สื่อธรรมะพ่อครู(สุขภาพบุญนิยม) ตอน พ่อครูเป็นตัวอย่างผู้มีสุขภาพดีด้วย 8 อ_.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(สุขภาพบุญนิยม) ตอน พ่อครูเป็นตัวอย่างผู้มีสุขภาพดีด้วย 8 อ. _1803อายุ 84แล้ว วันนี้ทำไมพ่อท่ๅนยังดูสดและแข็งแรงจังเลยครับ พ่อครูว่า…มันห้ามกันไม่ได้นะ ก็ไม่รู้จะทำอย่างไรอายุ 84 ก็เป็นความจริงไม่ได้เป็นมุขอะไร จะเต็ม 84 ปีในวันที่ 5 มิถุนายนนี้แล้ว เวลาตกฟาก 7 โมงกว่า ประมาณ 7 โมงครึ่ง พระบิณฑบาต กลับวัดพอดี แม่บอก ไม่รู้นาฬิกา ก็เห็นแต่หลังพระเดินกลับวัดไวๆ ก็ประมาณเอา ทำไมสดชื่นแข็งแรง จะบอกว่าปล่อยไปตามยถากรรมก็ไม่ใช่ อาตมาพากเพียร ที่จะทำให้ตัวเองแข็งแรงอายุยาวยืน พยายามทั้งทางจิตและเหตุปัจจัยภายนอก ดูแลโดย 8 อ. ใครเคยได้ยินได้ฟังมา ตั้งแต่ อิทธิบาท อารมณ์ อาหาร อากาศ ออกกำลังกาย เอนกาย เอาพิษออก อาชีพ พยายาม เราก็มีความรู้ว่า อิทธิบาทคืออะไร อิทธิบาทคือความพยายาม 1. ต้องมีความยินดีพอใจ ฉันทะ อันนี้เป็นพลังที่จะให้เกิด ไม่ใช่พลังให้เสื่อม พลังให้เจริญให้พัฒนาการ คืออิทธิบาท ก็ต้องมีใจยินดี อะไรไม่ยินดีก็ต้องพยายามทำใจให้ยินดีกับมัน เป็นตัวแรก เด็กๆฟังไว้ มาเรียนที่นี่หากไม่ยินดีอย่าทำ เปลี่ยนใจและพยายามทำให้อารมณ์ดียินดี ยินดีหมายความว่าอะไร ทำใจให้ยินดีก็หัดทำใจให้มันยินดี มันพอใจ และมันชื่นใจกับสิ่งนี้ น่าได้น่ามีน่าเป็นกับสิ่งนี้ เรียกว่ายินดี 2. แล้วก็มีวิริยะ ขยันหมั่นเพียรอุตสาหะ ใช้กำลังวังชา พยายาม 3. จิตตะ มีใจเท่าไหร่ก็โถมใส่เข้าไปในนี้ มีใจเท่าไหร่ก็ทุ่มโถมใส่เข้าไป เอาใจเต็มโถมไปใส่เลย 4. วิมังสา คือตรวจสอบ เอาสาระที่เราคิดว่าควรจะได้ควรจะเป็น มังสะคือเนื้อ วิ คือยิ่ง วิมังสาคือเนื้อยิ่งๆ สาระแก่นแท้ของมัน ที่มันใช่นี่มันดียิ่งแล้ว ถูกต้องที่สุดแล้ว แล้วเราก็ตรวจสอบให้ได้เรื่อยๆเสมอๆ และถูกต้อง คือฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา คืออ
อ่านต่อ
ิทธิบาท 4 เป็นความหมายเป็นภาษาธรรมะของศาสนาพุทธ ของศาสนาอื่นลัทธิอื่นจะมีอย่างไรอาตมาไม่เก่ง ก็รู้แต่ของพุทธ เขาอาจจะมีดีกว่านี้ก็ได้ เราก็ไม่รู้
จากฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา เป็นอ.แรก
อ.ต่อมา อารมณ์ จะได้ขยายความอีกยาวหน่อย ขอพักไว้ อารมณ์เกี่ยวกับจิตวิญญาณ ขอเก็บพักไว้ก่อน ขออธิบายต่อคำอื่น
อาหาร คือ สิ่งที่กินเข้าไป เรียกว่ากวฬิงการาหาร จะให้สังขารร่างกายเรามีชีวิตต่อไปได้ อาหารคือคำข้าว แปลง่ายๆ หรือกับแกงอะไรที่ใส่ปากกิน ให้มันไปสังเคราะห์ทำงานเป็นอัตโนมัติของธรรมชาติของชีวะ ในร่างกายเรา ให้เรามีชีวิตต่อไปเรื่อยๆ แม้อาหาร พระพุทธเจ้ากล่าวละเอียดต่อไปอีก อาหารที่ทางโลกเรียกว่าอาหารคือโภชนาการ เอาธาตุอย่างนั้นอย่างนี้ เช่น นี่สับปะรด มะม่วง หรืออะไรที่มีสารอาหารมีวิตามินอะไร ที่ร่างกายต้องการเราก็เอาเข้าไป สิ่งที่ควรจะได้ ใส่เข้าไปให้มันได้สัดส่วน ให้มันได้เพียงพอ ก็เป็นธรรมดาธรรมชาติ เราก็ทำอยู่แล้ว เราก็มีปฏิภาณปัญญาอย่าให้มันมากไป อย่าให้มันเกินไปอย่าให้มันมีพิษ อย่าให้มันไม่เข้าท่า มันไม่ถูกต้องไม่ดีงาม เอาสิ่งที่มันไม่มีพิษสิ่งที่มันดี มากไปหรือน้อยไปก็ไม่ดี ให้พอดี ก็เรียกว่าอาหารคือคำข้าว อาหารมี 4 อย่าง คือ 1.กวฬิงการาหาร 2.ผัสสาหาร คือการกระทบทางตา หู จมูก ลิ้นกาย ตากระทบรูป หูกระทบเสียง จมูกประทบกลิ่น ลิ้นกระทบรส รสต่างๆ กายสัมผัสเย็นร้อนอ่อนแข็งเบาแรงต่างๆ นี่คือการสัมผัสทางทวารนอกทั้ง 5 เรียกว่า กามคุณ 5 ก็ให้รู้จักสัมผัสเหล่านี้มันทำให้เราเกิดกิเลส อันนี้แหละจะต้องเรียนให้สำคัญ นอกจากอันนี้ที่สัมผัสแล้วเกิดกิเลสในจิตวิญญาณแล้ว กิเลสมีลักษณะเรียกว่าเจตนา มโนสัญเจตนา เจตนาไปในกาม ตั้งแต่ของหยาบ กามหรือโอฬาริกอัตตา เกี่ยวกับสัตว์ เกี่ยวกับข้าวของ เกี่ยวกับพืช เกี่ยวกับวัตถุต่างๆดินน้ำไฟลม เกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้ มันควรได้ควรมีควรเป็น หรือไม่ควรจะเอามาเป็นของเรา ยิ่งไม่ใช่ของเราเลย ของคนอื่นเป็นสิทธิ์ของคนอื่น ไปเอาของที่ไม่ใช่ของเราที่เขาคิดว่าเป็นของเขา แล้วเขามีสิทธิ์เป็นของเขาโดยถูกต้องด้วย อันนี้ผิดนะ ผิดทั้งทางโลกทั้งทางธรรม ท่านก็อย่าไปประพฤติกระทำสิ่งที่ไม่ดีเป็นสิ่งผิด มันอยากได้ตั้งแต่ของหยาบ จนกระทั่งอยากได้ในรสชาติ รูปสวย เสียงเพราะ ถูกใจ กลิ่นอย่างนี้ชอบใจพอใจ ลิ้นรับรส เปรี้ยวหวานอะไรที่ชอบใจ หรือ เย็นเกินไปร้อนเกินไปแข็งเกินไป สัมผัสเย็นร้อนอ่อนแข็งเกี่ยวข้องพวกนี้ เราก็อย่าไปยึด ว่าจะต้องได้แค่นี้ๆ มันมากเรื่องเกินไป หากมันได้พอสมควรที่จะเป็นประโยชน์ใช้มาปรุงแต่งสมควรเท่านั้นแล้วก็พอ แต่หากไม่รู้จักพอเกินไป มากเท่าไหร่ ไม่รู้จักพอแล้วตะกละตะกลามหอบหวงไว้ ทั้งที่ตัวเองก็ไม่ได้กินใช้อะไร ตะกละตะกลามขี้โลภเห็นแก่ได้ อธิบายทางด้านเศรษฐศาสตร์ก็คือ เป็นคนเห็นแก่ตัวที่ทำลายเศรษฐกิจโลก ทำร้ายคนอื่นทำลายสังคมประเทศชาติ พวกที่ตะกละตะกลามโลภมาก เป็นคนทำลายที่น่าเกลียดที่สุด ในจิต ที่เป็นตัวเหตุปัจจัยอธิบายเล็กๆน้อยๆ ก็ต้องมาดู สรุปคืออย่าไปตะกละตะกลามโลภโมโทสันมาให้แก่ตัวเองมากนัก เสร็จแล้วก็ควรจะมีความขยันสร้างสรรพึ่งพาตัวเองให้รอด โดยเฉพาะ ถ้ายิ่งอยู่กับหมู่ฝูง อย่างชาวอโศก พึ่งพากันได้แล้วไม่ไปเบียดเบียนคนอื่นโดยที่เราสร้างสรรได้มากให้เกินที่ตัวเองกินใช้ ก็ไปเป็นประโยชน์ต่อคนอื่น ตัวเองก็เป็นคนมีคุณค่าเป็นคนมีประโยชน์ อย่างนี้เป็นต้น เป็นเหตุเป็นผล เป็นสิ่งที่ชัดเจน เป็นสิ่งที่เกิดความจริงประเสริฐสูงส่ง ที่เราต้องเรียนรู้และฝึกฝนปฏิบัติให้ได้ อย่างนี้เรียกว่าเราจะต้องเข้าใจการอยู่กับสังคม แล้วก็สร้าง อาหาร คำนี้ท่านแปลว่า เครื่องอาศัยทั้งที่กินเข้าไปข้างในและบริโภคไปในร่างกาย อาศัยข้างนอกด้วยว่าอุปโภค ที่ไม่ใช่อาหารที่กินเข้าไป สิ่งที่อาศัยภายนอกมีเยอะแยะมากกว่าที่กินเข้าไปข้างในมากเลย อุปโภคมีเยอะ ก็เป็นเครื่องอาศัยที่เราจะต้องแบ่งกันใช้ให้พอประมาณ เราใช้พอประมาณอย่าไปโลภเอามาเยอะจนคนอื่นขาดแคลน เราก็พยายาม ถ้าคนเรามีจิตใจศึกษาความจริงพวกนี้ได้และรู้จักจัดสรรให้พอเหมาะพอดี สังคมก็อยู่กันอย่างไม่แย่งชิง ไม่เดือดร้อนกันไม่ฆ่าแกงกัน โดยเฉพาะมาเรียนรู้ทางจิต 8 อ. อาตมาไล่มาแค่อาหาร
ต่อมาก็ อากาศ อากาศสดชื่น อากาศไม่มีพิษไม่มีมลพิษ อากาศดี มีค่าของอากาศสูง มีออกซิเจนมาก อะไรอย่างนี้เป็นต้น เป็นอากาศที่บริสุทธิ์สะอาดสดดี เพื่อจะได้หายใจเข้าไป อยู่ด้วยทั้งภายนอกภายในอากาศดี มันดีหมด
ออกกำลังกาย อันนี้ก็ขี้เกียจกันจังเลย ไม่ค่อยจะพยายาม ยิ่งพวกหนุ่มสาวกำลังดีแข็งแรง พวกหนุ่มสาวแข็งแรงก็ประมาท เราควรจะออกกำลังกายกันให้ดีพอเหมาะพอสม หนุ่มสาวออกกำลังกายอย่างอื่นเยอะก็จริง ก็ควรจะออกกำลังกาย ถ้าอายุมากขึ้นเรามีคนช่วยมากขึ้นก็ต้องออกกำลังกายของเรา เมื่อเราอายุมากขึ้นก็จะมีคนช่วยเหลืออนุเคราะห์สนับสนุนส่งเสริมช่วยเยอะขึ้น เราก็ต้องออกแรงก็ต้องเคลื่อนไหวก็ต้องทำงาน ให้ร่างกายมี Exercise ต้องทำให้พอเหมาะพอสม ไม่เช่นนั้นก็ไม่เกิดการเคลื่อนไหวก็เกิดการเสียหาย ลักษณะทางฟิสิกส์มันก็จะหนืดและตกตะกอนจับตัวแข็ง และก็สูญเสียเสื่อมไป ออกกำลังกายจึงควรอย่างยิ่งที่จะต้องทำเสมอ ยิ่งอายุมากขึ้นก็ต้องเติมให้เขาให้พอเหมาะพอดี
เอาพิษออก ความรู้ทางการแพทย์ทั้งแผนปัจจุบันและแผนอื่นๆก็รู้ดีแล้ว แม้แต่การทำให้เหงื่อเราออกก็เป็นการเอาพิษออก
เอนกาย ต้องให้พอเหมาะพอดี มากไปหรือน้อยไปก็ไม่ดี ต้องเรียนรู้เรื่องติดหลับติดนอน อาตมาขอยืนยัน อาตมาได้ปฏิบัติประพฤติมา ทุกวันนี้อาตมาไม่มีกิเลสติดนอน มีแต่ถูกบังคับให้นอน กิเลสติดนอน มันเป็นจิตที่มันอร่อย มันจะเป็นอารมณ์ที่เคยอธิบายไว้ เป็นอารมณ์ซึมๆ เหมือนกับนอนหลับแล้วตื่นมาปวดเยี่ยว ก็เกรงว่าอารมณ์ที่กำลังนอนหลับซึมซึมอร่อยๆจะหายไป ก็เลยค่อยๆคลำไปหาส้วม อย่าให้อาการนี้มันหายไป อาตมาเห็นจากเพื่อนผู้ชาย เขาตายไปแล้ว เขาว่า เสียดายอารมณ์นอน มันอร่อยกำลังมัน แต่กำลังปวดเยี่ยว ก็ต้องลุกไปเยี่ยวก็เลยต้องรักษาอารมณ์นี้ไว้ ค่อยๆเดินคลำไปถึงส้วมแล้วก็ไปเยี่ยว แล้วก็ให้อารมณ์นี้มันยังอยู่กลับมานอนต่อ เสร็จแล้วมันก็ยังหายไปเลย มันรู้ตัว มันติดความงัวเงีย อาการงัวเงียมันซึม มันอร่อย ใครนึกออกบ้างไหมอารมณ์อันนี้ นี่แหละคือตัวกิเลสมันเป็นอารมณ์ชนิดหนึ่ง ซึ่งคนเหล่านี้หลับก็หลับสิ หยุดหลับไป ตื่นก็ตื่นใสใส งัวเงียจะตื่นนั้นไม่มี มีแต่แจ่มใสสว่างกับหลับไป มีแต่ตื่นกับหลับหลับกับตื่น บางคน งัวเงียมากหรือน้อยซึมมากหรือน้อย นั่นคือกิเลสติดหลับติดนอน คือนิทรารามตา
อาชีพ เป็นข้อสุดท้าย อาชีพที่เป็นพิษเป็นภัยมีเยอะ มันซับซ้อน เป็นพิษเป็นภัยมีเยอะ อาชีพที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้มี 5 ขั้น เป็นมิจฉาชีพทั้ง 5 อธิบายไปก็จะลึกซึ้งไป กุหนา ลปนา เนมิตกตา นิปเปสิกตา ลาเภนลาภังนิชิคิงสนตา ผู้ที่พ้นมิจฉาชีพทั้ง 5 ได้นี้สุดยอดแล้ว อาชีพที่ไม่เป็นบาปเป็นพิษภัยไม่ร้ายแรงไม่เป็นโทษภัยกับใครเลย มีแต่ดีกับดีอย่างเดียว ถ้าหากพ้นมิจฉาชีพทั้ง 5 ข้อ ชาวอโศก ที่อาตมาเอาธรรมะพระพุทธเจ้ามาสอนให้ปฏิบัติ ชุมชนชาวอโศกนี้ มาปฏิบัติแล้วมีคนที่พ้นมิจฉาชีพทั้ง 5 พ้นได้ เป็นอาชีพที่ดีที่สุดของมนุษยชาติในโลก กุหนา นี้ชั่วมาก เลวทุจริต ขี้โกง รุนแรงโหดร้ายเลย ทุกอย่างกุหนา โลภมากมาย หรือแม้แต่หลงรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส จัดจ้าน อารมณ์สนุกสนานจัดจ้านก็กุหนา มันชอบสนุกสุดมันส์สุดสะใจ สุดยอดๆ พวกนี้เป็นนรกทั้งนั้นท่านเรียกว่า ขิฑฑาปโทสิกะ คือมันยินดีครึกครื้นในใจ ถึงขั้น sadism และ masochism พวก sadism เห็นคนอื่นถูกทำรุนแรงจะชอบ พวก masochist คือพวกที่ตนเองถูกทำรุนแรงและชอบใจ พวกฮาร์ด จะ Hard Rock hardcore อะไรก็แล้วแต่ พวกนี้พวกแรงหนักหนาสาหัสเกินไป เป็นนรก หากเลิกในความ Hard เลิกทุกอย่างที่ไม่ดี สั่งสมจิตไม่ดีเป็นพิษภัยต่อตนเองและโลก เรียนรู้ธรรมะให้ละเอียดลออแล้วเลิกละ จนสุดท้ายรู้จักอาชีพ (พ่อครูไอ ช่วยตัดออกด้วย) สมณะเดินดินว่า..เรามาดูตัวอย่างการทำให้ตัวเองอายุยืนทำได้อย่างไร ก็ดูตัวอย่างของพ่อครูว่าอายุ 84 ปีแล้วสุขภาพอย่างดี เมื่อกี้นี้จบลงที่คนเราหากชอบรุนแรงก็คงอายุไม่ยืนเท่าไหร่ หากลดความรุนแรงลงมาน่าจะเป็นทำให้อายุเรายืนยาวขึ้น พ่อครูว่า...ลปนา ก็หยาบชั่ว รองลงมาจากกุหนา ไม่ขยายความเท่าไหร่ ลปนาคือความหยาบความชั่ว รองจากกุหนา กุหนาแรงเท่าไหร่ก็รองลงมา เนมิตกตา คือเรียนรู้กิเลสของเรานี่แหละ กิเลสหยาบตัวแรกเรียกว่าอบาย จัดการตัวนี้ก่อนเป็นขั้นๆ ศาสนาพุทธนั้นมีลำดับเป็นน่าอัศจรรย์ ก็ทำให้หมดอีก หยาบที่เหลือก็ทำอีกให้ลดไป แล้วก็ทำอันที่รองลงไปอีก ลดชั่วประพฤติดี ลดกิเลสให้กิเลสหมดไปเรื่อยๆ เนมิตกตาคือทำอย่างตั้งใจ ไม่ใช่ทำเสี่ยงโชคเสี่ยงทาย ทำอย่างตั้งใจทำอย่างควรจะได้ตามเหตุปัจจัย เรียกว่าไม่ใช่ทำทางเสี่ยงโชค เนมิตกะ ไม่ว่าเสี่ยงโชคเสี่ยงทาย ทำตาม Roadmap ทำตามแผนไปตามลำดับเรียกว่า เนมิตกตา ระดับที่ 4 พ้นจากอาชีพชั่วที่ไม่ดีมาแล้วถึงขั้นพ้นเนมิตกตา แล้วอย่าเอาคนดี ความดีของเรา ไปรับใช้คนผิดหรือคนชั่วเลย อย่าเอาตัวเราไปรับใช้คนผิดคนชั่ว จงเอาตัวเราไปร่วมหากจะรับใช้ก็รับใช้คนดี อยู่กับคนดี อย่าไปรับใช้คนชั่ว จะมาให้เกียรติยศอย่างไรให้เงินทองเท่าไหร่ก็อย่าไปรับใช้คนชั่ว เรียกว่า นิปเปสิกตา อย่าเอาตัวเราไปเสียศักดิ์ศรีรับใช้คนชั่ว เราดีแล้วเราก็ต้องมาช่วยคนดีมาอยู่กับคนดี คนยิ่งดีกว่าเรา เราก็ต้องอยู่กับคนที่ดีกว่าเรา จะได้ช่วยทำให้เราดียิ่งขึ้น อาชีพนิปเปสิกตาก็ยังไม่ดีที่สุดอยู่ เราดีแล้วแต่ยังไปรับใช้บริษัทที่ขี้โกงที่เอาเปรียบสังคม ทำสิ่งที่มอมเมาสังคมเอาเปรียบสังคม เราก็ไม่ไปทำด้วยแม้จะได้ลาภ ยศ สรรเสริญอะไรเราก็ไม่เอา ให้มาทำงานอยู่กับหมู่กลุ่มที่ทำอย่างดีดีกว่า เรียกว่าพ้นมิจฉาชีพข้อที่ 4 เราดีแล้วก็ต้องอยู่กับคนดี อย่าไปร่วมกับคนชั่วเป็นอันขาด มิจฉาชีพข้อที่ 5 สุดยอดเลย อาตมาถึงบอกว่าไม่มีศาสนาไหนสอนหรอก มีศาสนาพุทธศาสนาเดียวที่สอน คนที่ยังทำงานอยู่แล้วยังรับสิ่งตอบแทน รับรายได้ตอบแทน เป็นมิจฉาชีพ คนทำงานยังมีเงินเดือนนั้นเป็นมิจฉาชีพอยู่ทั้งนั้น เห็นไหม ฟังแล้วน่ากลัว คนจะหาได้หรือทำงานแล้วไม่ได้วัตถุตอบแทนเลยมีหรือ อโศกมี ทำงานฟรี มาดูได้เลย ไม่รับสิ่งตอบแทนเป็นของตัวเอง ทำงานแล้วเสียภาษีร้อยเปอร์เซ็นต์เข้ากองกลาง แล้วก็แบ่งกันกินกันใช้อยู่ในนี้ มีน้อยก็กินน้อย มีมากก็กินเท่าที่พอมีกินได้ แล้วเอาแต่พอดี ไม่ตะกละตะกลาม ก็ช่วยกันสร้างช่วยกันกินช่วยกันใช้ซึ่งเป็นสุดยอดทำงานฟรี ทำงานแล้วไม่ต้องกังวลไม่ต้องคิดรายได้ เราทำให้คุ้มที่ตัวเองกินใช้ให้พอ ดูแรงงานแรงความรู้แรงความคิด ของพวกเราที่ราคาแล้วคุ้มกว่าที่เรากินใช้วันๆหนึ่ง เกินนั้นก็เอาไว้ส่วนกลาง หรือเอาไปแบ่งแจก มีวิธีบริหารแจกจ่าย เรามีหน้าที่สร้างสรรให้มากให้เกิน เอาเข้ากองกลาง จึงเป็นสังคมที่สุดยอด สังคมทำงานฟรี ทำงานแล้วไม่เอารายได้มาเป็นของตัวของตนอีกเลย เป็นสังคมที่ไม่รับสิ่งตอบแทนไม่รับสิ่งที่เป็นรายได้ให้แก่ตัวเองแล้ว ทำฟรี แล้วมาอยู่กับหมู่กลุ่มที่ดี มาบริหารทรัพย์สินส่วนกลางร่วมกัน ผู้ที่มีหน้าที่บริหารเข้าบริหารผู้ที่มีหน้าที่ทำก็ทำ อย่างพวกเรามีหน้าที่ทำก็ทำไป รายได้มีมาก็เข้ากองกลาง จัดสรรไป เรามีหน้าที่ทำงาน ใครจะมีหน้าที่เอาไปแลกเปลี่ยนหมุนเวียนก็ว่ากันไป อย่างนี้เป็นต้น นี่คืออาชีพที่พระพุทธเจ้าสอนไว้ ถึง 5 ขั้น พิสูจน์ได้ อาตมาเอาธรรมะพระพุทธเจ้ามาพิสูจน์เป็นสังคมสาธารณโภคี เป็นชื่อที่พระพุทธเจ้าตั้งนะไม่ใช่อาตมาตั้ง คือทุกอย่างเป็นของสาธารณะและบริโภคร่วมกัน โภคี เพื่อการบริโภค บริโภคกองกลางร่วมกัน กินแบ่งใช้ร่วมกันและก็ไม่ไปคิดเล็กคิดน้อย เรามีกินมากใช้มากแล้วได้ใช้น้อย ไม่ใช่ เรามีปัญญา จริงเหรอสร้างได้มากเอาเข้ากองกลางได้มาก คนอื่นก็ได้ประโยชน์จากแรงงานของเราจากความสามารถของเรานี่แหละ ให้คนอื่นได้มากๆมันก็ยิ่งดี และไปคิดทำไมล่ะ เราเป็นประโยชน์ต่อคนอื่นได้ยิ่งมากเท่าไหร่มันก็ยิ่งดี ไม่ไปคิดเล็กคิดน้อยว่าของเราทำนะเราเป็นคุณค่ามากมีประโยชน์มากต่อชุมชน คนอื่นไม่รู้จักตอบแทนบุญคุณเรา ไม่ต้องคิดเลย สัจจะ จะเป็นเครื่องจัดสรรเองอย่าไปเสียเวลาคิด มันมีวิบากกรรมในจิตวิญญาณคน มันเป็นผลของมันด้วยกรรม อันนี้แหละ
610521_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ตอบปัญหาพาให้สุขภาพดีด้วย 8 อ.