ประวัติศาสตร์เริ่มต้นโทรทัศน์ในประเทศไทย.docx
เนื้อหาในไฟล์
ประวัติศาสตร์เริ่มต้นโทรทัศน์ในประเทศไทย ตอนนั้นอาตมาทำงานโทรทัศน์เป็นผู้ช่วยคุณจำนงค์ รังสิกุล ตอนนั้นก็ไปร่วมสมาคมค้นคว้าทางจิต ที่เห็นในภาพคือเขากำลังทำการสะกดจิต คณะอาตมาทำงานที่บริษัทไทยโทรทัศน์ เป็นวันเปิดโทรทัศน์ไทย เป็นวันแรกเรียกว่าวันเกิดของโทรทัศน์ไทยคือวันที่ 24 มิถุนายน 2498 เริ่มต้นมีโทรทัศน์ในเมืองไทยช่องแรกคือช่อง 4 อาตมาก็เป็นคนหนึ่งที่เป็นผู้ที่อยู่ในโทรทัศน์ กล้องโทรทัศน์ จะเห็นว่าเขียนว่าไทยทีวี มันใหญ่เบ้อเร้อต้องใช้ขาลาก ใช้ลูกล้อ ใช้ฐานรับตั้ง น้ำหนักมันน่าจะถึง 100 กิโลกรัมกว่า ใช้คนลาก คนจูง คนถ่าย ช่างภาพถ่ายก็คนหนึ่ง คนลากก็อีกคนหนึ่ง ต้องมีอย่างนี้ทั้งนั้นเลยมันเทอะทะมากเลย นี่ รายการอะไรต่างๆ อาตมาเป็นพิธีกร พูดถึงอันนี้มีคนยุให้อาตมาเล่าถึงประวัติเหล่านี้อยู่เหมือนกัน พอดีเขาไปเก็บภาพ มีคนไปเก็บ ไปสะสมภาพเกี่ยวกับโทรทัศน์พวกนี้ มาได้เยอะเลย เอามาให้ท่านลั่นผาได้มา ก็เลยเอามาให้ดู โอ้โห มันน่าเป็นแฟ้มภาพที่จะเอามาพูดถึงเรื่องอดีต มันจะดึงให้อาตมาสามารถที่จะระลึกถึงอดีตในภาพเหล่านั้นขึ้นมาได้เยอะเลย เพราะอาตมาเป็นผู้ที่ร่วมอยู่ในกลุ่มเริ่มต้น ในวงการโทรทัศน์เมืองไทย ที่มีอายุยืนอยู่ ในขณะนี้คนที่อยู่ในยุคที่มีโทรทัศน์ ช่องต้นๆตั้งแต่ทำงานตั้งแต่ พ.ศ. 2498 จะเหลืออยู่ไม่กี่คนก็ไม่รู้ นี่ คุณอารีย์ นักดนตรี ยังอยู่นะ อายุแก่กว่าอาตมา 2 ปี เป็นศิลปินแห่งชาติแล้ว นี่ ฉลอง สิมะเสถียร เป็นพระเอก หรือสะอาด เปี่ยมพงศ์สาน พูดถึงฉลอง มีเกร็ดเล่าเรื่องนิดหนึ่ง สมัยก่อนฉลองก็เป็นนักร้อง เป็นพระเอกหนัง เป็นพระเอกละครโทรทัศน์ เป็นพนักงานโทรทัศน์เหมือนกับอาตมาด้วย นี่พวกโทรทัศน์ช่อง 4 ทั้งนั้นแหละ เพราะฉะนั้นอาตมาเริ่มๆทำงานตั้งแต่อาตมายังเรียนหนังส
อ่านต่อ
ืออยู่นะ อาตมายังเรียนอยู่เพาะช่างปี 3 ยังเรียนไม่จบ พ.ศ. 2498 อาตมาอยู่ปี 3 แล้วก็มีโอกาสได้เข้ามาทำงานโทรทัศน์ ทำงานเป็นตัวเริ่ม อาตมาเริ่มด้วยรายการเด็ก คืออาจารย์สมจิตร สิทธิชัย เป็นผู้ช่วยคุณจำนงค์ คุณจำนงค์เป็นหัวหน้าฝ่ายจัดรายการ ส่วนอาจารย์สมจิตร สิทธิชัย เป็นรองหัวหน้า เป็นผู้ช่วยจัดการอยู่ ก็มาจัดการ จะทำรายการเกี่ยวกับเด็ก ก็ไปหาคนที่จะมาทำรายการเกี่ยวกับเด็ก เขาก็ไปที่ชมรมดรุณสารของอาจารย์นิลวรรณ ปิ่นทอง อยู่ในเครือข่ายหนังสือพิมพ์สตรีสาร อาจารย์นิลวรรณ ออกหนังสือเด็กเรียกว่าดรุณสาร แล้วก็มีสโมสรดรุณสาร มีชมรมดรุณสาร ซึ่งเดี๋ยวนี้ยังเหลืออยู่ชมรมดรุณสาร พงษ์ศักดิ์ พยัคฆ์วิเชียร ก็อยู่ร่วมอยู่ในชมรมนี้ด้วยกับอาตมา แต่ก่อนมีกิจกรรมร่วมกัน แต่ก่อนใช้โรงพยาบาลสงฆ์เป็นที่จัดชุมนุม จัดชมรม มีกิจกรรมอะไรก็ไปจัดสนุกสนานที่นั่น พูดถึงภาพนี้ ผู้ใหญ่ที่ยืนเป็นพิธีกร คือหม่อมราชวงศ์พิศวาส นาควานิช ซึ่งเป็นแม่ของผู้บัญชาการทหารบกคนหนึ่ง(พลเอก ธีรชัย นาควานิช) ซึ่งลูกชาย 2 คน เป็นพลเอกทั้งคู่ อาตมาจำชื่อไม่ได้แล้ว อายุมากกว่าอาตมา 2 ปีหรือปีเดียว อาตมาก็เลยเรียกพี่อู๊ด ก็ทำงานอยู่โทรทัศน์ด้วยกัน ภาพนี้คือภาพรายการคนเก่งรุ่นจิ๋ว ที่พูดเมื่อกี้ว่าอาจารย์สมจิตรไปชมรมดรุณสารแล้วก็ได้ตัวน้องแดงคือนิภา ธรรมพิชา ซึ่งไปเข้าตาแมวมอง จะเอามาเป็นพิธีกรในรายการเด็ก เสร็จแล้วน้องแดงเขาก็ตกลงจะมาทำรายการ แต่มีข้อแม้ว่าต้องเอาพี่รักมาด้วย คือน้องแดงเขาศรัทธาอาตมา อาตมาเป็นเด็กโข่งอยู่ในชมรมคืออายุค่อนข้างจะมาก เขาก็เรียกพี่ทั้งนั้นในตอนนั้น เป็นคนแต่งเพลง ดรุณวอลซ์ ตั้งแต่เขายังไม่เปิดตัวชมรมเลย อาตมาใช้นามปากกา เกื้อปรียา อาตมาล้อเลียนนำแฟนของอาจารย์องุ่น ที่มีนามปากกาว่า ปรียา อาตมาก็ใช้นามปากกา เกื้อปรียา ส่งเพลงดรุณวอลซ์ไปให้ เขาก็ชอบใจเขาก็ร้องกัน แต่ไม่เจอตัวผู้แต่งสักทีเลย เพลงดรุณวอลซ์นั้น ใช้นามผู้แต่งว่า รักพงษ์ มงคล ซึ่งเดี๋ยวนี้ช่องบุญนิยมทีวีก็เอามาเปิดอยู่ เสร็จแล้วอาตมาก็ได้โอกาสไปเปิดตัวที่ชมรม ก็เลยไปอยู่ในชมรมนั้น น้องแดงเขาก็อยู่ในชมรมนั้น ก็เลยศรัทธาอาตมา อาจารย์สมจิตรเอาน้องแดงไปทำรายการเด็ก ก็คุยกันจะทำอย่างไรดี ซึ่งอาตมาก็เป็นคนแนะ ว่าเอาเด็กตั้งแต่ 7 ขวบถึง 15 ขวบ ประกาศให้มาสมัครเข้ามาตอบปัญหา เราก็ตั้งปัญหาขึ้นมาให้ตอบแล้วก็แจกรางวัลไป โอภาปราศรัยเล่นกับเด็กๆ สร้างความเฉลียวฉลาดให้ตอบปัญหา อาจารย์สมจิตรก็เห็นดีเห็นชอบด้วย จึงเป็นรายการเด็กรายการแรกของประเทศไทย จะตั้งชื่อรายการว่าอย่างไร อาตมาก็เป็นคนตั้งให้ว่าเป็น รายการคนเก่งรุ่นจิ๋ว อาจารย์สมจิตรก็ชอบ ก็เลยกลายเป็นรายการคนเก่งรุ่นจิ๋ว เป็นรายการเด็กให้สมัครมา เขียนจดหมายมา คนก็เขียนจดหมายมาเยอะ พ่อแม่พี่น้องคนที่มีโทรทัศน์ดูกันแล้ว มันก็มีสตางค์นะ คนมีโทรทัศน์ดูสมัยใหม่ๆ ก็ไม่ใช่จะแพร่หลายเกิน เขาก็เขียนจดหมายมา มีรายการเกี่ยวกับดนตรี อาตมาก็จัดรายการ เอาวงดนตรีของโรงเรียนต่างๆมาออกอากาศ อาตมาจึงเป็นที่รู้จักกว้างขวาง อันนี้เป็นภาพรายการคนกล้า เด็กแสดงสีไวโอลิน อันนี้เป็นวงดนตรีของโรงพยาบาลหญิง คนที่เป่าแซกโซโฟนคือกิ่งรัก คนที่ 2 จากซ้ายมา กิ่งรักคือน้องสาวอาตมาตอนเขาเรียนพยาบาล เขาเป็นนักดนตรีด้วย เดี๋ยวนี้จะอ่านโน้ตออกหรือเปล่าก็ไม่รู้เลยคงจะทิ้งหมดแล้ว เดี๋ยวนี้อายุ 85 แล้ว เขาบอกว่าคนที่จะพูดถึงเรื่องเก่าคือคนแก่นะ ..เอาน่า ก็ยอมแก่แก่ก็แก่ก็ยอมรับก็แล้วกัน เรื่องเหล่านี้ก็เป็นประวัติศาสตร์ นักประวัติศาสตร์จะชอบ มีตำนาน มีประวัติศาสตร์ แต่นี่ไม่ใช่ของไม่มีหลักฐานยืนยัน มันมีหลักฐานยืนยันอ้างอิงด้วย มันสนุกนะ ทำให้รู้จักประวัติเก่าๆซึ่งยังมีผู้เล่าเรื่องพวกนี้เป็นประวัติเอาไว้ด้วย มันจะมีความจริงที่เหลือ ไม่ใช่มาค้น เดาเอา คาดคะเนว่าน่าจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ไม่ใช่ แต่นี่มันเป็นเรื่องที่มีประสบการณ์จริงมา ผู้ที่จะอยู่ในเหตุการณ์จริง มาพูดก็จะชัดเจนกว่า 660626 ตอบปัญหาให้ถึงสัมมาธิปไตย รายการปรับทุกข์ปลุกธรรม #27 ราชธานีอโศก