14-ภาคผนวก ง 2.pdf

โฟลเดอร์pdf
ประเภทไฟล์PDF (application/pdf)
ขนาดไฟล์1.81 MB
วันที่แก้ไข28 เมษายน 2562

เนื้อหาในไฟล์

ภาคผนวก ง โปรแกรมการประยุกต์ใช้เทคนิคการกดจุด เส้นลมปราณที่แขนต่ออาการปวดคอ บ่าไหล่ 135 คู่มือ การประยุกต์ใช้เทคนิคการกดจุดเส้นลมปราณที่แขน ต่ออาการปวดคอ บ่าไหล่ โดย นายมงคลวัฒน์ รัตนชล 136 โครงสร้างกายวิภาคคอ บ่าไหล่ คอ เป็นส่วนหนึ่งของร่างกายในสัตว์มีกระดูกสันหลังที่มีรยางค์หลายชนิด เป็นโครงสร้างที่แยกศีรษะออกจากล าตัวคอก็ยังเป็นศูนย์รวมของเส้นประสาทที่รับค าสั่ง จากสมองไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกายคอของเราประกอบด้วยกระดูกคอทั้งหมด 7 ชิ้นเราเรียก Cervical Spine ประกอบด้วย กระดูก 7 ชิ้น โดยชิ้นที่1จะอยู่ติดกับกะโหลก ชิ้นที่ 7 จะติดกับกระดูก หน้าอก ระหว่างกระดูกแต่ละชิ้นจะมีหมอนรองกระดูกขั้นกลาง เมื่อเราคล าส่วนหลังของคอจะคล าได้ เป็นตุ่มๆ ซึ่งเป็นกระดูกยื่นมาจากส่วนหลังของกระดูกต้นคอตรงกลางของกระดูกจะมีรูเรียกว่า Spinal Canal ซึ่งเป็นรูที่ให้ประสาทไขสันหลัง Spinal Cord ระหว่างรอยต่อของกระดูกต้นคอจะมี ช่องให้เส้นประสาทลอดออกไป ซึ่งจะน าค าสั่งจากสมองไปยังกล้ามเนื้อ และรับความรู้สึกส่วนต่างๆ ไปยังสมอง หากรูนี้เล็กลงหรือมีกระดูกงอกไปกดก็จะท าให้มีอาการปวดต้นคอและปวดแขน บ่า หรือไหล่ บ่าเป็นส่วนของร่างกายระหว่างคอกับหัวไหล่ โดยทั่วไปความหมายทางกายวิภาคศาสตร์มักจะรวมความหมายเป็นชุดเดียวกับไหล่ เช่น สารานุกรมเสรี วิกิพีเดีย (2556) กล่าวถึงบ่าและไหล่ คือ ไหล่ หรือ บ่า (Shoulder) เป็นส่วนประกอบของร่างกายมนุษย์ที่อยู่บริเวณข้อต่อไหล่ ซึ่งประกอบด้วยกระดูกต้นแขนประกอบกับกระดูกสะบัก ไหล่ประกอบด้วยกระดูก 3 ชิ้น ได้แก่ กระดูกไหปลาร้า (Clavicle) กระดูกสะบัก (Scapula) และกระดูกต้นแขน (Humerus) ร่วมกับกล้ามเนื้อ เอ็น และเอ็นกล้ามเนื้อที่เกี่ยวข้อง ข้อต่อระหว่างกระดูกต่างๆเหล่านี้ประกอบกันเป็นข้

อ่านต่อ

อต่อไหล่ ไหล่เป็นโครงสร้างที่มีความยืดหยุ่นเพื่อให้แขนและมือสามารถการเคลื่อนที่ได้อย่างมาก และยังมีความแข็งแรงมากเพื่อใช้ในการออกแรงยกของ ดัน และดึง จากหน้าที่การท างานของไหล่ดังกล่าวท าให้ไหล่เป็นบริเวณที่คนมักบาดเจ็บหรือปวดล้าอยู่สม่ าเสมอ ภาพแสดงบริเวณ คอ บ่าไหล่ คอ บ่า ไหล่ 137 ความผิดปกติของร่างกาย บริเวณ คอ บ่าไหล่ ความผิดปกติของร่างกาย บริเวณ คอ บ่าไหล่อาจท าให้เกิดความไม่สุขสบายหลายอาการ เช่น อาการปวด เมื่อยล้า ยกแขนไม่ขึ้นหรือไม่สุด เอามือไขว้หลังไม่ได้ หันคอไปมาไม่ได้ ชาปลายมือ มือหรือแขนอ่อนแรง ความเจ็บปวดเป็นอาการที่แสดงถึงความไม่สุขสบายทุกข์ทรมานและต้องการความช่วยเหลือให้ความเจ็บปวดลดลงในมุมมองทางพยาธิสรีรวิทยาได้มองเห็นว่าความเจ็บปวดเป็นกลไกในการป้องกันตนเองระบบประสาทที่มีการท างานซับซ้อนตอบสนองต่อสิ่งเร้าที่ท าลายเซลล์ประสาทเกิดสัญญาณประสาทส่งผ่านไปยังประสาทส่วนกลางท าให้เกิดการรับรู้รู้สึกและตอบสนองต่อสิ่งนั้น โดยทั่วไปนิยามของอาการปวดหมายถึงความรู้สึกไม่สุขสบายที่เกิดขึ้นในขณะที่บุคคลมีความรู้สึกตัวดีเนื่องมาจากการหดเกร็งหรือการอักเสบของกล้ามเนื้อหรือพังผืดและในที่นี้อาการปวดคอหมายถึงอาการปวดในบริเวณตั้งแต่กระดูกคอชิ้นที่ 1 ถึงชิ้นที่ 7 ลักษณะของความเจ็บปวด จ าแนกตามอาการแสดงที่เป็นลักษณะเฉพาะ 1. อาการปวดร้าว เป็นความเจ็บปวดที่ร้าวออกไปจากแหล่งต้นก าเนิดโดยแผ่ไปในบริเวณผิวกายที่มีเส้นประสาทไขสันหลังส่วนเดียวกันไปเลี้ยง เนื่องจากเซลล์ประสาทที่ส่งไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆและผิวหนังจะมารวมบรรจบกันที่ Dorsal Horn ส่วนเดียวกัน 2. อาการปวดเฉียบ เป็นอาการปวดรุนแรงแบบปวดเกร็ง ปวดมากจนไม่สามารถเคลื่อนไหวร่างกายได้ต้องพักอยู่นิ่ง ๆ มูลนิธิการแพทย์แผนไทยพัฒนา (2550 : 12-19) ได้อธิบายว่ากลุ่มอาการปวดกล้ามเนื้อพังผืด (Myofacial Pain Syndrome) การแพทย์แผนไทยเทียบได้ว่าเป็นโรค ลมปลายปัตคาด เป็นกลุ่มอาการของโรคที่มีการปวดกล้ามเนื้อและพังผืดมีลักษณะเฉพาะ คือ จะต้องมีจุดปวดหรือจุดกดเจ็บ เป็นจุดที่ท าให้เกิดการปวดร้าวส่วนหนึ่งส่วนใดของร่างกาย อาการปวดคอมีสาเหตุดังนี้ 1. เกิดจากการบาดเจ็บรุนแรง 2. บาดเจ็บเล็กน้อย แต่บาดเจ็บเรื้อรัง เช่น นั่งผิดสุขลักษณะ 3. กล้ามเนื้อไม่แข็งแรง 4. สารอาหารไม่เพียงพอ เช่น กรดโฟลิก วิตามิน บี 1, 6, 12 และวิตามินซี 5. หลังผ่าตัดที่ต้องนอนนาน ๆ 6. ความผิดปกติของระบบประสาท เช่น อัมพฤกษ์ อัมพาต 7. เครียด จิตเครียดกล้ามเนื้อจะเครียดด้วย โดยเฉพาะกล้ามเนื้อแถว ๆ คอ 8. นอนไม่พอ อ่อนเพลีย สาเหตุของการปวดต้นคอที่พบบ่อย 1. อิริยาบถหรือท่าที่ผิดสุขลักษณะ ท าให้กล้ามเนื้อบางมัดถูกใช้งานจนเมื่อยล้าเกินไป เช่น บางคนชอบนั่งก้มหน้า หรือช่างที่ต้องเงยหน้าอยู่ตลอดเวลา หรือใช้หมอนสูงเกินไป 2. ความเครียดทางจิตใจซึ่งอาจจะเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น การงาน ครอบครัวการ พักผ่อนที่ไม่พอเพียง ซึ่งท าให้กล้ามเนื้อคอหดเกร็ง 138 3. คอเคล็ดหรือยอก เกิดจากการที่กล้ามเนื้อคอต้องท างานมากเกินไปเนื่องจากคอต้องเคลื่อนไหวเร็วเกินไป หรือรุนแรงเกินไปท าให้เอ็นและกล้ามเนื้อถูกยืดมากจนมีการฉีกขาดบางส่วนจนเกิดอาการปวด ตัวอย่างที่ท าให้เกิดคอเคล็ด เช่น การก้มเพื่อมองหาของใต้โต๊ะ การหกล้ม 4. ภาวะข้อกระดูกเสื่อม เนื่องจากกระดูกคอต้องแบกน้ าหนักอยู่ตลอดเวลาตั้งแต่เด็กจนแก่ท าให้ข้อเสื่อมตามอายุมีปุ่มกระดูกหรือกระดูกงอกที่ขอบของข้อต่อ ซึ่งอาจจะไปกดทับถูกปลายประสาทที่โผล่ออกมา 5. อาการบาดเจ็บของกระดูกคอซึ่งอาจจะเกิดจากอุบัติเหตุต่าง ๆ เช่น ตกที่สูงถูกท าร้ายร่างกาย รถยนต์หรือรถจักรยานยนต์พลิกคว่ า 6. ข้ออักเสบ โรคข้ออักเสบเรื้อรังบางชนิดอาจจะท าให้กระดูกต้นคออักเสบ เช่นรูมาตอยด์ การกดจุด การกดจุด หมายถึง การใช้นิ้วมือกด ซึ่งตรงกับภาษาอังกฤษว่า Finger Pressures คือ การกดสัมผัสด้วยนิ้วมือ ไม่ใช่การนวดถูซึ่งหมายถึงการใช้นิ้วมือทั้ง 5 รวมทั้งอุ้งมือฝ่ามือ ถูคลึงตามร่างกายและโดยทั่วไปการนวดมักต้องทายาหรือทาครีมนวดตัว ไม่เช่นนั้นก็อาจมีการเจ็บปวดจากการเสียดสีแต่การใช้นิ้วกดสัมผัสนั้นไม่ต้องทายาใด ๆ การกดจุดเป็นทั้งศาสตร์และศิลปะในการดูแลรักษาตัวเองตามวิธี ธรรมชาติบ าบัดเพียงใช้ปลายนิ้วและกดอย่างถูกต้อง ตามจุดต่าง ๆ สามารถรักษาเยียวยาอาการเจ็บป่วยไม่สบายและโรคต่างๆ ได้ การกดจุดนั้นเป็นศาสตร์ที่พัฒนามาจากเวชกรรมการฝังเข็มเรื่องของการ “กดจุด” นี้เป็นศาสตร์ที่การแพทย์แผนโบราณของจีนได้คิดค้นขึ้นและก็ให้ผลดีแท้จริง ต่อร่างกายมนุษย์ จนแม้แต่การแพทย์แผนปัจจุบันทั่วโลกต่างก็ยอมรับ การกดจุดเป็นการกระตุ้นหรือฟื้นฟูสมรรถภาพของร่างกายด้วยวิธีทางอย่างธรรมชาติ และสรรพคุณของการกดจุดสามารถระงับโรคต่าง ๆ ได้ดี จนร่างกายแข็งแรงและสุขภาพทางจิตใจก็แจ่มใสขึ้นไปด้วย การกดและกระตุ้นอย่างถูกต้องสามารถเพิ่มประสิทธิภาพของระบบต่างๆ ในร่างกายให้อวัยวะทุกส่วนท างานกันได้อย่างสมบูรณ์ ไม่สะดุดติดขัดหรือเสื่อมสภาพไป ช่วยเสริมความต้านทานโรคและสร้างความสมบูรณ์แข็งแรงให้แก่เซลล์ต่างๆ ในร่างกาย การกดจุดนั้นไม่ยุ่งยาก ไม่ต้องอาศัยผู้มีคุณวุฒิทางการแพทย์มาช่วยบ าบัดรักษา สามารถท าได้เองโดยต้องศึกษาวิธีการใช้นิ้วมือต าแหน่งจุดที่ถูกต้องเท่านั้นเอง (ส านักแพทย์ทางเลือก. 2560) ภาพแสดงการกดจุดลมปราณที่แขนของผู้เข้าค่ายสุขภาพ ณ สวนป่านาบุญ 2 อ าเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมชาติ 139 เส้นลมปราณ เส้นลมปราณแต่ละเส้นมีจุดเริ่มต้นและทิศทางที่ทอดไป เส้นที่ทอดขนานไปตามแกนของล าตัวผ่านอวัยวะภายใน แล้วผ่านมาตามแขนและขา เปรียบเสมือนทางเอก เรียกว่า “จิง” จิงจะปรากฏอยู่ในส่วนที่ลึก เช่น ฝังอยู่ในกล้ามเนื้อ ส่วนเส้นที่แตกแขนงออกไป เปรียบเสมือนทางโท เรียกว่า “ลั่ว”พบอยู่ตามส่วนที่ตื้นขึ้นมา(ภาสกิจ วัณนาวิบูล. 2545) เส้นลมปราณ ทอดยาวไปตามส่วนต่างๆของร่างกาย เป็นเส้นทางล าเลียงพลังลมปราณ เลือด ของเหลวไปสู่ส่วนต่างๆของร่างกาย ท าให้การท างานของอวัยวะทุกส่วนอยู่ในภาวะสมดุล เส้นลมปราณมักแตกกิ่งก้านสาขาออกไปเชื่อมอวัยวะภายใน ภายนอก ประสาทสัมผัส และความรู้สึกเข้าด้วยกัน โยงไยอยู่ทั่วร่างกาย เพื่อควบคุมการท างานของร่างกายเมื่อใดก็ตามที่เกิดการติดขัดในต าแหน่งใดต าแหน่งหนึ่งท าให้พลังลมปราณ เลือดของเหลวต้องคั่งค้าง หยุดชะงัก ก็จะท าให้เกิดอาการเจ็บป่วยขึ้นได้ และในทางกลับกันเมื่อเกิดโรคหรือประสบอุบัติเหตุ กล้ามเนื้อแข็งเกร็ง โครงร่างของร่างกายขาดความสมดุลอาจเพราะขาดการออกก าลังกาย ก็จะท าให้เส้นลมปราณติดขัดซึ่งมีผลต่อการท างานของอวัยวะต่างๆ ที่เส้นลมปราณทอดผ่านได้ เช่น เกิดอาการปวด บวม หรือแม้แต่โรคเรื้อรังต่าง ๆ ที่หลายๆ คนอาจนึกไม่ถึงเช่นกันเช่น ท้องผูก ริดสีดวงทวาร เบาหวาน ความดันโลหิตสูงหรือต่ า หรือแม้แต่มะเร็งได้ เพราะ เส้นลมปราณ ไม่สามารถน าพลังลมปราณสารอาหาร ไปเลี้ยงอวัยวะที่เส้นลมปราณวิ่งผ่านได้ ในทางกลับกันถ้าเราสามารถเปิดทางเดินของเส้นลมปราณ ให้สามารถท างานได้เป็นปกติไม่ติดขัดหรือเกิดความสมดุล อวัยวะที่เส้นลมปราณวิ่งผ่านได้รับพลังลมปราณ สารอาหาร สามารถขับของเสียได้ดี ก็ท าให้โรคต่าง ๆ หาย หรือทุเลาลงได้ ทั้งนี้ การกดจุดเส้นลมปราณเพื่อรักษาอาการปวดบริเวณ คอ บ่า ไหล่ จะท าการกดเส้นลมปราณบริเวณแขนทั้ง 6 เส้น ได้แก่ (1) เส้นลมปราณเยื่อหุ้มหัวใจ (2) เส้นลมปราณหัวใจ (3) เส้นลมปราณล าไส้เล็ก (4) เส้นลมปราณปอด (5) เส้นลมปราณล าไส้ใหญ่ และ (6) เส้นลมปราณซานเจียว ดังมีรายละเอียดดังต่อไปนี้ 1. เส้นลมปราณเยื่อหุ้มหัวใจ เริ่มกดจากจุดเน่ยกวาน วัดห่างจากข้อมือ โดยใช้สองนิ้วมือวางเรียงชิดกันกลางข้อมือ ด้านในตรงร่องที่ชิดกับเส้นเอ็นกลางแขนด้านในมาทางนิ้วก้อย กดพื้นที่ต่อพื้นที่มาเรื่อย ๆ ตามจุดที่เป็นร่องกล้ามเนื้อจนถึงแขนพับ จากนั้นกดเข้าร่องกล้ามเนื้อมัดหน้าด้านในจนถึงรักแร้แล้วอาสาสมัครยกแขนขึ้นแขนตรง แขนชิดหูมากที่สุดเท่าที่ท าได้ดัดมือพับไปด้านหลังพร้อมกับหายใจเข้าทางจมูกให้เต็มปอดแล้วนิ่งไว้ 3-5 วินาทีเท่าที่ท าได้แล้วหายใจออกทางปากยาวจนหมดพร้อมกับคลายมือที่ดัดไปหลัง ท าซ้ า 3 รอบในกรณีที่ไม่มีเวลา สามารถกดจุดเน่ยกวนแทนการกดเส้นลมปราณเยื่อหุ้มหัวใจทั้งเส้น โดยกดลงน้ าหนักแรงเท่าที่รู้สึกสบาย ค้างไว้ประมาณ 1-3 วินาที แล้วผ่อนคลายประมาณ 1 วินาที กดกี่รอบก็ได้เท่าที่รู้สึกสบายกรณีที่มีเวลากดเส้นลมปราณทั้งเส้น กดพื้นที่ต่อพื้นที่มาเรื่อย ๆ ตามจุดที่เป็นร่องกล้ามเนื้อจนถึงแขนพับ จากนั้นกดเข้าร่องกล้ามเนื้อมัดหน้าด้านในจนถึงรักแร้ แล้วยกแขนขึ้น และหายใจเข้าจมูกผ่อนออกปาก 3 ครั้ง 140 ภาพแสดงเส้นลมปราณเยื่อหุ้มหัวใจ (ที่มา : ใจเพชร กล้าจน. 2553) จุดเน่ยกวาน 141 เทคนิคการกดจุดเส้นลมปราณเยื่อหุ้มหัวใจ 1.เริ่มกดจาก จุดเน่ยกวาน วัดห่างจากข้อมือ โดยใช้สองนิ้วมือวางเรียงชิดกันกลางข้อมือด้านใน ตรงร่องที่ชิดกับเส้นเอ็นกลางแขนด้านในมาทางนิ้วก้อย 2.ใช้นิ้วหัวแม่มือกด มุมที่กดตั้งฉากกับจุดที่กดโดยกดลงน้ าหนักแรงเท่าที่รู้สึกสบาย ค้างไว้ประมาณ 1-3 วินาที แล้วผ่อนคลายประมาณ 1 วินาที 3.มุมที่กดตั้งฉากกับจุดที่กดโดยงอนิ้วหัวแม่มือให้ตั้ง 4.กดพื้นที่ต่อพื้นที่(ระยะห่างระหว่างจุดที่กดกับจุดถัดไปประมาณ1-1.5 มม. กดมาเรื่อยๆ ตามจุดที่เป็นร่องกล้ามเนื้อจนถึงแขนพับ จากนั้นกดเข้าร่องกล้ามเนื้อมัดหน้าด้านในจนถึงรักแร้ 142 5.กดเข้าร่องกล้ามเนื้อมัดหน้าด้านในจนถึงรักแร้ 6.กดเข้าร่องกล้ามเนื้อมัดหน้าด้านในจนถึงรักแร้(ขอบเส้นเอ็นกล้ามเนื้อมัดหน้าที่รักแร้) 7.อาสาสมัครยกแขนขึ้นแขนตรง แขนชิดหูมากที่สุดเท่าที่ท าได้ดัดมือพับไปด้านหลังพร้อมกับ หายใจเข้าทางจมูกให้เต็มปอดแล้วนิ่งไว้3-5วินาทีเท่าที่ท าได้แล้วหายใจออกทางปากยาวจนหมดพร้อมกับคลายมือที่ดัดไปหลัง ท าซ้ า3รอบ 143 2. เส้นลมปราณหัวใจ เริ่มกดจากจุดหลิงต้าว วัดห่างจากข้อมือโดยใช้นิ้วสองนิ้ววางเรียงชิดกันตรงข้อมือด้านในบริเวณร่องที่ตรงกับด้านหน้าของนิ้วก้อย กดพื้นที่ต่อพื้นที่ (ระยะห่างระหว่างจุดที่กดกับจุดถัดไปประมาณ 1-1.5 มม.) กดมาเรื่อย ๆ ตามจุดที่รู้สึกว่าเป็นร่องกล้ามเนื้อ พอถึงข้อพับกดร่องกล้ามเนื้อมัดล่างด้านในจนถึงรักแร้ จากนั้นอาสาสมัครยกแขนขึ้น แล้วหายใจเข้าจมูกผ่อนออกปาก 3 ครั้ง (ในกรณีที่ไม่มีเวลา สามารถกดจุดหลิงต้าวแทนการกดเส้นลมปราณหัวใจทั้งเส้นได้) ภาพแสดงเส้นลมปราณหัวใจ(ที่มา : ใจเพชร กล้าจน. 2553) จุดหลิงต้าว จุดกลางรักแร้ 144 เทคนิคการกดจุดเส้นลมปราณหัวใจ 1.เริ่มกดจาก จุดหลิงต้าว วัดห่างจากข้อมือโดยใช้นิ้วสองนิ้ววางเรียงชิดกันตรงข้อมือด้านในบริเวณร่องที่ตรงกับด้านหน้าของนิ้วก้อย 2.ใช้นิ้วหัวแม่มือกด มุมที่กดตั้งฉากกับจุดที่กดโดยงอนิ้วหัวแม่มือให้ตั้งฉาก กดลงน้ าหนักแรงเท่าที่รู้สึกสบายหรือให้ถึงจุดที่ตึงกดนิ่ง ค้างไว้ประมาณ 1-3 วินาที แล้วผ่อนคลายประมาณ 1 วินาที 3.กดพื้นที่ต่อพื้นที่(ระยะห่างระหว่างจุดที่กดกับจุดถัดไปประมาณ1-1.5มม.)กดมาเรื่อยๆ ตามจุดที่รู้สึกว่าเป็นร่องกล้ามเนื้อพอถึงข้อพับกดร่องกล้ามเนื้อมัดล่างด้านในจนถึงรักแร้ 4.กดพื้นที่ต่อพื้นที่(ระยะห่างระหว่างจุดที่กดกับจุดถัดไปประมาณ1-1.5มม.) กดมาเรื่อยๆ ตามจุดที่รู้สึกว่าเป็นร่องกล้ามเนื้อพอถึงข้อพับกดร่องกล้ามเนื้อมัดล่างด้านในจนถึงรักแร้ 145 5.กดพื้นที่ต่อพื้นที่(ระยะห่างระหว่างจุดที่กดกับจุดถัดไปประมาณ1-1.5มม.) กดต่อมาเรื่อยๆ ตามจุดที่รู้สึกว่าเป็นร่องกล้ามเนื้อพอถึงข้อพับกดร่องกล้ามเนื้อมัดล่างด้านในจนถึงรักแร้ 6.กดพื้นที่ต่อพื้นที่(ระยะห่างระหว่างจุดที่กดกับจุดถัดไปประมาณ1-1.5มม.)กดมาเรื่อยๆ ตามจุดที่รู้สึกว่าเป็นร่องกล้ามเนื้อพอถึงข้อพับกดร่องกล้ามเนื้อมัดล่างด้านในจนถึงรักแร้ 7.อาสาสมัครยกแขนขึ้นแขนตรง แขนชิดหูมากที่สุดเท่าที่ท าได้ดัดมือพับไปด้านหลังพร้อมกับ หายใจเข้าทางจมูกให้เต็มปอดแล้วนิ่งไว้3-5วินาทีเท่าที่ท าได้แล้วหายใจออกทางปากยาวจนหมดพร้อมกับคลายมือที่ดัดไปหลัง ท าซ้ า3รอบ 146 3. เส้นลมปราณปอด เริ่มกดจากข้อมือด้านในบริเวณกึ่งกลางระหว่างนิ้วโป้งกับนิ้วชี้ ตรงร่องที่ชิดกับเส้นเอ็นกลางแขนด้านในมาทางนิ้วโป้ง กดมาเรื่อยๆตามจุดที่รู้สึกว่าเป็นร่องกล้ามเนื้อจนถึงจุดข้อพับบริเวณศอกเรียกว่า จุดฉื่อเจ๋อ จากนั้นกดเข้าร่องกล้ามเนื้อมัดนอกจนสุดกระดูกหัวไหล่ แล้วกดเลาะอ้อมข้างกระดูกหัวไหล่ลงมากดเขี่ยตรงจุดรอยต่อระหว่างกระดูกไหปลาร้ากับรักแร้ เรียกว่า จุดจงฝู่ จากนั้นอาสาสมัครยกแขนขึ้น แล้วหายใจเข้าจมูก ผ่อนออกปาก 3 ครั้ง (กรณีที่ไม่มีเวลาสามารถกดจุดฉื่อเจ๋อ หรือ จุดจงฝู่ หรือกดทั้งสองจุดแทนเส้นลมปราณปอดทั้งเส้นได้) ภาพแสดงเส้นลมปราณปอด(ที่มา : ใจเพชร กล้าจน. 2553) จุดจงฝู่ จุดฉื่อเจ๋อ เส้นลมปราณปอด 147 เทคนิคการกดจุดเส้นลมปราณปอด 1.เริ่มกดจากข้อมือด้านในบริเวณกึ่งกลางระหว่างนิ้วโป้งกับนิ้วชี้ ตรงร่องที่ชิดกับเส้นเอ็นกลางแขนด้านในมาทางนิ้วโป้ง ระยะห่างจากฐานข้อมือ 2 นิ้วมือเรียง ชิดกัน 2.ใช้นิ้วหัวแม่มือกด มุมที่กดตั้งฉากกับจุดที่กดโดยงอนิ้วหัวแม่มือให้ตั้งฉาก กดลงน้ าหนักแรงเท่าที่รู้สึกสบายหรือให้ถึงจุดที่ตึงกดนิ่ง ค้างไว้ประมาณ 1-3 วินาที แล้วผ่อนคลายประมาณ 1 วินาที 3.กดพื้นที่ต่อพื้นที่(ระยะห่างระหว่างจุดที่กดกับจุดถัดไปประมาณ1.0-1.5ม.ม.)กดมาเรื่อยๆ ตามจุดที่รู้สึกว่าเป็นร่องกล้ามเนื้อจนถึงจุดข้อพับบริเวณศอกเรียกว่า จุดฉื่อเจ๋อ 4. กดมาเรื่อยๆ ตามจุดที่รู้สึกว่าเป็นร่องกล้ามเนื้อแขนด้านหน้ามัดนอก 148 6.กดเลาะอ้อมข้างกระดูกหัวไหล่ลงมากดเขี่ยตรงจุดรอยต่อระหว่างกระดูกไหปลาร้ากับรักแร้ เรียกว่า จุดจงฝู่ จ านวน 3-5 ครั้งเท่าที่รู้สึกสบายแล้ว 7.อาสาสมัครยกแขนขึ้นแขนตรง แขนชิดหูมากที่สุดเท่าที่ท าได้ดัดมือพับไปด้านหลังพร้อมกับ หายใจเข้าทางจมูกให้เต็มปอดแล้วนิ่งไว้3-5วินาทีเท่าที่ท าได้แล้วหายใจออกทางปากยาวจนหมดพร้อมกับคลายมือที่ดัดไปหลัง ท าซ้ า 3 รอบ 5.กดเข้าร่องกล้ามเนื้อมัดนอกจนถึงปลายสุดกระดูกหัวไหล่ 149 4. เส้นลมปราณล าไส้ใหญ่ เริ่มกดจากจุดเจียนอวี่ บริเวณร่องบุ๋มใต้กระดูกหัวไหล่ตรงกลางแขนด้านนอก กดตรงลงมาเรื่อยๆ พอถึงข้อศอก สามารถงอแขนเพื่อให้กดได้ง่าย แล้วใช้นิ้วโป้งกดกลางแขนด้านนอกออกมาเรื่อยๆ จนถึงข้อมือ กดเขี่ยระบายพิษที่ข้อมือสักพักแล้วเลื่อนมากดที่จุดเหอกู่ ซึ่งอยู่ระหว่างนิ้วโป้งกับนิ้วชี้ วัดเข้ามาด้านหลังมือ 1 ข้อนิ้วโป้งชิดกับกระดูกนิ้วชี้ จากนั้นรีดออกไปทางนิ้วชี้ นิ้วโป้ง นิ้วกลาง จากนั้นอาสาสมัครยกแขนแนบหู แล้วหายใจเข้าจมูก ผ่อนออก 3 ครั้ง (กรณีที่ไม่มีเวลา สามารถกดจุดเจียนอวี่หรือจุดเห๋อกู่ หรือกดทั้งสองจุดแทนเส้นลมปราณใหญ่ทั้งเส้นได้) ภาพแสดงเส้นลมปราณล าไส้ใหญ่ (ที่มา : ใจเพชร กล้าจน. 2553) จุดเจียนอวี่ จุดเหอกู่ 150 เทคนิคการกดจุดเส้นลมปราณล าไส้ใหญ่ 1.เริ่มกดจาก จุดเจียนอวี่ บริเวณร่องบุ๋มใต้กระดูกหัวไหล่ตรงกลางแขนด้านนอก 2.ใช้นิ้วหัวแม่มือ หรือนิ้วทั้งสี่กด มุมที่กดตั้งฉากกับจุดที่กดโดยงอนิ้วหัวแม่มือให้ตั้งฉากกดลงน้ าหนักแรงเท่าที่รู้สึกสบายหรือให้ถึงจุดที่ตึงกดนิ่ง ค้างไว้ประมาณ 1-3 วินาที แล้วผ่อนคลายประมาณ 1 วินาที 3.กดตรงลงมาเรื่อยๆ พอถึงข้อศอก สามารถงอแขนเพื่อให้กดได้ง่าย 4.กดกลางแขนด้านนอกออกมาเรื่อย ๆ 151 6.แล้วเลื่อนมากดที่จุด เหอกู่ ซึ่งอยู่ระหว่างนิ้วโป้งกับนิ้วชี้ วัดเข้ามาด้านหลังมือ 1 ข้อนิ้วโป้งชิดกับกระดูกนิ้วชี้ จากนั้นรีดออกไปทางนิ้วชี้ นิ้วโป้ง นิ้วกลาง 7.อาสาสมัครยกแขนขึ้นแขนตรง แขนชิดหูมากที่สุดเท่าที่ท าได้ดัดมือพับไปด้านหลังพร้อมกับ หายใจเข้าทางจมูกให้เต็มปอดแล้วนิ่งไว้3-5วินาทีเท่าที่ท าได้แล้วหายใจออกทางปากยาวจนหมดพร้อมกับคลายมือที่ดัดไปหลัง ท าซ้ า3รอบ 5.กดกลางแขนด้านนอกมาเรื่อยๆ จนถึงข้อมือ กดเขี่ยระบายพิษที่ข้อมือ ประมาณ 3-5 วินาที 152 5. เส้นลมปราณซานเจียว ซาน แปลว่า สาม เจียว แปลว่า ชุมทาง ดังนั้นเส้นลมปราณซานเจียว จึงเป็นเส้นชุมทางของพลังงานสามส่วน ได้แก่ ช่องท้อง ช่องอกและช่องเชิงกราน เริ่มกดจากชายผมที่ห่างจากหู ไปทางด้านหลังประมาณหนึ่งข้อนิ้วมือ กดลงมาข้างคอ กดร่องกลางบ่า กดตรงมาเรื่อย ๆ ที่หัวไหล่และแขนตรงจุดที่รู้สึกว่าเป็นร่องกล้ามเนื้อ จนถึงเฉียดด้านในของปุ่มกระดูกแขนด้านนอก จากนั้นก็จะถึงข้อมือ กดเขี่ยระบายพิษที่ข้อมือ แล้วกดรีดออกนิ้วนาง จากนั้นอาสาสมัครยกแขนแนบหูแล้วหายใจเข้าจมูก ผ่อนออกทางปาก 3 ครั้ง (กรณีที่ไม่มีเวลาสามารถกดจุดว่ายกวานแทนการกดเส้นลมปราณซานเจียวทั้งเส้นได้ จุดว่ายกวานอยู่ตรงจุดที่วัดขึ้นไปจากข้อมือแขนด้านนอกสองนิ้วมือเรียงชิดติดกัน ห่างจากกึ่งกลางแขนด้านนอกไปทางนิ้วก้อยประมาณครึ่งข้อนิ้วมือหรือ 1 ร่องเส้นเอ็น) ภาพแสดงเส้นลมปราณซานเจียว (ที่มา : ใจเพชร กล้าจน. 2553) จุดซานเจียว จุดว่ายกวาน 153 เทคนิคการกดจุดเส้นลมปราณซานเจียว 1.เริ่มกดจากชายผมที่ห่างจากหู ไปทางด้านหลังประมาณหนึ่งข้อนิ้วมือ 2.กดลงมาข้างคอ กดร่องกลางบ่า กดตรงมาเรื่อยๆ ที่หัวไหล่ 3.กดที่ร่องรอยต่อระหว่างกระดูกหัวไหล่กระดูกไหปลาร้าและกระดูกสะบัก เขี่ยประมาณ 1-3 ครั้ง 154 4.กดตรงมาเรื่อย ๆ ตามแขนตรงจุดที่เป็นร่องกล้ามเนื้อมัดหลัง 5.กดตรงลงมาจนถึงจุดรอยบุ๋มของข้อศอก กดเขี่ย 1-3 ครั้ง แล้วกดลงมาเรื่อยๆ ตามร่องกล้ามเนื้อด้านในของกระดูกแขนด้านนอก 6.กดลงมาเรื่อยๆ จนเฉียดปุ่มกระดูกแขนด้านนอก ตรงจุดว่ายกวานอยู่ตรงจุดที่วัดขึ้นไปจากข้อมือแขนด้านนอกสองนิ้วมือเรียงชิดติดกัน ห่างจากกึ่งกลางแขนด้านนอกไปทางนิ้วก้อยประมาณครึ่งข้อนิ้วมือหรือ 1 ร่องเส้นเอ็น 155 7.กดต่อมาตามร่องของเส้นเอ็นระหว่างนิ้วนางกับนิ้วก้อย กดรีดออกไปทางปลายนิ้วนาง 8.อาสาสมัครยกแขนขึ้นแขนตรง แขนชิดหูมากที่สุดเท่าที่ท าได้ดัดมือพับไปด้านหลังพร้อมกับ หายใจเข้าทางจมูกให้เต็มปอดแล้วนิ่งไว้3-5วินาทีเท่าที่ท าได้แล้วหายใจออกทางปากยาวจนหมดพร้อมกับคลายมือที่ดัดไปหลัง ท าซ้ า3รอบ 156 6. เส้นลมปราณล าไส้เล็ก ยื่นแขนซ้ายออกไปด้านหน้า ใช้นิ้วมือขวาอ้อมไปกดจากปลายสะบักด้านหลัง กดพื้นที่ต่อพื้นที่ เลื่อนเข้ามาหากลางสะบัก แล้วกดต่อเนื่องออกมาที่แขน กดตรงไปเรื่อย ๆ ตามจุดที่รู้สึกว่าเป็นร่องกล้ามเนื้อจนถึงข้อศอกกดต่อไปเรื่อยๆตรงข้างกระดูกส่วนที่เป็นร่องกล้ามเนื้อระหว่างรอยต่อของหน้าแขนกับหลังแขนด้านนิ้วก้อยจนถึงโคนนิ้วก้อย กดรีดออกไปจนสุดนิ้วก้อย จากนั้นอาสาสมัครยกแขนขึ้น แล้วใช้นิ้วทั้ง 5 ของมือขวา ก านิ้วมือทีละนิ้วของมือซ้ายดึงให้เข้าที่จนครบทุกนิ้ว จากนั้นใช้มือขวาดัดมือซ้ายไปทางด้านหลังแรงเท่าที่รู้สึกสบาย ประมาณ 3 ครั้ง แล้วหายใจเข้าจมูกผ่อนออกปาก 3 ครั้ง (กรณีที่ไม่มีเวลาสามารถกด จุดโฮ่วซี แทนการกดเส้นลมปราณล าไส้เล็กทั้งเส้นได้ จุดโฮ่วซี อยู่ตรงกึ่งกลางระหว่างหน้ามือกับหลังมือด้านนิ้วก้อย บริเวณโคนของกระดูกนิ้วก้อยชิ้นที่สาม นับจากปลายนิ้วเข้าไปแล้ววัดเข้ามาด้านข้อมือครึ่งข้อนิ้วมือ หรือถ้าหงายมือทั้งสองข้างแล้ววางชิดกัน เราจะเห็นลายมือที่มีลักษณะคล้ายเรือหรือคล้ายธนู จุดโฮ่วซีจะวัดจากกึ่งกลางเรือหรือกึ่งกลางธนูมาทางข้อมือครึ่งข้อนิ้วมือ) ภาพแสดงเส้นลมปราณล าไส้เล็ก (ที่มา : ใจเพชร กล้าจน. 2553) จุดโฮ่วชี 157 เทคนิคการกดจุดเส้นลมปราณล าไส้เล็ก 1.ยื่นแขนซ้ายออกไปด้านหน้า ใช้นิ้วมือขวาอ้อมไปกดจากปลายสะบักด้านหลังใช้นิ้วทั้งสี่เริ่มกดจากจุดปลายสะบักกดพื้นที่ต่อพื้นที่ เลื่อนเข้ามาหากลางสะบัก 2.กดพื้นที่ต่อพื้นที่จากกลางสะบัก แล้วกดต่อเนื่องออกมาที่แขน 3.กดตรงไปเรื่อยๆ ตามจุดที่เป็นร่องกล้ามเนื้อจนถึงข้อศอก 158 4.กดต่อไปเรื่อย ๆ ตรงข้างกระดูกส่วนที่เป็นร่องกล้ามเนื้อ ตรงขอบกระดูกแขนด้านนอกด้านล่าง 6.กดต่อไปเรื่อย ๆ ตามร่องสันมือ ถึงจุดโฮ่วซี ซึ่งอยู่ตรงกึ่งกลางระหว่างหน้ามือกับหลังมือด้านนิ้วก้อย บริเวณโคนของกระดูกนิ้วก้อยชิ้นที่สาม นับจากปลายนิ้วเข้าไปแล้ววัดเข้ามาด้านข้อมือครึ่งข้อนิ้วมือ กด 1-3 วินาที และเลื่อนไปตามโคนนิ้วก้อยกดรีดออกไปจนสุดนิ้วก้อย 5.กดต่อไปเรื่อย ๆ ตรงข้างกระดูกส่วนที่เป็นร่องกล้ามเนื้อระหว่างรอยต่อของหน้าแขนกับหลังแขนด้านนิ้วก้อยจนถึงข้อมือ 159 7.อาสาสมัครยกแขนขึ้นแขนตรง แขนชิดหูมากที่สุดเท่าที่ท าได้ดัดมือพับไปด้านหลังพร้อมกับ หายใจเข้าทางจมูกให้เต็มปอดแล้วนิ่งไว้3-5วินาทีเท่าที่ท าได้แล้วหายใจออกทางปากยาวจนหมดพร้อมกับคลายมือที่ดัดไปหลัง ท าซ้ า3รอบ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน