ภาคผนวก ฌ.pdf

โฟลเดอร์pdf
ประเภทไฟล์PDF (application/pdf)
ขนาดไฟล์153 KB
วันที่แก้ไข28 เมษายน 2562

เนื้อหาในไฟล์

ภาคผนวก ฌ คู่มือการผลิตข้าวอินทรีย์ 239 การผลิตข้าวอินทรีย์ เป็นระบบการผลิตข้าวที่ไม่ใช้สารเคมีทางการเกษตรทุกชนิด ไม่วาจะเป็น ปุ๋ยเคมี สารป้องกันก าจัดศัตรูพืช สารก าจัดวัชพืช และสารเคมีอื่น ๆ ในทุกขั้นตอนตั้งแต่ขั้นตอนการผลิต ขั้นตอนการจัดเก็บผลผลิต และขั้นตอนการจัดจ าหน่าย กาปลูกข้าวให้ได้ผลผลิตที่ดีจ าเป็นอย่างยิ่งที่เกษตรกรต้องมีความรู้พื้นฐานเรื่องดินก่อน ดังนี้ ดิน คือ เทหวัตถุธรรมชาติ ที่เกิดจากการสลายตัวของหินแร่ผสมคลุกเคล้ากับเศษซากพืชซากสัตว์ หน้าที่ของดินคือเป็นที่ยึดเกาะของรากพืช 2 เป็นแหล่งธาตุอาหาร 3 เป็นแหล่งกักเก็บน้ า 4 เป็นแหล่งให้อากาศ แบ่งออกเป็น 2 ชั้นใหญ่ ๆ คือ ดินชั้นบนและดินชั้นล่าง 1. ดินชั้นบนจะเป็นดินที่เกิดจากการทับถมของใบไม้ใบหญ้าและกิ่งไม้ สัตว์ที่ตายลง เกิดการเน่าเปื่อย ผุพัง ถูกย่อยสลายโดยจุลินทรีย์ ดินข้างบนจะเป็นดินที่มีสีคล้ าเข้ม เป็นดินที่มีคุณสมบัติเหมาะที่จะปลูกพืช มีความหนาประมาณ 15-30 ซม. จะเป็นชั้นที่รากของพืชแผ่ออกไป มีรากฝอยมี โคนรากหรือที่เรียกว่ารากขนอ่อน แผ่กระจายออกไป ในระดับนี้เป็นชั้นที่พืชหาอาหารได้ง่ายเพราะโครงสร้างของดินโปร่งร่วนและซุย มีจุลินทรีย์อาศัยอยู่ในดินชั้นนี้เยอะมาก 2. ดินชั้นล่าง จะอยู่ใต้ดินชั้นบนลึกลงไป ลึกเกินกว่า 30 เซนติเมตรลงไปจึงมีสีค่อนข้างซีดจางแปลเปลี่ยนไปตามวัตถุแม่ดินว่าเป็นหินแร่ประเภทไหน สีแตกต่างกันตามชนิดของแร่หรือวัตถุแม่ดิน บางแห่งเป็นสีขาว บางแห่งเหมือนทราย บางแห่งเป็นสีแดง เช่น ดินภาคอีสาน แถวอ าเภอกันทรลักษณ์ จะมีสีแดงเนื่องจากดินมีธาตุเหล็กมาก โครงสร้างของดิน แบ่งเป็น 2 ส่วนเท่ากันคือ 1. ประกอบด้วยส่วนที่เป็นของแข็ง 50 เปอร์เซ็นต์ เป็นหินแร่หรือวัตถุแม่ดิน 45 เปอร์เซ็นต์เป็นอินทรียวัตถุ 5 เ

อ่านต่อ

ปอร์เซ็นต์ 2. ประกอบด้วยส่วนที่เป็นของเหลว 50 เปอร์เซ็นต์ เป็นสารละลาย(น้ า) 25 เปอร์เซ็นต์กับอากาศอีก 25 เปอร์เซ็นต์ หน้าที่ของดิน คือ 1. เป็นที่ยึดเกาะของรากพืช 2. เป็นแหล่งธาตุอาหาร 3. เป็นแหล่งกักเก็บน้ า 4. เป็นแหล่งให้อากาศ องค์ประกอบของดิน ประกอบด้วย 1. ดินเหนียว ขนาดของเม็ดดินเล็กกว่า 0.002 มม. มีความละเอียดมากจึงมีคุณสมบัติในการอุ้มน้ าได้ดี มีช่องว่างน้อย ท าให้ดูดซับปุ๋ยได้น้อยเช่นเดียวกัน พืชหายใจไม่ออก ดูดอาหารไปใช้ในการสังเคราะห์แสงไม่ได้ ท าให้พืชเจริญเติบโตได้ไม่เต็มที่ ดินที่เหมาะสมส าหรับปลูกพืชต้องมีเนื้อของดินเหนียวไม่เกิน 22 เปอร์เซ็นต์ 2. ทรายแป้ง ขนาดเม็ดดินปานกลาง ขนาดของเม็ดดิน 0.002-0.02 มม.ดินที่เหมาะสมส าหรับการปลูกพืชต้องมีเนื้อทรายแป้งไม่เกิน 38 เปอร์เซ็นต์ 240 3. ทราย ขนาดเม็ดดิน 0.02-2.00 มม. เม็ดดินขนาดใหญ่อุ้มน้ าไม่ดี มีช่องว่างมาก ชะล้างง่าย เก็บน้ าเก็บปุ๋ยไม่อยู่ ปลูกพืชไม่งาม ดินที่เหมาะสมส าหรับการปลูกพืชต้องมีเนื้อดินทรายไม่เกิน 40 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นดินร่วนจึงหมายถึง ดินที่ประกอบด้วยส่วนผสมที่เป็นทราย 40% ทรายแป้ง 38% และดินเหนียว 22% องค์ประกอบทั้งสามตัดกัน ณ จุดนี้จะท าเกิดโครงสร้างของดินที่เหมาะสมส าหรับการปลูกพืช ดินที่เหมาะส าหรับการปลูกพืชต้องมีค่า PH ระหว่าง 5.5-7 หากค่า PH ต่ ากว่า 5.5 แสดงว่าดินมีฤทธิ์เป็นกรด ดินที่เป็นกรดจะไปดูดแร่ธาตุโดยเฉพาะ P กับ K มาใช้ไม่ได้ หมายความว่าพืชดูดสารอาหารมาใช้ไม่ได้ท าให้ต้นไม้เติบโตได้ไม่เต็มที่ ถ้าค่า PH เกิน 7 แสดงว่าดินเป็นด่างมากเกินไป ท าให้ดินปลดปล่อยแร่ธาตุออกมาไม่ได้ท าให้พืชเติบโตได้ไม่ดีเช่นเดียวกัน ปุ๋ย ประกอบด้วย ธาตุอาหารหลัก ธาตุอาหารรอง และธาตุอาหารเสริม ได้แก่ ธาตุอาหารหลัก (Primary Macronutrients) ประกอบด้วย ไนโตรเจน (N) ท าหน้าที่ เร่งใบเร่งยอด ท าให้ใบเขียวเข้มงาม กระตุ้นการเจริญเติบโตทางล าต้นและใบ ถ้าขาดพืชจะเจริญเติบโตช้า ขอบใบแห้งและร่วง ฟอสฟอรัส (P) ท าหน้าที่ ระยะเริ่มแรกท าให้พืชเกิดการแตกรากที่สมบูรณ์แข็งแรงและระยะที่ 2 เมื่ออยู่ในระยะเจริญพันธุ์จะไปกระตุ้นการออกดอก ถ้าขาดฟอสฟอรัส พืชจะเจริญเติบโตช้า ต้นพืชอาจกลายเป็นสีเขียวจนถึงสีม่วง เนื่องจากมีการสะสมคาร์โบไฮเดรตมากเกินไป โปรแตสเซียม (K) ท าหน้าที่ ช่วยสังเคราะห์แป้งและน้ าตาลในพืช ไปกระตุ้นให้มีการล าเลียงอาหารที่สร้างเสร็จจากใบพืชล าเลียงน้ าตาลไปสะสมไว้ที่ผล ที่หัว เปลี่ยนน้ าตาลให้กลายเป็นแป้งที่ไม่ละลายน้ า ถ้าการล าเลียงน้ าตาลเกิดขึ้นได้มาก ท าให้ผลหรือหัวใหญ่มากกว่าปกติ ถ้าขาดธาตุโพแทสเซียมจะท าให้ต้นแคระแกรนและมีสีเขียวซีด ขอบใบแห้ง ธาตุอาหารรอง (Secondary Macronutrients) ประกอบด้วย แคลเซียม (Ca) ท าหน้าที่ท าให้โครงสร้างของผนังเซลล์แข็งแรง เมื่อผนังเซลล์แข็งแรงท าให้ทานทนต่อแมลงศัตรูพืช มีเยอะในเปลือกไข่ ก้างปลา หรือหอยเชอรี่ มีส่วนป้องกันโรคก้นผลเน่า ป้องกันโรคเปลือกแตก ถ้าขาดแคลเซียมท าให้พืชล าต้นแคระแกรน ระบบรากสั้นหนา ก ามะถัน (S) พืชน าไปใช้ในการกระบวนการของการสร้างคลอโรฟิลล์ ซึ่งพืชต้องการในปริมาณที่น้อยมากจึงเรียกว่าธาตุอาหารเสริม แต่ขาดไม่ได้เพราะถ้าขาดจะท าให้พืชเติบโตช้า จะแสดงอาการออกมาทันที เช่น ต้นข้าวมียอดขาว แมกนีเซียม (Mg) เป็นองค์ประกอบส าคัญของคลอโรฟิลล์ (สีเขียว) ในพืชช่วยสร้างโปรตีน ไขมัน วิตามิน และน้ าตาลในพืช ถ้าขาดแมกนีเซียมต้นจะตายใบ ในการปลูกข้าวอินทรีย์ ปุ๋ยคือส่วนส าคัญที่ช่วยท าให้ต้นข้าวสมบูรณ์แข็งแรง ทั้งที่เป็นปุ๋ยอินทรีย์ที่อยู่ในรูปของปุ๋ยหมัก ปุ๋ยน้ า และปุ๋ยชีวภาพ ปุ๋ยเม็ดทางดินกว่าที่รากพืชจะน าไปใช้ถึงยอดต้องใช้ระยะเวลานานเมื่อเปรียบกับการให้ปุ๋ยทางใบ เช่น ไนโตรเจนให้ทางดินกว่าพืชจะน าไปใช้ได้ ใช้เวลา 7 วัน ถ้าให้ปุ๋ยน้ าทางใบ ใช้เวลาเพียง 20 นาที ฟอสฟอรัสให้ทางดินกว่าพืชจะน าไปใช้ได้ ใช้เวลา 21 วัน ถ้าให้ปุ๋ยน้ าทางใบ ใช้เวลา 2 ชั่วโมง โพแทสเซียมให้ทางดินกว่าพืชจะน าไปใช้ได้ ใช้เวลา 14 วัน ถ้าให้ปุ๋ยน้ าทางใบ ใช้เวลา 1 ชั่วโมง ในที่นี้จะแนะน าการท าน้ าหมักเป็นหลัก ซึ่งเป็นปุ๋ยที่ให้ทางใบเป็นหลักตามสูตรของอาจารย์บุญรุ้ง สีด า 241 IOM กับ OM จุลินทรีย์จากดินป่า (IOM) ส่วนผสมคือ ดินป่า 1 ส่วน ร า 1 ส่วน ผสมคลุกเคล้าให้เข้ากัน (น้ าเปล่า 100 ลิตร + กากน้ าตาล 2 ก.ก. +น้ าหมักชนิดใดก็ได้ 1 ลิตร ผสมให้เข้ากันไว้ส าหรับรด กองปุ๋ย) วิธีท า ไปหาดินจากป่าที่มีใบไม้หลากหลายชนิดโดยเฉพาะใบไผ่ร่วงหล่นทับถมกัน ขุดเอาเฉพาะหน้าดิน 1 ส่วน ผสมกับร าอ่อน 1 ส่วน คุลกเคล้าให้เข้ากัน จากนั้นรดด้วยน้ าที่เตรียมไว้ ให้มีความชื้น 60 เปอร์เซ็นต์ วิธีสังเกต คือ ก าแล้วแบมือออกดินคงรูปนิ้วมือ ถ้าดินแตกออกจากกันแสดงว่าความชื้นไม่พอ วิธีการแก้ไขคือเติมดินหรือร าเข้าไปอีก จากนั้นกองให้เป็นรูปภูเขา เอาร าโรยแต่งหน้าจากยอดลงไปหาฐานและโรยรอบกว้างออกไปประมาณ 1 คืบ รดน้ าให้พอเปียก น้ าผสมกับร าจะท าให้เกิดความหอมเป็นการล่อจุลินทรีย์รอบทิศทางเข้ามา คลุมด้วยใบไม้รดน้ าอีกรอบหนึ่ง แล้วหาผ้าพลาสติคมาปิดไว้ ทิ้งไว้ 3 วัน ช่วงนี้กอง IOM จะร้อนขึ้นเรื่อย ๆ เพราะจุลินทรีย์จะเริ่มใช้อาหารและเกิดการแบ่งตัว ร้อนจนถึงอุณหภูมิ 62.5 องศาเซลเซียส จุลินทรีย์จะเริ่มกินอาหารจากรอบนอกฐานล่างแต่ยังไม่ถึงข้างในกอง เพราะไม่มีออกซิเจน จะเห็นเป็นเชื้อราสีขาวชื่อว่าไมคอร์ไรซ่า ขาวโพลนเต็มไปหมด เชื้อราจะเข้ามากินอาหาร คือร ากับกากน้ าตาลเพื่อการเจริญเติบโตและการแบ่งตัว 3 วันผ่านไปค่อยมากลับกองคลุกเคล้าให้เข้ากัน แบออกท าเป็นกองเตี้ยความสูงไม่เกิน 1 คืบ ไม่ต้องรดน้ า ไม่ต้องโรยร า ไม่ต้องคลุมด้วยใบไม้ คลุมพลาสติคเพียงอย่างเดียว คลุมไปอีก 4 วัน เชื้อจุลินทรีย์นับหมื่นชนิดจะเจริญเติบโตเต็มไปหมด พอครบ 7 วันจะได้จะได้หัวเชื้อปุ๋ยเข้มข้นไปขยายท าปุ๋ยหมักต่อไป การท าปุ๋ยหมัก OM คือการน า IMO มาขยายเชื้อต่อ ส่วนผสม แกลบดิบ 1 ส่วน แกลบด า 1 ส่วน ใบไม้ 1 ส่วน มูลสัตว์ 1 ส่วน ร าอ่อน 1 ส่วน (น้ าเปล่า 100 ลิตร + กากน้ าตาล 2 ก.ก. +น้ าหมักชนิดใดก็ได้ 1 ลิตร ผสมให้เข้ากันไว้ส าหรับรดกองปุ๋ย) วิธีท า ขั้นตอนเหมือนกันกับการท า IMO ผสมคลุกเคล้าให้เข้ากันจากนั้นน าหัวเชื้อ IMO 100 กรัม หรือตามชอบมาผสมคลุกเคล้าให้เข้ากันจะได้ปุ๋ยหมักส าหรับน าไปห่มดินเพื่อปลูกพืชต่อไป วิธีการใช้ในนาข้าว อย่างน้อย 2-4 ตันต่อไร่ ในขั้นตอนของการเตรียมดินก่อนปลูกหมักดินไว้อย่างน้อย 1 เดือน ราดรดด้วยน้ าหมักความชื้นไม่เกิน 60 เปอร์เซ็นต์ วิธีการท าจุลินทรีย์จาวปลวก ส่วนผสม จาวปลวก 1 ก.ก. ข้าวสวย 2 ก.ก. วิธีท า น าส่วนผสมทั้งสองคลุกเคล้าให้เข้ากัน ไม่ต้องขย า เสร็จแล้วหมักไว้ในถัง ปิดปากถังด้วยกระดาษมัดด้วยเชือก ทิ้งไว้ในที่ร่ม หมักไว้ 15 วัน ผ่านไป 2-3 วันจะเห็นเชื้อราสีขาวแทงขึ้นมา นั่นคือเชื้อราไมคอร์ไรซ่า และยังมีเชื้อเห็ดแทงขึ้นมาเชื้อเห็ดที่ว่านี้คือเชื้อเห็ดโคน และมีเชื้อราอีกหลากหลายชนิดที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า พอครบ 15 วัน เอาไปตากไว้ให้แห้งเก็บไว้ใช้ได้นาน หรือ เติมน้ า 10 ลิตรลงไปปิดปากถังด้วยกระดาษ หมักต่ออีก 7 วัน ครบ 7 วันสีจะเปลี่ยนเป็นสีน้ าตาล กลิ่นเหมือนแอลกอฮอร์ลนั่นแสดงว่ายีสเริ่มท างาน ใช้ราดรดบนกองวัสดุ ใบไม้ เศษฟาง มีคุณสมบัติช่วยในกระบวนการย่อยสลาย 242 น าหมักกรดอะมิโน เป็นน้ าหมักจุลินทรีย์ที่ได้จากการน าเอาโปรตีน เช่น กากถั่วเหลือง เนื้อปลาหรือหอยเชอรี่มาหมักให้ได้กรดอะมิโนและแร่ธาตุอื่น ๆ ซึ่งอุดมไปด้วยธาตุอาหารหลัก ธาตุอาหารรองและธาตุอาหารเสริมพร้อมบริบูรณ์ ช่วยพืชทนต่อความเครียด ทนแล้ง ทนร้อนและทนแมลงได้ดี วิธีท า น้ ากากถั่วเหลืองหรือเศษปลาหรือหอยเชอรี่ 2 กิโลกรัม คลุกผสมกับน้ าตาลทรายแดง 1 กิโลกรัม (อาจใช้กากน้ าตาลแทนได้) เกลือ 200 กรัม ใส่ถังหมักแห้งไว้ 15 วัน หลังจากนั้นเติมน้ า 10 ลิตรปิดฝาถัง ตั้งทิ้งไว้ 3 เดือน เพื่อให้จุลินทรีย์ย่อยสลาย หลังจากนั้นให้กรองเอาน้ าสีน้ าตาลมา ใช้งาน วิธีใช้ ใช้น้ าหมักกรดอะมิโน 50-100 ซีซี ผสมน้ า 20 ลิตร สารจับใบหรือสารดูดซึม 2-3 ซีซี แช่เมล็ดพันธุ์หรือท่อนพันธุ์ก่อนปลูก หรือใช้ฉีดพ่นบนใบพืชให้เปียก โดยฉีดพ่นทุกๆ 7-15 วัน แต่ถ้าหากเป็นแตงกวาถั่วฝักยาวหรือผักกินใบควรจะฉีดพ่นทุก ๆ 1-3 วันร่วมกับน้ าหมักนมจะท าให้แตงและผักหวานกรอบอร่อย น าหมักผักหรือน าหมักแม่ เป็นน้ าหมักจุลินทรีย์ที่ได้จากการน าเอายอดผักชนิด ที่แตกยอดอ่อนได้เร็ว เช่น หน่อกล้วยผักบุ้ง ผักโขม มาหมักเพื่อสกัดเอาเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับปฏิกิริยาในเซลล์พืชและฮอร์โมนจากยอดผักเช่น ออกซิน เจนจิบเบอเรลลินออกมา เพื่อช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตของพืช ทั้งยังมีแร่ธาตุต่าง ๆด้วย วิธีท า น้ าหน่อกล้วย ผักบุ้งผัก โขม 3 กิโลกรัม (อย่างละ 1 กิโลกรัม) หรืออาจจะเป็นยอดผักอย่างอื่นก็ได้ มาหั่นเป็นแว่น ๆ แล้วคลุกผสมกับน้ าตาลทรายแดง 1 กิโลกรัม (อาจใช้กากน้ าตาลแทนได้) ใส่ถังหมักแห้งไว้ 15 วัน เพื่อให้เกิดการออสโมซิสของน้ าเอนไซม์หรือฮอร์โมนที่ละลายในน้ าออกมานอกเซลล์ หลังจากนั้นเติมน้ า 10 ลิตรปิดฝาตั้งทิ้งไว้ 3 เดือน เพื่อให้จุลินทรีย์ย่อยสลายส่วนประกอบของเนื้อเยื่อพืช เป็นธาตุอาหารที่พืชจะดูดไปใช้ได้ วิธีใช้ ใช้น้ าหมักผัก 50 ถึง 100 ซีซี ผสมน้ า 20 ลิตร สารจับใบหรือสารดูดซึม 2-3 ซีซี ฉีดพ่นบนใบพืชให้เปียกโดยฉีดพ่นทุก ๆ 7-15 วัน น าหมักผักผสมผลไม้ เป็นน้ าหมักจุลินทรีย์ที่ได้จากการผสมระหว่างน้ าหมักผักและน้ าหมักผลไม้ในอัตรา 1 ต่อ 1 เพื่อช่วยกระตุ้นการออกดอกของพืช ช่วยให้ช่อดอกยาวสมบูรณ์ การผสมเกสรติดมีสูง วิธีท า น้ าหมักผักและน้ าหมักผลไม้อย่างละ 1 ลิตร ผสมกันก็จะเป็นน้ าหมักผักผสมผลไม้ตามที่ต้องการ วิธีใช้ ใช้น้ าหมักผักตัดสม ผลไม้ 50 ถึง 100 ซีซีผสมน้ า 20 ลิตร สารจับใบหรือสารดูดซึม 2-3 ซีซีฉีดพ่นบนใบพืชให้เปียกโดยฉีดพ่นทุก ๆ 7 ถึง 15 วันเพื่อกระตุ้นการออกดอก น าหมักผลไม้หรือน าพ่อ เป็นน้ าหมักจุลินทรีย์ที่ได้จากการหมักผลไม้ที่สุกงอม เช่น กล้วย มะละกอ ฟักทอง เพื่อสกัดเอาฮอร์โมน เอนไซม์และแร่ธาตุต่าง ๆ ที่จะไปช่วยกระตุ้นการล าเลียงน้ าตาลไปเก็บไว้ที่ผลหรือหัวในรูปของแป้ง ซึ่งจะท าให้ผลหรือหัวมีขนาดใหญ่เปอร์เซ็นต์แป้งสูง ขั้วเหนียวไม่หลุดร่วงง่าย 243 วิธีท า น ากล้วยสุก มะละกอสุก ฟักทอง 3 กิโลกรัม (อย่างละ 1 กิโลกรัม) หรืออาจจะเป็นผลไม้สุกอย่างอื่นก็ได้ มาหั่นเป็นแว่นแล้วคลุกผสมกับน้ าตาลทรายแดง 1 กิโลกรัม (อาจใช้กากน้ าตาลแทนได้) หมักแห้งไว้ 15 วันเพื่อให้เกิดการออสโมซิสของน้ าเอนไซม์ หรือฮอร์โมน ที่ละลายในน้ าออกมานอกเซลล์ หลังจากนั้นเติมน้ า 10 ลิตร ปิดฝาตั้งทิ้งไว้ 3 เดือน เพื่อให้จุลินทรีย์ย่อยสลายส่วนประกอบของเนื้อเยื่อพืช เป็นธาตุอาหารที่พืชจะดูดไปใช้ได้ วิธีใช้ ใช้น้ าหมักผลไม้ 50-100 ซีซีผสมน้ า 20 ลิตร สารจับใบหรือสารดูดซึม 2-3 ซีซี ฉีดพ่นบนใบพืชให้เปียก โดยฉีดพ่นทุก ๆ 7-15 วัน หลังติดผล ถ้าเป็นข้าวให้ฉีดพ่นหลังเกสรร่วง 10 วัน และฉีดพ่นหลังจากนั้นอีก 10 วัน น าหมักนม เป็นน้ าหมักจุลินทรีย์ที่ได้จากการหมักนม เพื่อสกัดกรดอะมิโน กรดแลคติก ฮอร์โมนเอนไซม์ และแร่ธาตุต่าง ๆ ที่จะไปช่วยกระตุ้นการล าเลียงน้ าตาลท าให้ผลไม้มีรสชาดหวาน กรอบอร่อยรวมถึงพืชผักใบเขียว เช่น ผักกาดขาว กะหล่ าปลี แตงกวา ถั่วฝักยาว ก็จะกรอบอร่อยเช่นกัน วิธีท า ใช้นมผงที่หมดอายุแล้ว 750 กรัมละลายในน้ าเย็น 20 ลิตร เติมน้ าตาลทรายแดง 2 กิโลกรัมและนมเปรี้ยว 1 ขวด คนให้เข้ากัน หลังจากนั้นน าไปบรรจุในถังสีขาว เพื่อดูการแยกชั้น ปิดฝาตั้งทิ้งไว้ 3 เดือนครบ 3 เดือนแล้วใช้วิธีกาลักน้ า ดูดเอาน้ าซีรั่มเหลืองใส่ที่อยู่ตรงกลางมาใช้งาน ส่วนไขมันที่อยู่ด้านบนและแป้งที่อยู่ด้านล่าง เอาไปท าปุ๋ยหมัก ถ้าเป็นนมข้นหวานจะใช้นม 6 กระป๋องต่อน้ า 20 ลิตรน้ าตาลทรายแดง 1 กิโลกรัม แต่ถ้าเป็นนมกล่องพร้อมดื่มฉีกกกล่อง เทใส่ภาชนะให้ได้ 20 ลิตร จะใช้น้ าตาลทรายแดง 2 กิโลกรัม แล้วหลังจากนั้นผสมนมเปรี้ยว 1 ขวด แล้วพักไว้ตามวิธีข้างต้น วิธีใช้ ใช้น้ าหมักนม 50-100 ซีซี ผสมน้ า 20 ลิตร สารจับใบหรือสารดูดซึม 2-3 ซีซี ฉีดพ่นบนใบพืชให้เปียก โดยถ้าเป็นแตงกวา แตงโม ถั่วฝักยาวและผักกินใบอื่น ๆ ควรจะฉีดพ่นทุกวัน ถ้าเป็นมาให้ผลให้ฉีดพ่นทุก ๆ 7-15 วัน แบคทีเรียสังเคราะห์แสง เป็นน้ าหมักจุลินทรีย์ที่ได้จากการเพาะเลี้ยงแบคทีเรียที่มีสีแดง ที่ใช้แสงในการเปลี่ยน H2S ให้กลายเป็น S2 ซึ่งจะมีผลให้ระบบรากของพืชเจริญเติบโตดี (H2S ท าให้รากพืชกุดสั้น/ชงัก) ส่วน S2 เป็นธาตุอาหารรองของพืชที่ช่วยให้พืชใบเขียวเข้ม ถ้าใช้กับนาข้าวจะท าให้ต้นข้าวแตกกอดี ใบแข็งเขียว ทนทาน วิธีท า ตีไข่หนึ่งใบผสมน้ า 10 ลิตรแล้วเทหัวเชื้อแบคทีเรียสังเคราะห์แสง 1 กรัม ลงผสม ถ้า เป็นหัวเชื้อแบบน้ําให้ใช้ 5-10 ลิตร หลังจากนั้นแบ่งใส่ขวดพลาสติกใสปิดฝา น าไปตั้งไว้ในที่ที่มีแสงแดดตลอดทั้งวัน แต่โดนแดดไม่เกิน 3 ชั่วโมง และอย่าให้อุณหภูมิเกิน 42.5 องศาเซลเซียส ตั้งไว้จนกว่าจะมีสีแดง ซึ่งอาจใช้เวลา 10-30 วัน แล้วแต่ปัจจัยที่เหมาะสม คือ แสง PH อุณหภูมิและบางครั้งตั้งทิ้งไว้เกิน 1-3 เดือน สีจะจางลงจนเป็นสีเขียว ก็เอามาขยายใหม่ได้ แต่ไม่ควรเกิน 4-5 รอบ วิธีใช้ น าแบคทีเรียสังเคราะห์แสงที่ขยายในน้ าจนเป็นสีแดงแล้ว ผสมน้ าอัตราส่วน 1 ต่อ 20 และสารจับใบหรือสารดูดซึม 2-3 ซีซี ไปฉีดพ่นบนใบพืชหรือราดรดลงดินก็ได้หรือจะปล่อยไปกับระบบน้ าหยดสปริงเกอร์หรือแม้แต่การสูบน้ าเข้านาก็ได้ ควรฉีดพ่นหรือปล่อยไปกับน้ าทุก ๆ 20-30 วัน นอกจากนี้ ยังสามารถน าไปใช้ในการบ าบัดน้ าเสีย การเลี้ยงสัตว์ ผสมในอาหารและให้สัตว์กินช่วยให้สัตโตเร็ว ท้องไม่อืดเฟ้อ ใช้บ าบัดกลิ่นเหม็นในคอกสัตว์ ใช้ในบ่อกุ้งบ่อปลาได้เป็นอย่างดี 244 การผลิตข้าวอินทรีย์ เป็นระบบการผลิตทางการเกษตรที่เน้นเรื่องของธรรมชาติเป็นส าคัญ ได้แก่ การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ การฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ การรักษาสมดุลธรรมชาติและการใช้ประโยชน์จากธรรมชาติเพื่อการผลิตอย่างยั่งยืน เช่น การปรับปรุงความอุดมสมบูรณ์ของดินโดยการปลูกพืชหมุนเวียน การใช้ปุ๋ยอินทรีย์และวัสดุอินทรีย์ในไร่นา หรือจากแหล่งอื่น ควบคุมโรคแมลงและศัตรูข้าวโดยวิธีผสมผสานที่ไม่ใช้สารเคมี การเลือกใช้พันธุ์ข้าวที่เหมาะสม มีความต้านทานโดยธรรมชาติ รักษาสมดุลของศัตรูธรรมชาติ การจัดการพืชดินและน ้าให้ถูกต้องเหมาะสมกับความต้องการของต้นข้าว เพื่อท าให้ต้นข้าวเจริญเติบโตได้ดี มีความสมบูรณ์แข็งแรงตามธรรมชาติการผลิตข้าวอินทรีย์ซึ่งจะมีขั้นตอนการปฏิบัติเช่นเดียวกับการผลิตข้าวโดยทั่วไปจะแตกต่างกันตรงที่ต้องหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีสังเคราะห์ในทุกขั้นตอนการผลิต จึงมีข้อควรปฏิบัติ (กลุ่มงานส่งเสริมและพัฒนาเกษตรอินทรีย์. 2559 : 1-11) ดังนี้ 1. การเลือกพื นที่ปลูก เลือกพื้นที่ที่มีขนาดใหญ่ติดต่อกัน และมีความอุดมสมบูรณ์ของดินโดยธรรมชาติค่อนข้างสูง ประกอบด้วยธาตุอาหารที่จ าเป็นต่อการเจริญเติบโตของข้าวอย่างเพียงพอมีแหล่งน ้าส าหรับเพาะปลูก 2. การเลือกใช้พันธุ์ข้าว พันธุ์ข้าวที่ใช้ปลูกควรมีคุณสมบัติด้านการเจริญเติบโตเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมในพื้นที่ปลูก และให้ผลผลิตได้ดีแม้ในสภาพดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ค่อนข้างต ่า ต้านทานโรคแมลงที่ส าคัญ และมีคุณภาพเมล็ดตรงกับความต้องการของผู้บริโภคข้าวอินทรีย์ การผลิตข้าวอินทรีย์ การผลิตข้าวอินทรีย์ในปัจจุบันส่วนใหญ่ใช้พันธุ์ข้าวดอกมะลิ 105 และ กข 15 ซึ่งทั้งสองพันธุ์เป็นข้าวที่มีคุณภาพเมล็ดดีเป็นพิเศษ 3. การเตรียมเมล็ดพันธุ์ข้าว เลือกใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวที่ได้มาตรฐาน ผลิตจากแปลงผลิตพันธุ์ข้าวที่ได้รับการดูแลอย่างดี มีอัตราการงอกสูง ผ่านการเก็บรักษาโดยไม่ใช้สารเคมีสังเคราะห์ ปราศจากโรคแมลงและเมล็ดวัชพืช 4. การเตรียมดิน การเตรียมดินมีวัตถุประสงค์เพื่อท าลายวัชพืชและท าให้ดินร่วมขึ้น การเตรียมดินมีความแตกต่างกันบ้างในการปลูกข้าวโดยวิธีที่แตกต่างกัน อย่างไรก็ตาม โดยทั่วไปแล้วการเตรียมดินประกอบด้วย 4.1 การไถดะ เป็นการไถครั้งแรกตามแนวยาวของพื้นที่ การไถดะจะพลิกกลับดินเพื่อท าให้ดินชั้นล่างได้สัมผัสกับออกซิเจนในอากาศ และเป็นการตากดินเพื่อท าลายวัชพืช โรคพืชบางชนิด ตลอดจนไข่และตัวอ่อนของแมลงบางชนิด การไถดะมักเริ่มท าเมื่อฝนตกครั้งแรกในปีการเพาะปลูกใหม่ซึ่งมักจะเป็นช่วงเดือนเมษายนหรือพฤษภาคม และจะตากดินเอาไว้หนึ่งหรือสองสัปดาห์ 4.2 การไถแปร เป็นการไถหลังจากที่ไถดะและตากดินไว้แล้วระยะหนึ่ง การไถครั้งนี้จะไถตัดรอยเดิมที่มีอยู่และพลิกดินกลับขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง การไถแปรมีจุดประสงค์เพื่อท าลายวัชพืชที่ขึ้นใหม่หลังจากการไถดะและเพื่อย่อยดินให้มีขนาดเล็กลง จ านวนครั้งของการไถแปรขึ้นอยู่กับชนิดและปริมาณของวัชพืช ลักษณะของดินและระดับน ้าในพื้นที่ 245 4.3 การคราด มีจุดประสงค์เพื่อเอาเศษพืชและวัชพืชออกจากผืนนา และย่อยดินให้มีขนาดเล็กลงอีก เพื่อให้เหมาะสมแก่การเจริญเติบโตของต้นข้าวและเป็นการปรับระดับพื้นที่ให้สม ่าเสมอ เพื่อสะดวกในการควบคุมดูแลการให้น ้า 5. วิธีการปลูก วิธีการปลูกข้าวสามารถแบ่งออกเป็น 3 วิธีใหญ่ ๆ ได้แก่ การท านาหยอด การท านาหว่าน และการท านาด า 5.1 การท านาหยอด มักท าในการปลูกข้าวไร่ตามเชิงเขาหรือในที่สูงโดยอาจปลูกเดี่ยว ๆ หรือปลูกสลับกับพืชไร่อื่น ๆ ซึ่งมีวิธีคล้ายกับการปลูกพืชทั่วๆ ไป กล่าวคือ หลังจากการเตรียมดินแล้วก็จะขุดหลุมหรือใช้ไม้ปักดินให้เป็นหลุม ลึกประมาณ 1-2 นิ้ว หรือท าร่องลึกประมาณ 1-2 นิ้ว แล้วจึงหยอดเมล็ดพันธุ์ข้าวในหลุมหรือร่อง แล้วกลบหลุมหรือร่อง 5.2 การท านาหว่าน มักท าในพื้นที่ซึ่งควบคุมระดับน ้าล าบาก เช่น มีน ้าท่วมในฤดูฝน หรือ ในพื้นที่ทีมีน ้าไม่แน่นอนหรือไม่สม ่าเสมอ หรือฝนตกช้ากว่าปกติ ตลอดจนกรณีที่ขาดแคลนแรงงานในช่วงต้นฤดูท านา 5.3 การท านาด า เป็นการปลูกข้าวโดยเฉพาะเมล็ดให้งอกและเจริญเติบโตในที่หนึ่งก่อนแล้วจึงย้ายไปปลูกอีกที่หนึ่ง ท าให้สามารถก าหนดระยะห่างของการปลูกข้าวได้อย่างเหมาะและสะดวกในการควบคุมวัชพืช พื้นที่การท านาด าควรมีคันนาที่แข็งแรงในการควบคุมระดับน ้าได้แลต้องมีฝนตกในปริมาณมากและในช่วงเวลาที่นานพอ นอกจากนี้ดินจะต้องเป็นดินที่สามารถเก็บน ้าได้ดีพอสมควร ขั้นตอนในการท านาด าแบ่งออกเป็น 2 ขั้นตอน คือ 5.3.1 การตกกล้า หลังจากที่เตรียมดินในแปลงกล้าเรียบร้อยแล้ว ชาวนามักจะยกแปลงกล้าให้สูงกว่าระดับน ้าในผืนนา 3-5 เซนติเมตร เพื่อไม่ให้เมล็ดที่หว่านจมน ้าและเป็นการรักษาความชื้นอยู่ตลอด เวลา จากนั้นน าเมล็ดพันธุ์ที่เตรียมไว้มาหว่านในแปลงกล้า เมื่อต้นกล้ามีอายุประมาณ 25-30 วัน ก็จะท าการถอนเพื่อน าไปแยกปลูก 5.3.2 การปักด า หลังจากถอนกล้าออกมาจากแปลงกล้าแล้ว ชาวนามักจะมัดกล้ารวมไว้เป็นกองเพื่อน าไปปักด าในแปลงปักด า ซึ่งเตรียมดินไว้เรียบร้อยแล้ว วิธีการปักด ามักจะใช้วิธีเดินถอยหลังซึ่งช่วยให้มองเห็นแถวที่ด าไปแล้วด้วย การปลูกข้าวแบบปักด าจะเหมาะสมที่สุดส าหรับการผลิตข้าวอินทรีย์ เพราะการเตรียมดินท าเทือก การรักษาระดับน ้าขังในนาจะช่วยควบคุมวัชพืชได้และการปลูกกล้าข้าวลงดินจะช่วยให้ข้าวสามารถแข่งขันกับวัชพืชได้ ต้นกล้าที่ใช้ปักด าควรมีอายุประมาณ 30 วัน เลือกต้นกล้าที่เจริญเติบโตแข็งแรงดี ปราศ จากโรคและแมลงท าลาย เนื่องจากในการผลิตข้าวอินทรีย์ต้องหลีกเลี่ยงการใช้สารสังเคราะห์ทุกชนิดโดย เฉพาะปุ๋ยเคมี จึงแนะน าให้ใช้ระยะปลูกที่แนะน าส าหรับการปลูกข้าวโดยทั่วไปเล็กน้อย คือประมาณ 20 x 20 เซนติเมตร จ านวนต้นกล้า 5 ต้นต่อกอและใช้ระยะปลูกแคบกว่านี้ 6. การจัดการความอุดมสมบูรณ์ของดิน เนื่องจากการปลูกข้าวอินทรีย์ต้องหลีกเลี่ยงการใช้ปุ๋ยเคมี ดังนั้นการเลือกพื้นที่ปลูกควรหาที่ดินที่มีความอุดมสมบูรณ์สูงตามธรรมชาติ 246 8. ระบบการปลูกพืช ปลูกข้าวอินทรีย์เพียงปีละครั้งโดยเลือกช่วงเวลาปลูกที่เหมาะสมกับข้าวแต่ละพันธุ์ และปลูกพืชหมุนเวียนโดยเฉพาะพืชตระกูลถั่ว ก่อนและหลังการปลูกข้าว 9. การควบคุมวัชพืช หลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีสังเคราะห์ทุกชนิดในการควบคุมวัชพืช แนะน าให้ควบคุมวัชพืชโดยวิธีกล เช่น การเตรียมดินที่เหมาะสมวิธีการท านาที่ลดปัญหาวัชพืช การใช้ระดับน ้าควบคุมวัชพืช การใช้วัสดุคลุมดิน การถอนด้วยมือ วิธีเขตกรรมต่างๆ การใช้เครื่องมือรวมทั้งการปลูกพืชหมุนเวียน เป็นต้น 10. การป้องกันก าจัดโรคแมลงและสัตว์ศัตรูพืช ใช้ข้าวพันธุ์ต้านทาน ต่อโรคและศัตรูข้าว 10.1 การปฏิบัติด้านเขตกรรม เช่น การเตรียมแปลงก าหนดช่วงเวลาปลูกที่เหมาะสม ใช้อัตราเมล็ดและระยะปลูกที่เหมาะสม 10.2 การปลูกพืชหมุนเวียนเพื่อตัดวงจรการระบาดของโรคแมลงและศัตรูข้าว การรักษาความอุดมสมบูรณ์ของดินและสมดุลของธาตุอาหารพืช การจัดการน ้าเพื่อให้ต้นข้าวเจริญเติบโตดีสมบูรณ์และแข็งแรง สามารถลดการท าลายของโรคแมลงและศัตรูข้าวได้ส่วนหนึ่ง 10.3 การรักษาความสมดุลทางธรรมชาติโดยส่งเสริมการเผยแพร่ขยายปริมาณของแมลงที่มีประโยชน์ เช่น ตัวห ้า ตัวเบียน และศัตรูธรรมชาติเพื่อช่วยควบคุมแมลงและศัตรูข้าว ใช้สารสกัดจากพืช เช่นสะเดา ข่าตะไคร้ หอม เป็นต้น 11. การจัดการน า ระดับน ้ามีความสัมพันธ์กับการเจริญเติบโตทางล าต้น และการใช้ผลผลิตของข้าวโดยตรงในระยะปักด าจนถึงแตกกอ ถ้าระดับน ้าสูงมากจะท าให้ต้นข้าวสูงเพื่อหนีน ้าท าให้ต้นอ่อนแอและล้มง่าย ในระยะนี้ควรรักษาระดับน ้าให้อยู่ที่ประมาณ 5 เซนติเมตร แต่ถ้าต้นขาดน ้าจะท าให้วัชพืชเติบโตแข่งกับต้นข้าวได้ ดังนั้นระดับน ้าที่เหมาะสมต่อการปลูกข้าวอินทรีย์ตลอดฤดูปลูก ควรเก็บรักษาไว้ที่ประมาณ 5-15 เซนติเมตร จนถึงระยะก่อนเก็บเกี่ยวประมาณ 7-10 วัน จึงระบายน ้าออกเพื่อให้ข้าวสุกแก่พร้อมกันและพื้นนาแห้งพอเหมาะต่อการเก็บเกี่ยว 12. การจัดการก่อนและหลังการเก็บเกี่ยว เก็บเกี่ยวหลังข้าวออกดอกประมาณ 30 วัน สังเกตจากเมล็ดในรวงข้าวส่วนใหญ่เปลี่ยนเป็นสีฟาง เรียกว่าระยะข้าวพลับพลึง การตากขณะเก็บเกี่ยวเมล็ดข้าวมีความชื้นประมาณร้อยละ 18-24 จ าเป็นต้องลดความชื้นลงให้เหลือร้อยละ 14 หรือต ่ากว่า เพื่อให้เหมาะสมต่อการน าไปแปรสภาพหรือเก็บรักษา และมีคุณภาพการสีดี การตากข้าวแบ่งออกเป็น 2 วิธี วิธีที่ 1 ตากเมล็ดข้าวเปลือกที่นวดจากเครื่องเกี่ยวนวดโดยเกลี่ยให้มีความหนาประมาณ 5 เซนติเมตร ในสภาพที่มีแดดจัด เป็นเวลา 1-2 วัน หมั่นพลิกกลับเมล็ดข้าวประมาณวันละ 3-4

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน