เริ่มก่อตั้งชุมชนชาวอโศกอย่างไร.docx
เนื้อหาในไฟล์
เริ่มก่อตั้งชุมชนชาวอโศกอย่างไร พ่อครูว่า…วันนี้เป็นวันพุธที่ 16 ธันวาคม 2563 ที่บวรปฐมอโศก ปฐมอโศกก็นานมาแล้วไม่ได้มาที่นี่ก็ปีกว่า ปฐมอโศกเป็นชุมชนที่เจตนาจะตั้งขึ้นโดยการ ทั้งซื้อสถานที่ ที่ดิน แล้วก็ทั้งมาปลูก พากันมารวมตัวกันเลย ผู้ที่เต็มใจจะมารวมกันอยู่ที่นี่ รวมตัวกันเป็นชุมชนหมู่บ้าน เกิดจากการที่เราไปรวมตัวกันที่สันติอโศก คนก็มากันแน่น แล้วก็ขยายไม่ออก ตอนนั้นสันติอโศกมีที่อยู่ประมาณไม่ถึง 5 ไร่ โดยที่มีคุณสันติยาเป็นคนบริจาคให้ มีที่กับเรือนไทยหลังหนึ่ง เกิดจากเรือนไทย 1หลัง กับพื้นที่ไม่ถึง 5 ไร่ ซึ่งเราก็ไม่เคยมีความคิดจะมาตั้งชุมชนอะไร อาตมาไม่เคยมีแผนความคิดตั้งแต่ทำงานมาตั้งแต่แรกๆ ไม่ได้วางแผนอะไรเลยจะต้องไปเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ มีแต่การทำงานปัจจุบันเป็นหลัก ก็บอกกันมาช่วยกัน ก็มากันแน่นวันเสาร์-วันอาทิตย์จะมากันเยอะ วันธรรมดาก็ทำงานกันไป จนกระทั่งมันแน่นมากคุณจำลองก็เลยเห็นว่าน่าจะมีที่ที่จะเป็นหมู่บ้านที่จะต้องเกิดหมู่บ้านชุมชนแบบหมู่พวกเรานี่แหละขึ้น ก็พยายามแสวงหา ทั้งคุณสันติยาด้วย ไปถึงแดนเดียวกับที่ธรรมกายเขาอยู่ด้วย คลอง 3 หาที่ก็ไม่ได้มันแพงไปหรือไม่เหมาะสมก็แล้วแต่ก็ไม่ได้ที่ตรงนั้น ไปไปมาๆก็มีคนมาเสนอขายที่นี่คือที่ปฐมอโศก จริงๆแล้วเราก็มีที่ตรงนี้แล้วทางด้าน ท่านสีลวัณโร ทางแม่ท่านกับน้องๆ มีที่ตรงนี้ 6 ไร่ ที่ปฐมอโศกที่แปลงแรกนี่ 6 ไร่ มามอบให้ เราก็มาอยู่กัน แล้วก็เริ่มต้น เป็นปฐมอโศก ก็ซื้อที่ติดกันนี่อีก 42 ไร่ก็เลยมีที่เกือบ 50 ไร่ จากนั้นเราก็ซื้อเติมตอนนี้เกินร้อยไร่แล้ว เป็นชุมชนหมู่บ้านเต็มรูป จริงๆแล้วสันติอโศกนั้นก็เป็นหมู่บ้านแต่เหมือนคนเมือง แต่ที่นี่เหมือนกับคนสามัญที่ทุกหมู่บ้านเขาจะเป็นอย่างนี้ได้ เราก็ไปมีที่นาแรงรักแรงฝัน
อ่านต่อ
เราทำนาทำสวนทำไร่อยู่ด้วย มีเนินพอกิน ทางเมืองกาญจนบุรี แต่ก่อนที่นี่ปลูกพืชผักไม่ขึ้น ขี้หมูเค็มมาก ปลูกพืชผักไม่ได้เรื่องไม่ได้กิน มันเค็มมีขี้หมูจัด ทั้งกลิ่นทั้งดินไม่ได้เรื่องเลย ก็เลยไม่เอาพืชพันธุ์ธัญญาหารที่นี่มาเป็นหลัก เราทำบ้างเล็กน้อยแต่ทำกันที่โน่นที่นาแรงรักแรงฝันหรือที่เนินพอกิน ได้พืชพันธุ์ธัญญาหารมาเป็นหลัก ก็เป็นประวัติศาสตร์ของพวกเรา ที่จริงพวกเราไปจับจองเอาป่าช้าที่ศาลีอโศกและที่ศีรษะอโศก เป็นพระธุดงค์เป็นพระพวกเคร่ง ที่มีความคิดแนวคิดแบบเดิม เหมือนกับสมัยพระพุทธเจ้าตอนแรกๆเหมือนกับเชิงเดียรถีย์เชิงเจโตหนัก ในยุคพระพุทธเจ้าเหมือนกันพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นมาก็มีเต็มไปด้วยนักบวชที่มีพิธีการเป็นไปด้วยแบบฤาษีแบบเทวนิยม ออกป่า เขา ถ้ำ เคร่ง ซึ่งตรงกันข้ามกับของพระพุทธเจ้า ทุกวันนี้อาตมาไม่ได้พูดอย่างประนีประนอมไว้หน้า แต่พูดกันอย่างแตกหักว่าศาสนาพุทธไม่ได้ออกป่าแต่เป็นพระเมืองเป็นความเจริญอย่างพร้อมเลย ส่วนใครจะไปป่าก็เข้าใจไปบ้างแต่ไม่ใช่เป็นหลักสำหรับผู้ที่มีจริตออกป่า อย่างเช่นสมัยพระพุทธเจ้าก็มีพระมหากัสสปะเป็นจริตที่ติดป่า ก็ให้ท่านทำไปท่านก็มีคณะมีมวลที่เป็นพระป่าบ้างแต่มีน้อยแต่ก็เป็นหลักแข็งดีนะ แม้แต่พระไตรปิฎกที่รวบรวมกันมาท่านก็เป็นผู้รวบรวม พระไตรปิฎกที่รวบรวมคำสอนพระพุทธเจ้าที่รวบรวมแท้ๆนั้นพระสารีบุตรที่เป็นพระเมืองเต็มรูปเป็นผู้รวบรวมไว้ตั้งแต่ธรรมะหมวด 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 เป็นหลักรวมไว้หมดแล้วพระสารีบุตรท่านเรียบเรียงรวบรวมไว้เป็นหลัก เมื่อมาทำการสังคายนาครั้งแรกพระมหากัสสปะ เป็นประธานรวบรวมโดยมีพระอานนท์เป็นคนกลางของ เจโต กับปัญญา จำพระไตรปิฎกได้หมด แต่ก็เหมือนเจโต จึงเป็นคนที่ หลายๆอย่างเป็นคนครึ่งเจโตและปัญญา จำเก่งๆนี่เจโต ปัญญาจำไม่ค่อยเก่ง แต่ปฏิภาณไว นัยสำคัญที่แตกต่างกัน
631216_พุทธศาสนาตามภูมิ เอื้อไออุ่น ปฐมอโศก