05__บทที่ 1_ผ่องไพรธรรม กล้าจน.pdf

โฟลเดอร์pdf
ประเภทไฟล์PDF (application/pdf)
ขนาดไฟล์127 KB
วันที่แก้ไข28 เมษายน 2562

เนื้อหาในไฟล์

1 บทที่ 1 บทน ำ ควำมเป็นมำและควำมส ำคัญของปัญหำ มะเร็งเต้านมเป็นโรคมะเร็งที่พบบ่อยที่สุดของสตรีทั่วโลกคิดเป็นร้อยละ 16.00 ของโรคมะเร็งในสตรี ในแต่ละปีจะพบผู้ป่วยมะเร็งเต้านม 570,000 คน (ตรีชฎาภรณ์ ภักดิ์โพธิ์. 2555 : 1) ส าหรับประเทศไทย ข้อมูลจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติพบว่า มะเร็งที่พบ 5 อันดับแรกของเพศหญิง ได้แก่ มะเร็งเต้านม (42.41%) มะเร็งปากมดลูก (12.15%) มะเร็งล าไส้ใหญ่และไส้ตรง (8.78%) มะเร็งปอดท่อลมและหลอดลม มะเร็งมดลูก (สถาบันมะเร็งแห่งชาติ. 2559 : 2-3) และพบว่า มีผู้เสียชีวิตจากมะเร็งเต้านมสูงขึ้นทุกปี จาก 2,724 คนในปี พ.ศ. 2554 เพิ่มเป็น 3,675 คนในปี พ.ศ. 2558 เฉลี่ยปีละ 3,069 คน หรือเฉลี่ยวันละ 8.4 คน (ส านักโรคไม่ติดต่อ กรมควบคุมโรค. 2559) ในปี พ.ศ. 2558 ผู้หญิงไทยป่วยเป็นมะเร็งเต้านม 41,612 คน พบว่าภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีจ านวนผู้ป่วยมะเร็งเต้านมสูงสุด 11,602 คน (28.00%) (ส านักนโยบายและยุทธศาสตร์ กระทรวงสาธารณสุข. 2558 : ออนไลน์) จังหวัดอุบลราชธานี เป็นจังหวัดที่จ านวนผู้ป่วยมะเร็งเต้านมสูงเป็นอันดับ 1 ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีจ านวน 1,181 คน และมีจ านวนผู้ป่วยมะเร็งเต้านมสูงเป็นอันดับ 4 ของประเทศ รองจาก กรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ และเชียงราย (ส านักนโยบายและยุทธศาสตร์ กระทรวงสาธารณสุข : 2557) เป็นจังหวัดที่มีความส าคัญอย่างมาก จึงได้รับการจัดตั้งศูนย์มะเร็งอุบลราชธานีขึ้น ปัจจุบันจังหวัดอุบลราชธานี มีจ านวนผู้ป่วยมะเร็งเต้านมทั้งสิ้น 1,539 คน (ณ วันที่ 10 มีนาคม 2560) (กลุ่มงานควบคุมโรคไม่ติดต่อ ส านักงานสาธารณสุขจังหวัดอุบลราชธานี. 2560 : ออนไลน์) โรคมะเร็งเป็นโรคเรื้อรังที่มีค่าใช้จ่ายสูงในการบ าบัดรักษาและใช้เวลาในการรักษายาวนาน โรคมะเร็งจึงเป็นปัญหาสาธารณสุขท

อ่านต่อ

ี่ส าคัญทั้งในระดับประเทศและระดับโลก หากตรวจพบในระยะแรกและรับการรักษาอย่างถูกต้องทันที โรคมะเร็งมากกว่าร้อยละ 80.00 สามารถรักษาให้หายขาดได้ (พัสมณฑ์ คุ้มทวีพร. 2553 : 88) แต่หากตรวจพบว่าเป็นระยะที่ 4 หรือมีการลุกลามแพร่กระจายของโรคแล้ว โอกาสที่จะรักษาให้หายนั้นมีน้อยมากและโอกาสที่เจ็บป่วยถึงขั้นเสียชีวิตมีสูงสุด ท าให้สมาชิกในครอบครัวได้รับผลกระทบทั้งทางร่างกาย จิตใจ เศรษฐกิจ และสังคม ท าให้ครอบครัวเกิดความเครียดและต้องจัดการความเครียด (พฤกษชาติ ทบแป. 2557 : ก) ในด้านร่างกาย พบว่าผู้ดูแลผู้ป่วยจะมีภูมิคุ้มกันต่ าลงและมีสุขภาพแย่กว่าประชากรทั่วไป ส่วนด้านจิตใจ พบว่าประมาณครึ่งหนึ่งของผู้ดูแลผู้ป่วยจะมีความเครียดทางอารมณ์ เช่น กังวล นอนไม่หลับเบื่ออาหาร ซึมเศร้า เป็นต้น (วริสรา ลุวีระ. 2556 : 266-269) การถูกวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งเต้านมไม่ว่าระยะใดก็ตามเป็นเหตุการณ์ที่ท าให้เกิดความเครียดทั้งผู้ป่วยและครอบครัว (Mukwato, et al. (2010 : 40-45) การดูแลผู้ป่วยมะเร็งเต้านมจะท าให้ครอบครัวผู้ดูแลผู้ป่วยมะเร็งเต้านมมีปฏิกิริยาทางอารมณ์ คือ ไม่ชอบใจ โกรธ หงุดหงิด โมโห กลัว วิตกกังวลเป็นทุกข์ ห่อเหี่ยว ตื่นตระหนก จ าอะไรไม่ค่อยได้ ละเลยการดูแล มีพฤติกรรมถอยหนี ไม่อยู่ในโลกของตนเอง สิ้นหวัง อาจเกิดการฆ่าตัวตายได้ ปฏิกิริยาทางกาย คือ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ปวดศีรษะ หายใจเร็ว หัวใจเต้นเร็ว ตัวสั่นเทิ้ม กรามเกิดการเกร็ง ปากแห้ง ท้องไส้ปั่นป่วน จะเป็นลม อ่อนล้า เพลีย เหนื่อยล้า ร่างกายเสียสมดุลอันจะน าไปสู่ภาวะเจ็บป่วยได้ในที่สุด (พจนา ปิยะปกรณ์ชัย. 2552 : 3) 2 ความเหนื่อยล้า เป็นความรู้สึกหลาย ๆ ระดับ ตั้งแต่ความเหน็ดเหนื่อยไปจนถึงหมดเรี่ยวหมดแรง หรือ หมดก าลัง จากการศึกษาของสายพิณ เกษมกิจวัฒนา และคนอื่น ๆ (2539 อ้างถึงในศิริวรรณ วรรณศิริ. 2548 : 47) พบว่า ผู้ดูแลผู้ป่วยมะเร็งร้อยละ 42.50 มีการเจ็บป่วยที่สะท้อนถึงผลของความเครียดชัดเจน ได้แก่ ปวดศีรษะ ไข้หวัด อ่อนเพลีย เครียด วิตกกังวล นอนไม่หลับ รับประทานอาหารไม่ได้ ใจสั่น ผู้ดูแลที่มีความเหนื่อยล้าจากการดูแลในระดับสูง จะรู้สึกเหงาและโดดเดี่ยว เมื่อความเครียดที่ เกิดจากการดูแลผู้ป่วยสะสมเป็นระยะเวลานานขึ้น อาจท าให้ผู้ดูแลล้าเกินก าลังและไม่สามารถดูแลผู้ป่วยได้อีกต่อไป เรียกว่า Caregiver Burnout ซึ่งเป็นภาวะเกิดขึ้นโดยที่ผู้ดูแลไม่รู้ตัว โดยผู้ดูแลจะรู้สึกเหนื่อยทั้งร่างกายและจิตใจ จนอาจท าให้ผู้ดูแลละทิ้งผู้ป่วยได้ บูลล์ (Bull. 1990 อ้างถึงในรวี เดือนดาว. 2547 : 2) พบว่า ผู้ดูแลร้อยละ 30.00 จะมีปัญหาสุขภาพจากภาระการดูแล ท าให้มีความจ ากัดใน การดูแล และอาจจะไม่สามารถรับภาระในการดูแลได้ต่อไป จากการทบทวนวรรณกรรม ผู้วิจัยได้ตระหนักและเห็นความส าคัญของปัญหาดังกล่าว ผู้วิจัยจึงได้ท าการศึกษาวิจัยความเข้มแข็งในการมองโลก ความเครียด และวิธีเผชิญความเครียดของครอบครัวผู้ให้การดูแลผู้ป่วยมะเร็งเต้านม จังหวัดอุบลราชธานี ว่าจะมีความเข้มแข็งในการมองโลก มีความเครียดและมีวิธีเผชิญความเครียดโดยใช้ทั้งอารมณ์และสติปัญญาในการเผชิญปัญหาอย่างไร ในอันที่จะน ามา ซึ่งความสามารถในการปรับและให้คงไว้ซึ่งภาวะสุขภาพที่ดีทั้งร่างกายและจิตใจ มีพลังกายพลังใจใน การดูแลผู้ป่วยมะเร็งเต้านม อันจะน ามาเพื่อประสิทธิภาพและประโยชน์สูงสุดทั้งต่อตัวผู้ดูแลและประโยชน์สูงสุดต่อผู้ป่วยมะเร็งเต้านม เพื่อเป็นข้อมูลในการน ามาปรับใช้ในการช่วยเหลือครอบครัวผู้ให้การดูแลผู้ป่วยมะเร็งเต้านมต่อไป วัตถุประสงค์ของกำรวิจัย 1. เพื่อศึกษาความเข้มแข็งในการมองโลกของครอบครัวที่ให้การดูแลผู้ป่วยมะเร็งเต้านม จังหวัดอุบลราชธานี 2. เพื่อศึกษาความเครียดของครอบครัวที่ให้การดูแลผู้ป่วยมะเร็งเต้านม จังหวัดอุบลราชธานี 3. เพื่อศึกษาการเผชิญความเครียดของครอบครัวที่ให้การดูแลผู้ป่วยมะเร็งเต้านม จังหวัด อุบลราชธานี ขอบเขตกำรวิจัย 1. ขอบเขตด้านเนื้อหา ความเข้มแข็งในการมองโลก ความเครียดและการเผชิญความเครียดของครอบครัวผู้ให้การดูแลผู้ป่วยมะเร็งเต้านม จังหวัดอุบลราชธานี 2. ขอบเขตด้านพื้นที่ศึกษา จังหวัดอุบลราชธานี 3. ขอบเขตด้านประชากร และกลุ่มตัวอย่าง 3.1 ประชากร คือ ผู้ดูแลหลักของผู้ป่วยด้วยโรคมะเร็งเต้านม จังหวัดอุบลราชธานีจ านวน 1,538 คน (กลุ่มงานควบคุมโรคไม่ติดต่อ ส านักงานสาธารณสุขจังหวัดอุบลราชธานี. 2560 : ออนไลน์) 3 3.2 กลุ่มตัวอย่าง การก าหนดขนาดกลุ่มตัวอย่าง ในกรณีทราบจ านวนประชากรที่แน่นอน (Finite Population) (บุญธรรม กิจปรีดาบริสุทธิ์. 2551 : 117) ได้จ านวน 307 คน ผู้วิจัยปรับเพิ่มเป็น 310 คน เพื่อกันข้อมูลสูญหายและความเหมาะสมของการวิจัย นิยำมศัพท์เฉพำะ ความเข้มแข็งในการมองโลก หมายถึง ครอบครัวผู้ดูแลผู้ป่วยมะเร็งเต้านม มีความสามารถท าความเข้าใจ การจัดการ และการรับรู้ว่าเหตุการณ์หรือสิ่งเร้าที่เกิดจากการเจ็บป่วยของผู้ป่วยมะเร็งเต้านม ไม่เป็นสิ่งกระตุ้นความเครียด อธิบายเหตุผล คาดการณ์ล่วงหน้าได้ และความสามารถจัดการกับสิ่งที่เกิดขึ้นได้ มีแหล่งประโยชน์อย่างเพียงพอ สามารถเลือกวิธีการเผชิญปัญหาที่เหมาะสมและสามารถให้ความหมายมองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับตนว่า มีความหมาย เป็นสิ่งที่ท้าทาย มีคุณค่า มีความหวัง และรู้สึกยินดีที่ จะเผชิญหรือจัดการแก้ไขโดยไม่รู้สึกว่าเป็นภาระที่ยุ่งยาก วัดได้จากคะแนนในการตอบแบบทดสอบความเข้มแข็งในการมองโลก 29 ข้อ ในงานวิจัยนี้ใช้แบบทดสอบของ แอนโทโนสกี้ (Antonovsky, 1987 : 82 อ้างถึงในจรินทร รัตนวาณิชกุล. 2554 : 44 - 46) แปลโดย สมจิต หนุเจริญกุล ความเครียดของครอบครัว หมายถึง ครอบครัวผู้ป่วยมะเร็งเต้านม ประเมินว่า มีความรู้สึก ไม่สบายใจ คับข้องใจ หนักใจ วิตกกังวล เป็นทุกข์ เป็นภาระ เมื่อต้องเผชิญกับเหตุการณ์ที่มีสมาชิกคนใดคนหนึ่งในครอบครัวเจ็บป่วย วัดได้จากคะแนนในการตอบแบบทดสอบความเครียดของกรมสุขภาพจิต 20 ข้อ วิธีการเผชิญความเครียดของครอบครัว หมายถึง ระดับความสามารถของบุคคลในการคิด หรือกระท าเพื่อลดหรือขจัดปัญหาความเครียดที่เกิดขึ้น 3 ด้าน คือ ด้านมุ่งแก้ไขปัญหาหรือควบคุมความรู้สึกที่เป็นทุกข์หรือความรู้สึกไม่สบายใจต่าง ๆ ด้วยการลงมือแก้ไขปัญหา/แสวงหาความช่วยเหลือ ด้านการจัดการกับอารมณ์ ด้วยการแสดงออกถึงความรู้สึกหรือการระบายอารมณ์ เช่น โกรธ ด้านการบรรเทาความเครียดโดยการเรียนรู้และปรับตัวยอมรับในสถานการณ์ที่เกิดขึ้น วัดได้จากคะแนนในการตอบแบบทดสอบวิธีการเผชิญความเครียด 39 ข้อ ของจาโลวิค (Jalowiec. 1988 อ้างถึงในรุ่งนภา เตชะกิจโกศล. 2552 : 21 - 22) แปลโดย ปราณี มิ่งขวัญ ครอบครัวผู้ให้การดูแลผู้ป่วยมะเร็งเต้านม หมายถึง สมาชิกในครอบครัว ได้แก่ คู่สมรส บุตร บิดามารดา ญาติพี่ น้อง ลุง ป้า น้า อา ปู่ ย่า ตา ยาย ฯลฯ ที่ท าหน้าที่เป็นผู้รับผิดชอบหลักในการดูแลผู้ป่วยมะเร็งเต้านมให้มีความสุขสบายในทุก ๆ ด้านอย่างใกล้ชิดสม่ าเสมอตลอดเวลาและต่อเนื่องมากกว่าคนอื่น ครอบคลุมถึงการช่วยเหลือดูแลกิจวัตรส่วนตัวของผู้ป่วย การดูแลด้านอารมณ์ และการให้ข้อมูล มีความผูกพันกันทางอารมณ์ มีการแบ่งปันซึ่งกันและกัน มีความรักและความห่วงใยซึ่งกันและกัน มีความเข้าใจซึ่งกันและกัน และท าหน้าที่เป็นสมาชิกในครอบครัว โดยไม่จ าเป็นต้องมีความสัมพันธ์ทางสายเลือด การแต่งงาน หรืออยู่บ้านเดียวกัน ปัจจัยส่วนบุคคลผู้ดูแลผู้ป่วยมะเร็งเต้านม 1. อายุ หมายถึง จ านวนเต็มปีของผู้ดูแลผู้ป่วยมะเร็ง หากมีเศษเกิน 6 เดือนปัดขึ้นเป็น 1 ปี 2. เพศ หมายถึง เพศชาย เพศหญิง 3. สถานภาพสมรส หมายถึง โสด สมรส อยู่ด้วยกัน แยกกันอยู่ หม้าย หย่า อื่น ๆ 4 4. ความสัมพันธ์ของผู้ดูแลกับผู้ป่วย เป็นคู่สมรส บุตร บิดามารดา ญาติ พี่ น้อง ลุง ป้า น้า อา ปู่ ย่า ตา ยาย ฯลฯ 5. ระดับการศึกษา หมายถึง การศึกษาของผู้ดูแลผู้ป่วยมะเร็ง แบ่งเป็นต่ ากว่าประถมศึกษา ประถมศึกษา มัธยมต้น มัธยมปลาย อนุปริญญาหรือเทียบเท่า ปริญญาตรี สูงกว่าปริญญาตรี หรืออื่น ๆ 6. อาชีพ หมายถึง สถานภาพการประกอบอาชีพและไม่ได้ประกอบอาชีพ ณ วันที่ผู้วิจัยเก็บข้อมูล 7. รายได้ของครอบครัวโดยเฉลี่ย(บาท/เดือน) หมายถึง ไม่มีรายได้ มีรายได้ต่ ากว่า 15,000 บาท, 15,001-30,000 บาท, 30,001-45,000 บาท, 45,001-50,000 บาท และมากกว่า 50,000 บาท 8. ความเพียงพอของรายได้ หมายถึง รายได้เฉลี่ยของครอบครัวเมื่อเทียบกับรายจ่ายของครอบครัวมีความเพียงพอ พอเหมาะ ไม่เดือดร้อน ไม่เป็นภาระ สิทธิการเบิกค่ารักษาพยาบาลของผู้ป่วย หมายถึง ค่าบริการทางการแพทย์ ค่าตรวจ ค่าวิเคราะห์โรค ค่ายา ค่าเลือด และส่วนประกอบของเลือดหรือสารทดแทน ค่าน้ ายาหรืออาหารทางเส้นเลือด ค่าอวัยวะเทียมและอุปกรณ์ในการบ าบัดรักษาโรค รวมทั้งค่าซ่อมแซม ค่าห้องและค่าอาหารตลอดเวลาที่เข้ารับการรักษาพยาบาล ค่าตรวจสุขภาพประจ าปี โรคประจ าตัว/อาการไม่สบาย หมายถึง โรคประจ าตัว/อาการไม่สบายของผู้ดูแลผู้ป่วยมะเร็งเต้านม สัมพันธภาพระหว่างผู้ดูแลผู้ป่วยกับสมาชิกในครอบครัว หมายถึง การดูแลเอาใจใส่ มีความใกล้ชิดอบอุ่น การพูดให้ก าลังใจ ท าให้รับรู้ถึงความรักที่ได้รับ ท าให้ชีวิตมีความหวังท าให้เกิดความผาสุกทางจิตวิญญาณ ประโยชน์ที่ได้รับจำกกำรวิจัย 1. ได้ข้อมูลเกี่ยวกับระดับความเข้มแข็งในการมองโลก ความเครียด และการเผชิญความเครียดของครอบครัวผู้ดูแลผู้ป่วยมะเร็งเต้านม จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อเป็นแนวทางให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้น าไปใช้ในการช่วยเหลือครอบครัวผู้ให้การดูแลผู้ป่วยมะเร็งเต้านมในการสร้างความเข้มแข็งในการ มองโลกและการเผชิญความเครียดที่เหมาะสม 2. เป็นแนวทางให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องน าไปประยุกต์ใช้ในการช่วยเหลือครอบครัวผู้ให้การดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อรังอื่น ๆ ต่อไป

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน