สื่อธรรมะพ่อครู(ปกิณกะ_ตรีมูรติ) ตอน ส.ศิวรักษ์ คนดีตรีมูรติของไทย.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์11 KB
วันที่แก้ไข9 ธันวาคม 2560

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(ปกิณกะ_ตรีมูรติ) ตอน ส.ศิวรักษ์ คนดีตรีมูรติของไทย พ่อครูว่า...เจริญธรรมทุกๆคนในสังคมและในโลก เราต้องพูดเผื่อไว้ เพราะออกอากาศไป วันนี้อาตมาถือว่าเป็นวันสำคัญมาก วันที่ 19 มี.ค. 2559 ใครจะว่าอาตมาเป็นคนยึดติดคร่ำครึ เอาอะไรก็ไม่รู้มายึดถือแล้วนำพาตัวเองไป ดูเชยๆโบราณไม่ทันสมัย ไม่มีเชิงปัญญาก็ไม่เป็นไรใครจะว่า อาตมาถือว่าในสังขยาเลข 1 2 3 และ 4 5 6 เลข 7 8 9 เป็นสามเส้า 1 คือจุดเริ่มเกิด 2 คือสิ่งที่จะมีสันตติต่อมา 3 ก็เกิดเส้าที่สาม สามเส้านี้แหละจะเกิดวงรอบ วงวน ความเป็นวัฏฏะ หมุนขึ้นมา เมื่อเกิดหมุนรอบก็เกิดแรงงาน เกิดทุกสิ่งทุกอย่างที่จะอุบัติเป็นพลังงานเกิดในโลก ถ้าทุกอย่างนิ่งสงบสนิทจะไม่มีอะไรก่อเกิด ไม่มีอะไรเคลื่อนไหว หากมีอะไรเคลื่อนไหวนิดนึงก็ตาม ก็เริ่มมีอะไรเกิดขึ้นมา ถ้าจุดสามเกิดเมื่อใด ก็เกิดพลังานขึ้นมาทันที ทางฟิสิกส์จะเรียกอะไรก็ตาม เป็นนิวเคลียส ถ้าเกิดวงวนซ้อนเป็น 4 5 6 และ 7 8 9 เกิดสามเส้าในสามเป็น 9 สามเส้าเป็น 9 นี่แหละคือองค์รวมของวัฏฏะที่ซับซ้อนเป็นสังวัฏกัปป์ ในระดับต้น จริงๆแล้วสังวัฏกัปป์ ในความหมายของศาสนาพุทธแปลว่ากัปป์ที่มีโลกุตรธรรม ถ้ากัปป์ใดไม่มีโลกุตรธรรมเรียกว่าวิวัฏกัปป์ ถ้าเกิดสามเส้าก็เกิดวงวนเรียกว่า 10 หรือ 0 ถ้าเรียกว่า 10 ก็ต่อเป็น 11 ขยายซ้อนไปๆ แต่ถ้าไม่ต่อเป็น 0 ก็หยุด ก็จบ หรือทรงอยู่แค่นั้น เพราะฉะนั้นธรรมะที่ทรงอยู่เรียกว่า 10 ถ้าขยายผลก็เป็นอภิธรรม เป็นธรรมะขยายพัฒนาขึ้นตลอด ถ้าเสื่อมก็หายนธรรม สิ่งเหล่านี้เป็นสัจธรรมที่มีจริงตั้งแต่อณูปรมาณูแห่งสิ่งเกิด ดิน น้ำ ไฟ ลม ดินคือธาตุที่นิ่ง น้ำก็เป็นองค์รวมเคลื่อนไหว ดินนิ่ง น้ำเคลื่อน แล้วมีพลังงานซ้อนเรียกว่า ลมและไฟ ลมก็เคลื่อน ไฟคือพลังงานมีประสิทธ

อ่านต่อ

ิภาพสูงมาก สองอันนี้รวมกัน ผสมกับดินกับน้ำจะเกิดสภาพธาตุ ถ้าอุตุนิยามก็มีแค่ 5 ธาตุ คือ ดิน น้ำ ไฟ ลม อากาศธาตุ เกิดเป็นพีชนิยาม เป็นชีวะระดับต้น จากพีชะ จะพัฒนามาเป็นจิตนิยาม แล้วพัฒนามาเป็นกรรม พีชนิยามไม่มีกรรมไม่มีวิบาก ไม่มีเวทนา พอมาถึงจิตนิยามถึงมีกรรม มีวิบาก มีเวทนา ผู้มี ธาตุรู้ระดับจิตจะศึกษาธรรมะที่ทรงไว้เรียกว่าธรรมะ จะเป็นอภิธรรมหรือหายนธรรม ก็ได้ พัฒนาได้ถึงเป็นพระพุทธเจ้าครบทั้งโลกุตรธรรมและโลกียธรรม ศาสนาพุทธคือโลกุตรธรรม มีประสิทธิภาพทำให้เกิดหรือสลายได้ เด็ดขาดทั้งทางนามธรรม หรือรูปธรรม ทางรูปธรรมนั้นวิทยาศาสตร์ค้นพบได้ แต่เขาสลายไม่ได้ สิ่งที่เขาสลายไม่ได้คือรังสีนิวเคลียร์ เขาทำให้นิวเคลียสแตกตัวได้แต่ไม่สามารถสลายรังสีนิวเคลียร์ได้ จึงเป็นเรื่องลำบากในสังคมโลกที่จะทำลายกัมมันตภาพรังสี ส่วนพระพุทธเจ้านั้นทางจิตวิญญาณก็มีพลังงานเช่นเดียวกัน สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เป็นความรู้ขั้นสัมมาสัมพุทธะ เป็นอาริยธรรม จะรู้รายละเอียดวัตถุธรรมและโลกุตรธรรม เป็นนามธรรม ถึงที่สุดสลายไม่เหลือกัมมันตภาพรังสีของนามธรรมได้หมด ควบคุมกัมมันตภาพรังสีนามธรรมได้ด้วย ทุกอย่างประกอบด้วยชีวะหรือไม่ชีวะ ก็สัมพันธ์กันทั้งสิ้น ไม่มีอะไรไม่สัมพันธ์กันเลย แม้แต่ไอน์สไตน์ก็ค้นพบความสัมพันธ์นี้ของทุกสิ่งในเอกภพ ยิ่งเป็นพระพุทธเจ้าก็ค้นพบถึงสัมพันธ์ทางนามธรรม มนุษย์เป็นจิตชั้นสูง คนแต่ละคนคือเจ้าของนวนิยายแต่ละเรื่อง คนละเรื่อง ตั้งแต่เกิดจนตาย ชีวิตจึงประกอบด้วยพฤติกรรมที่เป็นนวนิยามแห่งตน บทบาทของตนเอง ทุกบุคลิกและทุกกรรมของแต่ละคนจึงเป็นงานศิลปะหรืองานอนาจาร ที่เป็นความจริงของสัจธรรมที่ตนเองมีแต่ละคน ศิลปะคือมงคลอันอุดม ส่วนอนาจารคือข้าศึกแก่กุศล แต่ละคนย่อมแสดงตนเป็นบทบาทความจริงของแต่ละคน บ้างก็อนาจารบ้างก็มงคล ส่วนผู้จะสามารถแสดงบทบาทถึงอุดมตามที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ได้นั้น ที่สูงส่งสูงสุดของมงคล อันมีเหตุตามสัจจะไม่มีใครออกนอกสัจจะได้ หรือไม่มีใครจะทำนอกสัจจะของตน คนชั่วคนโกงย่อมทุจริตตามสัจจะ คนดีก็ต้องทำดีสุจริตตามสัจจะ ก็มีกรรมวิธีของตนเอง คนจะดีมากหรือชั่วมากก็เป็นสัจจะของแต่ละคนที่ทำเองและทำอยู่ทุกบุคลิกและทุกกรรม ที่แต่ละคนใช้ภูมิหรือความฉลาดเท่าที่ตนโง่ คนเราทุกคนเป็น ชีวิตที่มีอยู่ของแต่ละคนจึงคือสัจจะที่จะก่อนวนิยายของตน จากที่อยู่ในโลก ขอยืนยันว่าไม่มีใครออกนอกสัจจะของตนได้ทั้งคนดีคนชั่ว กรรมที่ตนทำเอง กรรมที่ตนดำรงกรรมทุกกรรมเป็นสัจจะของตนทั้งสิ้น ไม่ขาดหกตกหล่นเป็นอันขาด ตนต้องเป็นทายาทของกรรมของตนทุกเม็ด คนดีก็ทำดี คนชั่วก็ทำชั่ว หรือคนทำทั้งดีและชั่วเท่าที่ตนมีภูมิ ผู้รู้ก็จะรู้ ผู้ไม่รู้ก็ไม่รู้ ผู้พอรู้ได้ก็ต้องรู้ตามที่ตนฉลาด วันนี้เป็นมงคลที่ดีเยี่ยมยอดเยี่ยมขอกล่าวถึงคนดี ที่เป็นตรีมูรติของไทย หมายถึงฉายาของคนที่มีกรรมที่เป็นประโยชน์คุณค่าของสังคม กล่าวคือ คนไทยสามคนที่ได้ดำรงชีวิตอยู่ในโลกและก็ได้ทำกรรมกิริยาต่างๆ นับองค์รวมแล้วมีคุณค่าประโยชน์ต่อสังคมตามสัจจะแห่งสัจจะ ความจริงตามจริงที่ไม่มีใครเบี้ยวสัจจะได้ ส่วนจะนับว่าดีหรือชั่วสัจจะย่อมเป็นสัจจะ ไม่มีใครทำให้ผิดเพี้ยนได้ กรรมเป็นอันทำ ใครทำจริงอย่างไรปกปิดซ่อนเร้นอย่างไร โกหกเก่งอย่างไรก็ตามสัจจะย่อมเป็นสัจจะ ชั่วคือชั่ว ดีคือดี แท้จริงเสมอ ซึ่งผู้ทำกรรมนั้นแล้วองค์รวมเนื้อแท้แห่งกรรมของท่านใดที่มีมากมีพอจนถือได้ว่าเป็นคุณค่าประโยชน์แท้ต่อโลกอย่างสำคัญ เพราะการเสียสละ ต้องมีคำว่าเสียสละเป็นเกณฑ์ตัดสินสำคัญ คนทำประโยชน์มากแต่ไม่ถึงขั้นเสียสละ กล่าวคือยังรับสิ่งแลกเปลี่ยนกลับ คือไม่ว่าจะเงินเดือนเบี้ยเลี้ยงค่าแรง ของแลกเปลี่ยน ซื้อขายก็ตาม จนเกินค่าแรงงานผลผลิตก็จะไม่เหลือคุณค่าประโยชน์ จึงไม่มีนามธรรมของคุณค่าแท้ที่เรียกว่า มูรติ หรือไม่มีรูปธรรมของคุณค่าประโยชน์แท้ ผู้มีรูปธรรมนามธรรมที่เป็นประโยชน์คุณค่าแท้ก็เรียกว่ามีมูรติ รูปธรรมนั้นมีฉายาอยู่ ศิวะหนึ่ง รามหนึ่ง พรหมหนึ่ง คือฉายาของตรีมูรติ หรือจะมีฉายาอื่นที่เป็นสามเส้าอีกก็คือเป็นมูรติทั้งนั้น ซึ่งในโลกยุคนี้จะมีสิ่งที่เป็นคุณค่าแท้ในเมืองไทยที่มีภูมิธรรมถึงอนุตตรธรรมอยู่ในอนุสัยจิต ในก้นบึ้งของจิตที่ฝังรากไว้ในจิต ผู้ที่มีพุทธธรรมจึงจะนับได้ว่ามีมูรติ ในเมืองไทยมี 3 ท่านที่มีกรรมทำมา ล้วนอายุเกิน 80 ขึ้นไป ผู้ไม่มีภูมิโลกุตระจะไม่สามารถรับสัจจะนี้ได้ มนุษย์ที่ไม่เข้าใจสัจจะนี้มีมากมายนับไม่ถ้วน ผู้จะรู้สัจจะแท้นั้นยากแสนยาก สัจจะมีทั้งสมมุติสัจจะและปรมัตถสัจจะ คุณธรรมสามเส้านี้จะช่วยสังคมได้อย่างแท้จริง เป็นสภาพหมุนรอบเชิงซ้อนอย่างมีคัมภีราอย่างยิ่ง ผู้หนึ่งในสามนั้น มีฉายาว่า ศิวรักษ์ เป็นสัจจะแท้ของผู้เกิดมาช่วยโลกช่วยสังคม เป็นผู้มีบุคลิกและกรรมที่ยากที่คนจะเข้าใจ คือผู้มี สุ ลักษณะที่เป็นศิวะอย่างแท้จริง อาตมาก็พอจะอธิบายพฤติกรรมศิวะ หรือลีลาความเคลื่อนไหวแห่งบุคลิกก็ดี หรือการปรากฏของกรรมก็ดีของแต่ละคน เป็นความจริงแสดงจริงของแต่ละคน เสแสร้งก็ทำได้ แต่ความจริงคือความจริง อาจารย์ ส.ศิวรักษ์ คือ สุลักษณ์ คือลักษณะดี แล้วมีฉายาว่าศิวรักษ์ รักษา ศิวะ อีกผู้หนึ่งอาตมาขอกล่าวผ่านๆว่ามีฉายาว่า รามรักษ์ อีกผู้หนึ่งก็มีลักษณะของพรหมลักษณะ เรากำลังพูดถึงคนๆเดียวก่อน เป็นการเปิดเผยสัจธรรมอันลึกซึ้งที่ยังไม่เคยมีใครกล่าวนัยอย่างนี้ อาตมากล่าวนำแนะนำบุคคลที่อยู่ในสามเส้าในมหาจักรวาลที่สำคัญจริงๆที่พอรู้ในสังคมแห่งนามธรรมที่เรียกว่าตรีมูรติ ศาสนาพุทธไม่งมงายหรือเลือนไปอย่างพราหมณ์ บทมนต์พวกนี้มีในพราหมณ์ แต่ชาวศาสนิกเข้าใจสัจจะนี้ไม่ได้แล้ว พุทธกับพราหมณ์นั้นหมุนเวียนกลับไปกลับมา ถ้าในพุทธธันดรจะไม่มีสังวัฏฏกัปป์หรือวิวัฏฏกัปป์ ผู้ใดที่สามารถทำให้คนมาจน ทำให้คนเข้าใจเศรษฐกิจพอเพียง ทำให้คนมาเสียสละอย่างจริงใจเป็นต้น แล้วพยายามขัดเกลาผู้อื่นให้มาสู่จุดนี้ให้ได้ เรียกว่าผู้มีตรีมูรติแท้จริง เมืองไทยเรามีสามท่านแล้ว คนเหล่านี้อายุ 80 ปีขึ้นไปทั้งสิ้น ผ่านไปนานแล้วก็น่าจะเอามากล่าวถึงมาศึกษา ควรได้สืบทอด เพราะเป็นความรู้ของพระพุทธเจ้าที่ได้เอามาประกาศเรียกว่าศาสนาพุทธ เมืองไทยเมืองพุทธต้องนำสิ่งนี้กลับมาให้ได้ ในขณะที่ศาสนาพุทธกระแสหลักเลวร้ายมาก เป็นความเลวร้ายในร่างที่แฝงหลอกว่าดี ว่างาม ว่าสวยจนหลงกัน ไม่กล้าทำอะไรเพราะไม่รู้ทัน โอกาสนี้วาระนี้อาตมาถือว่าเป็นฤกษ์ใหญ่ที่สุด วันนี้ได้เชิญท่านผู้รู้สามท่านและท่านผู้มีภูมิรู้ทุกท่านที่มานี้ก็เสวนาได้ด้วย อาจรู้ได้แยบคายกว่าสามท่านนี้ก็ช่วยได้เถิด กรุณาแสดงออก มันอมพะนำสัจจะนี้มานานแล้ว แต่คนชั่วนี้ดันแสดงออกได้มาก อาตมานี้ถือว่าอาภัพ เราจัดงานใหญ่ถือว่าใหญ่สำหรับเรา เราเชิญไปมากแต่ก็มาได้เท่าที่เห็น อาตมาเหมือนแร้งในสังคม คนรังเกียจ แต่พูดนี่ไม่ได้พูดอย่างน้อยใจนะ อาตมาถึงจะฝืนสังขารให้ยาวให้ได้ถึง 151 ปี ไม่รู้ว่าอ.สุลักษณ์จะอยู่กับอาตมาหรือไม่นะ

590319_เสวนา คันฉ่องส่องปัญญาชนสยาม ส.ศิวรักษ์

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน