สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน คนจนที่มีแบบ ตอน 6.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน คนจนที่มีแบบ ตอน 6 เข้าสู่บทเรียน หนังสือ คนจนที่มีแบบข้อ 21 ต้องแยก มโนปวิจาร มโนคือจิต วิจารคือลีลาบทบาท ลีลาของโลกีย์คือเคหสิตะ ลีลาของโลกุตระคือเนกขัมมะ ต้องมาหาอเทวนิยม คือไม่มีสอง อเทวะ อเดอิซึ่ม กับ เทวะ เดอิซึ่ม ใครเข้าใจธรรมะ 2 แบ่งไม่ได้โดยเฉพาะจิตที่มีเวทนา 2 ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) ล.10 ข.60 ภวันติคือทำสำเร็จผล คนนั้นคือคนบรรลุธรรมของศาสนาพุทธ ถ้าเป็นศาสนาเทวนิยมก็คือศาสนาที่ยังมี 2 เพราะฉะนั้นศาสนาที่มีสองก็คือศาสนาที่มี 1. มีท้าวมหาพรหม 2. มีบริวารของท้าวมหาพรหม ขาดกันไม่ได้ ถ้าเหลือแต่ท้าวมหาพรหมไม่มีบริวาร ก็จะไปเทียบกับอะไรเป็นหนึ่ง ไม่มี 2 ให้เปรียบเทียบ ศาสนาพุทธนั้นทำ 1 เทียบได้ว่า 1 นี้ไม่เป็น 2 เมื่อไม่เป็นสองก็หมดเมถุน หมดความเป็นทาสคู่ หมดความเป็นภาวะคู่ ก็ไม่มีการเกิด หนึ่งเดียวไม่มีเกิด ไม่มีผลอะไรเกิดเลยเหมือน ฉิ่งข้างเดียว ตบมือข้างเดียว วืดๆๆ ยิ่งไปหา 0 เลย จบ ส่วนศาสนาที่มีสองนั้นมันมียิ่งมากขึ้นเป็น 4 เป็น 8 เป็น 16 เป็นเท่าไหร่ๆทับทวีขึ้นไปอีกเยอะ 2 นั้นมันไม่มีดับ มันมีแต่ขยายผล จึงเป็นศาสนาที่ไม่มีจบ เป็นศาสนาที่ไม่พ้นทุกข์ ไม่พ้นสองคือไม่พ้นสุขไม่พ้นทุกข์ ถ้ามีสุขอยู่คือมีทุกข์ตลอดกาลนาน ไม่มีจบสิ้น เพราะฉะนั้นต้องดับทุกข์หรือดับเหตุแห่งทุกข์ คือ สุขนี่เองตัวร้ายกาจ ที่จริง พยัญชนะ สุขคือ ความว่าง มันไม่มีหรอกสุข มันเป็นสุขขัลลิกะ เท็จ สุขโกหกจริงๆมันไม่มี มีแต่สุ กับ ข ตัว ข แปลว่าว่าง ว่างต่างหากดี ไปมีสวรรค์นั่นแหละมันเป็นเท็จ ทุกข์นี่แหละคือสุข ทุกข์นี้ ก.ไก่มาก่อน เป็นเจ้าของไข่นะ ไก่เป็นอัตตา
อ่านต่อ
อัตตนียาของไข่นะ ไปบอกว่าไข่เกิดก่อนไก่ไม่ได้ เพราะไก่เป็นเจ้าของไข่ ถ้าไม่มีไก่ ไข่เกิดได้อย่างไร หากไม่มีไก่ ไข่ก็ไม่มีอะไรฟัก ไข่ก็เน่า
(21) แยก“สมมุติสัจจะ”กับ“ปรมัตถสัจจะ”กันยังไม่ได้ มันก็หลงเพี้ยนไปยึดเอา“สมมุติสัจจะ”กันที่“เสียง” อยู่กับ“รูปธรรม”หรือ“วัตถุธรรม”คือ“เสียง”แท้ๆ งมหลงอยู่ตรงนั้น ไม่ได้ลึกเข้ามาหาความเป็น“จิต-เจตสิก”เลย ยิ่งเป็น“เวทนา”ก็ยิ่งต้องมี“ปัญญา”ละเอียดลึกเข้าไปอีกอย่างสำคัญมาก เมื่อหลงผิดกันก็งมจมอยู่แต่กับ“ทางเขาวงกต”วนอยู่แต่ใน“ความเป็นทาง” ออกจาก“ทาง”ไม่ได้เลย คำว่ามัชฌิมาปฏิปทา มีสองคำ คือ มัชฌิมา คือกลาง กับ ปฏิปทา คือการปฏิบัติ แต่เขาเอาไปรวมกันเป็นคำเดียวคือบอกว่าทางสายกลาง ที่จริงมันไม่ใช่ทางปฏิบัติ ทางคือการเดินสิ่งที่พาไป กลางคือไม่ไปข้างนั้นข้างนี้ อยู่ตรงนี้ไม่มีปลาย ไม่มีอันตา ไม่มีโต่งไปข้างไหน ทำให้สำเร็จ ความเป็นกลาง มันต้องรู้สภาวะถึงขั้น อารมณ์หรือเวทนาหรืออาการ หากข้างนี้มันสุขมันทุกข์ มันเป็นโทมนัสโสมนัส ข้างนี้มันกลางแต่บำเรอสุขอย่างโลกีย์ คุณเรียกสุขเหมือนกันแต่ห่างไกลสุขโลกุตระ ที่เป็นสุขที่ไม่มีสุข สุขที่สูญจากสุข ขอยืมพยัญชนะมาเรียกเท่านั้นว่าสุข เพื่อให้รู้ว่าสุขคือสบายใจ คือประโยชน์ของจิต ในโลกุตระเห็นว่าไม่สุขไม่ทุกข์คือประโยชน์ของจิต หากพยัญชนะไม่ถูก พยัญชนะไม่ถูกสภาวะด้วยก็สับสนปนเปกันเละเทะ ก็เลยปฏิบัติผิด พยัญชนะผิด สภาวะยิ่งปนเละ ความว่าง แบบเคหสิตอุเบกขาเวทนา กลางๆเหมือนกันแต่เคหสิตะ แล้วมันต่างจากเนกขัมมะอย่างไร เนกขัมมสิตอุเบกขากับเคหสิตอุเบกขา สภาวะต่างกันอย่างไร แม้อุเบกขาเหมือนกันนะ มันว่างเหมือนกันเฉยเหมือนกันนะ แต่ที่ไปที่มาองค์ประกอบต่างกัน โลกียะได้มาเพราะบำเรอกิเลสมันก็เลยสบายใจชอบใจ จนกระทั่งมันเบื่อแล้วก็วางพักยก มันพอแล้วมันเบื่อแล้วมันก็วางเป็นธรรมชาติ มันชินชา มันก็ไม่เอาอีก มันว่างอย่างพักยกมา เดี๋ยวมันก็อยากใหม่ก็ต้องไปหามาดิ้นรนมาให้มันเกิดสุขอีก ไม่ได้มาก็เกิดทุกข์ ความสุขความทุกข์มันจึงคู่กัน ได้มาเสพก็สุขใจคุณก็อยู่กับโลกีย์ไม่เคยจบ พักยก คนหลงว่าอุเบกขาพักยก บางคนไปฝึกฝนนั่งสะกดจิตอุเบกขาได้เก่ง เลยเก่งจนกระทั่งลืมตามาก็มีจิตอุเบกขาเฉยๆได้ ได้เหมือนกันมันเก่งมันทนได้ ยั่วยวนอย่างไรก็ทนได้เพราะฝึกฝนจิตให้มันจับกันแน่นควบแน่นมั่นคงแข็งแรง กระทบก็ได้ผล เลยหลงว่าอันนั้นคือนิโรธ ว่าอันนั้นคือความดับ หลงว่าอันนั้นคือความหลุดพ้นเป็นวิมุติ นี่คือสายสมถะหลงอย่างนี้ หากคุณไปฝึกมากๆฝึกนั่งสะกดจิตคุณก็ได้ ได้อย่างเป็นความหลอก คนสะกดจิตไว้นานก็ได้นาน หากสะกดได้จนกระทั่งนานจนนึกว่าตัวเองนี่ไม่มีกิเลสแล้วนิโรธแล้ว แล้วก็มีชีวิต 200 ปีตายคุณก็ตายไปอย่างที่คุณนึกว่าคุณบรรลุ ความหลงที่คุณหลงว่าบรรลุนี้ก็ตกอยู่ในภพชาติไป ตายแล้วไม่มีดินน้ำไฟลม ตายแล้วไม่มีดินน้ำไฟลมความรู้สึกของคุณก็เกาะแน่นอยู่ตรงนั้น อย่างอาฬารอาบส ได้อากิญจัญฯ เป็นนิโรธ ส่วนอุทกดาบสได้เนวสัญญาฯเป็นนิโรธ ตายแล้วก็สบายนิโรธไม่รับรู้ได้นาน หากเป็นคนเป็นก็ตื่นมามีตาหูจมูกลิ้นกายมันก็ตื่นมารับรู้ แต่หากตายไปแล้วมันก็ไม่มีตาหูจมูกลิ้นกาย จมอยู่ในจิต ตายแล้วไม่ต้องลุกขึ้นมากินน้ำ ตายแล้วไม่ต้องไปทำงาน ตายแล้วไม่ต้องไปทำอะไร เพราะฉะนั้นคุณก็สบายนะ คุณก็จมอยู่ในนั้นอีกกี่ล้านปี จมอยู่ตรงนั้นไม่มีจริงๆ คุณหายไปเลยมีแต่ความรู้สึก จิตของคุณมีเวทนาชนิดที่หลงว่าเป็นนิโรธ หากไม่มีอะไรมาสะกิดคุณเลย เมื่อตายไปมันนานมากไม่รู้กี่กัปป์ พระพุทธเจ้าจึงบอกว่าฉิบหายหนอตายไปแบบนั้น หากคุณมีขันธ์ 5 ก็ต้องตื่นมา เขาเคยมีคนสะกดจิต เข้านิโรธแบบนั้นได้ เก่งสุด 45 วัน เขาเคยทดสอบกัน เอาให้สะกดจิตเข้านิโรธ แล้วเอาใส่ลังฝังดินได้ 26 วันแล้วก็เอาขึ้นมาปรากฏว่ายังไม่ตาย เขาก็พิสูจน์กัน เอาที่เคยอ่านเคยเจอเขาเล่ามา แต่ไม่เคยไปพิสูจน์ทดสอบ อาตมาเองก็นั่งหลับตาเป็น ทำมาหนักหนาเหมือนกัน ก็ไม่ได้พูดโดยที่ตัวเองไม่เป็นเหมือนหมาเห็นองุ่นเปรี้ยว เหมือนพระพุทธเจ้าไปเรียนรู้กับ อาฬารดาบส อุทกดาบส ท่านก็ทำได้แต่บอกว่าไม่ใช่ทางบรรลุ ไปงมในฌาน 7 8 แบบหลับตาทำไม พูดกันทุกวันนี้ อย่าไปหลงสะกดจิตแบบนั้น ศาสนาพุทธต้องลืมตาปฏิบัติ มีตาหูจมูกลิ้นกายมากระทบสัมผัสเป็นเหตุปัจจัย ไม่ใช่การสะกดจิตลงไปให้เป็นหนึ่ง แต่สมาธิของพุทธนั้น รู้อะไรทุกอย่างหมดเลย แต่ว่าจิตนั้นไม่มีกิเลส แม้ที่สุดอาสวะอนุสัยก็ไม่มี แล้วรู้ตัวเองว่าอนุสัยคืออะไร อาสวะคืออะไร ก็ดับมันจนไม่ให้มันเกิดอีก ไม่ให้มันเกิดอีกเลย อย่าง นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) ไม่มีทางจะเกิดอีกเลย อย่างนี้คือสมาธิ จิตแข็งแรงตั้งมั่น อย่างลืมตาสัมผัสแล้วอยู่เหนือเลย คนอื่นพ่ายแพ้คนอื่นสู้ไม่ได้ แต่ผู้อื่นเขามีลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส เขาก็มีกัน