220824-2-158 ทางเอกภาค2-ตอน158(หน้า351)-พ่อท่าน-สันติอโศก-ท052.txt

โฟลเดอร์2522-23-24 MP3 ทางเอก-ภาค2- 323 ตอน ถอดเสียงเป็นข้อความ รอตรวจอักษร
ประเภทไฟล์เอกสาร (text/plain)
ขนาดไฟล์154 KB
วันที่แก้ไข7 กรกฎาคม 2568

เนื้อหาในไฟล์

วันศุกร์ที่ 24 สิงหาคมพุทธศักราช 2522 พ่อท่านพระโพธิรักษ์อบรมทำวัตรเช้าบรรยายทางเอกภาค 2 ที่พุทธสถานสันติอโศกถ้าเรามาทำวัตรกันต่อหน้า 351 ถ้าเราได้พูดถึงการปฏิบัติบางอย่างซึ่งในการปฏิบัติอย่างที่ให้พยายามมีสติจะเดินยืนนั่งนอนทำงานทำการเป็นอะไร อะไรอยู่มีอิริยาบถใหญ่น้อยก็พยายามให้มีสติและการมีสตินั้นมีการบอกกันไว้มีผู้สอนไว้ว่ามีสติแล้วก็ไม่ต้องไปจดจ้องไม่ต้องไปคิดนึกไม่ต้องไปวิจัยวิจารณ์อะไรพอสัมผัสอะไรก็เฉยปล่อยวางเฉยปล่อยวางเฉยปล่อยวางให้หมดจะทำอย่างนั้นแต่การทำอย่างนั้นแล้วก็ถือว่าเป็นอารมณ์สูงสุดหัดทำตัวอย่างนั้นตลอดไปและก็จะเป็นหลงว่าเป็นสภาพที่จะเจริญวิปัสสนาก็ได้ที่อธิบายให้ฟังแล้วว่า มันไม่ใช่วิปัสสนาอย่างนั้นมันเป็นสภาพสมถะสมถะอย่างไรสมถะก็เพราะว่าการกระทำอย่างนั้นมันไม่ได้เรื่องปัญญาไม่ได้เกิดปัญญาตรงไหนมันไม่ได้ทำให้เกิดความรู้เพิ่มขึ้นเพราะว่ามีแต่ปล่อยจะปล่อยจะปล่อยไม่มีการที่จะได้จับคิดจับนึกหรือว่าพยายามวิเคราะห์วิจัยวิจารณ์อะไรไม่มีเลยมันจะมาบอกว่ามันรู้แต่การที่รู้เขาเคลียร์มีสภาพการรู้ชัดรู้แจ้งมันไม่มีไม่มีหลักการที่ไม่มีอะไรที่ทำให้เกิดรูได้เป็นแต่เพียงสัมผัสแตะแล้วก็ปล่อยสัมผัสแตะแล้วก็ปล่อย อมิตาการให้มีสติสำคัญมั่นหมายอยู่ที่แค่สติให้มีการระลึกรู้ตัวเน้นที่ตรงนั้นเท่านั้นรู้ตัวรู้ว่าตัวเองเดินยืนนั่งนอนแตะนั่นแต่นี่แล้วก็ให้ปล่อยปล่อยไปเรื่อยๆมันจะไปเป็นการรู้ไม่ได้แต่มันก็เป็นการประคองตัวธาตุตื่นหรือธาตุรู้ให้เรารู้รู้แล้วก็ปล่อยรู้แล้วก็ปล่อยรู้แล้วก็ปล่อยให้เร็วที่สุดการปฏิบัติหรือการฝึกอย่างนี้ก็ทำให้ตัวเองมีสติอยู่กับตัวหรือว่าจิตของเราเพ่งอยู่ที่จุดว่ารู้มีสติรู้แต่ไม่มีการวิเคราะห์วิจัยมีแต่ตัว สติสัมโพชฌงค์ตัวเดียวไม่มีธรรมเอาวิจัยไม่มีวิริยะมี

อ่านต่อ

วิริยะแต่ไม่มีทำเอาวิจัยพยายามทำอย่างนั้นมีระยะพากเพียรจะเป็นการกระทำแค่สติสัมปชัญญะสัมมนาคัตโตะทำให้เกิดหรือให้ขึ้นถึงสติสัมปชัญญะก็ไม่ๆๆไม่ได้ไม่ได้สูงเท่าไหร่มีแต่แค่สติรู้แล้วก็ทำให้สติเกิดอยู่เสมอไปเท่านั้นเองจึงเป็นจุดจุดเดียวที่เกิดผลอย่างนั้นรวมหรือเกิดผลอย่างนั้นตั้งมั่นเป็นสมถะธุระลืมตาเป็นสมถะธุระลืมตาทำได้จุด เดี่ยวซะอย่างเดียวให้เกิดผลติดต่อเนื่องไปเรียกว่าสมาธิก็เรียกได้เรียกอย่างนั้นก็ได้แต่มันมีอะไรต่อเนื่องกันอยู่แล้วก็ทำให้เกิดความชำนาญเชี่ยวชาญเป็นไปได้อย่างตั้งมั่นก็ได้เป็นได้เป็นสมาธิลืมตาแล้วก็เป็นการรู้จุดแรกเป็นสติเท่านั้นแต่ที่จริงอาการอย่างนั้นเป็นอาการสุดท้ายอย่างพระอรหันต์เป็นอาการที่ว่าท่านแตะและท่านก็รู้แล้วท่านก็ปล่อยเร็วท่านรู้แจ้งชัดจ้าแล้วปล่อยได้อย่างเร็วเมื่อต้องการจะปล่อยเมื่อไหร่ท่านก็ไปอย่างเร็วท่านก็รู้แล้วก็วางแต่ แล้วก็ปล่อยต้องต้องการปล่อยก็ปล่อยฉันไม่ติดอย่างพระอรหันต์ไม่มีอาการอย่างนั้นแต่ท่านรู้มีปัญญาเข้าไปเกี่ยวข้องอย่างพร้อมพรั่งบริบูรณ์และทะลุรอบด้วยแตะสิ่งนั้นหรือว่ารู้สิ่งนั้นท่านก็รู้ละเอียดละออได้ด้วยมันจึงไม่เหมือนกันอย่างที่การปฏิบัติเอาจุดสุดท้ายว่ารู้แล้วก็วางรู้วางนั่นเป็นอารมณ์หรือว่าเป็นสิ่งที่รู้แล้วมันก็ไม่ใช่รู้ธรรมดาด้วยคำพูดแค่รู้มันรู้แล้วมันก็มีรายละเอียดลึกซึ้งเข้าไปอีกแต่ก็ไปแล้วก็มีอะไรเข้าไปเขาเคลียร์เขาไปรู้เขาไปวิเคราะห์วิจัยอะไรแล้วเรียบร้อยมันเป็นสัญญา เป็นการกำหนดหมายรู้มีสภาพความรู้เข้าไปเสวยในสิ่งที่ท่านแตะพระอรหันต์มีอย่างนั้นแล้วท่านก็วางท่านไม่ได้หมายความว่าท่านแตะแล้วก็ตื้อแตะแล้วก็ปล่อยแต่ผิวแต่แต่เปลือกแล้วก็รู้แต่ผิวจะเปลือกเฉยๆมันไม่เหมือนกันเพราะว่าเราจะไม่เข้าใจว่าอาการสภาพง่ายๆมันเป็นเหมือนอย่างเดียวกันคล้ายๆอย่างเดียวกันแต่ในความลึกซึ้งมันไม่เหมือนกันเพราะงั้นการกระทำอย่างนั้นจะต้องรู้ละเอียดรู้รายละเอียดความลึกซึ้งว่ามันเหมือนส่วนที่เหมือนคล้ายๆมีส่วนคล้ายๆแต่ว่ามันไม่ใช่อย่างเดียวกันอย่าไปหลงผิดว่าเป็นอย่างเดียว กันเป็นอันขาดถ้าใครไปหลงผิดเป็นอย่างเดียวกันก็จะไม่ได้อะไรเจริญต่อมันจะได้แค่นั้นแค่นั้นแล้วมันก็จบอยู่แค่นั้นเองก็เลยไม่มีความเจริญอะไรเราจะต้องทำให้มันได้เป็นเบื้องต้นท่ามกลางบั้นปลายอย่าไปหลงผิดว่าเราไปได้จุดนี้แล้วเหมือนกับเราได้จิตของพระอรหันต์ถ้าไปคืนทำอย่างนั้นแล้วก็เดี๋ยวก็จะได้กลายเป็นคนโง่ๆอยู่แค่นั้นเองเพราะว่ามันยังไม่ขึ้นวิปัสสนาธุระเลยมันก็แค่แค่สมถะธุระเท่านั้นเราต่อที่หน้า 300 51 อาการหาอุบายมาสอนกันนั้นดีและฝึกหัดให้มีสติตามรู้ทุกระเบียบบทนั้นก็ถูกทางพร้อมในวงเล็บสติสัมปชัญญะสัมมนาคัดโต แต่ถ้ามีการกำชับกันเข้าไปว่าอย่าจดจ้องอย่าพิจารณานั้นมันก็คือระบบที่ 1 หรือเบื้องต้นเป็นสมถะสุระยังไม่ใช่วิปัสสนาธุระบริบูรณ์เพราะมันยังจะเกิดปัญญาใดๆไม่ได้เลยนอกจากรู้ทึมๆรู้สภาวะธรรมนั้นๆเท่าที่ตนเคยรู้เท่านั้นจะเข้าใจในสภาวะธรรมนั้นว่าดีในวงเล็บกุสลาธัมมาหรือชั่วในประเทศมาเท่าใดก็เข้าใจได้อยู่เท่าปัญญาเดิมๆภูมิเก่าๆของตัวเองจริงๆจะไม่เพิ่มยานเพิ่มความฉลาดรอบรู้ แก่ตนเป็นผู้รู้ลึกซึ้งในธรรมสูงขึ้นกว่าเดิมได้เลยวงเล็บเปิดคือไม่มีอภิธรรมใดเจริญขึ้นในจิตและปิดแต่ก็จะได้ฌานสมถะหรือได้สมาธิที่เป็นจิตไม่ฟุ้งซ่านสามารถมีสติจิตอยู่กับเนื้อกับตัวแต่สำหรับผู้ฝึกหัดเริ่มแรกก็ทำอย่างนี้ดีแล้วจนจิตเราอยู่กับตนตั้งมั่นได้ไม่ขาดสายไม่ซัดส่ายในวงเล็บเป็นสมาธิมีสติกำหนดรับสัมผัสร่วมกิริยาบดได้อย่างมั่นคงเรียกว่ามีสติสัมโพชฌงค์หรือเริ่มระบบที่ 1 โพธิปักขิยธรรมคือมีสติคือมีสติปัฏฐานว่าด้วยกายได้แล้วอาทิตย์นี้ก็ให้เริ่มหัดมีจดจ้องมีพิจารณาต่อไปจะฟังดูดีๆนี่อธิบายแล้วก็บอกให้เป็นขั้นตอนและเป็นระดับๆขึ้นไปเป็นเป็นขั้นๆอาจจะทำอย่างนั้นก็ไม่ได้ไม่ได้บอกว่าไม่ดีซะทีเดียวนะการปฏิบัติอย่างนั้นน่ะที่จริงเป็นการปฏิบัติสติปัฏฐานที่ถูกอยู่นะเป็นการเริ่มต้นสติสัมปชัญญะสัมมนาขั้นตอนในการปฏิบัติที่ถูกให้มีสติอยู่กับตัวเองให้ชัดแจ้งว่าการระลึกรู้ตัวคืออย่างไรทำโพชฌงค์ 7 องค์ที่ 1 ถูกๆหรือว่าเป็นระบบทำสติปัฏฐานระบบที่ 1 โดยการพยายามสั่งสมสติหรือทำฐานของสติให้มั่นคงเสร็จแล้วต่อจากนั้นถ้าเกิดว่าเราได้เรียบร้อยเราเรียกว่าเรารู้กายคือเรากำหนดรูปกำหนดกายกำหนดให้ทรงอยู่ให้พร้อมไม่ซัดสายไม่แตกแยกแต่เรายังไม่เกิดญาณหรือไม่เกิดนามไม่เกิดปัญญามันได้แต่แค่รูปหรือมันได้แค่กายยังไม่ยังต่อไปถึงเวทนามันไม่ได้พิจารณาซ้อนออกไปถึงความรู้สึกที่มันรับผลสุกพ้นทุกข์อะไรมันยังไม่มีอะไรไปแต่เพียงรู้อะไรแต่เราก็ปล่อยแต่เราก็ปล่อยมันยังไม่มีระบบวิปัสสนาธุระเลยจริงๆฟังดูดีๆนะเนี่ยจะเข้าใจแต่ทีนี้เมื่อทำได้สติสัมปชัญญะสัมมนาคัดโตหรือว่าทำให้สติของเรามั่นคงดีแต่อะไรก็ หนูเป็นผู้ที่ไม่ใช่ว่าเป็นผู้ที่ไม่มีสติออกนำก็ให้เริ่มทำมาวิจัยหรือว่าเริ่มไม่จดจ้องมีพิจารณาต่อไปเรียกว่ามีธรรมวิจัยสมโภชชงหรือเริ่มระบบที่ 2 ของโพธิปักขิยธรรมคือมีสัมปทาน 4 อาจจะได้รู้เวทนาในเวทนาหรือรู้จิตเพิ่มจากกายเข้าไปนั่นเองจึงจะเข้าสู่วิปัสสนาธุระเป็นระบบที่ 2 หรือเป็นถ้ำกลางเนี่ยอธิบายเป็นไปตามสูตรหรือเป็นไปตามความรู้ที่เราได้เรียนมาตามทฤษฎีของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะเป็นทฤษฎีอย่างละเอียดอย่าง ไม่ว่าจะเดินอย่างโพชฌงค์มีสติแล้วก็มีธรรมวิจัยต่อไปองค์วิริยะก็นำอยู่เรื่อยๆโอมวิทยาต้องใช้ทุกเวลาแล้วเราทำงานทำการทำมีนู่นมีนี่อะไรวิทยานี่เป็นองค์สำคัญที่สุดในทุกอย่างในงานเด็ดขาดมิได้มันขายไม่ได้หรอกมันต้องใช้อยู่เรื่อยประกอบหรือจะนับอย่างโพธิปักขิยธรรมก็เรากำลังเริ่มด้วยระบบสติปัฏฐานมาแล้วแล้วเราก็ต่อด้วยระบบสมรรถภาพสติปัฏฐานก็เป็นอย่างยับๆก่อนเราจะส่งกายรู้กายก็เอาล่ะผมก็จะเข้ามามีส่วนรับประทาน 4 มันก็จะหยั่งเข้าไปถึงสภาพที่จะรู้ละเอียดขึ้นมาคือเราจะมีการสังวรระวังตนและก็มีการประหารมีการจะ ประหารเราก็จะต้องรู้ตัวที่จะประหารเราจะประหารอะไรมีสังวรประธานมีประหารประธานมีอนุรักษ์ธนาประธานภาวนาประทานอะไรหรือมีภาวนาประธานอนุรักษ์ธนาประธานซึ่ง 2 ตัวนี้ผมก็สลับสับเปลี่ยนกันอยู่ใช้ว่าอะไรก่อนอะไรหลังก็ก็เอาตามควรนะถ้าเผื่อว่าเราได้อะไรเป็นผลดีกว่าภาวนาประธานคนนั้นก็ต้องควรรักษาเขาเรียกว่าอนุรักษ์พัฒนาประธานต่อไปรักษาสิ่งที่ดีหรือว่าผลดีนั้นอยู่ในทรงไว้แล้วก็ทำใหม่ให้ดียิ่งยิ่งขึ้นก็คือการให้มีสงวนประธานต่อไปใหม่ในฐานสูงขึ้นมีประหารประธานในส่วนที่ ทำอีกแล้วก็ส่งผลขึ้นไปภาวนาประธานเป็นผลและก็รักษาไว้แล้วก็หมุนเวียนธรรมสังวรประธานประหารประธานอนุรักษ์กล้าภาวนาประธานอนุรักษ์ธนาประธานหมุนเวียนเป็นชั้นเชิงที่สูงขึ้นสูงขึ้นเป็นระดับระดับหรือเราจะทำวิจัยเป็นแบบหมวดทฤษฎีที่สั้นๆโพชฌงค์ 7 สติสัมปชัญญะดีแล้วแล้วก็มีการวิจัยทำสัมพันธ์บ้างพิจารณามันเข้าไปว่าอะไรดีอะไรชั่วอะไรคนละอะไรควรเลิกอะไรควรส่งไวควรจะปรับปรุงปรับเปลี่ยนอย่างไรสำหรับความรู้สึกอันนี้เป็นสุขอันนี้เป็นทุกข์แล้วก็ต้องพิจารณาให้เป็น ปรมัตถ์สุขอย่างโลกิยะสุขอย่างโลกุตระสุยังติดยึดสุขอย่างปรุงเป็นสังขารหรือว่าสุขอย่างไรว่างเบาง่ายรู้ค่ารู้คุณที่แท้จริงและสุขอย่างไรเราจะต้องเข้าใจในความรู้อื่นๆที่จะประกอบในการทำงานวิจัยและก็รู้จักความรักความวางหรือว่ารู้จักสิ่งที่ควรมีไว้เราควรจะปรับปรุงอย่างไรทำในใจอย่างไรเปลี่ยนเป็นอารมณ์อย่างไรข้อหาอารมณ์นิพพานมันคือการเปลี่ยนอย่างไรเรารู้ระบอบเผด็จการปรับปรุงจิตเปลี่ยนจิตเราก็จะทำเสมอได้แม้จะต้องฝึกต้องฟื้นจะต้องพยายามให้มันปรับให้มันปรุงขึ้นมาเราก็ต้องทำจริงๆ ถามว่าเรารู้ในความรู้ที่เราได้เรียนมาแล้วแล้วเราก็เอามาฟิตฟิตจิตใจของเราเราคิดกรรมกิริยาของเราเราก็เป็นนักปฏิบัติหรือว่าเราก็เป็นช่างฟิตที่ฟิตตัวเราเองนี่แหละปรับปรุงมันอยู่เสมอเสมอทุกกริยาบทยิ่งเราได้ไปหัดฝึกเพื่อยืนเดินนั่งนอนเราก็มีสติแล้วด้วยเป็นฐานต้นก็ดีแล้วทหารปลามาก็ทำมาวิจัยแล้วก็พยายามปรับปรุงปรับปรุงปรับปรุงแล้วก็จะเกิดดีมีปิติสมโภชนต่อมีปัจจัยเมื่อเรารู้ว่าปิติคืออย่างไรยินดีแท้ทำให้ดีแท้เกิดได้ประสิทธิภาพที่ทำได้ขึ้นจริงๆคือมันมีความปลอดภัย ในส่วนที่ควรปล่อยมันก็เป็นการสงบระงับก็เก่งขึ้นเป็นปิติเป็นภาษาที่ว่าไม่สมโภชส่งถึง 4-5 มันก็สั่งสมลงเป็นสมาธิอย่างจริงเป็นฐานแต่เป็นจิตอันยิ่งเป็นจิตอันดีที่เราได้กระทำขึ้นมาเรื่อยๆเรื่อยๆเรื่อยๆเป็นอันยิ่งติดต่อเนื่องขึ้นต่อเนื่องขึ้นมีฐานแล้วก็สูงขึ้นฐานก็สูงขึ้นฐานะของเรานั่นเองฐานะของเราก็ดีขึ้นเพราะเราสั่งสมสภาพธรรมที่เป็นองค์ตรัสรู้ที่เป็นสภาพที่เจริญไปสู่นิพพานถ้าเราเข้าใจเหตุผลอย่างที่ว่าเนี่ยอธิบายขนาดนี้แล้วเราก็ทำจริงเราจะเอาจะรู้แต่ปัญญาเข้าใจเข้าใจมีปัญญาดีฟังเข้าใจละเอียดละออแต่ไม่มีบท การฝึกปรือไม่มีบริการกระทำตนไม่เป็นพระโยคาวจรยืนเดินนั่งนอนด้วยเมื่อไหร่เมื่อไหร่ก็ทำสติปัฏฐานทำวิปัสสนาหรือมีมันก็มีสมถะคือมันมีความสงบระงับสมรรถภาพของเราแปลว่าเป็นผู้ที่พ้นภัยหรือว่าเป็นผู้ที่สงบระงับลงไปได้เรื่อยๆถ้าถูกทางถูกระบบเมื่อสมถะแบบฤาษีก็ได้หรือสมถะแบบพุทธก็ได้สมรรถภาพแบบคุณนั้นเป็นสมถะตามหลังวิปัสสนาเป็นสมถะตามหลังวิปัสสนาคือว่าเราวิปัสสนาแล้วก็พยายามพากเพียรมีการตัดการประหารมีการกระทำการลดล้างล้างล้างล้างล้างล้างล้างล้างออกรถออกปรับปรุงไปให้มันถูกทิศถูกทางเสมอเป็นปฏิเสธว่านายอย่างที่ถูกต้องมีอธิษฐานปรัชญาอะไร อย่างที่เรามีของเก่าของอะไรทฤษฎีพระพุทธเจ้ามาเนี่ยเอามาอธิบายมาอธิบายได้ทั้งสิ้นเราลงตัวลงตนทั้งสิ้นเราระลึกถึงบทไหนช่วยเหลือโปรไฟล์กันขึ้นมามันก็จะละเอียดเพราะว่ามุมเหลี่ยมต่างๆมันต่างกันในแต่ละสูตรแต่ละองค์ธรรมอย่างทฤษฎีนั้นหรือหลักนี้สูตรนี้มันมีแง่มีเงื่อนรายละเอียดละออที่ช่วยเหลือการประพฤติปฏิบัติของเราให้ดีอยู่เสมอเราก็จะดำเนินไปได้ดีขึ้นเจริญขึ้นปรับปรุงขึ้นเอาใจใส่หรือจะเอาขยะมาวางนี้เอาหลักอานาปานสติสถาบันยิ่งปฏิบัติเพื่อละนิวรณ์ 8 อย่างที่อธิบายให้ฟังว่ายิ่งจะเห็นได้ชัด แล้วก็ทำในส่วนใหญ่ๆหรือว่านิมมานและนิวรณ์ตัวสำคัญก็คือพวกหัวหัวของกิเลสที่มีแง่มีเชิงจะมีลักษณะที่เราแยกแยะใหญ่ๆให้เห็นชัดๆแล้วเราทำจริงๆปฏิบัติสิ่งที่มันตรงกันข้ามหรือปฏิบัติสิ่งที่มันจะปรับปรุงเข้าไปจริงๆถ้าได้ประพฤติอย่างนั้นจริงๆแล้วก็อย่างที่ว่านะถ้าทำเป็นผลอย่างนั้นอย่างชัดแจ้งเสมอๆวันหนึ่งคืนหนึ่งหรือว่าเรากระทำให้ได้ทุกขณะชั่วขณะใดที่เราทำได้ถ้าเผื่อว่าเราเดินยืนนั่งนอนทำได้ด้วยมันก็ยิ่งดีกว่าอานาปานาที่บอกว่าถ้าเรานั่งอยู่กับที่เรานั่งอยู่ ร่างกายกรมดำรงสติของหมั้นแล้วก็ทำแบบอานาปานสติอยู่ในชั่วขณะนี้เราก็ต้องเราก็ได้ในชั่วขณะนี้ถ้าเราเป็นสติปัฏฐานเดินยืนนั่งนอนแล้วก็ทำได้เหมือนกับชั่วขณะที่เรานั่งทำอานาปานเรียนรู้นิวรณ์อย่างชัดแจ้งสามารถเรียนรู้จิตจับจิตได้จับกายได้ของเราจริงๆเดินยืนนั่งนอนมีอิริยาบถใดๆก็เอาระบบอานาปานสตินั้นไปใช้ในทุกขณะไม่ว่าเราจะยืนเดินนั่งนอนแล้วก็รู้นิวรณ์นั้นๆแล้วก็อ่านออกปรับปรุงมันได้เสมอเสมอเสมอเสมอเสมอเสมอเสมอทำให้สภาพมันตรงกันข้ามอย่างที่อันใดมันเป็นอุปกรณ์ใดเป็นอันตรายแล้วก็ปรับปรุงส่วนที่มันเป็นอันตรายออกให้อุปกรณ์ สาระทดแทนในสิ่งที่มันปรับปรุงมันช่วยเหลือ Profile ให้เขาไปสู่สภาพเป็นกุศลแทนเสมอเสมอเสมอเสมอรู้ธรรมะอันเป็นเครื่องนำออกที่จริงปรับเปลี่ยนได้จริงๆแล้วเราก็รู้เลยสภาพที่เราทำแล้วมันเป็นสภาพอย่างนี้เรียกว่าเนกขัมมะอย่างนี้เรียกว่าไม่พยาบาทอย่างนี้เรียกว่าอารมณ์กับสัญญาอย่างนี้เรียกว่าไม่ฟุ้งซ่านอย่างนี้เรียกว่าทำธรรมะใช่ว่าการกำหนดทำธรรมะกำหนดหรือการกำหนดทำชัดแจ้งขึ้นด้วยเรื่อยๆเรื่อยๆอย่างนี้เรียกว่ายายเรียกว่าปัญญาไม่ใช่ยานอย่างแค่นึกคิด สัญญาณปัญญาที่รู้สภาพธรรมที่เป็นกุศลอกุศลไปกิเลสหรือว่าพ้นกิเลสลดละจางคลายได้มันเป็นญาณปัญญาที่รู้ของจริงจริงโดยวิปัสสนาในตัวมีวิปัสสนาธุระและเกิดเรืองปัญญาหรือเกิดญาณอวิชชาดับหรืออวิชชาลดลงลดลงลดลงเกิดการทดแทนที่เรารู้ที่ตัวเราอารยาเกิดหนออวิชชาลดละไปอวิชชาหายไปต้องเห็นจริงๆมีจริงๆที่เราทำแล้วเราเกิดไม่ใช่มีแต่คำท่องภาษาแต่เราได้ภาพเพียงเป็นพระโยคาวจรที่มีสภาพธรรมเกิดจึงเป็นจริงเราจนจิตใจสบายความไม่ยินดีหายไป เกิดความปราโมทย์ขึ้นแทนหรือว่าเราโสดจิตแม้แต่มันจะเกิดความไม่ยินดีเข้ามาอยู่ในจิตเราก็รู้ว่าไอ้นี่เป็นอกุศลเอาออกทำออกทำออกก็คือทำความปราโมทย์เข้าแทนที่เรารู้จิตที่เป็นความปราโมทย์ไหมบุคคลย่อมไม่รู้ความปราโมทย์จึงทำไม่ได้ถ้าบุคคลที่รู้ย่อมรู้ความปราโมทย์แล้วก็นำความปราโมทย์ทดแทนก็เป็นธรรมะเครื่องนำออกซึ่งปกติซึ่งความไม่ยินดีซึ่งความไม่พอใจไม่ชอบใจถึงความทำให้จิตใจของเราเศร้าหมอง 8 เปื้อนหม่นหมองหดหู่แล้วจะทำให้เราตกต่ำเพราะเรารู้จิตของเราอย่างนั้นจริงๆเมื่อไหร่เมื่อไหร่เราก็ปรับปรุง ร้านละเอียดรู้ว่าไอ้นี่เป็นอกุศลอันนี้เป็นกุศลเพราะเราไม่รู้อกุศลที่จริงเพราะเราไม่รู้กุศลที่จริงพระผู้ใดไม่รู้กุศลบุคคลย่อมไม่รู้กุศลที่แท้จึงอกุศลก็เข้ากันเป็นการกลั่นจิตแล้วถ้าเรารู้สึกก็ทำกุศลนั้นเกิดขึ้นที่จิตลักษณะกุศลหรือส่วนดีมาในนิวรณ์ทั้ง 7 นั้นเราเข้าใจและลักษณะส่วนมากคนดีคือไม่ใช่นิวรณ์ส่วนดีก็คือส่วนที่ไม่เป็นนิวรณ์ส่วนไม่ดีคืนนิวรณ์ทั้ง 7 7 คู่หรือ 7 ตัวที่เราได้หลายรายจึงเรียนมาที่เราได้เรียนมาผ่าเพิ่งผ่านมานี้เพราะส่วนที่เป็นกุศลเราแยกออก จุดส่วนที่เป็นอกุศลเราแยกออกจึงเรียกว่าเรารู้อภิธรรมเรารู้ธรรมะส่วนกุสลาทำกับอกุสลาธรรมไม่แท้ตีแตกไม่เป็นอภัยกริบตีแตกทะลุได้แยกออกชัดแล้วเราก็ทำจนกระทั่งเราทำมาเป็นกุศลแม้ที่สุดซ้อนลงไปว่าเราเองเราทำได้เป็นกุศลเราก็ไม่หลงในกุศลเป็นธรรมะชั้นสูงขึ้นไปอีกเป็นชั้นเชิงที่ทำได้ด้วยดีแล้วไม่หลงดีไม่มีมานะไม่ติดยึดจนกระทั่งเราแข็งเกินไปกระด้างเกินไปถือตัวเกินไปเพลงโทษคนอื่นเกินไปยกตัวของท่านเกินไปจะประสานสัมพันธ์จะมีชีวิตเป็นประโยชน์ตนประโยชน์ท่านอะไรก็ทำไม่ได้เรียบร้อยแล้วก็ปรับปรุงตัวเราจนเราเป็นผู้ที่เรียบร้อยมี ประโยชน์ตนประโยชน์ท่านอันเหมาะควรประสานอยู่สัมพันธ์อยู่ไม่เป็นอุปสรรคไม่มีมานะมานะพระพุทธเจ้าก็ลดด้วยเมื่อเวลาเราปรับปรุงได้ไม่ดูกระทบสัมผัสเกี่ยวเกาะเกี่ยวข้องคนนั้นคนนี้ก็ไม่มีอะไรสะเทือนสถานไม่มีอะไรหวั่นไหวไม่มีอะไรจะเด้งเก่งกลางดูเรียบร้อยราบรื่นง่ายคล่องงามได้ประสิทธิภาพทั้งตนและเขาก็เป็นอันสูงขึ้นเรียบร้อยขึ้นดีขึ้นมีประสิทธิภาพขึ้นตัวเราเองเป็นผู้เบิกบานแจ่มใสเป็นผู้รู้เป็นผู้ตื่นเป็นผู้ที่ช่วยเหลือโปรไฟล์ประโยชน์ตนประโยชน์ท่านรูปพรรครู้เพียงรู้กรรมผู้การงานทุกการกระทำมีชีวิตชีวาที่สบายวันคืนก็สบายสบาย size ไม่มีหม่นหมองตรวจเช็คดูวันหนึ่งคืนหนึ่งและตลอดเวลาเราจะมีการตรวจอยู่ตลอดเวลาแล้วก็จะมีการงบดุลหรือว่ามีการตรวจเช็คถ้าเราเข้าใจอยู่ตลอดเวลาดูยิ่งก็ยิ่งเก่งยิ่งตรวจได้ง่ายๆไม่ไม่ต้องไปตรวจหน้าเมื่อเวลาเราเข้าใจแล้วเราก็จะรู้ว่าวันหนึ่งคือหนึ่งผ่านไปเนี่ยถ้าเรามีอารมณ์ที่ดีมีสภาพจิตที่ชัดแจ้งสติปัฏฐานของเราครบถ้วนอยู่นะพอตกเย็นเราจะดูของเราแล้วก็รู้แล้ววันนี้มีจุดหนึ่งเท่านั้นเองรู้สึกว่าไม่สบายใจหยุดจุดนึง 24 ในเวลากลางวันเราอาจจะมีเวลาที่กว่าจะเข้านอนนี่มันอาจจะผ่านมาตั้ง 18 ชั่วโมงหรือ 16 ชั่วโมง เรานึกภาพออกมามันจะเข้าใจได้ละเอียดลออยิ่งขึ้นมันจะเข้าใจได้ทีต่อเนื่องไม่ขาดตอนไม่เผลอไผจำมันมีสัญญาเวทยิตนิโรธตอนแรกๆมันอาจจะช้าค่อยๆนั่งนึกเช้าตอนตื่นนอนตั้งแต่ตอนตื่นนอนมามีงานมีการมีสัมผัสอะไรผ่านอะไรบ้างในชีวิตมีอิทธิพลอะไรบ้างมาจนกระทั่งรู้ว่าอันนี้บกพร่องอันนี้ดีใหม่ๆนักปฏิบัติชั้นประถมชั้นต้นๆก็จะระลึกคอยทำความเข้าใจค่อยๆระลึกรู้ตนทบทวนในบุพเพนิวาสานุสติญาณนิดเดียวอันนี้เราได้ปรับปรุงถูกแล้วนี่เราทำผิดปกติแล้วอันนี้ไม่ถูกอันนี้เด็กเก่งกว่า อันนี้มันเร็วไม่ไวอันนี้ไม่มีใครกระเทือนอะไรต่ออะไรต่างๆเราจะเท่าเข้าใจสภาวธรรมจนมาถึงเวลาก่อนนอนนี้เราขาดทุนเท่าไหร่เราดีเท่าไหร่จะรู้ว่าเก่งขึ้นๆแล้วเราก็จะขายของในการตรวจในการเช็คในการระลึกรู้แม้กระทั่งระลึกรู้เป็นสติปัฏฐานระลึกรู้ประเพณีวารสารสันติรู้จักความเกิดความดับของเวทนาของจิตหรือของตายในความประชุมต่างๆรู้กว้างขึ้นรู้จักความประชุมหรือกายะกายอยู่นอกในละเอียดละออผสมผสานกันอยู่อย่างลึกซึ้งและจะตรวจได้เร็วขึ้นเร็วขึ้นเร็วขึ้นจนกระทั่งสำหรับเป็นพระยาชั้นสูงสูงสูงขึ้นและรู้อารมณ์ของเราตลอดเวลาอารมณ์ของเราไม่ได้มีหม่นหมองอะไรไม่ได้มีอกุศลอะไรมากมายเลย มีอันนี้มีผักวิมุติจอห์นบ้างเล็กน้อยเล็กน้อยวันหนึ่งคืนหนึ่งเราก็จะรู้มันเป็นพระอริยะชั้นสูงอย่างพระอนาคามีแท้ๆนี่ถ้าจะรู้วันหนึ่งคืนหนึ่งมีอกุศลจรหรือว่ามีมดจรเล็กน้อยจำนวนไม่มากแล้วก็จะรู้ถ้าพระอนาคามีต้นๆก็อาจจะมากกว่าอนาคตสูงๆท่านก็จะสูงขึ้นไปขึ้นไปอีกจนจะคำนวณประมาณหรือว่าเข้าใจตนเองได้ว่ามีเปอร์เซ็นต์ที่เป็นกุศลและอกุศลทั้งหลายเราก็จะเห็นความเจริญของเราอย่างแท้จริงมันรู้ตนด้วยปัจจัยรู้ได้ทั้งในส่วนที่เป็นรายละเอียดและส่วนเฉลี่ยรวมก็จะรู้ทั้งสภาพของจิตสภาพของ นับว่าเป็นบุคคลจะพึงประมาณตนได้ว่าตนอยู่เป็นโสดาบันสกิทาคามีบุคคลหรืออนาคามีบุคคลหรือเป็นอรหันต์เป็นอรหันต์แต่บุคคลไม่ใช่ว่าเราเองเราไม่รู้ได้ด้วยตนใครก็มาตั้งกำหนดให้สอบยานให้แก่เราเขาเป็นคนสอบตั้งแต่ที่ไม่ได้รู้สภาวะจิตของเราจริงเลยเราจะแกล้งตอบยังไงยังไงก็ไม่รู้จริงมันก็เป็นการสอบการที่พระพุทธเจ้าท่านไม่รับรองว่าการสอบจานให้คนอื่นสอบรู้เหตุการณ์รู้เหตุการณ์จริงหรือไม่ถ้าให้เรารู้ในปัจจุบันตามรู้ได้ด้วยตนเองเข้าใจเหตุผลเข้าใจหลักการเข้าใจทฤษฎีต่างๆเทียบเคียงและมันก็ถูกตัวถูกตนลงสภาพ ไม่ใช่โมเมไม่ใช่โดนดาวถ้าเราหลงผิดเราก็เป็นผู้หลงผิดเองนึกว่าตนได้ตนมีแต่ว่าที่จริงสอบตัวเองพลาดทฤษฎีกับสภาวะธรรมมันไม่ใช่ของจริงเหมือนกับซ่อนกับสุขเราหลงของเราผิดเราก็เป็นคนหลงเราเป็นคนหลงเรามีทฤษฎีอย่างถูกต้องแต่ว่าสอบสภาวะจิตของตัวเราเองพลัดพรากผิดๆไม่จริงมันก็หลงๆลืมๆมันก็มันก็ลบผิดๆหนักๆเข้าคนอื่นเขาก็เห็นแล้วมันขาดมีคนนี้ว่าอย่างนั้นอย่างนี้ก็เอาเข้าจริงแล้วมันก็จะมีอะไรพอๆกันทำมาให้คนรู้ได้ก็แสดงว่าเราเองบอกพร่องแสดงว่าเราหลงเราเข้าใจตัวเราผิดก็ได้แล้วเราก็จะต้องรู้อย่างชัดแจ้งขึ้นเช็คแล้วเช็คอีกที่สุดแล้วพิสูจน์อีก เทียบเคียงสภาวะกับเหตุปัจจัยที่จริงกับทฤษฎีหรือว่าหลักธรรมหลักธรรมะจริงๆมันถูกต้องลงตัวมันก็เป็นของจริงได้เอาต่อหน้า 352 ดูพระสร้างสมถะให้ได้ก่อนเป็นบาทฐานนั้นถูกแล้วดียิ่งเมื่อเริ่มจดจ้องเริ่มจับสัมผัสได้ในอิริยาบถต่างๆของเราจนเก่งจนตั้งมั่นจนเป็นวัดศรีจนเป็นอัปปนาวิธีก็จงวิตกวิจารณ์คือคิดใครควรแยกแยะสิ่งที่เราได้กระทบสัมผัสรู้สัมผัสแจ้งนานๆ ชื่อเรียกว่าวิจัยก็ได้ธรรมวิจัยก็ได้นั่นเองเราเริ่มรู้สิ่งนิ่งๆง่ายๆก่อนเรียกว่ากายหรือรูปจับความรู้สึกที่เกิดร่วมกับสัมผัสนั้นกิริยาบทนั้นเรียกว่าเวทนาหรือนามแยกให้ออกให้ได้ชัดๆให้ได้ชัดว่าอะไรเป็นกามอะไรเป็นโลกธรรมหรืออะไรเป็นอบายมุขที่มันก่อเกิดเป็นภพเป็นชาติอยู่ในจิตเพราะหลงว่าเป็นสุขเขาเวทนาหรือทุกขเวทนาหรืออุเบกขาเวทนาเมื่อรู้ชัดก็เป็นเราก็พยายามทำให้จางคลายจากรถสุขกับเวทนา หรือทุกขเวทนาโดยอาศัยอุเบกขาเวทนาเป็นฐานฝึกปรับปรุงมาอันนี้เป็นบทที่จะให้ปฏิบัติในตัวเน้นตัวใหญ่หน่อยนึงคือพยายามทำให้จางคลายจากรถสุขเวทนาหรือทุกขเวทนาโดยอาศัยอุเบกขาเวทนาเป็นฐานฝึกหัดอุเบกขาเวทนาทุกข์ก็เป็นอย่างนี้สุขก็เป็นอย่างนี้ถ้าสุขโดยเสพรถมันก็จะสั่งสมให้เราชินเพราะฉะนั้นเราตอนแรกทุกข์เราก็รู้ทุกข์สุขก็เสพติดลดลงวางจากทุกข์เพราะเสพรถเราก็จะฝืนทนมันก็จะเห็นว่ามันเป็นทุกข์อยู่บ้างแต่ทุกข์ก็เวทนาแต่ถ้าเราเข้าใจว่าทุกขเวทนานี่ยังดีกว่าไปเสพสมสุขสมเป็นสุขของ แล้วก็จะปรับปรุงจิตของเราเรื่อยมาแม้เราไม่พยายามที่จะให้เกิดจิตเสพรสเวทนามาเสพคุณการวางเฉยอุเบกขาเวทนาเป็นฐานเข้าไปหาฐานเฉยเอาวางเฉยวางเฉยวางเฉยทำให้ไม่สุขไม่ให้ทุกข์หรือเรากำลังอย่างสมมุติว่าเรากำลังเคี้ยวอาหารในนั้นมีรสอร่อยเดี๋ยวเรารู้ว่ารสอะไรเราก็พยายามไม่เอาน่ะรสอร่อยเราเปลี่ยนอารมณ์ของจิตไม่เสพติดไม่ไปซาบซึ้งไม่ทราบซึ้งไม่เอาอารมณ์ทราบซึ่งปล่อยให้วางเฉยวางเฉยลงไปมันก็เป็นการปรับปรุงจิตของเราให้มันเป็นอย่างนั้นมันอาจจะยากในการที่เราเคยชินเคยมันติดมันก็พยายามปรับปรุงปรับปรุงอย่างนี้เป็นต้นก็มาหาอุเบกขาฐานเป็นฐาน มันก็จะจางคลายลงจากความเคยชินสั่งสมสมัยก่อนๆเราไม่เคยรู้อย่างนี้เราไม่เคยทำในใจอย่างนี้เราทำแต่แบบโลกๆก็กินอร่อยก็ยิ่งชื่นใจชื่นใจชื่นใจก็ยิ่งใส่กระป๋องออมสินใหญ่เลยก็ยิ่งกินยิ่งแก่ยิ่งจัดยิ่งจัดพอกินหนักๆเข้าอย่างนี้แล้วก็เซ็งๆว่ารถอย่างนี้อ่อนไปต้องเพิ่มเติมให้มันอร่อยยิ่งกว่านี้หรือว่าให้มีเรื่องราวมีความพิสดารที่จะชูใจมากยิ่งกว่านี้แค่นี้ไม่พอเราทำให้หนักมากขึ้นกว่านี้มันก็เป็นระบบแบบโลกีย์ไปเรื่อยๆแต่เราไม่ให้มันหลับนานแล้วไม่ติดใจไม่สั่งสมรสชาติไม่สั่งสมสภาพที่มาชื่นอกชื่นใจเพราะเวทนาอย่างนั้นทำการคลายออกจางคลายออกไปเรื่อยๆพอรู้แล้วว่าไอ้เนี่ยอย่างนี้เป็น ภาพโรคขี่รถเราไม่หลงสโลแกนรถเราปล่อยปล่อยจากโลกีย์ในรถได้เรื่อยๆจนเห็นมันก็ไม่เห็นมีอะไรฉันจะกินโดยที่ว่าอันนี้เป็นสาระมันก็ได้แต่สาระแม้จะได้รถตามที่ต้องการที่เราเคยแม้ต้องได้อย่างนี้ไม่ได้อย่างนี้สมที่เรายึดเราถือก็ยึดถือทั้งนั้นอ่อนหวานอ่อนเปรี้ยวอ่อนสีอ่อนรูปไปนิดหน่อยก็ไม่ได้อะไรอย่างนี้เป็นต้นแต่ถ้าเผื่อว่าเราไม่ได้ยึดอย่างนั้นแล้วไม่เอานะยังไงก็ได้ง่ายๆมันก็มีแล้วแก่นสารที่ชัดๆเนื้อหาสาระเป็นค่าของอาหารก็มีพระพร้อมอยู่แล้วไปติดเต็มแคบๆลูกแค่รถแค่เพียงแค่เสียงแค่สัมผัสแค่นั้นไม่เอาเราปล่อยจริงๆฝึกจริงๆเราก็ได้แก่นสารที่เป็นแก่นสารอนงค์พยัญชนะหรือเปลือกนอกที่หุ้มข้อส่วนประกอบเล็กๆน้อยๆก็ไม่ได้ยึด หรือเราก็เป็นผู้ที่ได้แต่แก่นสารสาระเข้าไปทุกทีทุกทีทุกทีก็เป็นคนง่ายคงเป็นคนที่รู้สาระเป็นคนที่รู้แก่นเป็นคนที่ไม่ต้องหนักหน้าปรุงแต่งเพิ่มพ่อขึ้นไปอีกมันก็เป็นทิศทางที่แท้จริงเราก็ต้องฝึกพยายามทำให้จางคลายจากรถสุขเวทนาหรือทุกขเวทนาในตอนที่ฝืนอยู่เป็นบทปฏิบัติมันก็อาจจะทุกข์มีทุกขเวทนาอยู่จริงฝืนทนแต่เราทำก็มากๆโดยเข้ามีอุเบกขาเป็นฐานฝึกมันก็จะได้อย่างแท้จริงอธิบายว่าอย่างนี้ก็อธิบายในลักษณะที่อธิบายโดยลีลาของตัวผมเองอธิบายให้คุณฟังอธิบายแจกแจงเป็นแบบเชิงชายมันก็คือการ สมชายหรือทำฌานนั่นเองเข้ามาสู่อุเบกขาสุดท้ายมีวิตกวิจารมีปิติมีสุขมีอุเบกขาแล้วก็เข้าม

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน