220823-2-157 ทางเอกภาค2-ตอน157(หน้า346)-พ่อท่าน-สันติอโศก-ท052.txt
เนื้อหาในไฟล์
วันพฤหัสบดีที่ 23 สิงหาคมพุทธศักราช 2522 พ่อท่านพบที่รักด้วยอบรมทำวัตรเช้าที่พุทธสถานสันติอโศกหากเรามาทำบัตรกันต่อไปถ้าเราได้อธิบายกันในทางเอกภาค 2 ถึงหน้า 346 ภาวะถึงพระราม 9 ที่ว่าเราจะขึ้นใหม่กันตรงที่ว่าดังนี้คือเราว่าแต่จิตที่หัวเราะยิ้มแย้มด้วยความยินดีชื่นใจ ที่เรียกว่าโสมนัสสหัสสะตัง 50 ตกปะทะจิตตังเหตุทุกขจิตดวงที่ 3 หรืออุเบกขาสังกะตังปัญจะทาวาชนะจิตตังวงเล็บเหตุตุ๊กตาจิตดวงที่ 1 ก็ดี Ok Google จึงยังไม่ใช่จิตของพระ ถ้ายังไม่มีปัญญาประกอบร่วมรู้เหตุมันชัดๆในเว็บมีญาณสัมปยุตต่ำหรือจิตที่วางเฉยอยู่มีเพียงจดจ้องดูพิจารณาว่างๆเปล่าๆเจนในทวาร 5 เหตุการณ์ปกติดวงที่ 1 หรือจดจ้องดูพิจารณาว่างๆเปล่าๆอยู่แม้กับทวารจิตเพียงทวารเดียวอย่างนี้ทุกอาทิตย์ดวงที่ 2 และที่กล่าวถึงแล้วข้างบนนั่นแหละก็ตามก็ยังเป็นจิตที่มีแต่แค่พิจารณามีแต่จ้องดูแต่ยังไม่มีได้แต่แต่ยังไม่รู้พิจารณายังไม่ออกปัญญายังไม่เข้าร่วมในรัฐจึงเรียกว่าเป็นอย่างนี้ทุกอาทิตย์เป็นแต่กำลัง พยายามจะรู้แล้วก็ถูกต้องแล้วจึงจะพากันเข้าใจผิดว่าจิตดวงนี้เป็นจิตพระอรหันต์วงเล็บปิดก็เพราะจะยังเรียกว่าผู้เป็นผู้รู้แจ้งแทงตลอดเป็นผู้รู้ผู้ตื่นไม่ได้เลยสำหรับจิตดวงนี้อาในอนุเฉทนี้หรือในประกาศนี้ก็เขียนบอกไว้อย่างที่จำเป็นต้องเขียนเต็มทีซึ่งที่จริงแล้วเขียนแล้วก็ยังเห็นว่าคนจะเข้าใจที่เราเขียนไม่น้อเพราะผู้ที่จะรู้ภาษาของอภิธรรมอย่างที่ในนี้ก็น้อยคนก็น้อยคนแล้วซ้ำ เขียนภาษาพระอภิธรรมนี้ไปก็ยังกล้าท้าได้ด้วยว่านักพระอภิธรรมที่เรียนนี่แหละก็จะรู้ได้หรือฟังดีๆนะมันซ้อนเชิงเข้าไปถึงขนาดนั้นคือพวกที่ไม่ได้เรียนภาษาพระอภิธรรมแล้วก็ไม่ต้องพูดถึงเลยล่ะอ่านอันนี้แล้วเสร็จก็ต้องร้องเพลงไวพจน์ยืนงงยืนงงยืนงงอ่ะคือมันไม่รู้เรื่องแล้วล่ะแต่ยัง
อ่านต่อ
ไม่พอที่เขียนไว้ในนี้ก็ยังเป็นการอธิบายอย่างลึกซึ้งซ้อนเชิงถึงขั้นขอท้าพระอภิธรรมชาวพระอภิธรรมที่เรียนพระอภิธรรมเองด้วยว่าขอให้เข้าทำความเข้าใจตามที่ว่านี้ให้ได้ออกมาดูซิเชื่อว่าจะยังไม่ถูกได้เลยทีเดียวจะมีผู้กล่าวได้หรือผู้ ถูกได้ดูได้ก็ยังปัญญาดีนั้นหนึ่งซื้ออย่างที่จะต้องมีความจริงเป็นจริงที่รู้จริงถึงจริงอีกด้วยจึงจะรู้กันถึงจะเข้าใจกันแต่ว่าต้องเขียนไว้เท่านั้นเองในนี้แล้วก็ขอกระจายความให้ฟังสักเล็กน้อยน่าจะไม่พูดมากล่ะหมายความว่าจิตพระอรหันต์เนี่ยมันเป็นจิตเดียวกันกับจิตของคนที่เหมือนเหมือนกันกับคนปกติชนเขาไม่รู้เขานึกว่าพระอรหันต์นี่ก็เหมือนกับเขาเองนั่นแหละชั่วๆเท่ากันเร็วๆหรือดีๆก็เท่ากันผู้โดยสารธรรมดาจะดูไม่ออก ไม่ได้จะพูดไม่ได้จะเข้าใจไม่ได้ซับซ้อนว่ามันไม่เหมือนกันแล้วแต่มันก็เหมือนๆกันเพราะการที่จะเป็นจริงจึงมีความจริงอยู่ที่ว่าจิตของท่านเป็นความบริสุทธิ์เองจริงๆเท่านั้นและท่านก็ได้สร้างสิ่งที่เป็นสมมติที่สัจจะถ้าใครทำความเป็นสมมติฐานจะออกมาเป็นปกติธรรมดาแต่มันต่างกันจริงๆที่ประมาณต่างกันว่าที่ท่านเป็นอยู่ท่านทำอยู่นี่ท่านไม่ได้มีกิเลสท่าน่าท่านไม่ได้ด่าถ้าแสดงสิ่งที่เหมือนโกรธเหมือนโกรธหรือว่าคนธรรมดาดูแล้วโกรธท่านโกรธนี่แต่ฉันไม่ได้โกรธเลย 16 ธันวานิทานยิ้มแย้มออกมานี่ท่านมีกิเลสหัวเราะชื่นใจชอบใจในนี้พูดถึงติดหัวเราะถ้ามีจิตหัวเราะออกมานี่ฉันหัวเราะออกมาด้วยเจ็บตัวที่ต้องมีชื่นใจอร่อยใจถ้าไม่ได้มีอะไรใจชนไม่ได้ไม่มีการอร่อยใจก็หัวเราะออกมาไม่ได้หรือไม่มีรสชาติก็กินไม่ลงไม่มีรสชาติก็กินไม่ลงต้องมีรสชาติเขาจะกินอย่างเอร็ดอร่อยเขาจะกินอย่างแหมหน้าตาเฉยก็กินอย่างเช่นบ้านโทรศัพท์เฝ้าร้านจะกินอย่างอื่นด้วยต้องอร่อยไม่อร่อยอย่ามาโกหกเขาไม่เชื่อก็ต้องคิดว่าต้องอร่อยเหมือนอย่างเขาอร่อยมีอย่างนี้ทำอย่างเค้าทำ เป็นหยังก็เป็นก็จะบอกไม่เป็นอย่างก็เป็นก็ไม่เชื่ออย่างนี้เป็นต้นเพราะว่าจิตดวงใดที่เป็นอยู่กับความเป็นสมมติสัจจะที่เป็นอีกอย่างหนึ่งประมาณคริสสัจจะปรมัตถสัจจะอย่างหนึ่งที่อยู่ที่จิตเจตสิกที่เป็นจิตที่ผ่านและจิตว่างธาตุอาหารหัวเราะในจิตว่ากูจะชนหัวเราะด้วยจิตกิเลสแต่จะบอกว่าบอกคนจนเขาบอกว่าทหารท่านหัวเราะได้คิดว่าปุถุชนเขาก็ไม่เชื่อเขาเข้าใจไม่ได้นอกจากเข้าใจไม่ได้แล้วเขายังไม่สามารถที่จะรู้จิตตัวนั้น ที่มีเหตุหรือไม่มีเหตุแต่แท้จริงก็มีเหตุของพระอรหันต์ท่านยิ้มแย้มหรือหัวเราะท่านก็มีเหตุแต่เหตุของท่านไม่ได้เป็นโลหะโทสะเหตุโมหะเหตุถ้าเป็นอโลพระเหตุอโทสะเหตุอะโมหะเหตุต่างกันเหตุของท่านไม่มีโลภะไม่มีโทสะไม่มีโมหะจริงๆมีแต่มโนสังเกตนะมีมโนชัดเจนเพื่อผู้อื่นฉันไม่ได้เสพท่านไม่ได้ติดท่านไม่ได้หยุดทำอะไรทำเสร็จถ้าไม่ได้ทำเสมอถ้าไม่ได้ทำให้แก่ ตัวเองเป็นสุขทำไมทำให้แก่ตนเองเป็นสุขทีนี้จะอธิบายให้คนปุถุชนซึ่งเขาก็เคยเป็นเคยมีเช่นว่าบางทีเขาจะต้องยิ้มแย้มปฏิสันถารทำทีไปเสแสร้งแต่ก็ทุกข์นะคนจนเขาเสแสร้งที่จะเสียแทบต้องยิ้มต้องแย้มต้องทำอะไรต่อไปต้องกระทำเขาก็ทำได้บางทีบางคนเก่งสนิทเนียนทำได้เหมือนจริงเหมือนยิ้มจริงไม่มีก็เขินไม่มีขัดเขินทำได้เป็นเหมือนจริงแต่เขาก็ทุกข์จะทำนานๆมากๆเขาก็จะทนยากและเข้าใจแทรกเพราะเขาต้องฝืนต้องทนต้องพยายามขึ้นแต่ของพระอรหันต์ท่านพยายามเหมือนกันแต่ฉันไม่มีอะไรฝืนมันไม่มีอะไรต้านเหมือนก็ยัง ชนมีสิ่งที่เป็นกิเลสต้านจึงเมื่อยจึงฝืนจึงทนจึงลำบากจึงทำไม่ได้นานส่วนพระอรหันต์นั้นท่านก็ทำได้โดยที่ไม่ได้ฝืนได้ทนไม่มีอะไรที่เป็นต้านมันจึงไม่เปลืองแรงไม่ขัดไม่ร้อนไม่ทุกข์จึงไปได้นานกว่าหรือไปได้เรื่อยๆทำไมไม่ใช่เรื่องหนักเรื่องหนาอะไรก็ไปได้เรื่อยๆเหมือนกันกับการทำงานถ้าทำงานไม่หนักไม่หนาอะไรพอมีแรงงานของนายมันหมุนเวียนเป็นระบบมาทดแทนไปทำไปทำไปเรื่อยๆเรื่อยๆได้มันก็ได้นานๆมันไม่ต้องกินแรงเพิ่มคือการปั่นออกมาจากการที่จะจ่ายไปมีแรงทดแทนกันพอเพียงกันมันก็ไม่ได้เรื่อยๆแต่ถ้ามันไม่ชดแทนพอเพียงกันการจ่าย ไฟมันกินแรงของการที่ปั่นสร้างขึ้นข้างในไม่ทันกันมันก็กินแรงเดิมกินแรงเก่าเหมือนมีทุนรอนอะไรอยู่บ้างมันก็ดึงดูดเอาไปทำให้หวยให้เคลียร์ให้เปลี่ยนได้ก็จ่ายออกมากเกินเกินสร้างจ่ายออกมาเกินผลผลิตผลิตในเรื่องของแรงงานก็ตามผลิตในเรื่องของอะไรก็เหมือนกันหมดแหละในโลกแม้วัตถุก็เหมือนกันความเหมือนกันในส่วนที่เป็นของหยาบที่มีองค์ประกอบที่ลึกซึ่งประกอบไปด้วยจิตวิญญาณที่มีกิเลสหรือไม่มีกิเลสจึงเป็นเรื่องที่อธิบายการทีเดียวให้รู้ให้เห็นเป็นจริงนั้นก็พอฟังได้ แต่จะรู้ความจริงมีจริงเป็นจริงนั้นเราต้องเป็นคนมีจุดนั้นมีสภาวะนั้นถึงซึ่งกันและกันจริงๆก็จะอ๋อจะเห็นได้ชัดถ้าเรายังไม่ถึงขั้นนั้นก็จะไม่อ๋อและมันก็ยังพอเข้าใจได้สำหรับผู้มีปัญญาแค่นี้คำนวณตามถ้าไม่มีปัญญาจะคะแนจำนวนตามก็จะงงจะลำบากในการที่จะเข้าใจได้อันนี้ก็พอจะอธิบายพอจะกล่าวในรวมๆสรุปในเรื่องนี้อันนี้กล่าวถึงจิต 1 ภาษิตปปลาก็ติดตามทั้งนั้นเอ้ยไม่ใช่ตรงนั้นอาจเป็นจิตที่เป็นจิตทั้งนั้นคือสัตว์สงวน ตกปลาถ้าจิตตังเป็นจิตที่ท่านหัวเราะยิ้มแย้มเวลายิ้มอยากแสดงถึงความพอใจดีใจสมมติชอบใจแล้วก็จิตที่เรียกว่าอุเบกขาบุพเพสันนิวาสเป็นไปด้วยความหวังเฉยไม่ได้มีอะไรซึ่งเป็นจิตที่จะทำด้วยทางทางทวารทั้ง 5 ณปัจจุบันทำได้ถวายน้ำตาหูจมูกลิ้นกายเรียกว่าทวารทั้ง 5 คือเฉยโดยสว่านทั้ง 5 ไปหมดแต่จิตข้างในนั้น แต่ที่จริงมันมีมันมีเหตุภาพพระอรหันต์แล้วท่านก็มีเหตุเฉยท่านเฉยจริงทวารทั้ง 5 เฉยจิตท่านก็เฉยด้วยส่วนปุถุชนนั้นทวารทั้ง 5 ดูเฉยๆแต่จิตมันไม่เฉยเพราะประชาชนนะมันไม่ลงตัวกันหรอกเหตุกับข้างนอกหรือเหตุกับข้างในก็แล้วแต่เห็นนอกเหตุใดมันไม่ตรงกันของปุถุชนมันยังไม่ลงตัวมันยังไม่เป็นหนึ่ง ago ธรรมโมหรือมันยังไม่ถ้าว่างแล้วมันก็ไม่ว่างจริงอันนี้ยิ่งอุเบกขาแล้วก็เฉยๆก็ว่างเขาไม่ได้สอนไม่ว่างจริงๆแต่ขอพระอรหันต์ท่านว่าเหตุการณ์เหตุตรงกันหรือเหตุที่จะให้เป็นให้มีที่สูงเหนือไปกว่าปกติก็เป็นเป็นจริง พี่ต่อมาอุเบกขาสักสตางค์มโนชวาลาว่าชนะจิตตังก็เป็นความวางเฉยที่เอาทวารเดียวที่นี่ทวารของจิตเท่านั้นเจ็บจนมี 2 ซึ่งในคนในปุถุชนกับพระอรหันต์ก็ต่างกันซึ่งเป็นกิริยาจิตในชั้นของอโหสิกรรมเป็นกิริยาจิตถ้าท่านมหากิริยาจิตแล้วก็ต้องขั้นศพที่ลึกซึ้งนี่ก็พูดภาษาไปบางคนฟังแล้วก็มันไม่รู้ระดับมันไม่รู้ขั้นเพราะว่าเราไม่ได้เรียนพระอภิธรรมท่านเป็นหมวดเป็นหมู่เป็นชั้นเป็นตอนเป็นความหมายชั้นเชิงอะไรเราก็ฟังๆไปก่อนที่มาหาอะไรก็หาคำว่ามันสูงขึ้นละเอียดขึ้นไปเท่านั้นเอง แต่นี่ก็จึงเอามาอ้างไว้แค่นี้ว่าแม้จะเป็นจิตดวงหนึ่งดวงสองดวงสามอะไรมันก็จึงยังไม่ใช่จิตของพระอรหันต์หรอกที่กล่าวอยู่ในจุดต่างๆนั้นถ้ายังไม่มีของจริงแต่ถ้ามีของจริงแล้วพระอรหันต์ก็มีจิตจริงที่ก็ทำเหมือนเหมือนกับภาษาพวกนี้จิตสมณศักดิ์สตางค์ 50 สตางค์เป็นจิตที่หัวเราะยิ้มแย้มด้วยความยินดีชื่นใจอะไรเงี้ยพูดเป็นภาษาโลกถ้าพระอรหันต์ท่านก็ยินดีแต่ความยินดีของท่านรู้ในความยินดีเป็นอนุโมธนาเป็นความยินดีหรือความปิติอะไรก็แล้วแต่เด็กปิติยินดีปราโมทย์ โดยเรียกว่าท่านก็มีแต่ถ้ามีไม่เหมือนคนมีเพราะท่านมีตั้งแต่สักว่าทำสร้างขึ้นเป็นขึ้นไม่ได้ติดใจไม่ได้อร่อยใจพอใจเป็นเหตุให้สั่งสมความยึดถือสั่งสมออุปทานลงไปในจิตด้วยถ้าจะยินดีท่านก็ไม่ได้ถูกใจต่อความยินดีนี้จะต้องใส่เหมือนกับกระป๋องออมสินเอาไว้มันก็มีความยินดีแล้วก็เอาความยินดีให้ใส่กระป๋องออมสินไว้จำไว้นะยินดีนี้ได้หน่วยนึงแล้วก็ได้ก็เป็นอุปทานก่อเป็นโลกิยะสมบัติต่อไปในอนาคตไม่ถ้าเกิดยินดีนี่แล้วท่านก็ปล่อยความยินดีนี้มีรีโมทจะยังปล่อยอยู่ปล่อยอยู่ทำแล้วก็ปล่อย แล้วก็วางทำแล้วก็ปล่อยทำแล้วก็วางไม่ได้สั่งสมไม่ได้ผนึกไม่ได้รวบรวมไม่ได้ติดยึดเอาไว้นี่ก็เป็นภาษาที่บอกจบเป็นภาษาที่บอกว่าจิตพระอรหันต์ท่านเป็นอย่างนั้นแต่ฉันจะไม่มีซะเลยท่านมีโดยรู้โดยสร้างโดยกระทำโดยเข้าใจโดยมีสติสัมปชัญญะกระทำตามสมมุติโลกถูกเหมือนคนๆเขาเป็นถ้าจะทำมากทำน้อยแค่ไหนอยู่ที่ท่านถ้าจะอนุโลมมากอารมณ์น้อยแค่ไหนอยู่ที่ท่านธนูลงให้เท่าๆกับคนเขาทำก็ยังได้คล้ายกับว่าถ้าจะเติมอ้าวจะชั้นอาหารจะเติมน้ำพริกน้ำปลาน้ำเปรี้ยวอย่างที่คนก็เป็นท่านก็เติมได้ทำได้สร้างได้แต่ไม่ได้ทำเพราะว่าท่าน ท่านเป็นท่านสูตรกิเลสอะไรอยู่ในนั้นไม่ใช่แต่ถ้ามันจะมีเหตุอื่นไม่เหมือนกันเป็นการดึงโน้มน้าวหรือว่าทำเพื่ออะไรประโยชน์อะไรจากสิ่งหนึ่งสักอย่างหนึ่งในการรับอันควรที่จะทำท่านก็ทำไม่มีกาลควรเป็นปกติเธอก็จะเป็นปกติเป็นผู้ที่เป็นตัวอย่างเป็นครูอันดีที่สมควรจะเป็นแนวโน้มดึงพาไปในจุดที่จะเจริญถ้าจะเป็นตัวอย่างตัวอย่างนั้นเป็นส่วนใหญ่เพราะว่าแม้แต่ยิ้มแย้มแม้แต่หัวเราะแม้แต่อะไรต่ออะไรท่านก็เป็นไปได้เท่าที่ท่านจะอนุโลมให้เป็นไปในขณะคนดังนี้ต้องดึงไว้ขนาดนี้คนขนาดนี้ก็ปล่อยออกไปในการผสมส่วนขนาดนี้ เป็นคนคุมเกมของโลกถ้าเป็นคนที่กำหนดโลกกำหนดหมู่กำหนดสังคมเพราะฉะนั้นพระอรหันต์จึงจำเป็นที่จะต้องเอียดละออเรียนรู้ในภูริทัตธรรม 7 ประการประมาณเป็นคนคำนวณประมาณกะอยู่เสมอแล้วก็มีสติสัมปชัญญะเรียนรู้จึงจะเป็นผู้ที่เก่งขึ้นเก่งขึ้นเป็นโพธิสัตว์ที่เข้าใจซับซ้อนและซับซ้อนอีกมีมากชั้นมากหมู่มากกลุ่มมากรายละเอียดที่จะเป็นผู้ที่ยิงชาญฉลาดในการรู้โลกที่ซับซ้อนรู้จักรวรรดิหรือวัฏสงสารของจิตจักรวาลของจิตจิตเกิดจิตดับดวงน้อยดวงใหญ่จิตที่มีค่ามากค่าน้อยของจิตใจของคนแต่ละคนแต่ละคน ของท่านเองท่านไปดูของท่านหมดแล้วท่านต้องมาเรียนรู้ค่าของจิตของคนอื่นบอกขนาดนี้ขนาดนี้ของคนนี้คนนี้ขนาดนี้จะต้องเราจะต้องทำกับเขาแค่ไหนจึงจะเป็นการขัดเกลาหรือเป็นประโยชน์ให้แก่เขาได้ขนาดนี้ขนาดนี้ท่านต้องเรียนรู้แล้วก็ประมาณการเป็นโพธิสัตว์ที่จะทำงานกับมนุษย์ให้มนุษย์ได้รับประโยชน์สูงสุดช่วยเหลือมนุษย์ได้มากที่สุดดังนั้นถ้าดังนั้นการฝึกหัดสติปัฏฐานเราได้ของผู้ยังไม่บรรลุนั้นมันจะไม่เหมือนกันกับพระอรหันต์ไม่มันก็ไม่ได้ดังนั้นการฝึกสติปัฏฐานนั้นต้องมีการจดจ้องดูคราวนี้ ไปนิดนึงอธิบายประกันสังคมมีคำว่าจดจ้องดูพิจารณาว่างๆเปล่าๆอยู่แม้แต่ทวารเดียวหรือว่ายังเป็นจิตที่ไม่มีมีแต่แค่พิจารณามีแต่จ้องดูแต่ยังไม่รู้พิจารณายังไม่ออกอะไรเงี้ยบรรยายยังไม่เข้าร่วมอันนี้เมื่อกี้นี้ลืมไปตกไปไม่ได้อธิบายก็คือจิตที่พระอรหันต์ท่านจบแล้วเนี่ยท่านจะยิ้มแย้มท่านก็ไม่ต้องพิจารณาท่านจะทำอะไรไปท่านก็ไม่ต้องพิจารณาเพราะเป็นจิตที่มีปัญญาเป็นจิตที่มีปัญญาเข้าร่วมตัดสินเข้าร่วมทำงานแล้วก็ทำออกไปทำออกไปด้วยมีปัญญาตัดสินและทำผลิตด้วยปัญญาเป็นช่างฝีมือแล้วมีความสามารถแล้วทำอะไรออกไปแล้วหมายความว่ามีปัญญามีความสามารถในฝีมือในปัญญาทำออกไปโดยอย่างนั้นแล้วไม่ต้องมาทำนั่งจดจดจ้องๆๆก็จะ ผิดหรือยังยังไม่ได้เป็นอย่างนั้นแต่ทำไปด้วยความมั่นใจความเคยความสร้างแล้วตัดสินให้แก่ตนลงไปทุกทีแล้วด้วยจึงไม่จำเป็นต้องมีอาการเจ็บๆจ้องๆระมัดระวังลำบากลำบนอยู่ยังจะต้องค่อยๆดูน่าจะพึ่งมันยังไม่แน่นอนไม่ใช่ต่างกันกับผู้ฝึกหัดควบคุมการต้องจดจดจ้องๆต้องควบคุมต้องหัดตัดสินหัดพิจารณาระวังอยู่ถ้าจะทำลงไปก็เดี๋ยวจะพลาดต้องค่อยๆทำหรือว่าจะต้องใช้ปัญญารู้ตามอยู่ตลอดเวลาที่จะตัดสินลงไปอีกทีตัดสินลงไปอีกทีนึงหรือว่าคำนวนใหม่ คำนวณแม่นรถทดสอบอยู่ในตัวมันต่างกันกับจิตของพระอรหันต์ที่เสร็จแล้วเป็นแล้วดีแล้วตัดสินได้อย่างฉับไวความสามารถเป็นแล้วคนเป็นกับคนไม่เป็นเนี่ยคนเป็นแล้วคล่องแคล่วและก็ถูกด้วยดีด้วยคนไม่เป็นนี่ช้าด้วยหนักด้วยยาด้วยทุกข์ทรมานกว่าและแถมทำออกมายังไม่ได้ดีเท่าเขาที่คนทำได้เป็นเร็วเนี่ยมันมีความต่างกันอย่างนี้เพราะว่าเราจะไปพูดว่าจิตพระอรหันต์อยู่ในเหตุการณ์ปกติมันหมดสิทธิเขาอาจจะพยายามทำมันเหมือนกันก็ยังใช้จิตดวงเดียวกันกับที่ปุถุชนเขาทำ อยากจะทำสมณศักดิ์ตุ๊กตาถ้าจิตตังจะยิ้มแย้มได้โสมนัสอย่างนี้พระอรหันต์ท่านยืนยันเป็นโสมนัสสากกะตังมีความเหมือนกับยินดีร่วมอยู่ด้วยท่านก็ไม่เหมือนกับปสุยิ้มแย้มซึ่งกูจะจนยิ่งยามอยากให้ถูกกัดจริงๆคือไม่รู้เหตุตัวยิ้มด้วยเหตุอะไรไม่รู้ตัวกิเลสแท้ๆทั้งรุ่นมากมายก็ไม่รู้แต่พระอรหันต์ท่านรู้ท่านวิญญาณเหมือนคนคนนี้เขายิ้มนั่นแหละแต่ท่านรู้เหตุของจิตท่านรู้เหตุของจิตและจิตของท่านที่ว่าเป็นเหตุนั้นก็ไม่เป็นกิเลสด้วยส่วนกุศลนั้นมีกิเลสมันต่างกันอยู่อย่างนี้เพราะงั้นผู้ที่ทำคล่อง แล้วกับผู้ติดตามยังไม่คล่องแคล่วผู้ชายก็ยิ้มแปบเลยดูคล่องแคล่วเหมือนกันซ้อนกันได้แต่ไม่เหมือนกันอีกทั้งนอกและในวันนี้เป็นต้นเพราะเมื่อปุถุชนจะทำอะไรก็ต้องทำอย่างฝึกหัดไปก่อนส่วนพระอรหันต์นั้นถ้าฝึกหัดแล้วนี่ต่างกันมันมีการจดจ้องพิจารณาหรือระมัดระวังต่างกันเพราะการสอนธรรมะของบางคนที่มาสอนรัดเลยเอาตัวจบของฝรั่งท่านไม่ต้องจดไม่ต้องจ้องก็เลยบอกว่าไม่ต้องจดไม่ต้องจ้องไม่ต้องไปขอพิจารณาอะไรทำเฉยๆว่าอุเบกขาสหกรรมทวารว่าชนะจิตตังหรือว่าอุเบก ทำเฉยๆโดยแม้จะมีจิตที่ควบคุมทวารทั้ง 5 จิตที่ควบคุมทวารในทวารมโนก็ให้มันเฉยไปพูดกันไปง่ายๆก็เลยกลายเป็นเฉยเลยเฉยบังคับให้เฉยเพราะไอ้พวกนี้บังคับรับเลยโดยไม่ได้พิจารณามาก่อนไม่ได้เกิดปัญญารู้ไม่ได้อะไรเลยจะกลายเป็นการบังคับให้เฉยสมถะไปเลยให้ผ่านไปเลยไม่ต้องรู้ว่าเหตุอะไรเลยมันถูกมันต้องยังไงไม่ได้ตัดสินยังไงอะไรแต่จะเปลี่ยนให้เฉยๆไว้เพราะการสอนอย่างว่ามีสติและไม่ต้องพิจารณามีนะอาจารย์นี้ก็สอนกันอยู่ว่าวิปัสสนาของเขานี่เขาเรียกวิปัสสนาด้วยนะแต่อาตมาขอยืนยันว่าการสอนที่เขาสอนอย่างนั้นไม่ใช่วิปัส