นายกฯประยุทธ์บริหารได้ดีที่สุดใน 29 คนที่ผ่านมา.docx
เนื้อหาในไฟล์
นายกฯประยุทธ์บริหารได้ดีที่สุดใน 29 คนที่ผ่านมา _รอยใบไม้ . มีคนมองว่ากองทัพธรรมเป็นกองทัพที่ยิ่งใหญ่เกรียงไกรมาก อยากให้เป็นกองทัพแบบเดิมดีแล้ว ดีกว่าเป็นองครักษ์พิทักษ์มาร(ลุงตู่) เป็นผู้ตรวจสอบ มิใช่ผู้รับรอง เพราะคนเรามีกิเลส ไม่อยากให้เอาองค์กรอโศกไปรับรองใคร พ่อครูมองอย่างไรในเรื่องนี้คะ พ่อครูว่า…มีคนท้วงๆมาอย่างนี้ รอยใบไม้เขาส่งข้อมูลมาให้ อาตมาก็ขอจะเรียกว่าแก้ตัวก็ได้ จะเรียกว่าบอกความละเอียดลออหรือความจริงก็ได้ ว่าที่จริงกองทัพธรรมมันก็เป็นชนหมู่หนึ่ง จริงๆแล้วกองทัพธรรมนี้เป็นชื่อมูลนิธิที่ชาวอโศกเราไปจดทะเบียนเป็นชื่อมูลนิธิ กองทัพธรรมมูลนิธิ เริ่มแรกก็มีพล.ต.จำลอง ศรีเมือง เป็นประธานกองทัพธรรม เดี๋ยวนี้ หนึ่งพุทธ วิมุตินันท์ เป็นประธานกองทัพธรรม อาตมาก็ขอยืนยันว่าตามที่อาตมามอง ในเรื่องนี้อาตมาไม่ใช่ว่าอาตมาจะทำอะไรไปโดยไม่ไตร่ไม่ตรอง ไม่เห็นว่ามันควรจะเป็นประโยชน์หรือเป็นโทษ อาตมาก็ไตร่ตรองแล้ว อาตมานี่ใจเป็นกลางแต่เข้าข้างคนดี นี่เป็นหลักเกณฑ์เลย เป็นคนใจเป็นกลาง อาตมาไม่ได้ไปลำเอียงว่าจะต้องรักคนนั้นชังคนนี้ แต่อาตมาดูตามสถานะจริงๆสถานะหรือกรรมกิริยาพฤติการณ์ของพลเอกประยุทธ์ เขาเป็นคนที่ควรส่งเสริมและเขาทำได้ดี จนกระทั่งอาตมาเคยพูดส่งเสริมว่า นายก 29 คน อาตมาเห็นว่านายกคุณประยุทธ์นี่แหละ คนที่ 29 นี้เป็นนายกที่ดีที่สุด ทำงานได้ดีที่สุดแล้วก็มีจิตที่แข็งแรงมั่นคง ทำงานมานานถึง 8 ปี เท่ากับพลเอกเปรม พลเอกเปรมก็ไม่ได้มีจุดเด่นเหมือนอย่างพลเอกประยุทธ์หลายอย่าง พลเอกเปรมมีลักษณะเป็นทางศรัทธาจริต แต่พลเอกประยุทธ์นี้มาทางพุทธิจริต มีปฏิภาณปัญญา มีความแววไวต่างๆ นานา แล้วทำงานเผชิญหน้า ไม่เลี่ยงไม่หลบ ทำงานอย่างเผชิญ ทำงานอย่างเผชิญ หลายอย่างอาตมาอธิบายไม่คร
อ่านต่อ
บ พูดไม่หมด สรุป อาตมาเห็นว่าเป็นนายกรัฐมนตรี คืออาตมาก็เกิด 2477 ก็ทัน พอได้รับรู้ตั้งแต่นายกคนที่ 1 2 3 อาตมาจะไม่ทัน แต่หลังๆนี้มันก็พอรู้ตั้งแต่ จอมพลแปลก พิบูลสงคราม อาตมาก็รับรู้ยังจำได้หลายๆอย่างมาเลยเพราะโตพอสมควรแล้ว ก่อนจอมพลแปลกก็มีไม่กี่คน เอาเถอะมันยังไม่เข้าร่องรอยประชาธิปไตยเท่าไหร่ อันดับ 1 2 3 มา มีพระยามโนปกรณ์นิติธาดา พระยาพหลพลพยุหเสนา มาถึงจอมพลแปลกคนที่ 3 อาตมาก็รับรู้มา นอกนั้นพอรับรู้มาด้วยอาตมาก็โตมา เพราะฉะนั้น นายกรัฐมนตรีตั้งแต่จอมพลแปลก จนกระทั่งนายควง อภัยวงศ์ นายทวี บุณยเกตุ หม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช นายปรีดี พนมยงค์ ตั้ง 29 คนผ่านมา อาตมาก็เห็นว่าพลเอกประยุทธ์ ควรจะได้รับตำแหน่งรัฐบุรุษคนหนึ่งของประเทศ แต่คนอื่นเขาจะเห็นด้วย อาตมาก็ไม่มีสิทธิ์จะไปกำหนดอะไรเขาหรอก พูดไปตามความเห็นของอาตมา อาตมามีสิทธิ์ที่จะแสดงความคิดเห็นในทางที่ปรารถนาดี ส่วนใครจะมองว่าเป็นความปรารถนาที่ไม่ดี แต่คงไม่คิดว่าอาตมาปรารถนาร้าย นอกจากจะเวอร์ไปเท่านั้นว่าอาตมาคิดปรารถนาร้าย อาตมาไม่ได้ปรารถนาร้ายหรอก แต่เห็นว่าปรารถนาไม่ถูกต้องเท่าที่คุณเห็นก็ขัดแย้งกันบ้าง เรื่องคนมีกิเลสหรือคนไม่มีกิเลส ไม่ใช่เรื่องที่คนจะรู้กันได้ง่ายๆหรอก คนมีกิเลสหรือไม่มีกิเลส พระอรหันต์หรือพระโพธิสัตว์นี่เหมือนคนมีกิเลส แสดงความปรารถนาดีออกไปสูง ความปรารถนาหรือความอยาก มันเหมือนกิเลส ความปรารถนาดีอันสูง มันก็เหมือนกับอยากแรงๆ มีความอยากแรงๆ แต่พลังงานที่เป็นความปรารถนาดีอันสูง มันเป็นพลังงานที่จะต้องใช้ ถ้าปรารถนาดีพลังงานมันไม่สูง ปรารถนาดีเบาๆเยอะๆเยอะแหยะๆแล้วมันจะได้ผลอะไร มันก็ไม่ได้ผลอะไร มันก็จะต้องมีความปรารถนาดีที่แรงพอสูงพอ ให้พอเหมาะพอควรแล้วก็จะต้องอยู่ในขั้นแรง มันถึงจะชนะ มันถึงจะสำเร็จผล ถ้าความปรารถนาดีเบาๆน้อยๆมันจะไปสำเร็จผลอะไรได้ล่ะ นี่ก็พยายามใช้ภาษาสื่อสภาวะให้ฟังอธิบายสัจธรรมให้ฟัง เพราะฉะนั้นอาตมาว่าอาตมาแสดงออกตลอดเวลา มันเป็นลักษณะที่คุณไม่เข้าใจง่ายๆหรอก ความเป็นอรหันต์ ความเป็นโพธิสัตว์ ซึ่งมันเข้าใจผิดมา ไปเข้าใจอรหันต์เก๊ ไปเข้าใจโพธิสัตว์เก๊ แต่โพธิสัตว์ยังไม่ค่อยรู้เรื่องมากมายหรอกในประเทศไทย ประเทศไทยเป็นประเทศที่ยึดถือเถรวาทสุดโต่งแล้วก็ผิดเพี้ยนไปด้วย มันก็เลยเลอะกันไปใหญ่ แม้จะมีสายที่ใช้ปฏิภาณปัญญา ชอบปัญญาก็กลายเป็นปัญญาฟุ้ง ปัญญาไม่ได้เข้าเรื่องเข้าราว ซึ่งมันไม่ได้เป็นสัมมาทิฏฐิอะไร อาตมาก็วิจัยวิจารณ์ระบุ แม้ว่าจะพาดพิงก็ได้ทำไปแล้ว เขามีความปรารถนาดี มีเจตนาดีทั้งนั้น ไม่ได้ต้องการไปยกตนข่มท่าน ไปอวดที่อวดดีอะไร แต่พูดถึงผลของศาสนาทั้งนั้น ฉะนั้นความเห็นที่แตกต่างกัน ก็ขอลงท้ายว่า สุดท้ายคุณก็เห็นอย่างของคุณ คนที่เห็นต่างกับอาตมานะ ส่วนของอาตมาก็เห็นอย่างอาตมา ลงท้ายก็นานาสังวาสก็แล้วกัน คุณก็เห็นอย่างนั้น คุณก็ทำของคุณไปศึกษาไป แต่อย่ามาลบหลู่อาตมามากนัก ไม่ใช่ว่าป้องกันตัวไม่อยากให้ลบหลู่ แต่ว่าเชิงตำหนิกัน นี่มันเป็นลักษณะที่เป็นสัจธรรมที่มันเลี่ยงไม่ได้ จะบอกว่าไปลบหลู่ อ้าวไปตำหนิก็คือไปลบหลู่อยู่แล้ว ภาษามันคนละคำเท่านั้น ลบหลู่ก็คือข่ม ตำหนิสิ่งที่ควรข่ม ควรตำหนิหรือลบหลู่ ถ้าจะไปพูดให้ แรงก็คือด่า ใช้ภาษาพวกนี้ มันมีนัยยะเดียวกันแต่น้ำหนักมันต่างกันเท่านั้นเอง สรุปแล้วก็คือตำหนิ ภาษาสวยๆของพระพุทธเจ้า นิคคัณหะ อย่างตำหนิอย่างดัง อย่างแรง อย่างมาก อย่างไรก็ได้เรียกว่า ปฏิโกสนา ตำหนิหรือว่าข่มอย่างแรงๆดังๆ ข่มหนักๆอย่างไรก็ได้ เป็นภาษา อย่าไปฟ้องร้องกัน นี่เป็นธรรมวินัยเลย ยิ่งเป็นนานาสังวาสแล้วคนฟ้องร้องเป็นอาบัติ อาตมาถูกฟ้องร้อง คนที่เขาไม่รู้จักวินัย ทำละเมิดวินัยมาฟ้องอาตมา เขาอาบัติกันทั้งนั้น พูดไปจะเหมือนฟื้นฝอยหาตะเข็บมากเกินไป ก็ขอผ่านไปก่อนก็แล้วกัน 660626 ตอบปัญหาให้ถึงสัมมาธิปไตย รายการปรับทุกข์ปลุกธรรม #27 ราชธานีอโศก