แต่เราอยู่เหนือหมดเลย อย่างไม่ได้หนี อย่างรู้หมดเลย ลูบหัวล้าน ลาภ ยศ สรรเสริญ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส เล่นเลย ทำอะไรไม่ได้ เหมือนเด็กน้อยถูกผู้ใหญ่จับหัวเอาไว้ เขาก็ชกมาแขนมันก็ไม่ถึงผู้ใหญ่ แข็งแรง ไม่ได้หนีแต่มีสติเป็นอธิปไตย มีปัญญาเป็นความอยู่เหนือ มีธรรมะ 2 มีสติกับปัญญา สติมีความแรง มีความตื่นรู้ รู้ทุกอย่าง อย่างไม่ได้หนีไม่ได้หลบเข้าภพ เราเองเห็นยิ่งกว่าเขาด้วย มีสติเต็มที่ แล้วมีพลังปัญญาอยู่เหนือเป็นอุตระ โลกียะเหมือนเด็กน้อย ไอ้หนู เอ็งจะออกแรงเท่าไหร่ก็ตามใจเถอะ แสดงทั้งซุ่มเสียงสำเนียง ภาษา ลีลาท่าทางขยายให้ถึงสภาวะธรรม ทำไมไม่ฉลาดยิ่งกว่านี้นะ อาตมาไม่ว่าโง่ ทำไมไม่ฉลาดกว่านี้ ให้อาตมาอธิบายยากทำไม สรุปเข้าเป้าว่า สมมติสัจจะไม่รู้ ปรมัตถ์สัจจะไม่รู้เพราะว่ามันวิปลาสผิดเพี้ยนไป
เพราะ“ทิฏฐิวิปลาส” ความเข้าใจผิดเพี้ยน การกำหนดหมายจึงผิดเพี้ยนตาม“สัญญาวิปลาส” ที่สุด“จิตก็วิปลาส”ไปตาม“ทิฏฐิ” ตาม“สัญญา”ที่ปฏิบัติผิดเพี้ยน ต้อง“พ้นวิปลาส 3”นี้ให้ได้ ไม่เช่นนั้นจะยิ่ง“วิปลาส 4”กันไปใหญ่ ซึ่ง“วิปลาส 4”มันก็เสียหายทำชีวิตเลอะเทอะเละเทะแย่ ได้แก่ 1. วิปลาสในภาวะไม่เที่ยง(อนิจจัง)ว่าเที่ยง(นิจจัง) 2. วิปลาสในภาวะที่เป็นทุกข์(ทุกขัง)ว่าเป็นสุข(สุขัง) 3. วิปลาสในภาวะที่ไม่เป็นตัวตน(อนัตตา)ว่าเป็นตัวตน(อัตตา) 4. วิปลาสในภาวะที่ไม่น่าได้น่ามีน่าเป็น(อสุภ)ว่า น่าได้น่ามีน่าเป็น(สุภ) หรือ“ไม่งาม(อสุภ)”ว่า“งาม(สุภ)”[พตปฎ. เล่ม 21 ข้อ 49] คนเป็นอรหันต์บอกว่า ทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นที่ตั้งอยู่ ทุกข์เท่านั้นที่ดับไป คนไม่เป็นอรหันต์ก็บอกว่ามันต้องมีสุขบ้างมันก็เลยไม่ถูกทาง มันถุงขี้ผูกโบว์ มันหนังควายหุ้มขี้ ไปเห็นว่างามอยู่ได้ หนังควายมันหลอกนะ ที่จริงมันขี้ มันขี้ผูกโบว์เอาไว้นะ นั่นคือ ต้องปฏิบัติให้“จิตไม่มีอาการสุข-ไม่มีอาการทุกข์” จิตเป็น“อุเบกขา” ด้วย“ปัญญา”อันยิ่งของตนเอง แม้ผู้ใดจะทำจิตได้ถึงขั้น“ไม่มีอาการสุข-อาการทุกข์” ก็จะต้องไม่ยึดมั่นถือมั่นว่า“จิตอย่างนี้”เป็นของเราอีกที ถ้ายัง“ยึด”จิตเฉยๆกลางๆอยู่ก็ไม่สิ้น“ภพ”จบ“ชาติ” “ความยึด”นี่แหละคือ “สุดยอดแห่ง“อาการจิต”ที่ต้องศึกษาใน“อาการ-ลิงคะ-นิมิต-อุเทศ”ให้รู้จักรู้แจ้งรู้จริง จึงจะ“ปล่อยวางสภาวะ”นั้นๆได้จริง สำเร็จจบไม่มี“ภพ-ชาติ” คือ ไม่มีภพ-ชาติของนรก-ของสวรรค์,“ไม่ทุกข์-ไม่สุข” หากไปนั่งหลับตาสะกดจิตไว้ มันชั่วคราว ไม่เผชิญหน้าของจริงแล้วจับตัวโจร มันทำให้เอาโจรใส่ลังหลายชั้นแล้วใส่กุญแจไม่รู้กี่ชั้น แล้วนึกว่าโจรไม่มีแล้ว จะฆ่าต้องเห็นตัวเห็นตน อย่างสัมผัสปัจจุบันเห็นๆ ปฏิบัติตามลำดับตั้งแต่มีศีลก่อน ศีลไปตามลำดับ ถ้าทำเป็นแล้วมันจะไปได้เป็นลำดับ ศีลทำให้ถึงจิตเป็นอธิจิต มีปัญญาช่วย นิโรธ วิมุติไปเรื่อยๆ ตามขั้นตอน พระพุทธเจ้าสอนอย่างมีสวากขาตธรรมแต่ไม่เข้าใจก็หนีเข้าป่าถ้ำ มันเลยผิดเพี้ยนไปทุกวันนี้ แล้วก็ไปนั่งสะกดจิตให้มันเฉยๆกลางๆ ความยึดหรือนี่แหละคือสุดยอดแห่งอาการจิตที่จะต้องศึกษา ศึกษาในอาการลิงคะ นิมิต อุเทศ อาการมันเคลื่อนไหว ไม่มีแสงสีเสียงให้เห็นหรอก แต่มันจะมีอาการเคลื่อนของจิต อาการเคลื่อนของกาย คือภายนอกก็มีกายวิญญัติ มันเคลื่อนไหวรวมดิน น้ำ ไฟ ลมภายนอกหรืออาการพูดคือวจีวิญญัติ มันก็ละเอียดกว่ากายแต่คุณจะต้องรู้ไปถึง มโนวิญญัติ ถึงจะรู้ วิการรูป 5 คือ ลหุตา มุทุตา กัมมัญญตา กายวิญญัติ วจีวิญญัติ หากไม่รู้แม้กายก็ไม่รู้รูป วิการรูป 5 นี้ได้หรอก ทุกวันนี้ไปเรียนหลงจิต 89 121 ไปโน่น แต่ไม่รู้รูป 28 ไปหลงเรียนจิต 121 ไม่ต้องเลย มาเรียนรู้รูป 28 กับ นาม 5 นักอภิธรรมติดตรรกะภาษา หลงภาษาเหตุผล ปรัชญา เก่ง สำนักอภิธรรม น่าสงสารไปติดในภาษาพยัญชนะกัน ไม่เข้าหาสภาวะธรรม เมื่อไม่รู้ในอาการว่ามันเป็นอย่างไร คุณก็ไม่สามารถที่จะรู้ลิงคะ ลิงคะ คือความแตกต่างของธรรมะ 2 อาการอย่างนี้คือรูป อาการอย่างนี้คือนาม เป็นธรรมะ 2 อาการอย่างนี้คือเวทนาคือความรู้สึก แยกความรู้สึกอย่างนี้คือความรู้สึกโลกีย์ ความรู้สึกเก๊ อย่างนี้คือความรู้สึกแท้ ความรู้สึกที่รู้ความจริงตามความเป็นจริง เช่น เราสัมผัสกล้วย ลิ้นไปลิ้มรสกล้วย ถ้ารสมันเป็นอย่างไรกล้วยลูกนี้ เจ๊กไทยฝรั่งแขกสัมผัสความรู้สึกอันนี้ที่เป็นรสแท้ก็อันเดียวกันหมด จะเรียกเป็นภาษาอะไรก็แล้วแต่ หารสหวานก็หวาน จะเรียกภาษาไหนก็แล้วแต่ สภาวะ ก็หวาน แต่คนโง่มีสภาวะเวทนา 2 เป็นความรู้สึกมีอาการสุขทุกข์ เป็นความรู้สึกเก๊ ความรู้สึกปลอม อย่างนี้ชอบ อย่างนี้ไม่ชอบ ความชอบนี้มันเก๊ ไม่ชอบมันเก๊ แต่ถ้าสัมผัสแล้วมันกลางๆเป็นเคหสิตอุเบกขาแต่พอดีตรงกันกับเนกขัมสิตอุเบกขาเวทนา กลางเหมือนกันแต่นัยต่างกัน นัยอุเบกขาพักยกกลางๆ อีกหน่อยมันก็เกิดความชอบความชังอีก เพราะเชื้อของความชอบความชังไม่ได้ล้าง แต่เนกขัมมสิตอุเบกขามันล้างเชื้อของความชอบความชังไปอย่างนิรันดร แต่นี่ไม่ได้ล้าง ตัวตนของ เคหสิตอุเบกขา จนมันไม่เกิดอีกอย่าง อสังกุปปัง คุณไม่ได้ทำจริง วันหนึ่งมันก็เวียนกลับเพราะไม่ได้ล้างตัวนี้ออก ไม่ได้กำจัดมันจนหมดสิ้นไม่เหลือเชื้อเศษอะไรเลย คุณไม่ได้ทำอย่างสัมมาทิฏฐิถูกต้องแบบพระพุทธเจ้า นี่เป็นเงื่อนไขหลักของศาสนาพุทธ การปฏิบัติไม่มีผัสสะเป็นปัจจัยแล้วเห็นกิเลสหยาบ แล้วก็ล้างกิเลสหยาบ ก็อยู่กับกิเลสที่มันหยาบนั่นแหละ แต่เราอยู่เหนือมันได้ ก็ต้องล้างตัวที่มันได้เหลือลงมาอีกเป็นกิเลสระดับกลาง ล้างกามราคะ ต่อ ล้างได้อีกก็เหลือรูปราคะ ล้างรูปราคะต่อ เหลืออรูปราคะอีก จนหมด แล้วสัมผัสกับมันอีกคุณก็อยู่เหนือมันได้ จิตมันตั้งมั่นไม่หวั่นไหวไม่เปลี่ยนแปลงเลย นิจจัง ทุวัง สัสสตัง ไม่ใช่หนีจากมัน ศาสนาพุทธไม่ได้หนีจากมัน ศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่มีพลังงาน เป็นพลังงานฌาน แปลว่าไฟ ไฟมันเย็นรึ? มันร้อนต่างหาก การทำฌานของพุทธ มีพลังงานไฟแล้วกำจัดพลังงานไฟที่เป็นไฟราคะโทสะโมหะ มันสู้ไฟฌานไม่ได้ ฌานเป็นไฟสลายมันได้ เรียกภาษามาเรียกพลังงานอุณหธาตุว่าไฟ พลังงานของราคะโทสะโมหะก็เป็นไฟเป็นอุหณธาตุ แต่พลังงานไฟฌานเหนือกว่า ทำลายไฟราคะโทสะโมหะได้ สร้างพลังงานไฟที่มันเหนือกว่าไฟราคะโทสะโมหะได้ ต้องรู้อาการ รู้ความแตกต่างลิงคะ รู้เครื่องหมายนิมิต ที่มันเป็นฌาน ไปทำลายไฟราคะโทสะโมหะได้ คุณก็สัมผัสได้ ไฟราคะมันมีเมื่อสัมผัสเหตุมันก็เกิด แต่คุณสามารถทำให้เกิดพลังงานไฟฌานไปทำลายไฟราคะโทสะโมหะอย่างเป็นของจริงหลัดๆ แต่หากไปนั่งหลับตาสะกดจิต มันก็ไม่มีเหตุให้เกิดไฟราคะโทสะโมหะ มันก็ไม่เกิดไฟฌาน ก็ไม่ได้สร้างไฟฌานที่ร้อนยิ่งกว่าไฟราคะโทสะโมหะ ไฟฌานของพระพุทธเจ้าจึงร้อนยิ่งกว่าราคะโทสะโมหะ มีอำนาจที่สูงกว่า มันจึงกำจัดราคะโทสะโมหะได้ นี่พูดเป็นภาษาไทยให้ฟังง่ายๆ สภาวะมันเป็นเช่นนี้ หากไปนั่งหลับตาสะกดจิตให้มันเย็นสบาย มันคนละไฟ ไม่ใช่ไฟฌาน ยังดีนะ ในพจนานุกรมบาลี ยังแปล ฌานว่า ไฟ ว่าเพลิง แต่ทำไมเขาไปทำแบบฌานแช่แข็งตู้น้ำแข็ง ไม่ใช่ ฌานคือ ไฟกองใหญ่ที่มีอำนาจสูงกว่าราคะโทสะโมหะ ไม่ใช่ตู้เย็น เมื่อไม่รู้อาการ ลิงค นิมิต นิมิตคือเครื่องหมาย คุณเข้าใจว่าอย่างนี้คือไปทางไหนคือไฟราคะ ไฟฌาน มันเป็นอย่างนี้ทำลายไฟราคะได้ คุณต้องมีของจริงทำให้เห็นด้วยญาณปัญญาของตน มันไม่มีตัวตนอะไรหรอก แต่มันมีพลังปัญญาที่คุณจะต้องเห็น เห็นความแตกต่างคือ ลิงคะ เห็นตัวสภาวะ นิมิตเครื่องหมายมันเป็นอย่างนี้ ตามอุเทศที่อาตมาอธิบาย ขยายความให้เข้าใจให้ฟังแล้วเอาไปปฏิบัติ ผู้เข้าใจก็ไปเห็นรูปนาม ก็ใช้นามของคุณให้เห็นรูป เห็นสิ่งที่ถูกรู้พวกนี้ ต้องไปทำให้อาการ ลิงค นิมิต ใครเห็นก็เป็นของจริงจึงจะปล่อยวางและเห็น สลายสภาวะนั้นได้จริงสำเร็จจบ ไม่มีภพ ไม่มีชาติ ไม่มีนรก ชาติของนรกสวรรค์ไม่มี ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข ศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่ดับทุกข์ดับสุข ดับเหตุแห่งทุกข์ ไปมัวดับเหตุแห่งสุขมันไม่ดับหรอก มันชอบ จึงบอกว่าดับทุกข์ก็แล้วกันทุกข์กับสุขมันอันเดียวกัน เมื่อมันดับเหตุแห่งทุกข์ สุขมันก็หมดไปด้วย พระพุทธเจ้าฉลาดอย่างนี้ หากไปมัวดับเหตุแห่งสุข จ้างก็ไม่ดับ มันไม่สนใจ ก็บอกมันทุกข์ไง คุณจะต้องเข้าใจว่าสุขคือทุกข์ สุขมันเป็นเท็จ แต่คุณก็ไปหลงว่ามันเป็นความจริง สัจจะมีอย่างเดียวคือทุกข์อริยสัจ ไม่ใช่มีสุข คนโง่เห็นเป็นสุขเท็จอยู่ ท่านถึงเรียกทุกข์ว่าทุกข์อาริยสัจ เรียกสุขว่าสุขขัลลิกะ (22) ไม่มี“สวรรค์-นรก”ในจิตคือ “ไม่มีภพ-ไม่มีชาติ”ขั้นต้น เพราะ“ภพ”ก็ดี “ชาติ”ก็ดี ปุถุชนทั้งหลายที่“อวิชชา” ยังไม่รู้จักรู้แจ้งรู้จริงความเป็น“ภพ”เป็น“ชาติ”นั่นเอง สวรรค์ก็เป็น“ภพ” นรกก็เป็น“ภพ” ที่ผู้“อวิชชา”ทำ กรรมใดที่ยัง“อวิชชา” จึงเป็น“การกระทำ(กรรม)”ที่มีความเป็น“ชาติ” เป็น“นรก” เป็น“สวรรค์” ถ้าไม่เป็น“นรก(ทุกข์)” ไม่เป็น“สวรรค์(สุข)”ก็คือ “ไม่ทุกข์-ไม่สุข(อทุกขมสุขหรืออุเบกขา)” ซึ่ง“ไม่ทุกข์-ไม่สุข”นี้แหละเป็นได้ตามธรรมชาติของชีวิตสามัญของปุถุชน เรียกว่า “เคหสิตอุเบกขาเวทนา”อยู่นะ หากไปหัดสะกดจิตได้เก่งเป็นเคหสิตอุเบกขาเวทนาก็ได้แบบนั้น เพราะสามัญทั่วไปของปุถุชน“ไม่ทุกข์-ไม่สุข”นั้นคือ “ความรู้สึกกลางๆเฉยๆ”ที่มีเป็นธรรมดาของปุถุชนสามัญเป็น“สมมุติธรรม”ชาวโลกียะ เป็นการ“พักยก”ของอารมณ์ ยังไม่ถึงขั้นเป็น“ปรมัตถธรรม”ของชาว“โลกุตระ”เลยมันต้องเรียนรู้ปฏิบัติฝึกฝนอบรมกันมี“ทฤษฎี”หรือ“ทิฏฐิ”สำคัญของพระพุทธเจ้ากันจริงๆ ต้องรู้จักรู้แจ้งละเอียดลึกไปถึง“ธรรมนิยาม 5 ”ด้วย“ปัญญา”กันทีเดียวจึงจะรู้จริง ยืนยันทั้งสภาวะแต่ละคนและภาษาที่สื่อตรงกันไม่ขัดแย้งกัน มันจะมีทั้ง“สมมุติสัจจะ”กับมีทั้ง“ปรมัตถสัจจะ” ยืนยันตรงกัน เป็น“สัจจะมีหนึ่งเดียว”ได้แท้ด้วย“ธรรมะ 2” ยิ่งยืนยันมากมายหลากหลายเท่าใดก็ยิ่งเป็นของแท้ ดังนั้น ถ้าผู้ใดไม่มี“ภูมิแห่งความรู้”ที่สามารถพูดกันถึงสภาวะของ“อุตุนิยาม-พีชนิยาม-จิตนิยาม-กรรมนิยาม-ธรรมนิยาม”กันได้อย่างสามารถสื่อรู้เรื่องชี้บ่งสภาวะรองรับ เข้าใจตรงกันได้ ก็ไม่สามารถจะผ่าน“อจินไตย”นี้
(23) ไม่มี“สุข-ทุกข์”ในตนคือ ไม่มีของตัวของตนยืนพื้น ยิ่งมีเวลาดำเนินชีวิตคบคุ้นอยู่ร่วมกันสัมผัสสัมพันธ์กันนาน ยิ่งนานก็ยิ่งสามารถยืนยันมี“พฤติสัจจะ”ที่รู้กันได้แท้ ซึ่งเป็นภาวะที่ต้องศึกษาเรียนรู้อบรมฝึกฝนกันจนกระทั่งรู้จักรู้แจ้งรู้จริง“จิต-เจตสิก-รูป-นิพพาน”ด้วย“ปัญญาธาตุ”ร่วมกัน ที่ผู้มี“ปฏิปทา”มี“วิธีปฏิบัติ”หรือมี“ทางปฏิบัติ”ไปสู่“ความเป็นกลาง” คือ“ไม่มีสุข-ไม่มีทุกข์” ปฏิบัติแล้วเกิด“ความเป็นกลาง”ของจิตในจิต โดยเฉพาะใน“เวทนา”ตนเองกันจริงๆ ล้วนมี“อาการ-นิมิต-อุเทศ”อันสามารถอ่าน“อาการ-นิมิต”ของแต่ละคนตรงกันชนิดไม่มี“ลิงคะ”จริงๆ จึงจะมี“สภาวะ”ยืนยัน“ความรู้สึก”หรือ“เวทนา”ของ“จิต-เจตสิก-รูป-นิพพาน”ที่ทุกคนสามารถถ่ายทอดเรียนรู้“ความรู้สึก”ของกันและกันไปมาได้ เวทนาเก๊กับเวทนาแท้ หากคนมีสภาวะก็สื่อได้ตรงกัน เป็นสัจจะอันเดียวกันพูดก็ตรงกัน สัจจะเป็นหนึ่งเดียว พูดไปก็ใช่ ก็ไม่แย้งอะไรเลย คนไม่เคยฟังอาตมาก็แย้ง
610527_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ คนจนที่มีแบบ ตอน6