สื่อธรรมะพ่อครู(พิธีกรรม) การสวดมนต์ไม่ใช่ของศาสนาพุทธ.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(พิธีกรรม) การสวดมนต์ไม่ใช่ของศาสนาพุทธ _การสวดมนต์หรือมนตรานี้คุณคนนี้แสดงกระทู้ว่ากันกระทบกันในเว็บพันทิพ การสวดมนต์....(มันตรา) มีมาแต่เดิม ก่อนพระพุทธเจ้าโคดมเกิด (พ่อครูว่า...แต่ก่อนนี้ไม่มีวิธีการบันทึกตัวอักษร ก็ใช้วิธีการสวด เพื่อท่องจำกัน แต่มันก็จะผิดพลาดกันก็เลยมีการท่องสวดแบบสังคีติ คือ คนสวดพร้อมกันเพื่อให้ตรงกัน แต่อีกแบบคือสวดแบบสังคายนาคือ มีคนสวด 1 คน ส่วนคนอื่นก็ฟังว่าถูกหรือไม่ถ้าผิดก็ทักท้วงกัน เป็นการวิเคราะห์วิจัยตรวจสอบให้สมบูรณ์ อะไรที่บกพร่องก็ตรวจสอบเป็นมติใหม่ไปเรื่อยๆ ยึดถืออันที่เป็นมติหมู่ ที่ต่างคนต่างเห็นว่าพร้อมกันเป็นหนึ่งเดียวกัน การสวดมนต์ที่ผิดเพี้ยนไปเพราะว่าไปคิดว่าการสวดนั้นจะบันดาลให้เกิดอะไรขึ้น ได้สวรรค์วิมานอะไรก็ได้ แต่ถ้าสวดเพื่อรักษาสิ่งที่ดีเอาไว้มันก็ดีอยู่แล้ว ถ้าจะท่องจำสวดไว้ให้ดีแล้วเอาไว้ใช้กับตัวเองหรือเอามาเผยแพร่ ให้คนอื่นใช้มันก็ดี แต่ทีนี้เอาบทมนต์มานี่ 1. เอาอย่างแย่คือเอามาสวดหากิน เอามาสวดเป็นสินค้า เพื่อให้ได้สิ่งแลกเปลี่ยนออกมา ได้เงินทองลาภ ได้ข้าวของ นั่นหยาบสุดแล้ว 2.ได้คนนับถือชั้นยศว่าคนนี้เก่งสวดจำได้เก่ง ยกย่อง 3. เอาไปทำเป็นของขลัง สวดแล้วจะมีฤทธิ์เดช มีอำนาจบันดาลให้เราได้ อันโน้นอันนี้ในอนาคต สวดไปจะเกิดพลังศักดิ์สิทธิ์ อันนี้เละเทะเลย ปั้นเองฟุ้งซ่าน มันไม่เกิดอย่างนั้นได้หรอก สวดแล้วจะได้เกิดฤทธิ์เดชอะไร มันไม่มี คนที่เพ้อเจ้อสวดแล้วจะได้กุศลได้บุญได้ขึ้นสวรรค์ ได้เป็นอันนั้นอันนี้ในอนาคต เละเทะหมดเลย เพราะฉะนั้นในประเด็น ที่จะหลอกล่อให้ได้อย่างนั้นอย่างนี้ เหมือนธรรมกายเขาหลอกล่อนี่ เละเทะหมดเลย เป็นการปู้ยี่ปู้ยำความจริง สิ่งที่ดีสิ่งที่ประเสริฐให้ฉิบหายและเข้าใจผิดกัน
อ่านต่อ
หมดเลย ผู้ที่ทำสิ่งที่ดี บทมนต์คำสอนที่ดีของพระพุทธเจ้าของพระศาสดา จะต้องศึกษาไว้จำไว้ แล้วเอามาปฏิบัติมาฝึกฝนให้เป็นไปตามนั้น ความเป็นคนก็จะรักษาสิ่งประเสริฐเอาไว้ได้ แต่ถ้าเอามาฟุ้งซ่านเพ้อพก จะได้รูปธรรมนามธรรมอะไร เป็นวิมานเป็นผลประโยชน์อะไรที่เป็นอนาคตซึ่งมันไม่เกิดหรอก แต่เขาหลอกว่ามันจะเกิดก็หลงนึกว่ามันจะเกิดอย่างนั้นจริงๆ ได้ไปเกิดในสวรรค์วิมานได้สมบัติพัสถาน ทำให้เราเป็นใหญ่เป็นโตในอนาคตอย่างนั้นอย่างนี้ เอาสิ่งที่จะมาบำเรอความอยากได้ มาเป็นของตัวตนทั้งนั้น เอามาหลอกล่อคนที่มีแต่กิเลสตัณหา มีความอยากได้มาให้เป็นตัวเป็นตน อยากได้ลาภ ยศ สรรเสริญ ความสุขวิมานหลอกหล่ออะไร แม้ที่สุด อยากได้นิพพานเป็นภาษาบัญญัติ นิพพานคือไม่มีอะไร อยากได้แต่หลอกเราว่ามันจะได้ เป็นบัญญัติซับซ้อนเละเทะอย่างนี้ตลอด กาลนาน ผู้ใดที่ทำให้มันผิดเพี้ยนขึ้นไปอย่างนี้ทั้งชั่วและเลว ชั่วกับเลวต่างกันอย่างไร ไม่มีอะไรอื่นมากไปกว่าชั่วกับเลวในภาษาไทย ภาษาไทยมาจากบาลี ภาษาไทยมาขยายบาลีเพื่อให้มาเป็นไทยให้เข้าใจครบถ้วนลึกซึ้งเท่านั้นเอง แต่ของบาลีก็ครบแล้วหากรู้ชัดเจน แต่ไทยนี้เอามาขยายเพิ่มเติมจากบาลี เพื่อให้เกิดความเข้าใจในแบบไทย ถ้ายังเป็นภาษาบาลีภาษาอื่นก็เข้าใจได้เพียงเท่านั้น มันไม่พอ ก็เลยเอาภาษาไทยมาให้ นำพาให้ไปสู่ความลึก นั่นคือสิ่งที่ผู้รู้ได้ทำมา ภาษาบาลีก็เติมเป็นภาษาไทยขึ้นมา ในภาษาบาลีไม่มีซโซ่ แต่ไทยก็บัญญัติเป็น ซ โซ่ เสริมมาจาก ช ช้างเป็นต้น คนไทยก็เข้าใจใช้อันนี้เพิ่มขึ้นมา ที่จริง ซ โซ่ก็คล้ายๆกับ ส เสือ สร้างแล้วก็มาซ้ำๆ ซ โซ่ก็ซ้ำ ส เสือก็สร้าง ส เสือมันซ้ำไม่ได้ สะกดอย่างไรก็ไม่ได้ มันได้แต่ ส่าง ส้าง ส๊างก็ซ้ำกับ ซ โซ่แล้ว ในบัญญัติภาษาวรรณยุกต์ต่างๆเป็นเครื่องหมายที่สื่อให้เข้าใจ ผู้ที่บัญญัติขึ้นมาก็เอามาใช้ก็รู้ได้เข้าใจกัน คำว่าชั่วนี้คือ ชัว กับ ไม้เอก ภาษาไทยมีวรรณยุกต์ แต่ภาษาอื่นไม่มี ชัว ชั่ว ชั๊ว ชั๋ว ในวรรค ช.คือ วรรค จ ฉ ช ฌ ย จ คือการรู้แจ้งเข้าใจรู้กระจ่าง ช.ก็รู้แจ้ง ฉ นี้ แปลว่า 6 จากทวาร 6 รู้ครบเต็มทวาร 6 คือ ฉ รู้ครบทวาร 6 ไม่มีอะไรจะรู้เกินกว่านี้แล้ว เพราะมนุษย์มีแค่ 6 ทวารนี้ ฌ คือภาวะของทำให้รู้ ล้างความโง่ เผาตัวเหตุที่ทำให้โง่ ฌ กระเฌอ คือภาวะอุณหธาตุ พลังงานไฟเผาสลายสิ่งที่ไม่สะอาด ที่ทำให้โง่มัวหมองหรือมืด ก็ต้องล้างพวกนี้ให้ออก ใช้ ฌ พอหมดแล้วก็ ญ ญ ผู้หญิงคือตัวรู้จบ วรรค จ ฉ ช ฌ ย เป็นวรรครู้ทั้งนั้น จนครบถ้วน รู้จัก คือเริ่มรู้แบบ จัก แล้วค่อยๆรู้แจ้งสว่างมากขึ้น จากรู้อย่างมืดก็รู้แบบสว่างมากขึ้น รู้จักรู้แจ้ง เป็นความจริงที่ครบมากขึ้น อาตมาถึงเอารู้จักรู้แจ้งรู้จริง ครบสามเส้าแล้ว ชั่วนี้คือรู้ ส่วน เลว ล ลิงคือเศษวรรค ยังไม่รู้หรอก แต่จะเริ่มเป็นธาตุมี ล คือตัวที่สามของเศษวรรค ย ล ร ว ส ห ฬ อ เศษวรรคคือ เก็บเล็กผสมน้อย ให้ครบ ล นี้ถ้าใช้ สระ ละ ลา ลิ ลี ลุ ลู ภาษาบาลีไม่มี ฤ ฤา สันสกฤตก็มีแต่ ฤ ภาษาไทยมาเติม ฤา สรุปแล้ว ล ลิงเป็น การเริ่มรู้ รู้ว่านี้ดีแล้วก็เป็นดี รู้ว่านี่ไม่ดี แต่ไปหลงว่าดีก็คือไม่รู้ โง่ ไปหลงสิ่งที่ไม่ดีว่าดี แล้วไปหลงว่าดี แต่มันไม่ดี แล้วคุณก็เป็น คนที่หลงสิ่งดีว่าดี ก็เป็นอุปกิเลสแล้ว แต่หลงสิ่งไม่ดีว่าดีคือโง่แท้โง่เบ็ดเสร็จ เริ่มรู้เศษวรรค หลงสิ่งที่ไม่ดีมาดี ก็ ละ ลา ลิ ลี ลุ ลู ไป แล้วก็ เล ต่อไปอีก ยังเอาต่อไปอีก ยังไม่รู้ เละ เล ไม่พอก็เอา ว แหวนมาอีก ย ร ล ว ตัว ว นี้ไปเป็น ส ห รวมเป็นหกตัว เป็นตัวที่ 7 คือ ฬ สามเส้านี้พอมาเป็นตัวที่ 4 ถ้าสามเส้ามันนิ่งไม่มีลีลา เหมือนลูกข่างกินน้ำจั้นหรือนอนวัน นิ่งเลย หมุนวนนิ่งเป็น cyclic order หมุนนิ่งสมดุล แต่ถ้ามีองศาเกิดเป็นอันที่ 4 ก็จะเริ่มแกว่ง ตัว ว นี้เพิ่มไปอีก ส ห ตัว ห นี้เป็นความเป็นจริง มันก็จะ สห เลย คือตัวจริง จาก ว นี้มากอีกเป็น 6 มีสองเส้ารวม 6 ก็มี 7 เป็น Coefficient ตัวแท้ Coefficient เป็นพลังงานซับซ้อนที่ก้าวหน้าระดับคูณเลขยกกำลัง ฬ นี้ยอดคูณยอดยกกำลังเลย ความรู้เหล่านี้เป็นความรู้ที่อาตมาได้ศึกษามาจากพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆมา จนมาถึงปางนี้ก็ไม่มีใครพูดให้คุณฟัง ไม่มีตำราเล่มไหนสอนหรอก ไม่มีหลักฐาน มีที่อาตมาเท่านั้น คนเดียว ถ้าหากใครเจอหลักฐานว่ามีคนบรรยายไว้ก็เอามายืนยัน อาจจะมีเหมือนกัน ก็มาดูกัน อาจจะเป็นผู้พี่ที่บรรยายหรือเป็นผู้น้องก็ตรงกัน
สมณะฟ้าไทว่า… ย ร ล คือเกิดที่จิตของเราไม่ออกไปภายนอก พ่อครูว่า...ใช่เป็นอยู่ในจิตเรา ลูกข่างนอนวัน แต่มาเป็น ส ก็เพิ่มอีก เช่น สะใจ สวะ สะสม สั่งสม สมณะฟ้าไทว่า...พอมากเพิ่มมากๆเป็น ฬ พ่อครูว่า...สะสมเป็น 8 เป็น 9 ก็ไปหาความสูญบริบูรณ์ ถ้าไม่เต็มก็อยู่ตรงนี้ ถ้าเพิ่มมี ว มี สห มี ฬ อ คือสูญเริ่มต้น อ เล็กนิดเดียว แต่เป็นตัวการ วงวนมันหมุนไปใหญ่ไม่มีหยุดหมุน ถ้ากำหนดไม่ได้ก็ไปใหญ่เลย ถ้าเป็นอย่างอวิชชาก็ตัวใครตัวมัน ถ้าเป็นอย่างวิชชากำหนดก็ดี สมณะฟ้าไทว่า..คำว่า ว คือ เอาละวะ พ่อครูว่า...ถ้าเอาละวะอย่างมีปัญญาก็ดี ถ้าเป็นอวิชชาก็ไปกันใหญ่ สำหรับเป็นภาษาอื่นก็อธิบายกันได้ถ้ารู้พื้นของภาษา
สรุปตรงนี้ก่อนว่าชั่วกับเลว เลวนี้มันโง่หนักกว่าชั่ว ชั่วนี้เป็นตัวตน เป็นเจโต เลวนี้คือความฉลาดเฉโก คือ ฉลาดไปใหญ่เลยไม่มีที่ยับยั้ง โดยไม่มีกรอบขอบเขตขั้นตอน เพราะว่ามันโง่ เลวคือ พลังงานที่หลงผิด แล้วสะสมตัวเองเข้าไปเรื่อยๆ จาก ล ว ไม่หยุดเป็น สห ย ร ล ขยายเป็น ว ไม่พอก็ ส ห รวมเป็นใหญ่ เป็นพหูพจน์ ส่วน ว เป็นเอกพจน์ แต่ถ้าไม่หยุดก็ สห สห สห แล้วก็หลง สห ถ้าเป็นอวิชชา คุณก็มี สห แล้วหลง สห เป็นประโยชน์ก็เป็นสหาย อายะ แปลว่าประโยชน์ สห ที่หลงว่า เป็นประโยชน์ ก็คือสหาย ที่เป็นเพื่อนซี้เพื่อนตายกอดคอกันเลวก็คือสหาย แต่ถ้าเป็นวิชชาก็กอดคอกันดี มิตรดีสหายดีสังคมสิ่งแวดล้อมดี มิตรดีคือจิต สหายคือผู้ร่วมประโยชน์ สังคมสิ่งแวดล้อมทั้งหมดรวมเหมาเข่ง มีอะไรขนาดเล็กขนาดกลางขนาดใหญ่ก็คือ เป็นสัมปวังโก สั่งให้เป็น วงใหญ่ กลาง เล็กก็อยู่ในสัมปวังโก
มาพูดเรื่องสวดมนต์ต่อ...พระพุทธเจ้านั้นอุบัติขึ้นมาเขาก็มีการสวดมนต์กัน ท่านก็ค่อยสอนให้คนที่หลงผิดมาเข้าใจให้ถูกต้อง ที่สวดจะได้สวรรค์วิมานอิทธิฤทธิ์อะไรได้ลาภสรรเสริญโลกียสุข ท่านก็ว่าสวดมีแต่สังคีติกับสังคายนา พระพุทธเจ้าก็ตั้งกฎเกณฑ์เลยว่าอย่าเอาบทสวดบทธรรมะ ของพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งหรือทุกองค์ ไปสวดนอกจากสังคีติหรือสังคายนา ถ้าจะไปสวดก็เพื่อให้เกิดความเข้าใจ เป็นการสาธยาย เรียกว่าสังสาธยาย คืออธิบายอย่างปากบอกไป อย่างอาตมานี้สวดอย่างสังสาธยาย นี่สวดแบบอธิบายขยายความทำความเข้าใจไป ก็สวดคนเดียว คุณจะมาพูดเหมือนกันหมดได้อย่างไร คุณก็ต้องท่องให้เหมือนกันแล้วก็สวดไป เท่านั้นเอง คุณจะมาท่องคนเดียวและอีกคนไม่ได้ท่อง แล้วจะสวดตรงกันคำความเดียวกันได้อย่างไร เพราะฉะนั้นในวินัย ปาจิตตีย์ ...ไม่มีสวดพร้อมกันตั้งแต่ 2 องค์ต่อหน้าญาติโยมหรอก แต่เดี๋ยวนี้ก็สวดหากินไปแล้ว สวดต่อหน้ามีแต่สังสาธยาย คือสวดแล้วก็อธิบายประกอบ แล้วก็สาธยายคนเดียวด้วย ส่วนสังคายนาก็สวดคนเดียวและคนรู้ร่วมกันก็ตรวจสอบ ส่วนสังคีติ คือสวดเป็นหมู่แต่อย่ามาสวดต่อหน้าญาติโยมตั้งแต่ 2 คนเป็นต้องไปเป็นร้อยคนพันคนเหมือนท่องสูตรคูณอาขยาน ก็เพื่อจดจำ แต่อย่าเอามาโชว์ โดยเฉพาะเอามาโชว์หากินเอามาอวดอ้าง แล้วพลิกแพลงอีกว่า สวดแล้วจะได้อำนาจศักดิ์สิทธิ์มาช่วย ได้วิมาน ได้ความร่ำรวย สวดแล้วจะเจริญงอกงามอะไรก็แล้วแต่ เห็นเขาทำผิดมันก็เป็นวิบากของเขา อาตมาเห็นแล้วก็ทำอย่างไรจะแก้ไข ทำอย่างไรจะช่วยให้เข้าใจ พระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นมาก็เห็นคนสวดอย่างมิจฉาทิฏฐิ ในยุคของพระพุทธเจ้าสมณโคดม และพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ก็ตาม พระพุทธเจ้าก็มาบอกว่า อย่าเอาไปสวดตั้งแต่ 2 คนพร้อมกันขึ้นไปต่อหน้าฆราวาสญาติโยม แต่สวดสังคีติ สวดพร้อมกันได้แต่อย่าไปสวดให้ญาติโยมฟัง แต่ถ้าทำความเข้าใจก็สวดสังสาธยายอย่างนี้ได้ สวดคนเดียว สวดพร้อมกันสองคนเป็นไปไม่ได้ ใครเอาธรรมบทของพระพุทธเจ้าสวดพร้อมกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปให้ญาติโยมฟังก็อาบัติ ก็ไม่รู้จะปรับอาบัติอย่างไรก็ทำกันเยอะแยะเหลือเกิน ถ้าบอกว่าเข้าคุก 50 ปี ก็เยอะแยะเกินไป เขาอดไม่ได้หรอก ต้องสวดกัน ตามไปจับเข้าคุกไม่ไหว แต่ยังธัมมชโยหนีรอดไปเอาตามเข้ามาเข้าคุกไม่ได้ พระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นมาก็เจอการสวดที่มิจฉาทิฐิเหล่านี้ ท่านก็มาสอนใหม่ พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ในศาสนาของท่านไม่มีการสวดแบบนี้ สรุป การสวดมีสามอย่าง 1. สังคีติ สวดกันเป็นหมู่ตั้งแต่ 2 คนเป็นต้นไปเพื่อการจดจำ แต่ว่าอย่าให้คนอื่นได้ยินหรือ ให้ฆราวาสญาติโยมได้ยิน ถ้าใครได้ยินถือว่าผิด เป็นการสวดเพื่ออวดอ้าง สวดหาเงินยิ่งผิดใหญ่ สวดอวดอ้างว่าฉันจำได้ฉันเก่ง ดีไม่ดีก็ใส่ทำนองเละเทะใหญ่ 2. สวดแบบสังคายนา 3. สวดแบบ สังสาธยาย นอกจากนั้นไปสวดพร้อมกัน 2 คนต่อหน้าญาติโยมเป็นการอาบัติหมด กรรมเป็นอันทำ เขาจะมีหนี้วิบากอันนี้ต้องไปใช้ไปอีกไม่รู้กี่ชาติ ยิ่งสวดเพื่อให้ได้ลาภยศเงินทอง ก็ยิ่งเป็นหนี้ซ้ำซ้อน น่ากลัวนะ ถ้าว่ากันจริงๆแล้ว เพราะกรรมวิบากจะยาวยืดไปอีกเท่าไหร่ แล้วบอกจะเอานิพพานๆ จะไปได้ที่ไหน นี่คือ บริภาษ คือพูดให้ครบ ไม่ใช่ด่า พูดแรงให้ครบก็ต้องหนัก พระพุทธเจ้าสมณโคดมอุบัติขึ้นมาเห็นท่องกันเละ ก็เลยตัดเลย แล้วออกกฏวินัยนี้ทันที สมัยพระพุทธเจ้าจึงไม่มี การสวด 2 คนต่อหน้าญาติโยมเอาไปหากินนี้ไม่มี สะอาดบริสุทธิ์ แม้ในยุคต้นๆของศาสนาพุทธก็ยังบริสุทธิ์ เสร็จแล้ว มาถึงบัดนี้สองพันกว่าปีก็พูดกันไม่รู้เรื่องแล้ว อาตมาพูดนี้เขาหาว่าบ้าบอ ทั้งที่ตนเองโง่หนักเละหนักก็ไม่รู้เรื่อง
_มาพูดถึงคุณนี้ที่เขียนมาในพันทิพต่อ
การสวดมนต์....(มันตรา) มีมาแต่เดิม ก่อนพระพุทธเจ้าโคดมเกิด
1 ด้วยความเชื่อว่า จะมีผู้ที่มีอำนาจจะพอใจและบันดาลอะไรที่อยากได้ให้ตามความประสงค์...นั้นหนึ่ง
2 ด้วยเป็นพิธีกรรมที่ต้องกระทำของ อาชีพผู้เป็นเป็นเจ้าพิธีกรรม อันต้องรักษามนตราในลัทธิของตนไว้...หนึ่ง
3 ด้วยความเชื่อว่า มนตราเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เมื่อได้ท่องบ่นแล้วจะเกิดพลังอำนาจ ตามที่คิดตริตรึกเอา...หนึ่ง สามหลักใหญ่ๆนี้ เป็นมาแต่เดิมทั้งสิ้น พ่อครูว่า...แถมว่า ถ้าสวดเพื่อได้เงินทอง นี่คือ สาเปกโข ยิ่งหวังว่า สวดดีเพราะขลังค่าตัวของการสวดก็จะแพงขึ้นอีก ก็ซ้อนในลาภยศสรรเสริญโลกียสุข เลยเละเทะ สรุปว่า การสวดมนต์ในยุคนี้เสื่อมกว่าโบราณไปเยอะ พลิกแพลงประเล้าประโลม มีการโปรโมชั่นหลอกล่อว่าสวดแล้วจะได้อย่างนั้นอย่างนี้ ก็อย่างธัมมชโยนี้เป็นสำนักที่โปรโมทการสวดมนต์อย่างถึงขีด อาตมาก็เพิ่งจะได้ยินว่ามีคนสวดมนต์กันขนาดนี้ สวดธัมมจักกัปปวัตนสูตร 7 ล้านเที่ยว เกิดมาก็เพิ่งเคยได้ยินสำนักนี้ทำอย่างนี้โง่ขนาด เสียเวลาเสียแรงงาน เขานับกันอย่างไร โอ้ย สมณะฟ้าไทว่า...ทำไมไม่สวดให้เป็นพระอรหันต์ พ่อครูว่า..เขาทำนะ แล้วเขาจะได้เป็นพระอรหันต์หรือไม่ แต่เดิมคนสวดคนนี้ก็ว่ามีสามข้อนี้แหละ ใหญ่ๆ จริงๆแล้วแม้จะมีสาเปกโข จิตของคุณยังอยากได้อะไรตอบแทน การสวดมนต์ คุณเอาของไปให้ผู้อื่นก็ต้องได้สิ่งตอบแทน คุณออกแรงงานก็ต้องการค่าตอบแทนคุณออกความคิดความรู้เขาก็ให้ค่าตอบแทนนี่คือสิ่งที่คุณมี แต่ถ้าทำการสวดอันนี้ คุณจะได้สิ่งตอบแทนคือสาเปกโข อันนี้แหละพวกงมงายธัมมชโยนี้ มีเต็มบ้องเลย เป็นตัวใหญ่เลย มันเป็นฤทธิ์เดชอภินิหารอะไรสักอย่างของเขายิ่งใหญ่มากเลย เป็นแก้วเนรมิต ถ้าได้อันนี้แล้วทุกอย่างได้หมด เรื่องใหญ่ๆคืออยากได้พิเศษอำนาจ อยากได้ค่าสวดแพงๆ ซึ่งมันไม่มีหรอก สวดมีแต่สามอย่างนี้ 1. สังคีติ สวดกันเป็นหมู่ตั้งแต่ 2 คนเป็นต้นไปเพื่อการจดจำ 2. สวดแบบสังคายนา 3. สวดแบบ สังสาธยาย มีเท่านี้ พ่อครูว่า...สวดเพื่อให้เกิดความศักดิ์สิทธิ์อันใด บันดาลได้แต่ศาสนาพุทธไม่เชื่อในสิ่งศักดิ์สิทธิ์บันดาลแต่เชื่อเหตุเชื่อผลที่เกิดในปัจจุบันนี้ ยืนยันได้ตั้งแต่ 2 คนเป็นต้นไปจนถึงล้านคนนี้เป็นความจริง ความจริงเป็นสิ่งที่รู้ร่วมกันแล้วยืนยันได้ตรงกันนี่คือความจริงของพระพุทธเจ้าอย่างนี้ ไม่ใช่ท้าทาย แต่คุณมีอำนาจศักดิ์สิทธิ์อะไรก็เชิญทำเอา
_ในปัจจุบัน...ลัทธิสวดมนต์เพื่อให้เกิดพลังอำนาจดลบันดาลผลใดใดให้ กลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้ง หลังจากที่พระสมณธโคดมบรมครู ได้ทำลายให้สิ้นซากไปจากบรรดาสาวกของพระองค์ พระองค์สอนให้เชื่อ กรรมและวิบาก กรรมเป็นเหตุ วิบากเป็นผล
ทำอย่างไรได้อย่างนั้น..จะทำอย่างหนึ่งและได้ผลอีกอย่างหนึ่งย่อมมิใช่ฐานะอันพึงเป็นได้...เช่น
ท่านตรัสสอนว่า บุคคลหว่านพืชเช่นใด ย่อมได้ผลเช่นนั้น ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว พ่อครูว่า...ทำดีย่อมได้ดี ทำดีแล้วได้ดี๊ ไม่ได้ ทำดีแล้วจะได้ดู ก็ไม่ได้ ทำดีแล้วจะดา ไม่ได้ ทำดีได้ดี ทำโง่ได้โง่ ทำโลกุตระก็ได้โลกุตระ
การสวด บริกรรมใดใด หาใช่เหตุแห่งการพ้นจากทุกข์ไม่
หิวข้าวต้องกินข้าว หากหิวข้าวแล้วนั่งบริกรรมว่า อิ่ม อิ่ม อิ่ม..จะอิ่มได้อย่างไร พ่อครูว่า...มันมีเหตุก็เกิดผล มี 123 456 789 เป็น cyclic ถ้ามีแค่ 2 ก็เป็นระนาบวิ่งวนไปมาเท่านั้น ถ้าสามก็เป็นวงกลม ถ้ามี 4 ก็เริ่มเป็นองศาเพิ่มอีก เกิดวงรี ซึ่ง วงรีไม่นิ่งหรอก แต่ถ้าวงกลมก็จะนิ่ง ในโลกทุกโลกในดวงดาวทุกดวงดาวไม่มีกลมดิ๊กหรอก ถ้าวงกลม ดวงดาวดวงไหนเป็นมวล แล้ววงได้สนิทสมดุลมากเลย อันนั้นเรียกว่าหลุมดำหรือเรียกว่าจุดขาว สองภาษาเท่านั้นที่เรียก หลุมดำคือไม่มีแสงสะท้อนออกมาได้เลย แต่หลุมขาวคือสะท้อนออกมามาก จนขาวโพลนไปหมด ไม่มีสีอะไร แยกสีไม่ได้ เหมือนคุณเอาสีต่างๆมารวมกันหมดก็ได้สีดำ การเอาสีมารวมหมุนกันก็เป็นสีขาว ถ้าแสงเป็นสีขาว แต่สีจะเป็นสีดำ เอาสีต่างๆมาผสมกันเป็นขาวไม่ได้
มีสาวกในยุคหลังๆ สอนนอกแนว เอาความเชื่อของลัทธิเดิมเข้ามาสอนตามความเชื่อของตน ทำให้ผู้ไม่ศึกษา ศึกษาน้อย หรือศึกษาไม่รอบด้าน เข้าใจผิดในสาระสำคัญของปรัชญาพุทธ คิดว่าพิธีกรรมของเดียรถีย์นอกพรหมจารรย์นั้น เป็นสิ่งที่ควรกระทำ..เป็นความวิปลาสโดยแท้
หากเริ่มต้นที่ มิจฉาทิฏฐิ คือเห็นผิดจากที่ควรเห็น ไม่รู้จักทุกข์ที่แท้ ก็ย่อมไม่รู้สมุทัย และลามไปถึง การใช้วิธีแก้ที่ผิด ดังที่ลัทธิสวดมนต์ทำกันอยู่
ในอริยมรรคนั้น ไม่มีข้อไหนเป็นเรื่องสวดมนต์เลย...นอกแนวทั้งนั้น
สาวกผู้ใดเอามาสอน ก็สอนผิด และชี้ทางผิด.....ระวังกันบ้างหรือไม่
หากปากเป็นเครื่องมือสำคัญของชีวิตขนาดนั้น(ใช้สวด) สิ่งที่พระศาสดาทรงตรัสสอนมากมาย ย่อมใช้ไม่ได้ ย่อมผิด และไม่เกิดผล พ่อครูว่า...คนอีสานว่า ปากสวดปากยาว คนสวดมากปากเลยยาว
ลูกศิษย์เก่งกว่าศาสดาเชียวหรือ พ่อครูว่า...ถ้าสวดแล้วบันดาลอะไรได้ อาตมาก็ไม่ต้องเมื่อยสาธยายอธิบายความเข้าใจอย่างนี้หรอก ต้องเอาคำพูดภาษามาร้อยเรียงปฏิสัมพัทธ์ให้ดีอย่างนี้ นั่งหลับตาปฏิบัติไม่มีปัญญา มีแต่สัญญา จะได้ครบสัญญาก็ยังยากเลย นั่งหลับตาแล้วระลึกก็ไม่ครบ สัญญาก็อย่างหนึ่ง ปัญญาก็อย่างหนึ่ง แล้วไปโมเมสัญญาว่าเป็นปัญญาอีก สมณะฟ้าไทว่า..อย่างพ่อครูดึงสัญญามาใช้ พ่อครูว่า...อาตมาเองขอยืนยันว่า อาตมาไม่มีปัญญา อาตมามีปัญญามาแต่เก่า ชาตินี้อาตมาไม่มีปัญญา ชาติเก่าๆนี้เป็นสัญญาที่เป็นปัญญาอยู่เก่าก่อน ชาตินี้อาตมาดึงสัญญาที่เป็นปัญญามาใช้ยังไม่หมดเลย จะไปเติมอะไรให้เมื่อย เอาปัญญาที่เป็นสัญญาเก่ามาใช้ ไม่ได้สร้างปัญญาใหม่เลย ที่เอามาใช้นี้มันต้องเทียบกับพยัญชนะที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในพระไตรปิฎกด้วยเพราะไม่อย่างนั้นคนจะไม่เชื่อ หาว่าคิดเอง ผมจึงไม่กล้าเอาปัญญาของตนเอง ในชาตินี้อาตมาบัญญัติคำใหม่สองคำ ชีรานุปาทิ กับ ชีวานุปาทิ อาตมาไม่เคยเจอหลักฐานที่บอกว่าพระพุทธเจ้าได้บัญญัติ 2 คำนี้ไว้ หรือค้นไม่เจอ อาตมาก็ว่ามันต้องมีสองคำนี้ไว้คือ ชีวา คือเกิด ชีราก็คือเสื่อม นอกนั้นก็เอามาจากของพระพุทธเจ้าตรัสไปทั้งนั้น ต้องยืนยันด้วยว่า ตรงกับพระไตรปิฎกเล่มไหนหน้าไหน
จะสวดอะไร....ดูเจตนาเป็นตัวตั้ง รู้เรื่องไหม เข้าใจไหม แทงตลอดได้ไหม ธรรมวิจัยเกิดไหม สวดแล้ว ราคะ โทสะ โมหะ เบาลงไหม หายไปไหม พ้นทุกขสัจจ์ไหม...ถามตัวเองดู พ่อครูว่า...มันพ้นชั่วคราว แต่ถ้ามีธัมมวิจัย ในเวทนา 108 ได้ จนครบอดีต ปัจจุบัน เป็นกิเลส 0 อนาคตก็กิเลส 0 แน่นอน ถ้าเรามีพลังงานนิวเคลียสนี้เหนือคนอื่นทั้งปวงแล้ว คนอื่นจะมาอย่างไรก็ไม่มีปัญหา
ไม่อย่างนั้น..ก็เป็นได้แค่นกแก้วนกขุนทอง ที่พูดจ้อยๆ แต่ไม่รู้ว่าตัวเองพูดอะไร...
จะสวดอะไร กี่จบ บวกเท่าไหร่ แล้วชีวิตดีขึ้น....ดีขึ้นอย่างไร เกิดจากการสวดมนต์แบบไร้ปัญญา) จริงไหม......
ถามตัวเองดู อย่ามามัวโกรธและตอบโต้ หรือเถียงออกไปข้างๆ คูๆ เลย หัดศึกษาพระไตรปิฎกบ้าง สนทนากับสมณะผู้มีปัญญาบ้าง.....จะรู้เอง
เอวัง… จากเตาฟืน
พ่อครูว่า...จะสวดมนต์แบบไร้ปัญญา สวดกันแบบธรรมกาย สมองหายไปจากหัวเกลี้ยงแล้ว
มีความเห็นต่อจากคุณเตาฟืนว่า…
_สวดพุทธมนต์ ไม่มีในสมัย 45 พรรษา ต่างจาก สังคีติ + มุขปาฐะ สมัยปฐมสังคายนา มั๊ง _"ลัทธิสวดมนต์" แหม่ชื่อกระทู้ ตั้งมาเหน็บแนมชัดๆ ให้คนเลิกสวดมนต์ ห้ามคนทำความดี บาปนะ เบื่อพวกเหมือนจะรู้มาก แต่ศึกษาไม่ครบทุกบริบท แล้วมาขยันโชว์พาว มาเหน็บแนม
ในพุทธจริงๆเรียกว่า สาธยายพุทธคุณ (คนไทยเรียกเองสั้นๆ ว่าสวดมนต์) ใครที่สวดอยู่แล้วสวดไปเถิดครับ เป็นสมถะภาวนาอย่างนึง
การสาธยายพุทธคุณ หรือ แผ่เมตตา สร้างกุศลจิตมีอานิสงส์แน่นอน การเจริญเมตตาก็มีในพระไตรปิฎก พุทธานุสติก็อยู่ในกรรมฐาน40 การสวดมนต์ก็มีกันในทุกศาสนา พ่อครูว่า...การสวดที่เป็นประณามคาถา เป็นการสวดคำยกย่องพระรัตนตรัย ทำได้ ไม่ผิดอะไร คำว่าประณามแปลว่า คำยกย่องเชิดชู แต่ทุกวันนี้ความหมายได้ผิดเพี้ยนไปกลายเป็นว่าคำตำหนิ คำด่า ประณามคาถาก็คือคำยกย่องบูชา สวดพร้อมกันได้ไม่อาบัติ 601210_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ สวดมนต์มีสามแบบ