พระแท้อยู่ที่ตรงไหน.docx
เนื้อหาในไฟล์
พระแท้อยู่ที่ตรงไหน _ไพบูลย์ แสงสุดตา • เหมือนพระตรงไหน บิดเบือน อุตริ ออกแนวเลอะเทอะ พ่อครูว่า...ก็เป็นธรรมดาท่านที่พิมพ์มาให้อาตมาก็เกรงใจไม่อยากที่เอาของที่เขาว่าตอบโต้หยาบคายมา อาตมาก็บอกว่าเอามาเถอะอาตมาจะกลั่นกรองเอง มันหยาบ อาตมาก็จะใส่น้ำตาลใส่ผงชูรสเสริมไปเอง เอามาเถอะ อันไหนที่ไม่ไหวจริง ขนาดที่พูดไอ้หำไอ้กรวยก็เหนียมๆ แต่อันหยาบกว่านี้ก็ไม่พูดไปหรอก พูดเพียงให้คนจินตนาการได้ คำว่าพระของคุณไพบูลย์ เขาว่าอย่างนี้เหมือนตรงไหน ไม่ต้องพูดถึงรูป เจตนาไม่เหมือนเขาอยู่แล้วเพราะว่าผิดกฎหมายเขาไม่ให้แต่งกายลอกเลียนแบบพระ เช่นเขาโกนคิ้วเราก็ไม่โกน ส่วนโกนหัวเราก็โกนเหมือนกัน นุ่งห่มผ้าเขาก็สีเหลือง เราก็มาสีแบบทางนี้ แม้แต่การนุ่งห่มสภาพการครองผ้า แบบธรรมยุตแบบมหานิกายก็เป็นแบบหนึ่ง อาตมาก็ห่มอีกแบบหนึ่ง เราก็มาออกแบบเป็นของเราเอง ยิ่งชุดนี้รับรองมหานิกายไม่กล้านุ่งห่มอย่างอาตมาแน่ เพราะเราเองไม่มีปัญหาเรื่ององค์ประกอบของเปลือกผ้าผ่อนที่อาศัย ไม่ใช่เรื่องใหญ่ เรื่องเนื้อหาสาระที่เกี่ยวกับจิตเจตสิกรูปนิพพาน อันนี้สิ ต้องมีรูปมีนามมีเนื้อหาสาระเกี่ยวกับภาวะจิต เจตสิกรูปนิพพาน อันนั้นแหละสำคัญ ต้องเข้าใจให้จริงเลย สภาวะของเนื้อหาสาระจิตเจตสิกต่างๆซึ่งถูกรู้เรียกว่ารูป แล้วก็ไล่เรียงไปตามความละเอียดเป็นพระโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ กับ โสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผล ….แล้วก็นิพพานเป็นโลกุตรธรรม 9 เนื้อหาของพระโสดาปัตติมรรคเป็นขนาดไหน สกิทาคามีมรรค เป็นขนาดไหนสกิทาคามีผลเป็นยังไง อนาคามีมรรค อนาคามีผล มันมีเขตมีเนื้อหามีพยัญชนะที่พอรู้ร่วมกันได้ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ทั้งนั้นเอามาชี้เอามายืนยันแล้วเราก็มารู้ของเรา แต่ละคน เพราะว่าจิตวิญญาณรู้ได้ด้วยตน จิตวิญญาณของตนจะให้คน
อ่านต่อ
อื่นรู้แทนไม่ได้ ถึงได้ก็ไม่รับรองกัน แล้วจะต้องเชื่อถือกันอีกอย่างเช่นพระพุทธเจ้าท่านรับรองว่าจิตคนนี้เป็นอย่างนี้ หรือผู้รู้ที่สามารถรู้จริงๆไม่ง่าย อาตมาไม่อยากให้ใครมารับ บอกว่าคนนี้เป็นอย่างนี้ไม่ทำ ให้คุณรู้ของคุณเองแล้วก็เอาไปเปรียบเทียบกับของคนอื่น อย่าให้อาตมาไปชี้บ่งว่า คนนี้เป็นอย่างนี้ ไม่เอา แบบนี้ไม่มีประสิทธิภาพที่ดี เป็นประสิทธิภาพที่หลอกกันได้ ครอบงำกันได้ อาตมาไม่ชอบ อย่างนั้นไม่ดี ให้เขาใช้ปฏิภาณปัญญาความสามารถแต่ละคนเอง อย่างคุณสองคนนี้ เขามองอาตมา อย่างคุณไพบูลย์บอก เหมือนพระตรงไหน บิดเบือน เขาก็เข้าใจคนละอย่างกับเรา เราเข้าใจบุญอย่างหนึ่ง เขาก็เข้าใจบุญเป็นกุศล เขาก็บอกว่าบุญกับกุศลเป็นอย่างเดียวกัน ถ้าอันเดียวกันแล้วอย่างนั้นท่านจะใช้คำให้ต่างกันทำไม แล้วยังมีคำที่ชัดเจนว่าบุญนั้นมีวันหมด เป็นพระอรหันต์แล้วเป็นคนหมดบุญ พระพุทธเจ้าก็ตรัสไว้ชัดว่าเราเป็นคนหมดบุญหมดบาป ปุญญปาปปริกขีโณ ฟังดีๆ คำนี้ไม่ใช่คำของอาตมาเป็นพระบาลี ของพระอรหันต์ เช่นพระโมฆราช หรือองค์อื่นก็แล้วแต่ และอาตมาจำได้ พระพุทธเจ้าท่านก็ตรัสว่าท่านเป็นคนที่หมดบุญหมดบาปแล้ว ปุญญปาปปริกขีโณ หรือแม้แต่จะเข้าใจคำว่า บุญ บาป ไปอีกได้ว่า ปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร อเนญชาภิสังขาร คนไม่เข้าใจอธิบายผิด เช่น ปุญญาภิสังขารก็อธิบายเป็นกุศล อปุญญาภิสังขารก็อธิบายว่า เป็นสังขารอย่างที่ไม่ใช่บุญ เพราะฉะนั้นก็เลยบอกว่าเป็นบาป อธิบายอย่างนี้แปลว่าไม่รู้จักความเป็นบุญที่สัมมาทิฏฐิ เขาก็จะอธิบายกันแบบนี้ อปุญญะ แปลว่าไม่ใช่บุญก็เลยแปลว่าเป็นบาป เป็นแค่สภาพ 2 นี้คือโลกีย์เป็นเทวนิยม ความไม่จบ แต่อภิสังขาร 3 เป็นโลกุตรธรรม ไม่ใช่โลกียธรรมที่จะวนเวียนกลับไปกลับมาไม่รู้แล้ว..ไม่ใช่ แต่เป็นสภาวะธรรมที่หมดได้และหมดแล้วหมดเลย ปุญญะ คือ พลังงานที่ฆ่ากิเลส เป็นพลังงานอุณหธาตุ พลังงานไฟ แปลเป็นภาษาไทยคือไฟ เป็นฌาน ฌานในจรณะ 15 ข้อ 11 12 13 14 เมื่อเกิดพลังงานไฟเผากิเลสเป็นฌาน 1 ฌาน 2 ฌาน 3 ฌาน 4 เผาไปถึงขั้นอุเบกขามีความบริสุทธิ์จากกิเลส เมื่อบริสุทธิ์จากกิเลสก็ทำความบริสุทธิ์อย่างนี้ เพราะความบริสุทธิ์จากกิเลสนี้เป็นความบริสุทธิ์ที่เกิดได้อย่างมีปัญญาอันยิ่ง ปัญญานั้นไม่ใช่ เฉโก ที่เป็นความรู้ทางโลกีย์ ส่วนปัญญาเป็นความรู้โลกุตระซึ่งไม่เกิดง่ายๆ นี่ก็จะพิมพ์หนังสือเล่มหนึ่งเลยเกี่ยวกับปัญญา 8 ของพระพุทธเจ้า ยังไม่เสร็จ ปัญญานั้นเป็นความรู้อีกต่างหากหนึ่งเป็นคนละโลกกับโลกีย์ต่างกันคนละเรื่องกัน เล่มที่ 3 เป็นหนังสือประชาธิปไตยไทยที่ใครๆก็ไล่ไม่ทัน อาตมาตอนนี้เขียนหนังสือไม่เร็วนะ เพราะว่าต้องทบทวนเพิ่มเติม ไม่เหมือนสมัยก่อนที่เขียนรวดเดียวได้ไว 630615_รายการเอื้อไออุ่นออนไลน์(สำมะปี๋ซี่วิต) ครั้งที่ 7 ศาลีอโศก ทะเลธรรม ชเลขวัญ