ลักษณะอาการจิต แค้น กับ ก้าวร้าว.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์11 KB
วันที่แก้ไข27 มิถุนายน 2566

เนื้อหาในไฟล์

ลักษณะอาการจิต แค้น กับ ก้าวร้าว _ปองแสงพุทธ ทองสุขนอก : ท่านเจ้าคะ แค้นกับก้าวร้าว พ่อครูว่า… แน่นอนๆ มันยึด มันมีอาการเห็นแก่ตัวนั่นแหละถึงขั้นใช้คำว่าแค้นกับก้าวร้าว มันมีนัยยะสำคัญเป็นอาการของจิต แค้น เป็นอาการลักษณะหนึ่ง แค้น นี่มันผูกพยาบาท โกรธ สายโกรธ ทีนี้ก้าวร้าวนี่ มันอาจจะไม่โกรธแต่มันยึดตัวตน ข้านี่ ตัวของข้าใครอย่ามาแตะเชียวนะ ใครมาแตะใครมาว่า ใครมาทำให้ไม่ชอบใจ บางทีไม่มากมาย แต่แสดงออกตอบโต้อย่างรุนแรงเรียกว่าก้าวร้าว เพราะฉะนั้นผู้ใดที่ชื่อว่า ก้าวๆ ชอบคำว่า ก้าวก้าว ระวังเถอะ จะก้าวไถล มันไกล มันเลยไปจากก้าวไกลอีก มันร้ายแรงกว่าก้าวไกลอีก เป็นก้าวไถล ก้าวร้าย ก้าวร้าว ก้าวร้าย ก้าวร้าว ไปหาก้าวร้าย แค้น บางคนอาจจะไม่แสดงออกแค้นอยู่ในใจเก็บ ได้โอกาสเมื่อไหร่ฉันจะแสดงออก ถ้ายังไม่แสดงออกก็แค้นเก็บไว้ได้ ได้โอกาสเมื่อไหร่จะแสดงออกให้สะใจเลย ส่วนก้าวร้าวเป็นการแสดงออกแล้ว เป็นอาการที่แสดงลักษณะที่มันไม่ดีแล้ว ก้าวร้าว _(ต่อ)ที่มาของเวทนานี้ มีเหตุจากอะไร ใช่ความเห็นแก่ตัวมั๊ยเจ้าคะ พ่อครูว่า…คุณปองแสงพุทธนับ แค้นกับก้าวร้าวนี่นับเป็นเวทนาเจตสิก พอจะสังเคราะห์เข้า มีลักษณะเวทนาปนอยู่ แต่มันมีความปรุงแต่ง มันมีสังขาร ปรุงแต่งเข้าไปให้มีลักษณะถึงแค้น ปรุงแต่งเข้าไปให้มีถึงลักษณะก้าวร้าวออกมา เพราะฉะนั้นมันมีทั้งเวทนา มันมีทั้งสังขารที่ตัวเองนั่นแหละ มีอวิชชา ไม่มีความรู้ของอาการจิตพวกนี้ ไม่ได้สังวรระวัง ไม่ได้ควบคุม มันก็สะสมอกุศลจิต อกุศลเจตนาเข้าไป มันปรุงแต่งกันผนึกเข้ามากก็เรียกว่าแค้น ผนึกมากก็แสดงก้าวร้าวออกมา มีเหตุจากอวิชชา มีเหตุจากความไม่รู้จักยับยั้งความแค้น ไม่รู้จักยับยั้งความก้าวร้าว ถ้ายับยั้งมันก็จะเป็นการระงับด้วยการกดข่ม แต่ศึกษาตาม

อ่านต่อ

คำสอนพระพุทธเจ้า มันก็จะมีสติ ธัมมวิจัย วิริยะ แล้วรู้จักสัจจะทางจิตเจตสิกรูปนิพพาน ละเอียดทั้งเจตสิก ละเอียดไปทั้งเวทนา 108 หรือละเอียดไปเต็มทั้งสภาพของโพธิบักขิยธรรม 37 มันก็จะละเอียดลึกซึ้งเข้าไปถึงสภาพต่างๆ ที่สามารถที่จะรู้เหตุในรายละเอียดของเจตสิกต่างๆ ว่าตัวไหน คนไม่ถนัดเท่ากัน บางคนถนัดปรับตรงนี้ บางคนถนัดปรับตรงนี้ เช่น คนนี้ถนัดจัดการกับ ไม่ใช่เรื่องของเวทนาโดยตรง ไปจัดการที่ รูปนาม ไปจัดการที่อายตนะ ในปฏิจจสมุปบาท จะมีเหตุปัจจัยหลายๆคำ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องของจิตทั้งนั้นในปฏิจจสมุปบาท ตั้งแต่ สังขาร วิญญาณ นามรูป อายตนะ ผัสสะ เวทนา จนกระทั่งถึงตัณหา อุปาทาน ซึ่งผู้ที่ปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้าจะมีญาณปัญญา มีธาตุรู้ที่ยิ่งใหญ่ถึงขั้นปัญญา จะสามารถรู้สิ่งเหล่านี้อย่างสัมผัสสภาวะจิตเจตสิกเลย แล้วสัมผัสมีธาตุรู้อย่างไปรู้นามธรรมอาการเจตสิกต่างๆหรือจิตต่างๆเป็นต้น แล้วก็สามารถมีโพชฌงค์ 7 แยกแยะ ธัมมวิจัย แยกแยะออกได้ๆๆ แล้วก็จัดการ โดยมีปฏิภาณรู้ว่าควรจัดการตัวไหนให้มันระงับ ควรจัดการตัวไหนให้มันเจริญ จะทำให้มันระงับหรือให้มันหยุด มันเสื่อม ให้มันไม่มีกลับ ทำให้มันมีคือให้มันเจริญๆยิ่งๆ จะรู้จัก ก็จัดการตามที่เราเห็นว่า สิ่งใดควรทำ ไอ้สิ่งที่ไม่ควรให้มีก็ทำให้ไม่มี สิ่งที่ควรให้เจริญแล้วก็ทำขึ้นไป เจริญจนกระทั่งเป็นจิตเจริญสูงสุดเป็นสัมมาสัมโพธิญาณเท่าพระพุทธเจ้านั่นแหละที่เป็นความเจริญ ไม่ต้องไปห่วงทางการเจริญของจิต ไม่ใช่ไปดับไปหยุดมันไม่ให้ทำงาน เหมือนกับสายที่ไปนั่งหลับตาสะกดจิตเอา สะกดจิตเอา โอ้โห..น่าสงสารสายหลับตา อาตมาก็ไม่รู้จะทำอย่างไร เพราะความเสื่อมในศาสนาพุทธเมืองไทยมันเสื่อมไปจนกระทั่งไปหลงยึดครูบาอาจารย์ที่ไปสอนนั่งหลับตาสะกดจิตแบบเดียรถีย์นอกรีต ได้ภูมิธรรมแบบโลกียะมันไม่ข้ามเขตมาโลกุตระ เพราะฉะนั้นคนที่จะมีจิตข้ามเขตมาสู่โลกุตระนี้ โอ้โฮ..กว่าจะมีธาตุรู้ที่มีโลกุตระธาตุ เป็น อัญญธาตุ สั่งสมมา จะต้องมี อัญญธาตุ เลย 50 หน่วยใน 100 คือครึ่งหนึ่งของความเป็นอัญญธาตุ เป็นธาตุโลกุตระที่ค่อยๆสั่งสม ต้องเลย 50 ขึ้นไปถึงจะแสดงออกให้ผู้ที่สามารถหยั่งรู้ อย่างพระพุทธเจ้าหยั่งรู้ อย่างหยั่งรู้จิตของโกณฑัญญะเป็นต้น ในพราหมณ์ 5 รูป ที่มาเรียนรู้กับท่าน 5 รูปแรก พอพระพุทธเจ้าหยั่งรู้จิตของโกณฑัญญะก็บอกว่า อัญญาสิ วตโพ โกณทัญโญ เพราะฉะนั้นธาตุรู้ที่เป็น อัญญธาตุ เป็นการรู้นี่แหละเรียกว่า อัญญา ถ้าอัญญะแปลว่าอื่น แปลว่าธาตุโลกุตระเป็นธาตุตั้งแต่เริ่มต้นเลย จนกระทั่งสั่งสม สะสม 1 หน่วย 2 หน่วยจนเลย 50 หน่วย 60 หน่วยจนแสดงออก ช่วยตนเองได้ ผู้อื่นที่สามารถหยั่งรู้ได้อย่างพระพุทธเจ้าจะรู้ว่านี่มีจิตอัญญธาตุแล้ว หรือผู้ที่สั่งสม ผู้ที่ปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้าจะสั่งสมอัญญธาตุทุกคน กว่าจะมี อัญญธาตุ เป็นธาตุโลกุตระที่ศึกษาโลกุตระไปเลยได้ต้องมี อัญญธาตุ เลย 50 หน่วยขึ้นไป ถึงจะถือว่ามันเข้ากระแส เข้าเขตที่จะเป็นผู้...ถ้าจะบอกว่า 50 ยังไม่ถือว่าเที่ยง เสื่อมได้นะ แต่ถ้าเผื่อว่าไปถึง 75 แล้วจะถึงขั้นนิยตะ เที่ยง ที่จะเจริญเข้าไปพัฒนาตัวเองให้เป็นอย่างน้อยเป็นอรหันต์ได้ อย่างสูงขึ้นไปจะเป็นโพธิสัตว์ระดับสูงขึ้นไปตามลำดับ นี่คือนัยยะ ความลึกซึ้งของวิทยาศาสตร์ทางจิตที่พระพุทธเจ้าท่านทรงค้นพบแล้วเอามาประกาศในโลก เป็นเรื่องยิ่งใหญ่ ค่อยๆศึกษากันไป พวกเราชาวอโศกนี่แหละ จะวางรากฐานของความรู้โลกุตรธรรมไป เพราะมันเสื่อมมาตั้ง 2,500 ปี มันเสื่อม แล้วอาตมาได้เกิดมาในยุคนี้ มาเป็นผู้เอาโลกุตรธรรมขึ้นมาสถาปนาลงไปในโลก ใหม่ เพราะมันเสื่อมไปแล้วถ้าอาตมาไม่ขึ้นมา มันจะหายไปเลย อาตมารับผิดชอบอยู่แล้ว ยังไงก็ต้องมา มันมีกาละของมัน มันมีวาระเวลาที่อาตมาจะต้องออกมาทำงาน ทำมา 50 กว่าปีแล้วก็ยังทำต่ออยู่ ศึกษาต่อๆกันไป แล้วถามซ้ำว่าอย่างนี้ความเห็นแก่ตัวไหม รวมๆก็คือความเห็นแก่ตัวนั่นแหละ กิเลสมันทำเพื่อตนเองก็เป็นความเห็นแก่ตัวทั้งนั้น บำเรอตัวเองก็เป็นความเห็นแก่ตัวทั้งนั้น ที่บอกว่าทั้ง 2 ฝ่ายพอๆกันคือความแค้นกับความก้าวร้าว บอกว่ามีมืออาชีพไม่ทะเลาะกัน _(ต่อ)ทั้งสองฝ่ายพอ ๆ กัน มืออาชีพไม่ทะเลาะกัน ปรับความเข้าใจกัน คนไทยด้วยกัน กรรมใครกรรมมัน แบบนี้ได้มั๊ยเจ้าคะ หรือว่าดิฉันคิตไม่ถูกต้อง ประเทศเราจะได้ไปต่อ พ่อครูว่า…จะบอกว่าทั้ง 2 ฝ่ายคือความแค้นกับความก้าวร้าวไม่ทะเลาะกัน ปรับความเข้าใจกัน คนไทยด้วยกัน กรรมของใครของมัน แบบนี้ได้ไหม อาตมาไม่รู้จะบอกได้อย่างไร จะตอบอย่างไร คุณก็มีเจตนาดีไม่อยากให้คนที่มีความแค้นกับคนที่มีความก้าวร้าว เขาไม่ทะเลาะกัน จับมือกัน 2 ฝ่าย เป็นมืออาชีพด้วยกันทั้งคู่ก็ไม่ทะเลาะกันซะ ปรับความเข้าใจกันซะ เอ๊ พูดเป็นนัยๆ หมายถึงนักการเมืองที่เขามีอาการนี้กันอยู่ใช่ไหม เหมือนพูดเป็นนัยๆว่าพี่ไปหลายวันอะไรอย่างนี้ ทำให้เห็นว่าเอาเรื่องราวของตัวละครเรื่องจริงของนักการเมืองขณะนี้ 2 ฝ่าย ฝ่ายหนึ่งฝ่ายแค้นฝ่ายหนึ่ง ฝ่ายก้าวร้าว เขาเรียกกันอย่างนั้นเลยนะ _สู่แดนธรรม... ที่มาของปัญหานี้น่าจะฟัง ท่านถิรจิตโตเทศน์ ฝ่ายแค้นก็คือพรรคเพื่อไทย ฝ่ายก้าวร้าวก็คือพรรคก้าวไกลนี่แหละครับ พ่อครูว่า... ตามปฏิภาณของอาตมา อาตมาไม่ได้ไปจับเรื่องจากที่ท่าน ถิรจิตโตพูด คุณจะไปให้เขาจับมือกัน เอาน่า อาตมาว่าปล่อยให้เขาเล่นละครไปเถอะ ซึ่งไม่ใช่ละครหรอกเป็นเรื่องจริงของชีวิตบุพเพสันนิวาส มันเป็นละครเรื่องบุพเพสันนิวาสของโลก ก็ดูกันไป พวกเราชาวดูไปไม่ใช่พวกชาวดูไบ กรรมใครกรรมมัน แบบนี้ได้ไหม ก็กรรมใครกรรมมันอยู่แล้ว มันก็จะต้องไปต่อของมันเมื่อมันทะเลาะกันสุดท้าย อาตมาว่าพวกเราไม่มีสิทธิ์ที่จะไปละลาบละล้วงเข้าไปสู่ตรงนั้น มันหยาบเกินไป บอกได้เลยว่ามันหยาบเกินไปที่จะเข้าไปยื่นมือเข้าไปร่วม คำว่า หยาบเกินไป ถ้าใครฟังแล้ว (พ่อครูไอตัดออกด้วย) คำว่า หยาบเกินไปนี่ มันซับซ้อนลึกซึ้ง dialectic มันกลับไปกลับมา มันดูเหมือนใครมองว่าจะรุนแรงก็เรียกว่าหยาบ ถ้าใครมองว่ามันไม่มีอะไรมาก มันก็ดีมันละเอียด มันเป็นปฏิกิริยาของสงครามสังคม เรื่องการเมือง ขณะนี้เป็นเรื่องจริงของประเทศไทย ที่มันกำลังสังเคราะห์ความเป็นการเมืองของไทย ความเป็นประชาธิปไตยของไทย มันกำลังสังเคราะห์กันเข้า ละเอียด ละเอียด ลึกซึ้งขึ้น ดูเชิงหนึ่ง ก็บอกว่ามันหยาบ มันเละเทะรุนแรง ถ้าคนที่ดูไม่เป็นก็จะเป็นอย่างนั้น คนดูเป็นจะเห็นว่ามันกำลังสังเคราะห์เก็บละเอียดขึ้นไป เนียนนะ คนที่มองว่า มันแรง เรียกคำว่า “แค้น”ก็ดี คำว่า “ก้าวร้าว”ก็ดี การแสดงออก แค้นกับก้าวร้าว คำว่า แค้น มันเป็นเรื่องแรงอยู่นะ คำว่าก้าวร้าวก็เป็นเรื่องแรงไม่ใช่เรื่องเบาๆ เป็นสงครามที่เหมือนสงครามแรง แต่ที่จริงโดยลักษณะของความเป็นจริงที่มันเกิดการสังเคราะห์อยู่ขณะนี้ มันไม่แรงหรอก เท่าที่อาตมารู้ อาตมาถึงไม่ไปยุ่งไปเกี่ยวอะไร ปล่อยเขาจัดการกันเอง เหมือนกับหนังเรื่องรามเกียรติ์รบกัน หรือโขนรบกันเท่านั้นแหละ แล้วมันก็จะจบตามบท ผู้เขียนบทอาจจะเป็นพระเจ้าก็ได้ พระเจ้าอาจจะเป็นผู้เขียนบทก็ได้แล้วก็จะจบไปตามบทเอง _สู่แดนธรรม... พ่อท่านเคยบอกว่า ดูมวยต้องดูคะแนนให้ครบ 15 ยกครับ ไม่ใช่ดูการน็อคในระหว่างยก อย่างนั้นมันหยาบไปใช่ไหมครับ พ่อครูว่า... ใช่ มวยน็อคมันหยาบ เพราะมวยจะเป็นศิลปะชั้นสูงจะต้องเก็บชกให้ครบ 15 ยกแล้วก็เก็บคะแนนไป ใครเก่งก็ได้คะแนนเยอะ นั่นแหละถึงจะเป็นมวยศิลปะชั้นสูง ก็ศึกษาไป ใช้ภาษาสื่อสภาวธรรม ให้ฟังกัน 660626 ตอบปัญหาให้ถึงสัมมาธิปไตย รายการปรับทุกข์ปลุกธรรม #27 ราชธานีอโศก

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน