างๆ ลงในแผนที่ โดยใช้โปรแกรม Google Map โดยใช้สัญลักษณ์ () แสดงสถานที่ส าคัญและ คือจุดเริ่มต้น ดังแผนภาพที่ 7 แผนภาพที่ 7 แผนที่เส้นทางเก็บข้อมูลเขตเทศบาลเมืองบัวใหญ่ อ าเภอบัวใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา 2.1.4 เส้นทางการเก็บข้อมูลในเขตเทศบาลเมืองสีคิ้ว อ าเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา ผู้วิจัยได้ตรวจสอบข้อมูลแผนที่ และสร้างพิกัดต่างๆ ลงในแผนที่ โดยใช้โปรแกรม Google Map โดยใช้สัญลักษณ์ แสดงสถานที่ส าคัญและ คือจุดเริ่มต้น ดังแผนภาพที่ 8 แผนภาพที่ 8 แผนที่เส้นทางเก็บข้อมูลเขตเทศบาลเมืองสีคิ้ว อ าเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา 87 2.1.5 เส้นทางการเก็บข้อมูลในเขตเทศบาลเมืองปักธงชัย อ าเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา ผู้วิจัยได้ตรวจสอบข้อมูลแผนที่ และสร้างพิกัดต่างๆ ลงในแผนที่ โดยใช้โปรแกรม Google Map โดยใช้สัญลักษณ์ แสดงสถานที่ส าคัญและ คือจุดเริ่มต้น ดังแผนภาพที่ 9 แผนภาพที่ 9 แผนที่เส้นทางเก็บข้อมูลเขตเทศบาลเมืองปักธงชัย อ าเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา 2.1.2 ระยะเวลาที่ใช้ในการเก็บข้อมูลวิเคราะห์ข้อมูลและน าเสนอผลการวิจัยระหว่างวันที่ 17 ตุลาคม พ.ศ 2560 ถึง 31 มีนาคม พ.ศ. 2561 ช่วงเวลาที่เก็บข้อมูลคือช่วงใส่บาตรและถวายจังหันเวลา 05.30-08.00 และช่วงฉันเพลเวลา 10.00-11.00 น. เก็บข้อมูลในช่วง วันธรรมดา วันหยุด และวันพระ 2.2 ขอบเขตผู้ให้ข้อมูล การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงส ารวจ (Survey Research) ใน ระยะวิจัยองค์ความรู้ เพื่อน าไปสู่การออกแบบวิธีวิจัย และสร้างเครื่องมือในการเก็บข้อมูล นอกจากการศึกษาค้นคว้าเอกสารที่เกี่ยวข้องแล้ว ยังต้องศึกษาจากกลุ่มผู้ให้ข้อมูล โดยใช้เทคนิค Snow Ball ที่ได้จากค าแนะน าบอกต่อ ๆ กันจากเริ่มต้นจากพุทธศาสนิกชนที่ใส่บาตรประจ า ผู้ทรงคุณวุฒิ หรือผู้เชี่ยวชาญด้านต่าง ๆ หรือจากเอกสารที่เกี่ยวกับงานวิจัย หรือที่เรียกว่า การสุ่มเชิงทฤษฎี (Theoretical Sampling) โดยขนาดของกลุ่มผู้ให้ข้อมูล โดยท าการศึกษาข้อมูลเบื้องต้นไปก่อน แล้วค่อยไปตามกระบวนการกลุ่มเป้าหมายที่จะเผยขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกับการวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากกลุ่มผู้ให้ข้อมูล จนไม่มีข้อมูลใหม่ ๆ เข้ามาอีก เป็นการแสดงถึงความอิ่มตัวของข้อมูล (วรรณดี สุทธินรากร. 2556 : 57-60) ซึ่งผู้วิจัยได้เก็บข้อมูลกับผู้ให้ข้อมูลเริ่มต้นจากผู้ที่ใส่บาตรเป็นประจ าโดยยังไม่ได้ทฤษฎีมาเป็นกรอบการสัมภาษณ์ และข้อมูลไปวิเคราะห์ทันที จนน าไปสู่การค้นคว้าทฤษฎีที่เกี่ยวข้องเพิ่มขึ้น น าไปสู่ผู้ให้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องในส่วนต่างๆ จนได้ข้อมูลเริ่มอิ่มตัว ได้ขนาดผู้ให้ข้อมูล 25 ราย สอดคล้องกับประสบการณ์ของ Douglas (1985) ประมาณการการสัมภาษณ์เชิงลึกไว้ที่ 25 คน (Douglas. 1985 อ้างถึงในวรรณดี สุทธินรากร. 2556 : 60) ซึ่งการลงเก็บข้อมูลภาคสนาม (Field Research) การสังเกตควบคู่กับการสัมภาษณ์อย่างไม่เป็นทางการ เพื่อให้ได้ข้อมูลเชิงประจักษ์ 88 รวมถึงการเรียนรู้ ฝึกทักษะที่เกี่ยวข้อง ที่จะน าไปสู่การวิจัยระยะที่ 2 การวิจัยเชิงปริมาณ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ ผู้ให้ข้อมูล จ านวน 25 ราย 1) พุทธศาสนิกชนที่ใส่บาตรเป็นประจ าทั้งที่ปรุงอาหารเอง จ านวน 3 ราย และซื้อจากร้านค้าจ านวน 3 ราย 2) ร้านค้าที่จ าหน่ายอาหารตามเส้นทางบิณฑบาตและตลาด จ านวน 4 ราย 3) ผู้จัดเตรียมอาหารถวายพระสงฆ์เป็นประจ า จ านวน 2 ราย 4) เจ้าอาวาสวัดที่อยู่ในเขตเทศบาลเมือง จ านวน 2 รูป 5) ผู้มีหน้าที่ปรุงอาหารถวายพระสงฆ์ที่วัด จ านวน 3 ราย 6) ผู้ดูแลสถานที่ในการปรุงอาหารที่โรงเจ 1 ราย 7) ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ จ านวน 4 ราย 8) ผู้เชี่ยวชาญด้าน IT และด้านโปรแกรม INMUCAL จ านวน 3 ราย 3. เครื่องมือที่ใช้ในกำรวิจัย 3.1 เครื่องมือที่เป็นตัวบุคคล คือการใช้ตัวบุคคล เป็นผู้เก็บรวบรวมข้อมูล คือตัวผู้วิจัยเอง เป็นเครื่องมือที่ส าคัญ จะเป็นผู้สังเกต ตั้งค าถาม จดบันทึก ชั่ง ตวง วัดส่วนประกอบของอาหารและวิเคราะห์ข้อมูล จะมีแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างที่ก าหนดหัวข้อที่จะสอบถาม ที่สามารถให้ข้อมูลพื้นฐานและสามารถเจาะลึกถึงประเด็นที่ต้องการทราบได้ เมื่อพบข้อมูลที่น่าสนใจก็สามารถสอบถามในทันทีเพื่อให้ข้อมูลนั้นครบถ้วนในเนื้อหานั้น ๆ และท าการบันทึกในสมุดบันทึกที่ใช้ส าหรับเก็บรวบรวมข้อมูลทั้งหมดทั้งจากการสังเกต สัมภาษณ์ และข้อคิดเห็นอื่น ๆ ที่เพิ่มเติม 3.2 เครื่องมือที่เป็นเอกสำร คือการใช้เอกสารเป็นเครื่องมือ ในการช่วยเก็บรวบรวมข้อมูล โดยใช้เทคนิคทั้งการสังเกตอย่างไม่มีส่วนร่วม มีส่วนร่วม ควบคู่การสอบถามสัมภาษณ์อย่างไม่เป็นทางการ แล้วแต่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในการลงพื้นที่เก็บข้อมูล โดยมีแนวทางการสัมภาษณ์ และสนทนากับผู้ให้ข้อมูลอย่างกว้างๆ และเมื่อพบประเด็นใหม่ที่เกี่ยวข้อง ก็จะสัมภาษณ์ในเชิงลึกต่อไป โดยแนวค าถามจะเป็นค าถามปลายเปิด และจดบันทึกสมุดบันทกการเก็บข้อมูลภาคสนาม บันทึกเสียง โดยหลังจากที่เก็บข้อมูลเสร็จ จะรีบถอดเทป และสรุปประเด็นทันที เพื่อน าข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อน าไปเตรียมเก็บข้อมูลเพิ่มเติม หรือได้ข้อมูลเพียงพอที่จะน าไปออกแบบเครื่องมือเชิงปริมาณต่อไป 3.3 เครื่องมือที่เป็นอุปกรณ์ช่วยในกำรเก็บข้อมูล เช่น 3.3.1 เทปบันทึกเสียง เป็นอุปกรณ์ในการเก็บข้อมูลขณะสัมภาษณ์ทุกครั้ง ผู้วิจัยจะจัดเตรียมเองและดูแลให้เครื่องอัดเสียงพร้อมใช้งานในระยะเวลาที่เพียงพอในการสัมภาษณ์และการสัมภาษณ์ ต้องได้รับอนุญาตจากผู้ให้ข้อมูลก่อนทุกครั้ง 3.3.2 สมุดบันทึกภาคสนาม เพื่อบันทึกสัมภาษณ์เจาะลึก 3.3.3 กล้องถ่ายภาพ 3.3.4 กล้องวีดีโอ 3.3.5 โทรศัพท์มือถือที่สามารถใช้งานอินเตอร์เน็ตได้ 89 3.3.6 Google Voice Type เป็นโปรแกรมบันทึกพิมพ์เป็นตัวอักษรด้วยเสียง สามารถจะใช้ผ่านโทรศัพท์หรือโน้ตบุ๊กที่มีอินเตอร์เน็ตอีกทั้งยังน ามาประยุกต์ใช้ในการถอดเทป (Transcribe) อีกด้วย 4. วิธีกำรเก็บรวบรวบข้อมูล ในการวิจัยครั้งนี้มีขั้นตอนการรวบรวมข้อมูลในระยะที่ 1 ดังนี้ 4.1 กำรรวบรวมข้อมูลจำกเอกสำร (Document Method) ผู้วิจัยได้ศึกษาค้นคว้ารวบรวมข้อมูลจากต าราเอกสารทางวิชาการ วารสาร บทความ คู่มือการวิจัยเชิงคุณภาพและรายงานการวิจัยที่เกี่ยวข้อง ซึ่ง ในการวิจัยมีอย่างน้อยสามช่วงเวลา คือ ในช่วงของการพัฒนาโจทย์และค าถามการวิจัย ขั้นตอนนี้เป็นการด าเนินงานเพื่อให้ได้โจทย์วิจัยที่ชัดเจน มีคุณค่า และสามารถเชื่อมต่อการน าผลวิจัยไปใช้ประโยชน์ได้ ซึ่งในการพัฒนาโจทย์และค าถามการวิจัย เริ่มต้นจากการค้นหาประเด็นปัญหาที่ส าคัญในปัจจุบัน และน าเสนออาจารย์ที่ปรึกษา เพื่อน าไปสู่แนวทางค้นคว้าหาข้อมูลต่างๆ ทั้งความส าคัญ ความเป็นมา และสถิติต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับประเด็นปัญหาสุขภาพของพระสงฆ์ รวมถึงแนวนโยบายในภาคส่วนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จนได้ค าส าคัญการค้นหาข้อมูลต่อไป เมื่อได้ค าส าคัญ (Key Word) ซึ่งเป็นกุญแจน าไปสู่การก าหนดหัวข้อวิจัยแล้ว ขั้นตอนต่อไป คือ ต้องท าการทบทวนวรรณกรรม หรือศึกษาส ารวจเอกสาร หรือสาระจากสื่อต่าง ๆอย่างละเอียด เป็นการศึกษาข้อเขียนทุกชนิดที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่วิจัย (Literature Review) เพื่อช่วยให้ผู้วิจัยเกิดความเข้าใจในหลายๆ มิติ ในหัวข้อปัญหา เพื่อค้นหาประเด็นที่แตกต่าง จุดเด่นที่ส าคัญและน่าสนใจอันส่งให้เกิดแนวความคิดและการค้นพบสิ่งใหม่ รวมถึงวิเคราะห์ประเด็นต่างๆ เกิดการพัฒนากรอบแนวคิด และมองเห็นแนวทางในการด าเนินการวิจัย นอกจากนี้ยังได้น าข้อมูลที่ได้ไป แจกแจงความคิดและจัดระบบความคิด ซึ่งน าไปสู่ค าถามในการวิจัยที่เป็นจุดเน้นส าคัญ (วรรณดี สุทธินรากร. 2556 : 33) และน าเสนอหัวข้อและเค้าโครงวิทยานิพนธ์ ตลอดจนมีประโยชน์ในขั้นตอนการอภิปรายผล ซึ่งจะท าให้เกิดความชัดเจนในการน าไปสู่ข้อเสนอแนะที่เป็นรูปธรรม สามารถน าไปปฏิบัติได้ และยังเป็นส่วนหนึ่งในการสกัดองค์ความรู้ใหม่จากการวิจัย ให้มีความถูกต้องน่าเชื่อถือ 4.2 กำรทดลองพัฒนำ Web Form โดยใช้ Google Application และความเป็นไปได้ในการน ามาใช้งานจริง โดยศึกษาการพัฒนาระบบดังกล่าวจากผู้ทรงคุณวุฒิทั้งด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology : It) ด้านโภชนศาสตร์ รวมถึงงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ในการพัฒนาและตรวจสอบความน่าเชื่อของ Web Application ดังกล่าวด้วย โดยได้ทดลองสร้างเอกสารตัวอย่างอย่างง่ายๆ และทดลองเก็บข้อมูล 4.3 กำรลงเก็บข้อมูลภำคสนำม (Field Research) โดยผู้วิจัยได้ใช้เทคนิคการเก็บข้อมูลด้วยการการสังเกตอย่างมีส่วนร่วม และไม่มีส่วนร่วม การสัมภาษณ์อย่างไม่เป็นทางการ และการสัมภาษณ์เชิงลึก โดยเริ่มต้นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีก่อน จนน าไปสู่กรอบแนวสัมภาษณ์ เพื่อให้ได้ข้อมูลเชิงประจักษ์ รวมถึงการเรียนรู้ ฝึกทักษะที่เกี่ยวข้อง ข้อมูลต่าง ๆ ซึ่งการลงส ารวจพื้นที่ที่มีเส้นทางการใส่บาตรจากการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลเป็นผู้มีจิตศรัทธาในการใส่บาตรอย่างมาก และตัวบุคคลเพื่อให้ได้ข้อมูลเชิงประจักษ์ที่เกี่ยวกับการใส่บาตรและการจัดถวายภัตตาหารของพุทธศาสนิกชน 90 จากข้อมูลเชิงประจักษ์ดังกล่าวน ามาสรุปประเด็นที่ และน าไปสู่การค้นคว้าแนวคิดทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องเพื่อทบทวนค้นหาประเด็นที่แตกต่าง ความทันสมัยของข้อมูล จุดเด่นที่ส าคัญและน่าสนใจ ส่งผลให้เกิดแนวคิดและการค้นพบสิ่งใหม่โดยมีทฤษฎีและแนวคิดมาเสริมสร้างให้ผู้วิจัยมีองค์ความรู้ใหม่ ดังรายละเอียดบันทึกการลงภาคสนามของการวิจัยระยะที่ 1 ในภาคผนวก 5. กำรตรวจสอบคุณภำพข้อมูล จากการศึกษาการตรวจสอบคุณภาพข้อมูล พบว่าไม่ว่าจะเป็นข้อมูลเชิงปริมาณหรือคุณเชิงคุณภาพ ก็ต้องมีการตรวจสอบจากหลายแหลาง หลายวิธี หลายทฤษฎี ซึ่งการตรวจสอบความน่าเชื่อถือของข้อมูลที่ได้จากภาคสนาม นับเป็นการตรวจสอบตลอดเวลา ผู้วิจัยสามารถเก็บข้อมูลเพิ่มเติมได้อีก จนกว่าข้อมูลที่ได้มาถึงจุดอิ่มตัว โดย Lincoln and Guba (1985 อ้างถึงใน วรรณี สุทธินรากร. 2556 : 142-143) ได้อธิบายวิธีการตรวจสอบความน่าเชื่อถือของข้อมูล ไว้ 4 วิธี ซึ่งผู้วิจัยได้คัดเลือกมา 2 วิธีดังนี้ (1) การเก็บข้อมูลหลายวิธีการ (Multiple Methods) การใช้หลายวิธีการเป็นรูปแบบหนึ่งของการตรวจสอบความน่าเชื่อถือของข้อมูลที่นิยมใช้ ในการวิจัยนี้ผู้วิจัยใช้เทคนิควิธีการหลากหลายปรับไปตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้น (2) การสร้างเส้นทางการตรวจสอบ (audit) ในกระบวนการวิจัยทั้งการเก็บร

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน