ปฏิบัติศีลให้ถึงแก่นของศาสนา.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์12 KB
วันที่แก้ไข26 ธันวาคม 2563

เนื้อหาในไฟล์

ปฏิบัติศีลให้ถึงแก่นของศาสนา แม่ชีกรุณาว่า…ปรารถนาแก่นไม้ แต่ไปได้เปลือก กระพี้ พ่อครูว่า…พุทธเจ้าตรัสไว้ว่ามันมีเปลือก มีสะเก็ด มีแก่น มีกระพี้ แต่เขาหลงว่ามุดเข้าไปเอาแก่น แต่คุณไม่ได้มุดเข้าไปเลย คุณไปสมมุติเอา ในพระสูตรนี้ พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ ศีล เปรียบเหมือนสะเก็ด สมาธิ เปรียบเหมือนเปลือก ปัญญาเปรียบเหมือนกระพี้ วิมุติ เปรียบเหมือนแก่น อุปมาพรหมจรรย์กับแก่นไม้ เขามีความยินดี มีความดำริเต็มเปี่ยมในลาภและความสรรเสริญ เขาย่อมยกตนข่มผู้อื่นว่า เรามีลาภสักการะและความสรรเสริญ ส่วนภิกษุอื่นนอกนี้ไม่ปรากฏ มีศักดาน้อย เขาย่อมมัวเมา ถึงความประมาท เพราะลาภสักการะและความสรรเสริญนั้น เมื่อเป็นผู้ประมาทแล้วย่อมอยู่เป็นทุกข์ เปรียบเหมือนบุรุษผู้มีความต้องการแก่นไม้แสวงหาแก่นไม้ เที่ยวเสาะหาแก่นอยู่ เมื่อต้นไม้ใหญ่มีแก่นตั้งอยู่ ละเลยแก่น ละเลยกระพี้ ละเลยเปลือก ละเลยเสก็ดไปเสีย ตัดเอากิ่งและใบถือไป สำคัญว่าแก่น มหาสาโรปมสูตร เล่ม 12 ข้อ 347 ศีลเป็นสะเก็ด สมาธิเป็นเปลือก ปัญญาเป็นกระพี้ วิมุติเป็นแก่น ดอกใบผลเป็นลาภสักการะสรรเสริญ

คุณอยากได้แก่น คือวิมุต แต่คุณยังไม่ได้อะไรเลยแม้แต่ศีลก็มิจฉาทิฏฐิ สมาธิก็มิจฉาทิฏฐิ พันเปอร์เซ็นต์หรือล้านเปอร์เซ็นต์ ไม่มี ศีลก็ไม่ได้ เป็นสีลัพพตุปาทาน ยังไม่เข้าถึง สีลัพพตปรามาส สีลัพพตุปาทานคือ ถือศีลตามประเพณี อยู่ในวัดก็ท่องรับศีล แต่ไม่รู้ว่าต้องเอาไปปฏิบัติ ไม่รู้ว่าศีลนี้คือ จะต้องปฏิบัติตามอปันกปฏิปทา 3 นี่คือคำสอนตามพระพุทธคุณ 9 อันนี้คือ วิชชาจะระณะสัมปันโน คือเนื้อแท้ของศาสนาพระพุทธเจ้าคือวิชากับจรณะ ถือศีลแล้วต้องมี อปัณกปฏิปทา 3 ถ้าไม่มีก็ไม่มีสมาธิไม่ต้องพูดถึงฌาณ ไม่ต้องพูดถึงวิชชาเลย ศีล มันยังโมฆะมันยังเลอะเทอะ

อ่านต่อ

ยังไม่ได้สัมมาทิฏฐิอะไรเลย ถ้าคุณปฏิบัติธรรมไม่มีศีลเป็นหลัก ตั้งแต่ศีลข้อที่ 1 ไม่ฆ่าสัตว์ พอไม่ฆ่าสัตว์แล้ว พลิกตำรามาเพิ่งจะถึงข้อที่ให้เปิด พระไตรปิฎกเล่ม 24 ข้อ 1 กับข้อ 208 กิมัตถิยสูตร ฟังนะ ศีล ในประเทศไทยเขาสอนกันอย่างไร สอนว่า ศีลไปควบคุมกายกับวาจาให้ดี มันออกนอกเรื่องของพระพุทธเจ้าเลยพระพุทธเจ้าสอนอย่างนี้ ท่านตรัสไว้ ในกิมัตถิยสูตร เล่ม 24 ข้อ 1 และ 208 กิมัตถิยสูตร [1] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้-สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้นแล ท่านพระอานนท์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งครั้นแล้วได้กราบทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ศีลที่เป็นกุศลมีอะไรเป็นผล มีอะไรเป็นอานิสงส์ พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูกรอานนท์ ศีลที่เป็นกุศล มีอวิปปฏิสารเป็นผล มีอวิปปฏิสารเป็นอานิสงส์ ฯ อานนท์.. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็อวิปปฏิสารมีอะไรเป็นผล มีอะไรเป็นอานิสงส์ ฯ พ. ดูกรอานนท์ อวิปปฏิสารมีปราโมทย์เป็นผล มีปราโมทย์เป็นอานิสงส์ ฯ อานนท์.. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ปราโมทย์มีอะไรเป็นผล มีอะไรเป็นอานิสงส์ ฯ พ. ดูกรอานนท์ ปราโมทย์มีปีติเป็นผล มีปีติเป็นอานิสงส์ ฯ อานนท์.. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ปีติมีอะไรเป็นผล มีอะไรเป็นอานิสงส์ ฯ พ. ดูกรอานนท์ ปีติมีปัสสัทธิเป็นผล มีปัสสัทธิเป็นอานิสงส์ ฯ อานนท์.. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ปัสสัทธิมีอะไรเป็นผล มีอะไรเป็นอานิสงส์ ฯ พ. ดูกรอานนท์ ปัสสัทธิมีสุขเป็นผล มีสุขเป็นอานิสงส์ ฯ อา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็สุขมีอะไรเป็นผล มีอะไรเป็นอานิสงส์ ฯ พ. ดูกรอานนท์ สุขมีสมาธิเป็นผล มีสมาธิเป็นอานิสงส์ ฯ อานนท์.. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็สมาธิมีอะไรเป็นผล มีอะไรเป็นอานิสงส์ ฯ พ. ดูกรอานนท์ สมาธิมียถาภูตญาณทัสสนะเป็นผล มียถาภูตญาณทัสสนะเป็นอานิสงส์ ฯ อานนท์.. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ยถาภูตญาณทัสสนะมีอะไรเป็นผล มีอะไรเป็นอานิสงส์ ฯ พ. ดูกรอานนท์ ยถาภูตญาณทัสสนะมีนิพพิทาวิราคะเป็นผล มีนิพพิทาวิราคะเป็นอานิสงส์ ฯ อานนท์.. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็นิพพิทาวิราคะมีอะไรเป็นผล มีอะไรเป็นอานิสงส์ ฯ พ. ดูกรอานนท์ นิพพิทาวิราคะมีวิมุตติญาณทัสสนะเป็นผล มีวิมุตติญาณทัสสนะเป็นอานิสงส์ ดูกรอานนท์ ศีลที่เป็นกุศล มีอวิปปฏิสารเป็นผล มีอวิปปฏิสารเป็นอานิสงส์ อวิปปฏิสารมีปราโมทย์เป็นผล มีปราโมทย์เป็นอานิสงส์ปราโมทย์มีปีติเป็นผล มีปีติเป็นอานิสงส์ ปีติมีปัสสัทธิเป็นผล มีปัสสัทธิเป็นอานิสงส์ ปัสสัทธิมีสุขเป็นผล มีสุขเป็นอานิสงส์ สุขมีสมาธิเป็นผล มีสมาธิเป็นอานิสงส์ สมาธิมียถาภูตญาณทัสสนะเป็นผล มียถาภูตญาณทัสสนะเป็นอานิสงส์ ยถาภูตญาณทัสสนะ มีนิพพิทาวิราคะเป็นผล มีนิพพิทาวิราคะเป็นอานิสงส์ นิพพิทาวิราคะมีวิมุตติญาณทัสสนะเป็นผล มีวิมุตติญาณทัสสนะเป็นอานิสงส์ ด้วยประการดังนี้ ดูกรอานนท์ ศีลที่เป็นกุศลย่อมถึงอรหัตโดยลำดับด้วยประการดังนี้แล ฯ จบสูตรที่ 1

พ่อครูว่า…แม้แต่เรื่องการกินเนื้อสัตว์ ศาสนาพุทธทั่วโลกเขารู้กันว่าชาวพุทธไม่กินเนื้อสัตว์แต่ชาวพุทธในเมืองไทย กลับกินเนื้อสัตว์เป็นปกติ ยินดีในเนื้อสัตว์ ชีวกสูตร 1. ผู้นั้นกล่าวอย่างนี้ว่า “ท่านทั้งหลายจงไปนำสัตว์ชื่อโน้นมา” (อุทิศ, อุททิสสะ คือ เจาะจงมุ่งหมายไปที่สัตว์ชื่อนั้น) 2. สัตว์นั้นเมื่อถูกเขาผูกคอนำมา ย่อมได้เสวยทุกข์โทมนัส 3. ผู้นั้นพูดอย่างนี้ว่า “ท่านทั้งหลายจงไปฆ่าสัตว์นี้” 4. สัตว์นั้น เมื่อกำลังถูกเขาฆ่าย่อมเสวยทุกข์โทมนัส 5. ผู้นั้นยังตถาคตและสาวกตถาคต ให้ยินดีไปด้วยเนื้อ ย่อมประสพบาปมิใช่บุญเป็นอันมาก (ตถาคตํ วา ตถาคตสาวกํ วา อุทฺทิสฺส ปาณํ อารภติ โส อิเมหิ ปญฺจหิ ฐาเนหิ พหุง อปุญฺญํ ปสวตีติ) ชีวกสูตร เล่ม 13 ข้อ 60

พ่อครูว่า…ข้อที่ 5 นี้บาปหนักที่สุดเอาไปถวายภิกษุถวายพระพุทธเจ้าเพื่อให้เกิดความยินดีด้วยเนื้อสัตว์ บาปเต็มบ้อง บาปพูนล้น บาปเต็มโลก ไม่ได้ใส่ความไม่ได้หาเรื่องว่า ถ้าหากอ่านพระไตรปิฎกคำสอนพระพุทธเจ้าแตกฉานแล้วจะชัดเจน ชัดเจนแล้วคุณจะไปกินเนื้อสัตว์อะไรได้เพราะว่าท่านไม่ให้แตะต้องแม้แต่จะให้บอกชื่อมาไม่ให้มีจิตยินดีด้วย จริงๆแล้วพระพุทธเจ้าไม่ได้ให้สนับสนุนแม้แต่การเลี้ยงสัตว์ เมื่อมาบวชแล้วอย่าไปเลี้ยงสัตว์ แต่เดี๋ยวนี้มันเลอะเทอะไปหมด แม้แต่จะไปเลี้ยงเสือ

ศีลที่เป็นกุศล มีอวิปปฏิสารเป็นผล มีอวิปปฏิสารเป็นอานิสงส์ ฯ อานนท์.. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็อวิปปฏิสารมีอะไรเป็นผล มีอะไรเป็นอานิสงส์ ฯ พ. ดูกรอานนท์ อวิปปฏิสารมีปราโมทย์เป็นผล มีปราโมทย์เป็นอานิสงส์ ฯ อานนท์.. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ปราโมทย์มีอะไรเป็นผล มีอะไรเป็นอานิสงส์ ฯ พ. ดูกรอานนท์ ปราโมทย์มีปีติเป็นผล มีปีติเป็นอานิสงส์ ฯ อานนท์.. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ปีติมีอะไรเป็นผล มีอะไรเป็นอานิสงส์ ฯ พ. ดูกรอานนท์ ปีติมีปัสสัทธิเป็นผล มีปัสสัทธิเป็นอานิสงส์ ฯ อานนท์.. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ปัสสัทธิมีอะไรเป็นผล มีอะไรเป็นอานิสงส์ ฯ พ. ดูกรอานนท์ ปัสสัทธิมีสุขเป็นผล มีสุขเป็นอานิสงส์ ฯ อา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็สุขมีอะไรเป็นผล มีอะไรเป็นอานิสงส์ ฯ พ. ดูกรอานนท์ สุขมีสมาธิเป็นผล มีสมาธิเป็นอานิสงส์ ฯ อานนท์.. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็สมาธิมีอะไรเป็นผล มีอะไรเป็นอานิสงส์ ฯ พ. ดูกรอานนท์ สมาธิมียถาภูตญาณทัสสนะเป็นผล มียถาภูตญาณทัสสนะเป็นอานิสงส์ ฯ อานนท์.. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ยถาภูตญาณทัสสนะมีอะไรเป็นผล มีอะไรเป็นอานิสงส์ ฯ พ. ดูกรอานนท์ ยถาภูตญาณทัสสนะมีนิพพิทาวิราคะเป็นผล มีนิพพิทาวิราคะเป็นอานิสงส์ ฯ อานนท์.. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็นิพพิทาวิราคะมีอะไรเป็นผล มีอะไรเป็นอานิสงส์ ฯ พ. ดูกรอานนท์ นิพพิทาวิราคะมีวิมุตติญาณทัสสนะเป็นผล มีวิมุตติญาณทัสสนะเป็นอานิสงส์ ดูกรอานนท์ ศีลที่เป็นกุศล มีอวิปปฏิสารเป็นผล มีอวิปปฏิสารเป็นอานิสงส์ อวิปปฏิสารมีปราโมทย์เป็นผล มีปราโมทย์เป็นอานิสงส์ปราโมทย์มีปีติเป็นผล มีปีติเป็นอานิสงส์ ปีติมีปัสสัทธิเป็นผล มีปัสสัทธิเป็นอานิสงส์ ปัสสัทธิมีสุขเป็นผล มีสุขเป็นอานิสงส์ สุขมีสมาธิเป็นผล มีสมาธิเป็นอานิสงส์ สมาธิมียถาภูตญาณทัสสนะเป็นผล มียถาภูตญาณทัสสนะเป็นอานิสงส์ ยถาภูตญาณทัสสนะ มีนิพพิทาวิราคะเป็นผล มีนิพพิทาวิราคะเป็นอานิสงส์ นิพพิทาวิราคะมีวิมุตติญาณทัสสนะเป็นผล มีวิมุตติญาณทัสสนะเป็นอานิสงส์ ด้วยประการดังนี้ ดูกรอานนท์ ศีลที่เป็นกุศลย่อมถึงอรหัตโดยลำดับด้วยประการดังนี้แล ฯ จบสูตรที่ 1 พ่อครูว่า…เรื่องของศีลนี้สอนกันผิดไปใหญ่กันมากแล้ว เอามาจากไหนที่ว่า ศีลควบคุมกาย วาจา … แม้แต่เป็นอาจารย์ใหญ่ต่างๆในประเทศไทย อาตมาก็พูดเอาพระไตรปิฎกยืนยัน ศีลก็ยังไม่ได้ ต้นไม้ทั้งต้นสะเก็ดก็คือศีล เปลือกก็คือสมาธิ กระพี้คือปัญญาแก่นก็คือวิมุต คุณไม่ได้เลยทั้งหมดแต่เขาได้อะไรต้นไม้เขาได้กิ่งก้านใบผลดอกพระพุทธเจ้าก็ตรัสไว้ว่ากิ่งก้านใบผลดอกคือลาภยศสรรเสริญโลกียสุข เขาได้อย่างนั้นเต็มไปหมดเลยในบ้านในเมือง อาจารย์ใหญ่องค์หนึ่งกำลังสิ้นชีวิตไปก็ได้ยศเป็นสมเด็จญาณวโร ได้แค่นี้แหละศาสนาพุทธในเมืองไทย แล้วไปหลงว่าได้เป็นอาจารย์ใหญ่ทางสมาธิ เป็นสมาธินอกรีต ขออภัยที่อาตมาพูดด้วยความชัดเจน พูดด้วยความตรง พูดความจริงของศาสนาพุทธ ซึ่งของเขามันผิดๆมันขัดกับความเป็นจริงของศาสนาพุทธ อาตมาต้องพยายามปลูกฝังสถาปนาโลกุตรธรรมของพระพุทธเจ้าลงไปให้ได้ให้มั่นคง ผ่านมา 50 ปีแล้วมันก็ดีประมาณนึง อาตมาพกเอาพระไตรปิฎกมาไม่รู้กี่เล่ม ทั้งบาลีทั้งภาษาไทย 3-4 เล่ม พูดและอธิบายจากพระไตรปิฎก เขาจะเถียงได้อย่างไร หากเขาเถียงพระไตรปิฎกก็ไม่ต้องพูดกันแล้ว เพราะคนละพวกกัน คุณไม่เอาแม้แต่พระไตรปิฎก เมืองไทยยังโชคดีมากที่ยังมีพระไตรปิฎกที่เขายอมรับนับถือกันอยู่ ถ้าไม่ยอมรับนับถือพระไตรปิฎกเอาแต่ของใครของมันอาตมาไม่รู้จะทำอย่างไร มันเคว้งคว้างไม่มีหลักเกาะยึดยืนยัน ตายแน่ๆเลยอาตมา เกิดมายังมีโชคพวกนี้ ถ้าไม่มีตรงนี้แล้วตายเลย

เข้าเนื้อหาสาระของศาสนา ที่บอกว่า แม้แต่สะเก็ดก็ยังไม่ได้ ศีลก็ยังไม่ได้คืออะไร เพราะยังไม่รู้จักเลยว่าศีลนี้มีความสำคัญ อย่างไรแค่ไหน สีลนิทเทส พระสารีบุตรรวบรวมเอาไว้ อะไรเป็นศีล ,ศีลมีเท่าไหร่ ,มีอะไรเป็นสมุฏฐาน ,ศีล เป็นที่ประชุมแห่งธรรมอะไร อันที่ 1 อะไรเป็นศีล? คือ เจตนาเป็นศีล เจตสิกเป็นศีล ความสำรวมเป็นศีล ความไม่ล่วงเป็นศีล อันที่ 2 ศีล มีเท่าไหร่? ศีล มี 3 คือ กุศลศีล อกุศลศีล อพยากตศีล อันที่ 3 ศีลมีอะไรเป็นสมุฏฐาน? คือ กุศลศีล มีกุศลจิต เป็นสมุฏฐาน อกุศลศีล มีอกุศลจิตเป็นสมุฏฐาน อพยากตศีล มีอพยากตจิตเป็นสมุฏฐาน อันที่ 4 ศีล เป็นที่ประชุมแห่งธรรมะอะไร? คือ ศีลเป็นที่ประชุมแห่งสังวร ปฏิบัติธรรมที่ไม่มีการสังวรก็จบเห่เลย คุณต้องสังวรตาหูจมูกลิ้นกายใจ หากคุณไม่ได้สังวรไม่ได้ปฏิบัติอะไรเลย คุณมีหลักปฏิบัติก็ต้องสังวร ศีลข้อแรกหมายถึงสัตว์ ศีลข้อที่ 2 หมายถึงข้าวของกับพืช ศีลข้อที่ 3 หมายถึงตาหูจมูกลิ้นกายใจ คุณจะต้องสังวรสิ่งเหล่านี้ พื้นฐานคือ จะต้องสังวรเรื่องสัตว์ที่จะต้องเกี่ยวข้องกัน ไม่ว่าจะเป็นสัตว์เดรัจฉานก็ตาม อธิบายไปไม่รู้กี่ที สัตว์เดรัจฉานปล่อยไปตามยถากรรม ไม่ต้องไปยุ่งเกี่ยวกับมัน ไม่ต้องเอามากิน ไม่ต้องเอามาใช้งาน คุณเอามาใช้งานก็เป็นบาปนะ แต่คุณก็บอกว่าเอามันมาสอน… ปัดโธ่เอ้ย.. คุณจะไปสอนอะไรกับมัน สอนมันก็ลืม ตายไปแล้วมันจะได้อะไร ตอนนี้คุณก็ได้กับมันตอนนี้ดีอกดีใจสอนให้มันกระดิกหางได้ สอนให้มันยกมือยกไม้ สอนให้มันเห่า ให้มันร้องเพลง ศีล เป็นที่ประชุมแห่งสังวร สโมสรณาสีลัง เป็นที่ประชุมแห่งการไม่ก้าวล่วง เป็นที่ประชุมแห่งเจตนาให้เกิดขณะที่เป็นอย่างนั้น ชื่อว่าศีลเพราะอรรถว่า ไม่ก้าวล่วง ปาณาติปาตา อทินนาทานา กาเมสุมิจฉาจาร พยัญชนะเหล่านี้รวมกิเลสที่เป็นอกุศลไว้หมดแล้ว สังวร คือระมัดระวัง สำรวม คือพร้อมทั้งสติสัมปชัญญะ ปฏิภาณปัญญา รู้ที่เกี่ยวข้องสัมผัสตลอด มีสติ มีสติสัมโพชฌงค์ ธรรมวิจัยสัมโพชฌงค์ วิริยะสัมโพชฌงค์ เพียงทำให้เกิดการปฏิบัติธรรม แต่คนไม่ค่อยทำให้เกิดธรรมวิจัยสัมโพชฌงค์ ถ้าขาดธรรมวิจัยสัมโพชฌงค์เสียแล้ว คุณไม่ได้ปฏิบัติธรรม ธรรมวิจัยสัมโพชฌงค์อันเดียวกันกับวิปัสสนา แล้วจะเกิด ญาณ วิปัสสนา ก็คือการมีวิตกวิจารณ์ รู้จักวิจัย 2 สภาพ เมื่อเกิดขึ้นมาแล้วมีรูปกับนามได้มีสังขารแยกสังขารออกสังขารที่เกิดทางกายวจี แล้วรู้ว่ามีกิเลสเข้าไปร่วมสังขารหรือไม่ โดยเฉพาะในใจ ถ้าหากรู้ว่ามีกิเลสร่วมก็จัดการกับกิเลสเสีย

สมณะเดินดิน…สรุป ใครได้ฟังนายกแถลงเมื่อวาน ก็จะเห็นว่ามีพัฒนาการทางจิตใจนะ นายกบอกว่าใครจะด่าว่าอะไรก็ด่าเลย แต่ผมจะไม่โกรธ เพราะว่าความโกรธเป็นบาป

631225_พุทธศาสนาตามภูมิ สันติอโศก ชาวอโศกคือชุมชนบุญนิยมที่มีมรรคผลจริง

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน