สมณะยุ่งกับการเมืองไม่ผิดวินัย พระยุ่งกับการเมืองผิดระเบียบ.docx
เนื้อหาในไฟล์
สมณะยุ่งกับการเมืองไม่ผิดวินัย พระยุ่งกับการเมืองผิดระเบียบ _นวลจันทร์ เฟื่องศิลป์ · เป็นพระมายุ่งอะไรการเมือง ผิดวินัยสงฆ์มั๊ยคะ พ่อครูว่า…ตอบไปไม่รู้กี่ทีแล้วว่าไม่ผิด คำว่า การเมืองนี่ มันเป็นภาษาสมัยใหม่ ภาษาในสมัยพระพุทธเจ้ามันไม่มีหรอก คำว่า การเมือง สมัยพระพุทธเจ้านั้นเป็นสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ การบริหารปกครองสิทธิ์เด็ดขาดอยู่ที่พระเจ้าแผ่นดิน ใครจะพูดอะไรมากมายไม่ได้ จะวิจารณ์เรื่องการบริหารมากไม่ได้ เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าท่านพาคนให้บรรลุเป็นประชาธิปไตยอย่างถึงขั้นสาธารณะโภคีเลย แล้วท่านก็ทำอยู่ในแวดวงของท่าน ทำได้แต่ในเฉพาะหมู่สงฆ์ แล้วท่านก็มีบารมีจนกระทั่งพระเจ้าแผ่นดินยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในยุคนั้น เป็นพระเจ้าแผ่นดินแคว้นใหญ่เลยนะ พระเจ้าปเสนทิโกศล พระเจ้าพิมพิสาร เป็นเจ้าแคว้นที่ใหญ่มากในประเทศอินเดียใหญ่กว่าแคว้นอื่นๆเยอะ เหมือนกับจีนกับอินเดียสมัยนี้เป็น 2 ประเทศใหญ่มาก มีพลเมืองพันกว่าล้านทั้งคู่ นอกนั้นประเทศอื่นยังไม่มีพลเมืองถึงพันล้านเลย มี 2 ประเทศนี้พันกว่าล้านอย่างนี้ เป็นต้น มันก็คล้ายๆกันกับยุคพระพุทธเจ้า ที่มีแคว้นโกศลกับแคว้นมคธของพระเจ้าพิมพิสารกับพระเจ้าปเสนทิโกศล ต่อมาพระเจ้าพิมพิสารถูกพระโอรสประหารชีวิต แล้วพระเจ้าอชาตศัตรูก็ขึ้นครองราชย์ในยุคพระพุทธเจ้า ก็เป็นตัวอย่างให้เราได้ดู อาตมาก็พยายามนำพฤติการณ์ หรือสิ่งที่มันเป็นบทบาทของการเป็นอยู่ของประชาชนก็ดี การบริหารก็ดี ที่เรียกกันจนกระทั่ง การบริหารเรียก ประชาธิปไตย มันก็เป็นภาษาของการบริหารปกครองประเทศนั่นแหละ ทุกประเทศ จนกระทั่งมาสมัยนี้ก็แบ่งแยกเป็นระบอบคอมมิวนิสต์ ระบอบประชาธิปไตยขาเดียว ระบอบเผด็จการ ระบอบประชาธิปไตย ตามความหมายแล้วยุคนี้ขณะนี้ทั่วโลก สู้กันระหว่างคอมมิวนิสต์กับ
อ่านต่อ
ประชาธิปไตย เอาประชาชนเป็นหลัก คอมมิวนิสต์ก็เอาประชาชนเป็นหลัก คือรวบรวมพลังที่จะมีอำนาจเหนือประชาชน คอมมิวนิสต์เขาเป็นอย่างนั้น โดยมีหมู่ไม่ถือว่าเป็นส่วนบุคคล แต่ก็มีหัวหน้าหมู่ หัวหน้าคณะอยู่ เป็นการปกครองด้วยคณะบุคคลเรียกว่า คอมมิวนิสต์ เป็นอำนาจเด็ดขาดอยู่ที่คณะบุคคลนั้น แล้วก็เป็นคณะบุคคลที่ใช้อำนาจมากกว่าประชาธิปไตย เท่าที่รัฐศาสตร์ การเมือง วิชารัฐศาสตร์ เขาก็เรียนกัน จะเป็นอย่างนี้ ส่วนประชาธิปไตยนั้นให้อิสรเสรีภาพแก่ประชาชนมากกว่าคอมมิวนิสต์ ถือว่าคอมมิวนิสต์เป็นลัทธิที่บังคับ มีลักษณะบังคับ อำนาจอยู่ที่ผู้บริหารมาก แต่ประชาธิปไตยนั้นเขาพยายามที่จะบอกกันว่า พยายามที่จะบอกจะพูดกันว่า ให้ประชาชนเป็นใหญ่ แล้วประชาชนมันหัวแหลกหัวแตก มันจะไปรวมหัวกันได้ง่ายๆที่ไหน เพราะฉะนั้นมันลึกซึ้งมากเลย จะต้องทำจิตวิญญาณให้เป็นจิตวิญญาณรวมเข้ามาหาหนึ่งเดียวกัน โดยมีภูมิปัญญาที่จะให้คนเขาปฏิบัติจิตให้มีความเจริญเป็นอาริยะ มีความเจริญที่จะไม่เห็นแก่ตัว นี่เป็นแกนแก่นของประชาธิปไตย หรือแท้ๆก็คือความเจริญของมนุษยชาติทั้งหมด ไม่เห็นแก่ตัวไม่มีตัวตน แล้วก็มีปัญญา มีปฏิภาณปัญญา เพราะฉะนั้นศาสนาพุทธ พระพุทธเจ้าสอนให้มีธาตุรู้ที่เรียกว่าปัญญา ไปหยั่งรู้เรื่องของอาการจิตเลย อ่านรู้อาการของจิตเลยที่แยกแยะเป็นจิตเจตสิกรูปนิพพาน แยกแยะเป็นรูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ แล้วก็แยกไปเป็นรูปนามเป็นอายตนะ เป็นผัสสะอะไรอย่างนี้ จนกระทั่งมาแยกแยะเวทนา 108 ซึ่งเป็นแกนของกรรมฐาน เป็นที่ตั้งของกรรมฐานของศาสนาพุทธ แต่พอศาสนาพุทธเสื่อมก็ไปเป็นสมถะ กรรมฐานก็กลายเป็นกสิณ คือใช้กสิณแล้วก็สะกดจิตโดยใช้กสิณเป็นที่ยึด ใช้กสิณเป็นที่เพ่งจิตให้มันเกาะอยู่ตรงนั้นเป็นวิธีสะกดจิต กสิณดิน กสิณน้ำ กสิณลม กสิณไฟ กสิณอะไรต่ออะไรจนกระทั่งถึง 40 กสิณ ท่านพุทธโฆษาจารย์ในวิสุทธิมรรครวบรวมเป็น 40 กสิณ สรุปคือ ใช้สิ่งเหล่านั้นให้เป็นฐานที่เกาะ ให้เป็นฐานที่ให้จิตเข้าไปยึด ยึดตรงนี้ให้จิตมันเกาะนิ่งๆ ถ้าคนที่เขาเป็นผู้สะกดจิตพวกนี้ จิตของพวกนี้ก็จะดับสัญญา ไม่เป็นเจ้าของจิต ผู้ที่เป็นผู้สะกดก็จะเป็นเจ้าอำนาจของจิตนั้นก็จะสั่ง สั่งผู้ที่ถูกสะกดให้ทำอย่างโน้น ให้เป็นอย่างนี้ ให้รู้สึกอย่างนั้นรู้สึกอย่างนี้ได้ เปลี่ยนความรู้สึก เปลี่ยนความรู้จริงๆได้เลย เช่น ตา ก็ลืมตานี่แหละ ไม่ให้เห็นก็ได้ ทั้งๆที่มันมีอะไรให้เห็นแสงสว่างก็มี ตาก็ลืมแต่ไม่เห็น หรือให้เห็นสิ่งที่ไม่มี มันไม่มีนะแต่ให้มีขึ้นมาหลอกตัวเองได้ก็เห็นอย่างนี้เป็นต้น ซึ่งอาตมาก็ศึกษามาทำมา ฝึกฝนมา ทำเป็น อาตมาทำทางนี้เป็น 660626 ตอบปัญหาให้ถึงสัมมาธิปไตย รายการปรับทุกข์ปลุกธรรม #27 ราชธานีอโศก