สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน ภาคปฏิบัติสังกัปปะ 7.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน ภาคปฏิบัติสังกัปปะ 7 _เมื่อเราผัสสะส่ิงใด เช่น พบเห็นใครคนหนึ่งหรือพบเห็นสัตว์กำลังทุกข์ แล้วอ่านใจ พบว่ามีใจตัวเองที่ไม่ดีพูดขึ้นมาในวจีสังขาร(แต่บางครั้งก็เห็นร่องรอยว่ากำลังจะกลายเป็นความคิดในเชิงที่ไม่ดี) กรณีนี้เราก็พยายามละปล่อยไม่คิดต่อ ทำเช่นนี้ถูกต้องหรือไม่ (พ่อครูว่า...ถูกต้อง) เราก็อ่านใจเราแล้วว่าไม่ได้รู้สึกสุขทุกข์กับว่าวจีสังขารที่เกิดขึ้นนั้น อยากถามว่า กรณีผุดมาเป็นวจีสังขารที่ไม่ดีแล้วเราควรทำอย่างไร เช่นกรณีคิดแก้กลับการคิดวจีสังขารที่ไม่ดีนั่นหรือไม่ (พ่อครูว่า..ถูกต้อง) หรือไม่เอาใจใส่ (พ่อครูว่า..ก็ได้ทั้งสองอย่างอาตมาว่าปฏิบัติแก้กลับก็ดีกว่าปล่อยทิ้งไว้เฉยๆ) พ่อครูว่า...ที่พูดมานี้แสดงว่าเข้าใจสังกัปปะ 7 พวกเราเข้าใจ สำนักต่างๆไม่ได้พูดเรื่องนี้ วิจัยในสังกัปปะ 7 วิจัยในตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ สามารถทำให้ไม่มีกิเลสเข้าไปปรุงร่วม ตกผลึกเป็นจิต อัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา อัปปนาแบบสมถะกับปัสสัทธิไม่เหมือนกัน ความสงบแบบปัสสัทธิเป็นของพระพุทธเจ้าเป็นเหตุปัจจัยจากการวิปัสสนาเป็นความสงบจากกิเลส วิเวกนั้นยังไม่ได้แยก กายวิเวก จิตวิเวกอุปธิวิเวก ปฏิบัติให้เป็นปัสสัทธิให้ได้ ไม่อย่างนั้นก็ปนเปกันเลอะเทอะ ส่วนความสมถะนั้นสงบอย่างสะกดจิตกดข่มไว้เฉยๆ เราควรทำให้เกิดความสงบปัสสัทธิ วิกขัมภนปหาน ตทังคปหาน สมุจเฉทปหาน นิสรณปหาน ปฏิปัสสัทธิ คือปหาน 5 การเรียนรู้แบบปรับการสะกดจิตนั้นมันเป็นสมถะไม่มีเรื่องอะไรยากหรอก มีแต่นั่งสะกดจิตแล้วก็ให้จิตปึ๊งปั๊งแบบมหาบัว สู้กับกิเลสแล้วชนะมัน อาตมาว่าพระพุทธเจ้าคงจะงง มันมีการหกคะเมนตีลังกาอะไรอย่างนี้ ท่านก็จะงงว่าสอนไว้ตรงไหน
_ถ้าถามพ่อท่านสั้นๆว่า คิดกับหยุดคิด(อย่างไหนจะดีก
อ่านต่อ
ว่ากัน) กับอีกคำถาม(คิดไปเรื่อยๆจนกว่าจะเข้าใจแล้วก็สามารถหยุดคิดได้ กับหยุดคิดได้ในทันทีอย่างไหนดีกว่ากัน) พ่อครูว่า...ถ้าไม่ให้คิดเลยอย่างอ.บูรพา หยุดคิดแล้วจะเกิดจากฌานสมาธิปัญญา ทำไมมันแก้วสารพัดนึกขนาดนั้น ซึ่งอาตมาก็ว่าเหมาเข่งไป ถามมาว่าหยุดคิดหรือว่าคิดมากๆดี ที่จริงเราก็ไม่ถึงขั้นไประดมความคิดให้มากเดี๋ยวก็บ้ากันพอดี ก็เจอผัสสะสัมผัสแล้วมีเหตุปัจจัยที่สัมผัสนั้น มันปรุงแต่งเรื่องอะไร มันก็จะเป็นไปตามแต่ละคน ก็เอาอันที่ปรุงแต่งนั้นมาพิจารณาเรียกว่าสังขาร เริ่มต้นปฏิจจสมุปบาท ท่านถึงเริ่มต้นที่อวิชชา คนสัมผัสแล้วก็สังขารทั้งนั้น แล้วไม่รู้ว่ามันมีสังขาร 3 กาย วจี มโน แล้วก็ให้เรียนรู้สังขาร มันมีอะไรปรุงแต่งเป็นอกุศลเหตุ คือกิเลส หรือเรียกว่าตัณหา เรียกอุปาทานก็ได้ ก็จับอาการตัณหาให้ได้ เป็นกายกลิ เป็นสิ่งปรุงแต่ง เป็นกิเลสเป็นตัวโทษภัยตัวสำคัญที่ต้องจัดการ หากจับอาการกายกลิไม่ได้ ก็ไม่ได้เรียนรู้ตัวเหตุที่ต้องกำจัด สัมผัสแล้วต้องพยายามแยกให้ออก ตัวเหตุคือตัวกิเลสมันมาผสมร่วมในการปรุงแต่ง เช่น เราสัมผัสแล้วจะเกิดภาวะ 2 สัมผัสทางตา อันนี้คืออันนี้ เจ๊กแขกไทยจีน สัมผัสอันนี้ก็รู้กันเหมือนกันหมดเป็นสภาวะจริง ส่วนพยัญชนะจะเรียกนั้นก็ภาษาใครภาษามัน แต่หากว่ามีอารมณ์ร่วมด้วยว่าอันนี้สัมผัสแล้วชอบ สัมผัสแล้วไม่ชอบ สวยไม่สวยดีไม่ดี อะไรก็แล้วแต่มีภาวะซ้อนเป็นเทวะ เทวะแปลว่า 2 มันแบ่งแยก ก็อันนี้คืออันนี้ สัจจะมีหนึ่งเดียวถ้ารู้ก็ไม่ต้องปรุงแต่งไม่มีสังขาร หากว่าปรุงแต่งสังขารว่าอันนี้ชอบหรือไม่ชอบก็แล้วแต่ยึดถือว่าอันนี้สวยหรือไม่สวยอันนี้ดีอันนี้ไม่ดี แต่ที่จริงแล้วดีหรือไม่ดี ควรหรือไม่ควร มันเป็นเหตุผลที่ควรจะต้องรู้ว่าอันนี้ควรมีควรใช้ควรร่วมด้วยหรือไม่ร่วมด้วย เพราะในชีวิตก็ต้องสัมผัสสิ่งเหล่านี้ แล้วก็ต้องเลือกหรือละเว้น หรือเอามาแต่สิ่งที่พอเหมาะพอควร สรุปแล้วการปฏิบัติธรรมก็มีอยู่แค่นี้ คนที่ไม่เรื่องมาก ไม่ต้องมีอะไรมาก ปัจจัยชีวิตมีแต่จะพอที่อาศัย 1.เลี้ยงสังขารร่างกาย 2. เป็นองค์ประกอบเป็นบริขารเป็นเหตุที่จะมาร่วมทำงานใช้เป็นเครื่องอาศัยทำงานบ้าง จะเป็นอะไรก็แล้วแต่ มาร่วมมันพอเหมาะพอดี คุณก็ใช้ เพื่อปฏิบัติงานเพื่อทำงาน เป็นองค์ประกอบ ก็ไม่ต้องไปมีมากไม่ต้องไปหามามากเกิน ไม่ต้องไปกอบโกยไม่ต้องไปเหน็ดเหนื่อยมันก็สบายทำตามเหตุปัจจัยที่เราทำงานแล้วมันก็มีอะไรต่ออะไรไป 621002_รายการสำมะปี๋ซี่วิต สันติอโศก ครั้งที่ 72