เป็นสมถะลืมตาเป็นการสร้างสันติขอให้มีสติรู้อะไรแล้วก็เฉยรู้อะไรแล้วก็เฉยรู้อะไรแล้วก็วางไม่ต้องไปจดจ้องไม่ต้องไปพิจารณาแตะสัมผัสรู้แล้วก็วางรู้แล้วก็วางดูแล้วก็วางเฉยๆการดูแลก็วางเฉยๆนั้นจึงขาดปัญญาจึงไม่ได้มีการเกิดปัญญาไม่ได้เรื่องปัญญาและจะบอกว่าวิปัสสนานั้นไม่ได้เพราะการดูแล้วไม่ได้มีธรรมะวิจัยไม่ได้เกิดโพชฌงค์อะไรเลยมีแต่สติตัวเดียวกับวิริยะช่วยกันโพสต์ช่อง 3 หลักแรกที่สำคัญที่สุดในสามหลักสติทำให้วิจัยวิริยะเขาไม่มีทำมาวิจัยเมื่อไม่เกิดธรรมะวิจัยและจะรู้ธรรม ถึงทำได้อย่างไรไม่มีมีแต่สติกับวิริยะพากเพียรให้มีสติให้มีสติรู้แล้วเฉยๆรู้แล้วเฉยไม่เกิดธรรมวิจยะสัมโพชฌงค์ไม่ได้ตรัสรู้ด้วยธรรมวิจยะไม่รู้กุสะลาธัมมาอะกุสะลาธัมมาไม่รู้ดีไม่รู้ชั่วไม่รู้ผิดไม่รู้ถูกไม่รู้ต่ำไม่รู้สูงไม่รู้อะไรเป็นอะไรเป็นแต่เพียงให้หยุดๆๆอย่าพิจารณาหยุดรู้และจุดรู้หยุดสักแต่ว่ารู้เอาตัวสัตว์แต่ว่ารู้มาพูดตัวจบแต่ไม่มีตัวตนขั้นตอนไม่มีตัวที่จะให้เป็นอย่างนั้นได้โดยครบถ้วนจึงกลายเป็นการรู้อย่างโดดๆเป็นสมถะอยู่อย่างเดิมเหมือนกับที่เราบอกว่าหยุดก็แล้วกันมานั่งหรือว่ามาอะไรก็หยุดให้ได้เอาอย่างระบบของอีกทาง ที่เขาว่าเป็นสมถะไม่ได้กระดุกกระดิกเขาก็บอกให้หยุด 7 จุดอย่าไปคิดนึกอะไรปล่อยให้ดับให้สงบให้พักก็เหมือนกันแต่เป็นแต่เพียงว่าอันนี้ให้จิตมันรู้สักแต่ว่ารู้แล้วก็หยุดโดยไม่มีพิจารณาอะไรก็ไม่ได้รู้มาก่อนอยู่แล้วผู้นั้นก็ไม่ได้มีความรู้นั้นอยู่มาก่อนอยู่แล้วแล้วก็ให้หยุดสัมผัสแล้วก็หยุดสักพักแล้วก็หยุดเป็นระเบียงให้ไปทำงานสัมผัสเป็นเวทนาและสัญญากำหนดเฉยๆเท่านั้นเองไม่มีสังขารโดยที่ตัวสังขารนั้นไม่ได้ทำงานวิจัยสำเร็จฟังแต่ก่อนโน้นว่าคนมีขันธ์ 3 คนมีขันธ์ 3 ที่เคยอธิบายและสัญญากำหนดรู้นี่นะเพราะกำหนดรู้อย่างจริงแล้วก็เอาแค่นี้ก็เป็นระบบที่อธิบาย อธิบายให้ฟังว่าเหมือนกันกับคนมีขันธ์ 3 แต่ขัน 3 แล้วถ้าไม่มีปัญญาเข้าไปร่วมพิจารณาแล้วมันก็เป็นสมถะธรรมดาธรรมดาเป็นการรู้ธรรมดาธรรมดาอธิบายแบบนี้โดยลัดๆโดยที่เรียกว่าไม่ละเอียดลออก็ได้แล้วก็เป็นเหมือนเหมือนพิการพิการเหมือนกันว่าไปอธิบายคนขันธ์ 3 ช่วงหนึ่งในระยะหนึ่งสมัยก่อนโน้นที่อยู่ที่วัดมหาธาตุอธิบายคนขันธ์ 3 จึงดูเฉพาะคนอยู่เหมือนกันอย่างนี้ก็ไม่ได้เอามาอธิบายอีกมากมายอะไรนะเพราะว่ามันเหมือนระบบที่ว่ายังไงยังไงเนี่ยน้ำเชื่อก็ต้องหยุดกันซะก่อนไม่ฟังเสียงต่อไปมันพังหยุดกันซะก่อนสักพักนึงให้คนได้หยุดเป็นระบบสมการอธิบายแบบหยุดสมถะอย่างนี้ก็เหมือนกับอธิบาย เมื่อต้องการศึกษาประเภทมานั่งหลับตาแล้วก็หยุดๆๆไปพักเพื่อที่จะได้หยุดซะก่อนเท่านั้นเองเป็นขั้นประถมหรือขั้นแรกๆการเรียนนี้จึงดูเหมือนขั้นปลายผู้ที่สอนรีบเขาบอกว่าวิปัสสนาว่ามีสติรู้แล้วก็ไม่ต้องไปพิจารณาไม่ต้องไปจดจ้องไม่ต้องไปรู้อะไรไม่ต้องไปคิดอะไรนั่นแหละก็เฉยว่างแล้วเป็นตัวจบแล้วไปอุเบกขาสากลต่างๆปรากฏเฉยๆและเป็นฐานนิพพานแล้วก็เข้าใจว่าฐานนี้เป็นฐานนิพพานสบายแล้วไม่ต้องทุกข์ต้องร้อนอะไรนะเฉยๆก็ให้มันได้วางให้มันได้เฉยๆเฉยๆบางๆของเขาเนี่ยเขาจะมาสู่จุดบางๆแล้วเขาก็ถือว่าถ้าทำได้เป็นจบคือเอาลูกจบ เป็นการกลับหัวกลับหางกลับหัวกลับหางแบบนี้มีเยอะมีเยอะแล้วตามมานั่งหลับตาของคนที่เข้ามานั่งหลับตาให้หยุดๆๆแล้วก็ไปนั่งอยู่จนกระทั่งหยุดจนกลายเป็นแบบเอาหัวมาเป็นต้นเอาต้นมาเอาต้นมาเป็นเอาปลายมาเป็นต้นแล้วก็นึกว่าได้แล้วนึกว่าต้นนี้แหละที่พี่เพิ่งเริ่มต้นนึกว่าจบแล้วที่ต้นเลยนอนอยู่ใต้ร่มไม้นั้นอย่างเก่าไม่ได้ขึ้นไปบนต้นถึงยอดถึงกลางอะไรเลยแล้วก็นึกว่าจบแล้วทีนี้เป็นความเข้าใจผิดศาสนาออกมาเป็นฤาษีฤาษีแบบนี้เยอะมันกลับหัวกลับหางมันเบี้ยวบาลีมันเพี้ยนออกมาจนกลายเป็นสับสนถ้าไม่รู้ละเอียดทั้งหมดแล้วมันก็จะกลายเป็นอย่างนี้ อันนี้ก็มีความหมายรวมอยู่ในนี้หมดในอนุเฉทนี้ว่าจิตต่างๆพระอรหันต์กับจิตต่างๆของปุถุชนมันไม่เหมือนกันและก็จะไม่ให้เริ่มด้วยการพิจารณาจดจ้องดูอย่างว่างๆเปล่าๆเหมือนจิตพระอรหันต์นั้นไม่ได้แต่จิตผู้ชุมชนนี้จะทำเฉยทำอะไรต่ออะไรก็จะต้องให้มีขั้นตอนขึ้นไปแล้วก็ลดวางลดวางให้มันเป็นเฉยอย่างจริงเองดังนั้นการฝึกหัดสติปัฏฐานต่อมาดังนั้นการฝึกสติปัฏฐานในวงเล็บของผู้ยังไม่บรรลุนั้นต้องมีการจดจ้องดูสติปัฏฐานของผู้ฝึกหัดต้องมีการจดจ้องดูถ้ามีการพิจารณามีธรรมมาวิจัยแยกแยะให้รู้เห็นเข้าใจในความจริงในวงเล็บหรือคือสมมุติโลก ว่าสวัสดีในกาลเทศะนั้นคืออะไรขนาดไหนจึงจะทำสัมมาในวงเล็บความพอดีเหมาะสมดีแล้วได้ถูกที่จะทำสมาธิเพราะผู้รู้ในความพอดีพอเหมาะพอสมอย่างถูกแท้เป็นที่สุดในเว็บอรหันต์ต่างนั้นท่านไม่ต้องฝึกแล้วท่านมีสัมมาทุกทีทุกครั้งส่วนผู้ฝึกต้องเรียนรู้ในความเป็นมาและทำให้สัมมาเสมอๆมันต่างกันอยู่นะจึงจะได้รับญาณเกิดปัญญาแต่ถึงจะมีความรู้ที่รู้สัมมาที่ลงตัวที่แท้จริงที่เป็นไปได้อย่างละเอียดละออถึงนอก ในอะไรต่างๆแต่สำหรับผู้ยังไม่บรรลุที่ไปพากเพียรฝึกหัดอยู่เพียงมีอาจารย์สอนว่าให้สติมันตามรู้รู้ไปเฉยๆไม่ต้องจดจ้องไม่ต้องพิจารณาไม่ต้องเพิ่มปัญญานั้นผู้นั้นก็จะได้แค่สมรรถนะคือความมีจิตรวมความไม่ซัดส่ายมันอยู่ในตนเองในการรู้พร้อมไปกับอิริยาบถต่างๆของตนเพิ่มขึ้นเรียกได้ว่าเรียกว่าได้รูปมีความเก่งขึ้นในวงเล็บนับนับว่ารู้กายนับว่ารู้กายแต่ยังไม่ได้นามได้รูปแต่ยังไม่ได้นามเรียกว่าได้รูปยังไม่ได้นามคือได้รูปของการ ถ่ายรูปนึงสภาพนึงแต่ว่าจิตหรือว่านามธรรมที่จะลึกแหลมมีทั้งปัญญามีทั้งอธิปัญญาหรือมีความบางเฉยที่พร้อมไปด้วยญาณสัมปยุตอะไรมันยังไม่ถึงขั้นนั้นแต่ยังไม่ได้นามอันเป็นคุณธรรมควบคู่ของทุกๆสิ่งในวงเล็บยังไม่รู้เวทนาจนแบ่งได้เลือกรับเลือกเลิกตัดทิ้งได้เป็นสัมมนาในทุกกาลทุกเทศกาลยังไม่ได้เป็นถึงขั้นนี้จึงเป็นเพียงสมรรถนะที่เป็นปัจจุบันน่ะทำให้เรียกอันนี้ได้ว่าเป็นสมถะธุระที่เป็นปัจจุบันในธรรมยังมีการเคลื่อนไหวและเดินเดินถ้าว่าไปจริงแล้วสมถะลืมตานี่ก็ดูจะ มีส่วนที่เก่งนะมีส่วนที่เก่งกว่าสมถะหลับตาหลับตาเนี่ยมันมีเหตุปัจจัยช่วยเราจะหลับตาแล้วก็ให้หยุดก็หยุดแล้วก็พยายามจัดทุกสิ่งทุกอย่างไม่ให้มันมายุ่งเกี่ยวอะไรมากแล้วแล้วก็จุดมันก็โดยสามัญสำนึกมันก็น่าจะง่ายกว่าน่าจะง่ายกว่าเวลาหยุดแล้วก็ไม่ให้สิ่งแวดล้อมอะไรมายุ่งมากๆเลยบอกเราจะนอนแล้วก็ไม่ต้องมีเสียงไม่ต้องมีกลิ่นไม่ต้องมีรถไม่ต้องมีอะไรต่ออะไรว่างเงียบแล้วก็นอนหลับได้ง่ายฉันใดการกระทํา มีความร้อนมีความหนามีสัมผัสหลายรอบตัวมากมายมันก็ดิ้นไปดิ้นมามันก็จะหลับนอนหลับได้ยากฉันใดสมถะลืมตาก็ก็ควรจะยากกว่าหรือน่าจะยากกว่าสมถะหลับตาฉันนั้นลองฟังดูดีๆเป็นสมาชิกสามัญสำนึกง่ายๆอย่างนั้นอย่างนั้นแหละเพราะผู้ที่ทำสมถะธุระที่เป็นปัจจุบันน่ะทำหรือเป็นสมถะลืมตาก็ยังรู้สึกว่าก็จะเป็นอีกขั้นหนึ่งก็เป็นไปได้คันนึงก็ดูดีกว่าลูกเก่งลูกเก่งกว่ายังไม่ใช่ได้ปัญญาเป็นผลสมรรถนะที่ว่าใช้เป็นสมถะๆเพราะว่ายังไม่เรืองปัญญายังไม่ได้เป็นวิปัสสนาวิปัสสนาต้องหมายถึง มีปัญญาเข้าร่วมด้วยเรื่องปัญญาเกิดปัญญารู้ผลรู้เหตุรู้อะไรต่ออะไรขึ้นมาแล้วก็รู้การประมาณประเมินสัมมาหรือประมาณอรหันต์หรืออรหังประมาณความมัชฌิมาความเป็นกลางความสมดุลความจบๆความรู้อันที่สมบูรณ์หรือพอดีผมเหมาะแล้วให้ได้ตัวเพราะยังไม่ใช่ได้ปัญญาเป็นผลจึงยังไม่เรียกว่าวิปัสสนาธุระแท้ๆหรือทำสติปัฏฐานถึงขั้นมีผลแทนทะลุรู้เท่าทันสิ้นรอบในนามธรรมเพราะยังแยกดีในเรื่องกุศลธรรมแยกชั่วอกุศลธรรมไม่ออกในทุกสาระทุกเหตุปัจจัยเป็นที่สุดยังไม่เป็นอภิธรรมนั่นเองก็มันยังไม่ได้รู้ชั่วรู้ดี เอาแต่หยุดเฉยๆเหมือนกับมานั่งหลับตาก็หยุดไปเฉยๆจะเดินยืนนั่งนอนแล้วก็บอกให้มีสติแตะอะไรแล้วก็หยุดแตะอะไรแล้วก็หยุดมันก็ยังไม่ได้รู้อะไรยังไม่มีปัญญาอะไรจะไปมีพระอภิธรรมอะไรชั่วหรือดีไม่รู้ไม่รู้เพราะฉะนั้นพวกอธิบายธรรมะแบบนี้จึงแต่งหน้าทาคิ้วแต่งปากเขียนคอเอามาอธิบายธรรมะเฉยเฉยๆจิตว่างๆก็ไม่ได้รู้ว่าอะไรควรไม่ควรไปทำอะไรอยู่ก็ยังไม่รู้ตัวก็เป็นอย่างนั้นแหละแล้วก็เป็นเรื่องธรรมดาก็ปกติถ้าอย่างนั้นก็เอาจิตให้มันวางเฉยๆแล้วก็อยู่กับโรคเข้าไปโดยที่เรียกว่าไม่ต้องไปปรับปรุงอะไรหรอกไม่ต้องมีศีลมีธรรมอะไรมีหมด อีกเทอม 1 คือระงับจิตเฉยๆเฉยๆไปเลยศีลธรรมข้อนั้นข้อนี้อะไรต่างๆนานาไม่ต้องเลยสุดท้ายเป็นคนคิดว่างแล้วก็อยู่กับโลกเขาเหมือนชาวโลกทั้งหมดเลยแล้วก็ไม่รู้คุณค่าความสูงความต่ำตามสมมติสัจจะทำแบบนั้นแบบนี้ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องมีขั้นตอนขนาดนี้ปาราชิกขนาดนี้สังฆาทิเสสขนาดนี้ปาจิตตีย์อะไรจะไม่มีความแยบคายในจิตอย่างนั้นเลยจะไม่มีปัญญารู้ชั้นเชิงของธรรมะในโลกจะไม่รู้ทั้งสมมติสัจจะจะหมดมีแต่ธรรมะคู่เดียวคือเกิดกับดับแล้วบอกว่าฉันจะเกิดอะไรก็เกิดเกิดเต็มที่ถ้าไม่เกิดเต็มที่แล้วก็ดับเสียเท่านั้นเอง จะตายก็ตายจะเป็นก็เป็นไปเชียวจะกินก็กินอร่อยๆก็อร่อยหยุดกินก็หยุดอร่อยหยุดกินก็หยุดอร่อยหิวอีกก็กินมั่งสิก็เกินน่ะหิวมันเกิดก็กินยาจะเสร็จสักทีก็เกิดนะแสบสุขแล้วก็หยุดหยุดเมื่อไหร่ก็คือตายมันมันก็เลยไม่ต้องมีอะไรมันก็เลยไม่รู้ว่าควรเ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive